เซียนกระบี่

ตอนที่ 6 : การฝึกฝนสู่เส้นทางความเป็นอมตะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,370
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    31 ก.ค. 63

“ท่านพ่อโปรดสอนสั่ง” จี้หนิงรีบกล่าวด้วยความเคารพ

ซึ่งความจริง หลังจากที่อ่านหนังสือมากมายหลายเล่ม จี้หนิงพอจะมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับวิถีแห่งความเป็นอมตะอยู่บ้างแล้ว แต่ในฐานะของเด็กชายอายุสี่ขวบ เขาไม่ต้องการทำตัวผิดปกติจนเกินไป

“ตกลง ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นปราศจากความรู้สึก “ก่อนอื่น คงต้องพูดถึงเรื่องของระดับขั้นทั้งเจ็ด*”
“ลำดับแรกคือ ‘ระดับธรรมชาติ’ ซึ่งก็คือระดับของสิ่งมีชีวิตทั่วไป หากว่าเป็นมนุษย์จะมีอายุขัยประมาณหนึ่งร้อยปี”

“ถัดขึ้นไปในลำดับที่สองก็คือ ‘ระดับเหนือธรรมชาติ’ มนุษย์ที่กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจะมีอายุขัยยืนยาวได้ถึงสองร้อยปี”

“ลำดับที่สามคือ ‘ระดับตำหนักม่วง’ ผู้ที่ฝึกปรือถึงขั้นนี้จะถูกเรียกว่า ‘สาวกตำหนักม่วง’ มีอายุขัยยืดยาวออกไปถึงห้าร้อยปี”

“ผู้ที่ฝึกปรือบรรลุถึงลำดับที่สี่ ซึ่งก็คือ ‘ระดับหมื่นดาราร่วมสำแดง’ จะถูกยกย่องเป็น ‘ปรมาจารย์หมื่นสำแดง’ มีอายุขัยยืนยาวถึงแปดร้อยปี”

“เมื่อบรรลุถึงลำดับที่ห้า ‘ระดับจักรวาลแรกกำเนิด’ ผู้ฝึกปรือค่อยถือว่าเริ่มเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าที่แท้จริงในฐานะของ ‘นักพรต’”

“เหนือขึ้นไปคือ ‘ระดับว่างเปล่า’ ผู้ที่ฝึกปรือถึงขั้นนี้สามารถเรียกขานได้ว่าเป็น ‘ผู้อมตะพสุธา’ ซึ่งจะเริ่มพบพานการทดสอบจาก ‘ทัณฑ์สวรรค์’ หากมิอาจผ่านพ้นได้จะพบกับความพินาศถึงขั้นร่างสลายวิญญาณดับสูญ ต่อให้ฝืนรักษาชีวิตเอาไว้เส้นทางสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะก็จะสิ้นสุดลง คนผู้นั้นจะกลายเป็น ‘ผู้อมตะเสเพล’ ที่ไม่อาจรุดหน้าสู่ระดับต่อไป แม้จะยังรักษาพลังฝีมือที่เทียบเท่ากับเหล่าผู้อมตะพสุธาเอาไว้ได้ก็ตาม”

“หากสามารถข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้จึงเข้าถึงลำดับที่เจ็ดซึ่งก็คือระดับสุดท้าย ‘ระดับผู้อมตะสวรรค์’ และมีแต่ฝึกปรือจนบรรลุถึงระดับนี้ ผู้ฝึกตนค่อยหลุดพ้นจากการถูกผูกมัดของธาตุและขันธ์ทั้งห้า กลายเป็นผู้อมตะที่แท้จริง…”

“ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้วว่าการฝึกปรือเพื่อเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะนั้นยากเย็นถึงเพียงไหน” จี้ยี่ฉวนหยุดพูดและจ้องมองไปที่จี้หนิง เขาคาดว่าจะได้เห็นสีหน้าอันแตกตื่นหรือสิ้นหวังจากบุตรชายผู้นี้ แต่แล้วก็ต้องพบกับความประหลาดใจเมื่อสิ่งที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าดวงน้อยกลับเป็นความจดจ่อจริงจัง จึงลอบสะกดความพึงพอใจเอาไว้แล้วกล่าวสืบต่อ

“ในยุคแห่งเทพอสูร เหล่าเทพอสูรล้วนถือกำเนิดขึ้นเองจากฟ้าดินตามธรรมชาติ ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์มากมายตั้งแต่เกิดเช่นเดียวกับเหล่าเทวะและอสูรแห่งเทวโลก พวกมันถือเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติโดยกำเนิด และมีแต่พวกมันที่สามารถฝึกปรือวิถีแห่งความเป็นอมตะได้”

“อย่างไรก็ตามสวรรค์ไม่เคยละทิ้งผู้มีความตั้งใจ จึงปรากฏยอดคนมากมายในอดีตที่พากเพียรฝึกฝนจนค้นพบเคล็ดวิชาแห่งความเป็นอมตะที่จะช่วยพัฒนาให้สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติสามารถทะยานขึ้นเทียบเคียงกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติได้ แต่ในการขัดขืนเจตนาดั้งเดิมของสวรรค์และฝ่าฝืนกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติเช่นนี้ ความลำบากยากเข็ญที่จะต้องเผชิญย่อมสุดที่ผู้คนทั่วไปจะรับไว้ได้ เจ้ายังคิดจะฝึกปรืออยู่อีกหรือ?”

จี้หนิงตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเช่นนั้นหรือ? หากมิใช่เกิดเหตุหายนะขึ้นในยมโลก เขาคงได้ไปเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในเทวโลกแต่แรกแล้ว เขายังแว่วเสียงกล่าวของบิดาต่อไปว่า

“ต่อให้สามารถเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ อุปสรรคต่อไปคือการเข้าสู่ระดับตำหนักม่วง มีแต่เมื่อจัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่างสำเร็จ ค่อยถือว่าเจ้ามีคุณสมบัติในการพาตัวเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะ แต่อัตราความเป็นไปได้นั้นมีเพียงหนึ่งในแสนหรือกระทั่งหนึ่งในล้าน เจ้ายังคิดจะฝึกปรืออยู่อีกหรือ?”

จี้หนิงผงกศีรษะอย่างมั่นคง เขาทราบอยู่แต่แรกแล้วว่านี่มิใช่เรื่องง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็ปลุกปลอบสมาธิตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ ตำรับตำราที่ตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตกรวบรวมไว้เพียงพูดถึงอุปสรรคทั้งสองนี้ ไม่มีเล่มไหนที่กล่าวถึงเรื่องราวหลังจากนี้อีก

“วันที่เจ้าเดินเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะหรืออีกนัยหนึ่งวันที่เจ้าจัดตั้งตำหนักม่วงขึ้นในร่างได้สำเร็จ นั่นเท่ากับว่าเจ้าเริ่มท้าทายลิขิตสวรรค์ ทุกสามร้อยปีนับจากวันนั้นเจ้าจะถูกสวรรค์ทดสอบหนึ่งครั้ง ทั้งยังต้องเผชิญกับภัยพิบัติในทุกๆเก้าร้อยปี ดังที่ผู้ฝึกตนมีคำกล่าวว่า ‘สามหายนะเก้าภัยพิบัติ’ หายนะที่เกิดทุกสามร้อยปียังอาจสามารถหลีกเลี่ยงหรือรับมือได้ไม่ยากนัก แต่ภัยพิบัติที่จะมาถึงในทุกเก้าร้อยปีนั้นกลับยากที่จะข้ามผ่านได้ จนกว่าจะถึงวันที่เจ้าสำเร็จเป็นผู้อมตะสวรรค์ เจ้าจะต้องพบกับบททดสอบเหล่านี้ไปชั่วชีวิต”

สามหายนะเก้าภัยพิบัติ? จี้หนิงรีบระงับความแตกตื่นแล้วทบทวนคำบอกเล่าของบิดาจนขึ้นใจ
………….

สายตาของจี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียต่างจับจ้องมาที่บุตรชาย ถึงตอนนี้เค้าแห่งความแตกตื่นเริ่มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของจี้หนิงแล้ว จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะเล็กน้อย ลอบครุ่นคิดขึ้นว่าในที่สุดเด็กน้อยเจ้าก็เข้าใจในความยากลำบากของสิ่งที่เจ้าเพ้อฝันถึงแล้ว

“ลูกเรายังเล็กนัก อย่าได้ข่มขู่เขาถึงเพียงนี้ได้หรือไม่?” อู่ฉีเซวียรีบกล่าวตัดบทขึ้น

“ท่านแม่ ข้าไม่เป็นไร” จี้หนิงรีบหันไปบอกผู้เป็นมารดา สีหน้ากลับคืนสู่ความร่าเริงอย่างรวดเร็วจนจี้ยี่ฉวนอดประหลาดใจมิได้

“ท่านพ่อ ตอนนี้ข้าขอเพียงตั้งใจฝึกปรือให้เข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติและตำหนักม่วงได้ก็พอใจแล้ว เรื่องสามหายนะเก้าภัยพิบัตินั้นยังห่างไกลอีกมากนัก”

“เจ้าคิดได้เช่นนั้นก็ดี วิถีสู่ความเป็นอมตะลำบากยากเข็ญ ทอดตาทั่วทั้งเทือกเขานางแอ่นนี้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพียงอยู่ที่ระดับสาวกตำหนักม่วงเท่านั้น ถึงต่อให้นับรวมทั่วทั้งจักรวรรดิ์เซี่ย ในช่วงเวลานับล้านปีอาจมีผู้สำเร็จเป็นผู้อมตะสวรรค์เพียงคนเดียว”

จี้หนิงผงกศีรษะรับอย่างไร้ข้อกังขา

เมื่อตอนที่อยู่ในยมโลก เจ้าตำหนักขุยได้บอกเขาไว้แล้วว่า เคล็ดวิชาเพ่งจิตไปยังรูปของเทพธิดาหนี่วาก็เพียงช่วยเพิ่มโอกาสที่เขาจะได้เป็นผู้อมตะสวรรค์เท่านั้น ยังมีอุปสรรคอีกมากที่เขาจะต้องข้ามผ่าน นี่ยังไม่นับด้วยซ้ำว่าในตอนนั้นเขาถูกกำหนดให้ไปเกิดเป็นทหารสวรรค์ในเทวโลก

“เจ้ายังคิดจะฝึกตนเพื่อเป็นผู้อมตะอยู่อีกหรือไม่?” บิดาของเขาถามย้ำ

“แน่นอน” จี้หนิงตอบรับทันที

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะอย่างพึงพอใจ หากบุตรของเขายอมล้มเลิกความตั้งใจเพียงเพราะได้รับฟังถึงความยากลำบากในการฝึกปรือเขาคงจะผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนเขาย่อมไม่รู้ว่าจี้หนิงได้รับทราบถึงความยากลำบากของการเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะมาตั้งแต่แรกแล้ว

“แต่ทว่า…” จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้ว “เจ้ายังเด็กเกินไป เส้นลมปราณในร่างเจ้ายังมิอาจรับผลกระทบจากการฝึกปรือเคล็ดวิชาอมตะระดับสูงที่ลึกล้ำ ส่วนเคล็ดวิชาทั่วไปก็ไม่คู่ควรกับการเหลืบแล…”

“ท่านพ่อ ข้าคิดขอฝึก ‘เคล็ดวิชากายาเทพอสูร’”

“นี่เจ้ารู้จักกระทั่งกายาเทพอสูรเชียวหรือ?” จี้ยี่ฉวนอดประหลาดใจมิได้

อู่ฉีเซวียหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวอย่างเอ็นดู “ดูท่าลูกของเราจะอ่านหนังสือมามิใช่น้อย เขารู้กระทั่งว่าการฝึกปรือสู่วิถีอมตะทำได้ถึงสองทาง”

ที่แท้การฝึกปรือในวิถีแห่งความเป็นอมตะสามารถกระทำได้สองทาง

ทางแรกคือการฝึก ‘พลังปราณ’ นี่เป็นหนทางหลักที่ผู้คนมากกว่าเก้าในสิบเลือกที่จะฝึกปรือ ผู้ฝึกจะสามารถเรียกใช้ของวิเศษ สร้างหุ่นวิญญาณ บงการฝูงสัตว์ประหลาด สร้างค่ายกล หรือแม้กระทั่งฝึกปรือวิชามาร จึงนับได้ว่าเป็นเส้นทางที่โดดเด่นชัดเจน

ทางที่สองคือการฝึก ‘กายาเทพอสูร’ เนื่องจากเหล่าเทพอสูรนั้นถือกำเนิดจากธรรมชาติและมีพลังวิเศษมาตั้งแต่เกิด แม้แต่ผานกู่ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ก็เป็นเทพอสูรผู้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ยุคจักรวาลแรกกำเนิด ดังนั้นจึงมียอดคนมากมายที่พากันค้นหาวิธีการฝึกฝนร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังที่เทียบเท่ากับเหล่าเทพอสูร ร่างที่คงกระพัน ร่างที่มากด้วยอิทธิฤทธิ์ ร่างที่สามารถจำแลงเป็นสามเศียรหกกร ร่างที่สามารถก่อกำเนิดได้ใหม่จากเลือดเพียงหยดเดียว ในระดับเดียวกันนั้นผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรจะสามารถเอาชัยผู้ฝึกปรือพลังปราณได้อย่างไม่ยากเย็น

“เจ้ารู้แล้วหรือไม่ ว่ากายาเทพอสูรนั้นยังฝึกได้ยากเย็นยิ่งกว่าพลังปราณอีก?” จี้ยี่ฉวนกล่าวเตือนสติบุตรชาย

“ท่านพ่อ เคล็ดวิชาทั้งสองนี้สามารถฝึกร่วมกันได้ ข้าจะเริ่มฝึกกายาเทพอสูรก่อน หลังจากนั้นค่อยฝึกพลังปราณ แล้วเมื่อถึงเวลาค่อยมุ่งเน้นในเส้นทางที่เหมาะกับข้าที่สุด ท่านกล่าวเองมิใช่หรือว่าการฝึกพลังปราณในตอนนี้จะส่งผลเสียกับเส้นลมปราณของข้า เช่นนั้นกายาเทพอสูรกลับเป็นตัวเลือกอันเหมาะสม เพราะสามารถฝึกได้โดยมิต้องกังวลต่อข้อจำกัดเรื่องเส้นลมปราณ”

จี้ยี่ฉวนสองสามีภรรยาสบตากัน บุตรชายผู้นี้คงลอบศึกษาและไตร่ตรองถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เป็นเรื่องจริงที่เคล็ดวิชากายาเทพอสูรนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อเส้นลมปราณในร่างกาย เนื่องจากเทพอสูรมีโครงสร้างร่างกายที่แตกต่างกันไปมากหลาย เคล็ดวิชาดังกล่าวจึงเน้นเพียงการเพาะสร้างร่างกายและอวัยวะภายในเท่านั้น

“เช่นนั้นก็ได้ ตระกูลจี้ของเราแยกย้ายกันเก็บรักษาเคล็ดวิชากายาเทพอสูรรวมทั้งสิ้นสิบเก้าเล่ม ข้าจะให้เจ้าลองเลือกดูว่าเจ้าอยากฝึกปรือเคล็ดวิชาใด”

จี้หนิงรีบรับคำด้วยความยินดี

“เจ้าดำ”

เมื่อจี้ยี่ฉวนส่งเสียงเรียกไปในความมืดมิดภายนอก ร่างของชายกลางคนผมดำเจ้าของดวงตาแคบเรียวที่เปล่งประกายสีแดงจางๆก็ปรากฎขึ้นจากความมืด

“ท่านลุงดำ” จี้หนิงรีบส่งเสียงทักทาย เขาได้รับรู้มาก่อนแล้วว่าท่านลุงดำของเขาผู้นี้ คือสัตว์อสูรที่บรรลุระดับขั้นเหนือธรรมชาติ

ตามคำร่ำลือแล้ว สัตว์ร้ายส่วนมากล้วนมีอายุขัยยาวนาน บางชนิดยังมีระดับสติปัญญาตลอดจนสัญชาตญาณอันสูงส่ง แม้ไม่มีผู้ใดถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ ก็ยังสามารถดูดซับธาตุพลังแห่งธรรมชาติไว้ในร่างกายจนถึงระดับที่สามารถข้ามขอบเขตขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติด้วยตนเองและกลับกลายเป้นสัตว์อสูรในที่สุด

“ยี่ฉวน ท่านต้องการสิ่งใด” ท่านลุงดำยิ้มรับคำทักทายแล้วกล่าวถาม

“ข้าจะขอให้เจ้าช่วยเดินทางไปยังหอตำราของตระกูล เพื่อนำเอาคัมภีร์เคล็ดวิชากายาเทพอสูรฉบับคัดย่อทั้งสิบเก้าเล่มมาให้แก่ลูกหนิง”

“ให้แก่จี้หนิง?” ท่านลุงดำปรายตามองไปที่จี้หนิงแล้วหัวเราะเสียงดังในขณะที่ร่างหลอมกลืนหายไปกับความมืดรอบตัว “หลานชายของเราผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”

จี้หนิงสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับสติ ท่านลุงดำกล่าวถูกแล้ว ดูเหมือนเขาจะทะเยอทะยานไปบ้างจริงๆ แต่นั่นก็เพราะเขาทราบดีว่าบิดาของเขาจะไม่อนุญาตให้ฝึกปรือพลังปราณในตอนนี้อย่างเด็ดขาด และอีกประการหนึ่งก็คือ ถึงจะมีขั้นตอนการฝึกปรือที่ยากลำบาก แต่ความแข็งแกร่งของผู้ฝึกกายาเทพอสูรนั้นเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกพลังปราณในระดับเดียวกันอย่างชัดเจน
…………….

สายลมพลิ้วพัดวูบในห้องโถงใหญ่ ชายกลางคนผมสีดำปรากฎตัวขึ้นกลางห้องอย่างไร้ร่องรอยให้สืบสาว

ท่านลุงดำส่งยิ้มให้กับจี้หนิง “นี่คือเคล็ดวิชากายาเทพอสูรฉบับคัดย่อทั้งสิบเก้าเล่ม”

จี้ยี่ฉวนกล่าวเสริมขึ้นว่า “ลูกหนิง คัมภีร์ฉบับคัดย่อพวกนี้จะกล่าวถึงเคล็ดวิชาในช่วงต้น พร้อมทั้งข้อมูลและรายละเอียดพื้นฐานของแต่ละเคล็ดวิชา เจ้าลองอ่านและคัดเลือกดู”

คัมภีร์คัดย่อแต่ละเล่มมีความหนาไม่มากนัก คาดว่าจัดทำขึ้นเพื่อความสะดวกในการเก็บรวบรวมในห้องสมุดของแต่ละเขตปกครอง ทั้งยังช่วยป้องกันฉบับจริงจากการถูกลักขโมย

จี้หนิงกลั้นใจยื่นมือหยิบตำราเล่มแรกขึ้นมา…

………

* เนื่องจากผู้แต่งเน้นอยู่ตลอดว่าการเป็นอมตะคือการฝืนทวนลิขิตฟ้าดิน จึงเข้าใจว่าผู้แต่งน่าจะจงใจตั้งระดับให้ย้อนทวนตำนานกำเนิดจักรวาลของจีน ที่เริ่มจากความว่างเปล่า ก่อเกิดเป็นความวุ่นวายของจักรวาลแรกกำเนิด จากนั้นผานกู่ผู้ถือกำเนิดจากความวุ่นวายนั้นจึงค่อยแบ่งฟ้าแยกแผ่นดิน ก่อกำเนิดเป็นผืนฟ้า ดวงดารา และแผ่นดินแผ่นน้ำ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น