เซียนกระบี่

ตอนที่ 57 : DE-57

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 358
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

ประมุขคนที่ห้า? ข้านี่หรือ?” จี้หนิงอดมิได้ต้องเอ่ยถาม

โคชราสีดำแสดงท่าทีขบขันพลางเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นจนสามารถเห็นได้อย่างเลือนราง ว่าร่างของมันแท้จริงแล้วโปร่งแสงปราศจากเลือดเนื้อ

“นี่ไม่มีใดน่าสงสัย เป็นเจ้านั่นเอง”

“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ว่าเหตุใดข้าจึงเป็นประมุขคนที่ห้า ผู้อมตะจูหัวมิใช่ประมุขคนแรกหรอกหรือ?”

“ท่านเซียนจูหัวเป็นประมุขคนที่สามของสถานที่แห่งนี้” โคชรากล่าวตอบ

“ถ้าเช่นนั้นประมุขคนที่สี่คือผู้ใด?” จี้หนิงเอ่ยถามต่อไปด้วยความสงสัย ข้อมูลที่ได้รับผ่านจดหมายบนเปลือกไม้ของตระกูลเฉินหรง ทำให้เขาเข้าใจมาตลอดว่าผู้อมตะจูหัวยังไม่มีผู้สืบทอดจนถึงปัจจุบัน

ดวงตาของโคชราสีดำทอแววหวนรำลึก มันกล่าวอย่างเชื่องช้า “ในครั้งนั้นชื่อเสียงของผู้อมตะจูหัวแห่งจักรวรรดิเซี่ยโดดเด่นดุจตะวันกลางหาวในฐานะผู้อมตะเสเพล* ที่เอาชีวิตรอดผ่านสามหายนะเก้าภัยพิบัติมาได้หลายล้านปีราวปาฏิหาริย์ ทว่าความหนักหนาของทัณฑ์สวรรค์นั้นจะเพิ่มขึ้นในทุกๆรอบที่ผ่านไป… ในที่สุดท่านเซียนก็มาถึงขีดจำกัด”

“ท่านเซียนคำนวณแล้วว่าว่าต่อให้เป็นผู้อมตะสวรรค์ที่แท้จริงก็คงไม่อาจข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ในรอบต่อไป จึงประกาศรับศิษย์เพื่อสืบทอดวิชาฝีมือโดยจำกัดว่าต้องเป็นผู้ที่ฝึกปรือวิชากายาเทพอสูรถึงระดับเหนือธรรมชาติหรือสาวกตำหนักม่วงเท่านั้น”

“เส้นทางระเบียงที่ใช้ในการทดสอบจึงแบ่งออกเป็นสองเส้นทาง สายหนึ่งสำหรับระดับเหนือธรรมชาติซึ่งก็คือเส้นทางที่เจ้าทดสอบผ่านมา และอีกสายหนึ่งสำหรับบรรดาสาวกตำหนักม่วง”

“หลังจากที่อัจฉริยะคนแล้วคนเล่านับจำนวนไม่ถ้วนล้มตายลงในการทดสอบ ในที่สุดยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงที่มีนามว่า ‘บี่’ ก็ผ่านการทดสอบได้สำเร็จ”

“ทว่าโชคร้าย…” โคชราส่ายหน้าพ่นลมหายใจออก “หลังจากที่ท่านเซียนเสียชีวิตไปไม่นาน บี่ที่ขณะนั้นอยู่ในระดับปรมาจารย์หมื่นสำแดง ก็เสียชีวิตลงเช่นกัน นับจากนั้นนิเวศน์แห่งนี้ก็ปราศจากประมุขผู้ครอบครอง ส่วนเขาเสียชีวิตลงที่ไหนด้วยเหตุใดนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบเช่นกัน”

จี้หนิงสอบถามด้วยความสนใจว่า “หรือว่าบี่มิได้พกนำนิเวศน์แห่งนี้ติดตัวไปด้วย?”

“พกนำติดตัวงั้นหรือ? กระทั่งพันธะครอบครองเขาก็ยังไม่สามารถสร้างได้ เขาจะพกนำติดตัวไปได้อย่างไร?”

“กระทั่งฝีมือระดับหมื่นดาราร่วมสำแดงก็ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างพันธะครอบครอง?”

“เด็กน้อยอย่าได้ประเมินทิพยสถานแห่งนี้ต่ำทรามเกินไป นิเวศน์หลังนี้มีประวัติความเป็นมาอันยิ่งใหญ่ ต่อให้บรรลุถึงระดับจักรวาลแรกกำเนิด หากพลังการฝึกปรือไม่ลึกล้ำเพียงพอก็ยังไม่อาจสร้างพันธะครอบครองได้ หรือต่อให้สามารถบังคับสร้างพันธะขึ้น ก็ไม่อาจควบคุมสั่งการนิเวศน์แห่งนี้ได้ดั่งใจ”

จี้หนิงขบคิดแล้วก็เห็นพ้อง ทิพยสถานที่สามารถเคลื่อนย้ายร่างของผู้คนได้ดังใจไหนเลยสามารถควบคุมสั่งการได้โดยง่าย

“เด็กน้อยเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้แล้วกระมัง?”

“ผู้อาวุโสโปรดเรียกข้าว่าจี้หนิงเถิด”

“เด็กน้อยจี้หนิง” โคชรายกเท้าขึ้นแตะอาสนะยักษ์บนพื้น “เจ้าครุ่นคิดหรือไม่ว่าเหตุใดอาสนะเหล่านี้จึงมีขนาดใหญ่โตนัก?”

จี้หนิงขบคิดชั่วขณะแล้วตอบว่า “เมื่อตอนที่ข้าเห็นพวกมันเป็นครั้งแรกข้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่เมื่อได้ทราบว่าเซียนอมตะจูหัวก็ยังมิใช่ประมุขคนแรกของสถานที่แห่งนี้ ข้าจึงคาดเดาว่าทิพยสถานแห่งนี้คงเคยถูกครอบครองโดยพวกยักษ์หรือเผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายใหญ่โตอื่นๆ”

“ถูกต้องแล้ว หนึ่งในสาเหตุที่ท่านเซียนจูหัวมีพลังกล้าแข็งจนถูกยกย่องว่าเป็นผู้อมตะเสเพลที่มีชีวิตยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็เพราะได้รับพลังจากทิพยสถานที่มีเบื้องหลังอันยิ่งใหญ่แห่งนี้เอง ท่านเซียนคาดเดาว่าสถานที่แห่งนี้สมควรเป็นที่ซึ่งเหล่าเทพอสูรอยู่อาศัยมาก่อน จึงได้กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้”

มันหยุดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อไป “ท่านเซียนเองเมื่อครั้งยังหนุ่มก็ต้องผ่านการทดสอบทั้งสามนี้เช่นกัน การทดสอบสามด่านและข้อกำหนดที่ว่าผู้เข้าทดสอบต้องเป็นผู้ฝึกกายาเทพอสูร เป็นระเบียบที่ตกทอดมาจากประมุขคนแรกซึ่งน่าจะเป็นเทพอสูรผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ จากการจัดวางของอาสนะเหล่านี้ คาดว่าท่านผู้นั้นคงเคยนั่งในตำแหน่งประมุขและทำการอรรถาธิบายวิถีแห่งเต๋าท่ามกลางเหล่าเทพอสูรนับร้อยที่น้อมรอรับฟัง…”
………

จี้หนิงและโคชราสีดำที่ช่างพูดคุยนี้สนทนากันต่ออีกครู่ใหญ่ ก่อนที่จี้หนิงจะอดรนทนมิได้กล่าวถามออกไป

“อะไรคือสิ่งที่ข้าจะได้รับในฐานะประมุขคนที่ห้าของสถานที่แห่งนี้? ในเมื่อท่านเซียนทรงอิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนั้น ท่านสมควรตกทอดบางสิ่งบางอย่างไว้ให้แก่ทายาทบ้างกระมัง?”

โคชรานิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนกะพริบตาทอดถอนใจ
“สำหรับเรื่องนั้น ข้าต้องขอแสดงความเสียใจด้วย สมบัติที่ท่านเซียนจูหัวตกทอดเอาไว้ ถูกส่งมอบให้แก่บี่ไปหมดสิ้นแล้ว เมื่อบี่จบชีวิตลงที่เบื้องนอก ทุกประการก็สาบสูญไป ส่วนสมบัติอื่นๆนอกจากนั้นยังคงถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่นิเวศน์แห่งนี้ ทว่าเจ้ายังไม่สามารถครอบครองมัน”

“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ข้ามิได้เป็นประมุขคนปัจจุบันแล้วหรอกหรือ?” จี้หนิงรีบสอบถาม

โคชราส่ายหน้าด้วยความสงสารระคนอ่อนใจ “นี่มีอันใดน่าประหลาด? หากจะเปรียบเทียบก็เสมือนกับการที่เจ้าได้รับสมบัติวิเศษประเภทเก็บของแต่กลับไม่สามารถสร้างพันธะครอบครอง เมื่อเป็นเช่นนั้นเจ้าไหนเลยนำเอาสิ่งของข้างในออกมาได้? ตัวเจ้าในปัจจุบันเพียงได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ห้องโถงหลักแห่งนี้เท่านั้น”

จี้หนิงรู้สึกทั้งผิดหวังทั้งงุนงงต่อสิ่งที่ได้รับฟัง แต่โคชรายังคงกล่าวต่อไป “จงเร่งฝึกฝนตนเองให้บรรลุถึงระดับสาวกตำหนักม่วงแล้วสร้างพันธะครอบครองกุญแจนิเวศน์ชิ้นนี้ เมื่อใดที่เจ้าทำสำเร็จ เมื่อนั้นเจ้าจึงมีสิทธิ์เข้าสู่พื้นที่ส่วนต่อไป และได้รับสมบัติที่เก็บรักษาอยู่ในพื้นที่นั้น”

เมื่อคำพูดของมันสิ้นสุด เครื่องรางสีเทาเข้มก็ปรากฎขึ้นกลางอากาศแล้วค่อยๆลอยลงบนอาสนะอย่างนิ่มนวล

จี้หนิงก้มลงเก็บเครื่องรางที่เป็นกุญแจนิเวศน์ขึ้นมาสำรวจ เครื่องรางชิ้นนี้ดูเผินๆไม่มีอันใดพิเศษ มีเพียงตัวอักษรโบราณหวัดยุ่งเหยิงจารึกอยู่หนึ่งตัวว่า ‘ขวา’

น่าประหลาดที่เขาไม่เคยเห็นตัวอักษรนี้มาก่อนแต่กลับเข้าใจความหมายของมันได้ในทันทีที่มองผ่านเป็นครั้งแรก เขารีบเก็บมันเข้าไปในสมบัติวิเศษของตน

“ในเมื่อเจ้าเข้าใจเรื่องราวทุกประการแล้วก็ถึงเวลาที่สมควรจะต้องจากไป ข้าจะส่งเจ้ากลับไปยังทะเลสาบอสรพิษเหินหาว…”

“ช้าก่อน!” จี้หนิงรีบส่งเสียงทัดทาน

“ยังมีเรื่องอื่นใดอีกหรือ?”

“เพียงนี้… เพียงนี้เท่านั้นหรือ?” จี้หนิงโอดอุทธรณ์ “ที่ข้าสู้ฝ่าฟันเอาชีวิตรอดมาได้ ก็เพื่อรับกุญแจนิเวศน์ที่ไม่สามารถใช้งานได้ชิ้นนี้เท่านั้นหรือ?”

โคชรากะพริบตาถี่ๆ “นี่จะโทษผู้ใดได้ ในเมื่อเจ้าของนิเวศน์รุ่นก่อนล้วนเสียชีวิตหมดสิ้น ข้าเองก็เป็นเพียงจิตวิญญาณที่ไม่มีสมบัติใดๆในครอบครอง ส่วนวิชาที่เจ้าฝึกฝนก็คือประกายชาดเก้าชั้นฟ้าที่เป็นวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่งอยู่แล้ว… มีแล้ว! เจ้าเคยได้ยินสิ่งที่เรียกว่าเคล็ดวิชาเพ่งจิตมาก่อนหรือไม่?” มันร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้

“เคล็ดวิชาเพ่งจิตเป็นสุดยอดวิชาที่ช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งให้แก่จิตใจของผู้ฝึก แทบทั้งหมดล้วนเป็นเคล็ดลับที่เพียงถ่ายทอดภายในชาติตระกูลชั้นสูง ข้าจะถ่ายทอดให้แก่เจ้า… รีบเอาหมึกและพู่กันออกมา”

ในใจของจี้หนิงอดมิได้ต้องหวนระลึกไปถึงภาพวาดเทพธิดาหนี่วา เขาเรียกเอาหมึก พู่กัน และหนังสัตว์ผืนใหญ่ออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก

โคชราสีดำจดจ้องไปที่พู่กันและบังคับให้มันลอยขึ้นจุ่มลงในน้ำหมึก “ข้าเองก็ฝึกฝนพลังแห่งจิตมาเป็นเวลานานแสนนาน ถึงอาจจะยังด้อยกว่าเจ้าแต่การบังคับพู่กันแค่นี้ยังไม่นับเป็นอย่างไรได้”

พู่กันที่ลอยอยู่ในอากาศถูกขีดลากไปมาจนในที่สุดภาพของพระพุทธที่มีพระพักตร์เมตตากรุณาก็ปรากฎขึ้นบนผืนหนังสัตว์ ที่ด้านหลังของท่านมีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทอแสงรัศมีแผ่ไพศาล

“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” โคชราจ้องมองผลงานพลางกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “ภาพ ‘พุทธะ ตะวัน จันทรา’ นี้แสดงถึงพระพักตร์ที่แท้จริงของพุทธองค์ ในอดีตท่านเซียนจูหัวมักใช้ในการฝึกฝนจนข้าเองก็จดจำได้ขึ้นใจ ถึงแม้รูปที่ข้าวาดขึ้นนี้จะไม่อาจเปรียบเทียบได้กับภาพวาดฉบับจริง แต่หากเจ้าตั้งใจฝึกฝนก็น่าจะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน”

เมื่อเห็นจี้หนิงยังคงมีสีหน้าไม่มั่นใจ มันจึงอธิบายต่อ
“การจะเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าอันยิ่งใหญ่ เพียงแค่การฝึกฝนทางกายภาพนั้นยังไม่เพียงพอ จิตใจของเจ้าต้องสามารถตีความและเข้าถึงความลึกล้ำที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในด้วย…”

เมื่อเห็นสีหน้าอันผิดหวังของจี้หนิงที่ยิ่งมายิ่งแสดงออกอย่างชัดแจ้ง มันเริ่มคาดเดาได้ในที่สุด “ที่แท้เจ้าเรียนรู้เคล็ดวิชาเพ่งจิตอยู่ก่อนแล้ว อืมม์… นี่จึงมีเหตุผล และสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเจ้าจึงมีพลังแห่งจิตที่เข้มแข็งถึงเพียงนั้น”

มันก้มหน้าครุ่นคิดหาหนทางต่อไป ในขณะที่จี้หนิงเฝ้ารอคอยด้วยความคาดหวัง โคชราสีดำติดตามอยู่ข้างกายผู้อมตะจูหัวมาเนิ่นนาน มันสมควรมีความรอบรู้อันกว้างขวาง

“ข้านึกอะไรออกแล้ว ก่อนหน้านี้ข้าเห็นเจ้าใช้พลังแห่งจิตตานุภาพบังคับศัสตราวุธหลายพันเล่มเข้าจู่โจมหุ่นกลไกจนประสบผลสำเร็จ เคล็ดวิชานี้พอดีเหมาะสมกับเจ้าเป็นที่สุด” โคชรากล่าวด้วยความลิงโลดยินดี

“ในอดีตเมื่อครั้งที่ข้าติดตามท่านเซียนเดินทางฝึกฝนฝีมือ ข้ามีโอกาสได้เห็นท่านสังหารศัตรูอันร้ายกาจที่มีพลังในการควบคุมพยุหะกระบี่บิน ท่านเซียนรู้สึกว่านี่เป็นเคล็ดวิชาอันร้ายกาจ จึงทำการศึกษาค้นคว้าจนบรรลุถึงแก่นแท้ของมัน ข้าจะคัดลอกออกมาให้กับเจ้า เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า ‘พยุหะพันกระบี่จำลอง’ ”
………………………………

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น