เซียนกระบี่

ตอนที่ 55 : DE-55

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 26 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

เมื่อร่างที่ถูกกระแทกลอยขึ้นของจี้หนิงร่วงหล่นลงถึงพื้น รอบกายของเขาก็ถูกแวดล้อมไปด้วยความเงียบ เป็นความเงียบสงัดจนน่าหวาดหวั่น

เขาไม่อาจได้ยินสุ้มเสียงใดๆทั้งสิ้น ความรู้สึกที่หลงเหลือทั้งมวลก็เริ่มจางหายไปจากร่างกายทีละน้อย

ห้วงเวลานั้นเองที่พลังศักสิทธิ์แห่งกายาเทพอสูรเริ่มยื้อแย่งชีวิตของเขากลับคืนมาจากความตาย ทำการซ่อมแซมโครงกระดูกและอวัยวะภายในภายนอกของเขา จนประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับคืนมาอีกครั้ง

“ช่างหวุดหวิดหวาดเสียวยิ่งนัก…” จี้หนิงรู้ตัวดีว่าตนเองได้วนเวียนผ่านปากทางเข้ายมโลกมาอีกคราหนึ่ง เขาเหลือบมองไปยังร่างของตัวประหลาดขนยาวที่แผ่รัศมีแห่งความตายออกมา

“เพียงฝ่ามือเดียวเท่านั้น มิเพียงรวดเร็วจนไม่อาจหลบหลีก พลังทำลายยังเหนือล้ำยิ่งกว่าเก้ายักษาอีกหลายขั้น”

ตัวประหลาดขนดำยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ดวงตามันวาวสีเขียวจ้องมองมาที่จี้หนิง มันพลันเอ่ยวาจาออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ข้ารอคอยมานานเหลือเกิน เนิ่นนานจนลืมเลือนแล้ว ว่ารอคอยมาเป็นเวลายาวนานเพียงใด…”

“จู่โจมเข้ามาเถิด ไม่จำเป็นต้องเอาชัยหรือสังหารข้า ขอเพียงเจ้าทำให้ข้าล้มลงหรือสร้างบาดแผลให้กับข้าโดยที่เจ้ายังรักษาชีวิตไว้ได้ก็พอ”

“ทำให้ล้มลง?” จี้หนิงคืบคลานขึ้นจากหลุมโลหิตที่เกิดขึ้นจากตัวเขาเองอย่างยากลำบาก

“คำพูดบอกกล่าวอย่างชัดแจ้ง ขอเพียงเจ้าสามารถสร้างบาดแผลให้กับข้า ทำให้ร่างของข้าเปิดออก ทำให้โลหิตของข้าหลั่งไหล ข้าจะล้มตัวลงเอง” ตัวประหลาดขนดำกล่าวอย่างเชื่องช้า

“ข้าทำผิดพลาดไปในคราครั้งก่อนที่มีผู้บุกฝ่ามาถึงข้าได้ เด็กหนุ่มผู้นั้นใช้ผนึกแห่งเต๋าขั้นสูงกระแทกทำร้ายข้าจนได้รับบาดเจ็บแต่ข้ากลับลืมฉวยโอกาสล้มตัวลง ความผิดพลาดในครั้งนั้นทำให้ข้าต้องรอคอยต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ความเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่เพียงผู้เดียวนับหลายล้านปีช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”

จี้หนิงสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ ตัวประหลาดที่เบื้องหน้านี้กลับมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ในยุคของผู้อมตะจูหัว แต่ตัวมันกลับมิใช่ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะอย่างเด็ดขาด เนื่องเพราะนอกจากยอดคนระดับผู้อมตะสวรรค์แล้ว ผู้อมตะในระดับอื่นไม่มีทางมีชีวิตยืนยาวมาได้ถึงเพียงนี้

“นายท่านเพียงสั่งเอาไว้ว่าขอเพียงมีผู้ที่สามารถทำให้ข้ารับบาดเจ็บล้มลง ผู้นั้นก็จะผ่านการทดสอบ… มาเถิด… สร้างบาดแผลให้แก่ข้า ข้าจะรีบล้มตัวลงในทันที”

จี้หนิงใช้พลังแห่งจิตตานุภาพดึงดูดเอากระบี่อุดรทมิฬเข้าสู่มือทั้งสองที่เพิ่งฟื้นฟูกลับมา ตัวประหลาดเพียงยืนมองอย่างนิ่งเฉย ไม่มีวี่แววของการสกัดขัดขวาง

ความกดดันอันไร้สภาพก่อตัวขึ้นภายในใจของจี้หนิง ตัวประหลาดที่ดูเหมือนคงอยู่มาตั้งแต่ยุคแห่งเทพอสูรนี้มิได้หลอกลวงเขา หรือว่าในช่วงระยะเวลาอันยาวนานปานนิรันดร์ที่ผ่านมา จะไม่มียอดอัจฉริยะที่ผ่านการทดสอบมาจนถึงที่แห่งนี้สักผู้เดียวที่สามารถสร้างบาดแผลให้แก่ร่างกายของมันได้ นอกจากบุรุษหนุ่มที่อาศัยผนึกแห่งเต๋าชั้นสูงผู้นั้น?

มือที่ถือกระบี่อุดรทมิฬถูกบีบจนแน่น ร่างของจี้หนิงทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมกับปลดปล่อยผนึกแห่งเต๋าท่าร่างศักดิ์สิทธิ์และกายาขนนก

จี้หนิงเปล่งเสียงกู่ร้อง ถีบเท้ายันเพดานอาศัยแรงดีดสะท้อนเพิ่มความเร็วให้กับเทพวิชาท่าร่างปีกวายุ เขาเกร็งกำลังทั่วร่างบรรจุทั้งพลังปราณและพลังศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่กระบี่อุดรทมิฬ พุ่งจู่โจมลงจากเบื้องบนด้วยความเร็วสูงสุด

“หยาดพิรุณทะลวงศิลา!”

ตัวประหลาดที่เบื้องล่างยังยืนหยัดอยู่กับที่ ใบหน้าที่ปกคลุมด้วยเส้นขนสีดำรุงรังเงยขึ้น ใช้ดวงตามันวาวสีเขียวจ้องมองกระบี่ที่แฝงไว้ด้วยความรู้แจ้งในหยาดพิรุณของจี้หนิงอย่างเซื่องซึม

“ยังห่างไกลอีกมากนัก…” ตัวประหลาดกล่าวพลางทอดถอนใจ ในดวงตาของมันถึงกับทอแววแห่งความเศร้าสร้อยผิดหวังออกมา “ข้าคงจำเป็นต้องรอต่อไป ส่วนตัวเจ้าคงไม่มีหนทางอื่น… นอกจากความตาย”

กระบี่ที่ทิ่มแทงลงอย่างสุดกำลังบนศีรษะของตัวประหลาดไม่อาจสร้างริ้วรอยใดขึ้นได้แม้แต่น้อย

จี้หนิงไม่อาจยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อหน้านี้ได้
กระบี่ในมือทั้งสองแยกย้ายใช้ออกด้วยกระบวนท่าสายพิรุณสาดเทและผีเสื้อราตรีล้ออัคคี โจมตีใส่ใบหน้าและแผงอกของตัวประหลาด

ผลลัพธ์ที่ได้ยังคงไม่แตกต่าง กระบี่ของจี้หนิงไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้แก่ตัวประหลาดขนดำ

ท่ามกลางความล้มเหลวที่บังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา จี้หนิงตัดสินใจลอยตัวล่าถอยในทันที ทว่าตัวประหลาดขนดำที่ร่างกายใหญ่โตกลับสามารถไล่ตามเขามาติดๆ นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จี้หนิงต้องเผชิญกับคู่ต่อสู้ที่มีทั้งท่าร่างและกระบวนท่ารวดเร็วกว่าตนเอง เขาไม่สามารถใช้ท่าร่างอันเลิศล้ำหลบหลีกเพื่อซื้อเวลาในการคิดหาหนทางอีกต่อไป

“หยุดดิ้นรนและยอมรับความตายแต่โดยดี” สุ้มเสียงอันแหบแห้งดังขึ้นพร้อมกับร่างของมันที่ไล่ตามมาถึง

กลีบบงกชวารีอัคคีทั้งหกปรากฎขึ้นและหมุนวนรอบกายของจี้หนิง ทว่ากลับไม่อาจผลักดันร่างของตัวประหลาดให้ออกห่างไปได้แม้แต่น้อย กระแสวารีและอัคคีพัดผ่านร่างที่ปกคลุมด้วยขนรุงรังนั้นไปราวกับเป็นเพียงเงามายาที่ไม่มีอยู่จริง

จี้หนิงยังคงไม่ยอมแพ้ กระบี่ในสองมือจู่โจมออกไปอย่างพร้อมเพรียงด้วยกระบวนท่าหยาดพิรุณทะลวงศิลา มุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนเช่นข้อพับและหว่างขาของตัวประหลาด “ข้าทั้งไม่อาจหลบหลีกและไม่อาจป้องกันการจู่โจม ทางเดียวที่จะเอาชีวิตรอดสืบไป คือต้องหาจุดอ่อนของมันให้พบ”

“หยุดการขัดขืนอันไร้ค่าได้แล้ว…”

ตัวประหลาดขนดำกล่าวด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย มันไม่ใส่ใจและไม่มีความจำเป็นต้องปัดป้องท่ากระบี่ที่จู่โจมใส่ร่างเลยแม้แต่น้อย ฝ่ามือที่ใหญ่โตกดกระแทกลงบนทรวงอกของจี้หนิง

เพียงฝ่ามือกดประทับลง สมบัติวิเศษประเภทเกราะที่จี้หนิงสวมใส่ก็แตกระเบิดออก รัศมีแห่งความตายที่บรรจุเต็มล้นในฝ่ามือนั้นทะลวงร่างท่อนบนของจี้หนิงจนทะลุเป็นรูใหญ่ พลังแห่งการการตบฟาดยังส่งให้ร่างของเขาลอยไปตกลงบนพื้นอันห่างไกล

จี้หนิงทอดร่างอยู่บนพื้นแน่นิ่งไม่ไหวติง รูขนาดใหญ่บนทรวงอกที่เกือบแบ่งร่างของเขาออกเป็นสองซีกแทบจะพรากชีวิตของเขาไปในทันที ตลอดทั้งร่างในยามนี้ด้านชาไร้ความรู้สึก จี้หนิงได้แต่รอคอยให้พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งกายาเทพอสูรค่อยๆฟื้นฟูร่างของเขากลับคืน ทว่าตัวประหลาดขนดำนั้นเริ่มออกเดินใกล้เข้ามาอีกครั้งแล้ว

“ข้าจะต้องมีชีวิตรอดต่อไป” จิตสำนึกที่แตกตื่นของจี้หนิงพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างเต็มที่ เขาผ่านประสบการณ์ในยมโลกและหลบหนีจากการดื่มน้ำทิพย์ของเมิ่งผอมาได้ครั้งหนึ่ง คงไม่ประสบโชคดีเยี่ยงนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง

“เมื่อร่างกายขยับไม่ได้เช่นนี้ ก็คงเหลือเพียงพลังแห่งจิตเท่านั้น พลังแห่งจิตตานุภาพใช่สามารถบังคับกระบี่อุดรทมิฬให้จู่โจมด้วยพลังที่หนักหน่วงรุนแรงเพียงพอหรือไม่…”

ครุ่นคิดถึงตรงนี้ แม้แต่ตัวจี้หนิงเองก็ทราบว่าคำตอบคือสิ้นหวัง หลังจากที่สังหารเที้ยมู่ซานเขาใช้เวลาศึกษาค้นคว้าและพบว่าจิตตานุภาพของตนมีพลังเทียบเท่ากับการโจมตีของยอดฝีมือกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงเท่านั้น ไหนเลยเพียงพอต่อการสร้างบาดแผลให้แก่ตัวประหลาดนี้ได้
………

ขณะที่ตัวประหลาดขนดำสืบเท้าคุกคามใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ประกายแห่งความคิดพลันแล่นวาบขึ้นในศีรษะ จี้หนิงเปล่งเสียงตะโกนก้องด้วยความหวัง “ใช่แล้ว ยังเหลือวิธีนี้อยู่…”

“จงออกมาให้หมดสิ้น!”

บนอากาศเหนือร่างของจี้หนิงปรากฎสมบัติวิเศษประเภทอาวุธลอยตัวอัดแน่นจนแทบไม่เหลือช่องว่าง คมศัสตราทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นดาบ กระบี่ หอก ทวน ล้วนหันตรงไปในทิศทางของตัวประหลาดขนดำ

จี้หนิงในยามนี้ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้สูญเสีย เขาเร่งประจุพลังปราณทุกหยดหยาดที่ยังหลงเหลือในจุดตันเถียนเข้าสู่อาวุธทั้งมวลอย่างคลุ้มคลั่ง จากนั้นจึงทุ่มเทพลังแห่งจิตตานุภาพสั่งการให้อาวุธทั้งหมดพุ่งเข้าจู่โจมด้วยอานุภาพราวกับยอดฝีมือกายาเทพอสูรหลายพันคนใช้ศัตราวิเศษโจมตีเข้าใส่ตัวประหลาดขนดำโดยพร้อมเพรียง

“ตายไปซะ!” จี้หนิงที่ยังไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกาย เปล่งเสียงคำรามที่แฝงเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของการดิ้นรนเอาชีวิตรอด

ลำแสงที่เกิดจากการเร่งความเร็วของอาวุธหลายพันชนิดหลอมรวมเข้าด้วยกันสาดส่องทางระเบียงให้สว่างเจิดจ้า พลังทำลายผสานรวมพุ่งเข้าสู่เป้าหมายเพียงจุดเดียวคือร่างของตัวประหลาดขนดำที่บัดนี้หลับตาลงกางแขนออกกว้างและรอคอย…

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 26 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น