เซียนกระบี่

ตอนที่ 54 : DE-54

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

หากทำได้เพียงหลบหลีกเยี่ยงนี้ต่อไป เมื่อใดที่ข้าใช้พลังในกายจนหมดสิ้น คงไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมถูกทุบทำลายโดยไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะขัดขืน” จี้หนิงหยุดยั้งร่างหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าอมนุษย์ที่โกรธเกรี้ยวหงุดหงิดจากการวิ่งไล่ตามมาเป็นเวลานาน

เมื่อตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะเผชิญหน้ากับความตาย จิตใจของเขาก็สงบลง ร่างยืนหยัดมั่น สองมือกุมกระชับกระบี่อุดรทมิฬ สิ่งเดียวที่คงเหลืออยู่ในจิตสำนึกคือการต่อสู้ที่กำลังจะมาถึง

ยังมิทันที่อมนุษย์ทั้งเก้าจะรุกเข้ามาถึง จี้หนิงก็กลับเป็นฝ่ายที่พุ่งเข้าหาโดยมีกลีบบงกชวารีอัคคีทั้งหกหมุนวนปกคลุมพิทักษ์รอบกาย

หากทว่าท่ากระบี่ที่จู่โจมออกอย่างสุดกำลังของเขายังคงมิอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงอันใดให้แก่เหล่ายักษา

จี้หนิงกัดฟันกรอด ตัดสินใจเสี่ยงทุ่มเทเดิมพันเป็นครั้งสุดท้าย เขารวบรวมพลังใช้ท่าร่างปีกวายุพุ่งกายขึ้นสู่เพดานเบื้องบนที่สูงหลายร้อยเมตร ผนึกแห่งเต๋าสองม้วนปรากฎขึ้นในมือพร้อมกับพลังปราณที่ถูกส่งเข้าไปเร่งเร้า หนึ่งคือผนึกท่าร่างศักดิ์สิทธิ์และอีกหนึ่งคือผนึกกายาขนนก

ร่างที่ถูกเร่งความเร็วขึ้นจนถึงขีดสุดนั้นพลิกกลับเป็นศีรษะอยู่ล่างเท้าอยู่บน กระบี่อุดรทมิฬกลับคืนสู่มือทั้งสองพร้อมกับเท้าที่ถีบยันเพดานด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

จี้หนิงเปล่งเสียงคำรามลั่น ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถนึกออก ทั้งพลังกระบี่ ท่าร่าง ผนึกเต๋า หรือแม้แต่ความรู้เรื่องแรงดีดสะท้อนและแรงโน้มถ่วงลงในกระบี่สุดท้ายนี้ นี่เป็นกระบี่ที่รวดเร็วรุนแรงที่สุดเท่าที่เขาเคยใช้ออกในชั่วชีวิต

ขณะที่จี้หนิงทั้งคนทั้งกระบี่โถมจู่โจมลงมา ในห้วงสำนึกพลันแว่วเสียงของบิดาขณะที่ถ่ายทอดเพลงกระบี่ให้แก่เขา “สายพิรุณที่โปรยปรายนั้นล้วนแฝงไว้ด้วยนัยยะของหยาดพิรุณแต่ละหยด หยาดพิรุณสามารถผสานรวมเป็นสายพิรุณที่สาดเท เป็นสายธารที่ไหลเอื่อย เป็นกระแสอันเชี่ยวกราก หรือแม้กระทั่งเป็นห้วงมหาสมุทรอันลึกล้ำ…”

ภาพความจำเมื่อครั้งที่จี้ยี่ฉวนสำแดงท่ากระบี่ทั้งเก้าซึ่งตีความจากเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยผุดพรูขึ้นในห้วงสมองของจี้หนิง เริ่มต้นจากกระบวนท่า ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ เป็น ‘สายพิรุณสาดเท’ เรื่อยไปจนถึง ‘สายน้ำไหลไม่สิ้นสุด’ ‘สายน้ำเชี่ยวไร้ปรานี’ ก่อนกลับสู่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ อีกครั้ง

บิดาของเขาร่ายรำต่อไป กระบี่ในมือแปรเปลี่ยนเป็นกระบวนท่า ‘พิรุณโปรยพร่างพรม’ ‘ม่านพายุวารี’ และ ‘ม่านวารีเชื่อมสู่สวรรค์’ แล้วกลับคืนสู่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’

จากนั้นจึงเข้าสู่สองกระบวนท่าสุดท้าย ‘สายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์’ และ ‘หยาดพิรุณควบแน่น’ ก่อนจะจบลงที่ ‘หยาดพิรุณทะลวงศิลา’ ในที่สุด

“ความลึกล้ำของเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยนั้นไร้ที่สิ้นสุด ต่อให้ตีความไปชั่วชีวิตก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ กระบวนท่าหยาดพิรุณทะลวงศิลานี้เป็นได้ทั้งกระบวนท่าจู่โจมที่รุนแรงที่สุดและอ่อนด้อยที่สุด…” ตอนที่รับฟังคำสอนจากปากของบิดาในครั้งนั้น จี้หนิงเคยคิดว่าตนเองเข้าใจดีแล้ว แต่เขาในยามนี้ที่เริ่มเข้าสู่วิถีแห่งเต๋าและผ่านการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยความเป็นความตายหลายต่อหลายครั้ง จึงเพิ่งจะเข้าใจในคำสอนเหล่านั้นอย่างแท้จริง

“หยาดพิรุณ…”

จี้หนิงและกระบี่คู่ในมือพุ่งลงมาที่เหนือร่างของยักษาตนหนึ่งด้วยความเร็วดุจอสนียบาตฟาดทำลาย กระบี่ในมือซ้ายปัดป่ายกระบองหินที่ถูกยกขึ้นมากันให้หักเหไปด้านข้าง พร้อมกับทิ่มแทงกระบี่ในมือขวาลงบนศีรษะของมัน

“…ทะลวงศิลา!”

จี้หนิงเปล่งเสียงกู่ร้องดังกึกก้อง พลังกระบี่ดั่งสายน้ำเจาะทะลวงเข้าใส่ม่านพลังสีดำ ทะลุผ่านหัวกะโหลกของอมนุษย์ร่างยักษ์ กระแทกทำลายมันสมองและเส้นประสาทของมันจนแตกระเบิด ร่างของอมนุษย์สลายลงคืนสู่สภาพของเหลวสีดำ ชุดเกราะและกระบองร่วงหล่นลงบนพื้น

จี้หนิงรีบดึงดูดอาวุธชุดเกราะทั้งสองเข้ามาเก็บไว้ในสมบัติวิเศษของตน ก่อนที่ของเหลวสีดำนั้นจะรวมตัวกลับขึ้นอีกครั้งเป็นร่างของยักษาที่ตื่นตระหนก

“แหลกสลายไปซะ” บงกชวารีอัคคีพุ่งเข้าจู่โจมร่างของยักษาที่ปราศจากการป้องกันจากชุดเกราะเต๋าจนแหลกสลายลงอีกครั้ง

“พวกเจ้าทั้งแปดก็เช่นกัน” จี้หนิงซึ่งบัดนี้มีความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นในเพลงกระบี่ของตน พุ่งเข้าไล่ล่าบรรดาอมุษย์ที่หลงเหลือซึ่งทั้งพลังของขบวนรบและพลังชีวิตถูกบั่นทอนจนหดหายลงไปมากมาย ทุกครั้งที่เขาทำลายร่างของมันจนสลายเป็นของเหลว เขาจะเก็บอาวุธและชุดเกราะของมันกลับมา

“ตาย!” จี้หนิงเค้นพลังหยาดสุดท้ายส่งบงกชวารีอัคคีออกไปบดขยี้อมนุษย์ทั้งเก้าที่ยังคงพยายามคืนร่างจากสภาพของเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดของเหลวสีดำทั้งเก้าก็สลายหายไปพร้อมกับหมอกสีดำที่กั้นขวางทางระเบียงทั้งสองปลาย

“ท่านพ่อ…” จี้หนิงที่เพิ่งรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชมาได้หยุดยืนแหงนหน้ารำพึง

ถึงเขาจะอาศัยการพินิจวิถีแห่งเต๋าที่ริมสระบัวทำความเข้าใจต่อพลังแห่ง อัคคี วารี และวายุ หากเข้าใจนั้นส่วนเข้าใจ การนำความเข้าใจมาปรับใช้ในภาคปฏิบัตินั้นย่อมยากเย็นยิ่งกว่า แม้สุดท้ายจี้หนิงจะประสบความสำเร็จในการสรรสร้างบงกชอัคคีวารีขึ้น แต่พลังที่แท้จริงของกระบวนท่านี้อยู่ที่การป้องกัน เมื่อนำมาใช้ในการจู่โจม อานุภาพของมันจึงลดทอนลงไปไม่น้อย

ทว่าในห้วงคับขันเป็นตายเขากลับค้นพบความ ‘รู้แจ้ง’ ในแก่นแท้ของเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยผ่านคำสอนพื้นฐานที่บิดาเคยถ่ายทอด นี่นับเป็นระดับขั้นที่ยังเหนือจากฟ้ามนุษย์หลอมรวมขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง!

“หยาดพิรุณแต่ละหยดเป็นจุดเริ่มต้นแห่งสายพิรุณที่โปรยปราย ทั้งสามารถก่อกำเนิดเป็นสายน้ำที่ไหลริน ตลอดจนรวมตัวกันเป็นกระแสเชี่ยวที่ไม่อาจหยุดยั้ง ทว่าแท้จริงแล้วไม่ว่าจะคงอยู่ในรูปลักษณ์ใด ทั้งหมดก็ยังคงเป็นเสมือนหยาดพิรุณขนาดใหญ่หยาดหนึ่งนั่นเอง” จี้หนิงทอดถอนใจด้วยความยอมรับนับถือ

“นี่เปรียบเสมือนวัฏจักรที่หมุนวนไม่รู้จบ มิน่าเล่าท่านพ่อจึงพร่ำสอนว่าความลึกล้ำของเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยนั้นไร้ที่สิ้นสุด ที่แท้ท่านพ่อคงเข้าถึงความรู้แจ้งนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว”

จี้หนิงทรุดตัวลงนั่งหลับตา การต่อสู้ที่ผ่านมาสร้างความเหนื่อยล้าให้แก่เขาจนถึงขีดสุด
………

จี้หนิงลืมตาขึ้นและเริ่มต้นดื่มกินอีกครั้ง เขาศึกษาทำความเข้าใจในเชิงลึกต่อความรู้แจ้งในเพลงกระบี่ที่เพิ่งบรรลุถึงในขณะที่รอคอยให้พลังในร่างฟื้นคืนกลับมา

เขาพบว่าหากร้อยเรียงหยาดพิรุณเข้าด้วยกันเป็นเส้นสายจะยิ่งเพิ่มพูนพลังของเพลงกระบี่ในแต่ละท่วงท่าขึ้นไปได้อีก ทว่าเพลงกระบี่ที่ลึกซึ้งเช่นนั้นไหนเลยสามารถใช้ออกโดยอาศัยเพียงความเข้าใจได้

จี้หนิงทราบดีว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้ก็คือเวลา ขอเพียงเขาสามารถทะลวงข้ามขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นในด้านของกายาเทพอสูร เพลงกระบี่ หรือว่าพลังปราณ เขาจะมีโอกาสเอาชีวิตรอดมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

เขาอาศัยบงกชวารีอัคคีในการผ่านด่านทดสอบด่านแรก และใช้ความรู้แจ้งในเพลงกระบี่ผ่านด่านที่สอง ในด่านสามที่สมควรมีระดับความยากสูงขึ้นไปอีก เขาต้องการทุนรอนที่มากกว่านี้ในการฝ่าฟันเอาชีวิตรอดต่อไป
………

ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว

นับตั้งแต่เดินทางมาถึงจี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียสองสามีภรรยาก็พักอาศัยอยู่ที่ริมทะเลสาบ เฝ้ารอคอยการกลับมาของบุตรชายอย่างเงียบงัน แต่ละวันที่ผ่านพ้นเพิ่มถ่วงน้ำหนักลงบนจิตใจของทั้งคู่ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดโอกาสที่จี้หนิงจะรอดชีวิตกลับมาก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น

อู่ฉีเซวียเริ่มส่งเสียงไอออกมาอีกครั้ง

“อย่าได้คิดมากจนเกินไปแล้ว” จี้ยี่ฉวนพยายามปลอบใจผู้เป็นภรรยา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอาการป่วยของนางมีแต่จะย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ

“ข้าเองก็ไม่อยากคิดมากไป” อู่ฉีเซวียทอดถอนใจ สายตายังคงเหม่อมองไปยังผิวน้ำของทะเลสาบอันกว้างใหญ่ “แต่นี่ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว ยังไม่มีข่าวคราวของลูกหนิงเลย…”

สำหรับผู้เป็นมารดา บุตรธิดาคือโลกทั้งใบของพวกนาง

“ลูกของเราจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน เพียงแต่เจ้าก็รู้ตัวเองดีว่าอาการป่วยที่เรื้อรังมาตั้งแต่ครั้งที่ยังตั้งครรภ์นี้จะกำเริบหนักทุกครั้งที่เจ้าวิตกกังวลหรือตื่นตกใจ ยังคงดูแลสุขภาพของตนเองก่อนเถิด” จี้ยี่ฉวนร้อนรุ่มดั่งเพลิงสุม เขาย่อมเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรชายเช่นกัน ทว่าเขาก็ทราบดีถึงสภาพร่างกายของผู้เป็นภรรยาหลังจากที่ทั้งคู่เอาชีวิตรอดกลับมาจากทะเลอุดรทมิฬ

จี้ยี่ฉวนประคองภรรยาในวงแขน สายตาทอดมองไปยังผิวน้ำของทะเลสาบเบื้องหน้า เขาได้แต่ส่งเสียงรำพึงอยู่ภายในใจ “ลูกหนิง เจ้าต้องรอดชีวิตกลับมา”

………

ภายในทางระเบียงใต้น้ำ

ไม่มีทั้งสัญญาณแห่งทิวาและราตรีในที่แห่งนี้ จึงไม่มีทางบอกได้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด จี้หนิงเพียงรู้ว่าเสบียงอาหารที่สะสมไว้ในสมบัติวิเศษของเขาและเที้ยมู่ซานล้วนร่อยหรอลงจนแทบหมดสิ้นแล้ว

“กระบวนท่าสายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์และสายพิรุณสาดเทล้วนแต่ยกระดับขึ้นสู่ขั้นรู้แจ้งแล้ว ท่ากระบี่หนึ่งรับหนึ่งรุกนี้ถือเป็นย่างก้าวสำคัญในมรรคากระบี่ของข้า นอกจากนี้พลังการฝึกปรือของข้าเองก็ก้าวหน้าขึ้นมากเมื่อเทียบกับตอนแรกเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ คาดว่าสมควรได้เวลาสำหรับการทดสอบที่สามแล้ว…”

จี้หนิงลุกขึ้นยืนกุมกระบี่ในสภาพเตรียมพร้อม “จะตกตายหรือรอดชีวิตก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลานี้เอง”

ตลอดรายทางที่ก้าวเดินผ่าน จี้หนิงยังคงสามารถพบเห็นกองกระดูกและสมบัติวิเศษเป็นระยะ ซึ่งเขาก็เพียงแค่ใช้พลังดึงดูดพวกมันเข้าหา ตรวจตราอย่างรวดเร็ว สร้างพันธะครอบครอง แล้วเดินหน้าต่อไปโดยปราศจากความรู้สึกยินดียินร้ายแต่อย่างใด

สมบัติวิเศษเหล่านี้เป็นเพียงสมบัติไร้อันดับ ต่อให้มีปริมาณมากมายเพียงใดก็เพียงสามารถนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนได้ที่โลกภายนอกเท่านั้น หากเขาเสียชีวิตลงที่นี่ทุกประการจะกลับกลายเป็นไร้คุณค่าความหมายทันที

“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว?” เสียงอันแหบแห้งดังขึ้นในภาษากลางที่ใช้อย่างแพร่หลายของจักรวรรดิเซี่ย

จี้หนิงรีบมองไปทางต้นเสียง ในที่ห่างไกลเงาร่างสายหนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกสีดำ ร่างที่ดูเหมือนเดินเหินอย่างเชื่องช้าเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเข้ามาใกล้ ร่างนั้นดูบิดเบี้ยวและปกคลุมไปด้วยขนรุงรังสีดำ ดวงตาสีเขียวเป็นมันวาวจ้องจับมาที่ร่างของเขา “น่าสมเพชที่เจ้ายังคงอ่อนแอเกินไป”

ตัวประหลาดนั้นพลันปรากฎวูบขึ้นที่เบื้องหน้าของจี้หนิง มือสีเทาที่มีขนาดใหญ่โตราวกับพัดใบลานเปล่งประกายแห่งความตายออกมาแล้วตบฟาดลงบนร่างของเขาอย่างรวดเร็วจนไม่อาจหลบเลี่ยง จี้หนิงทำได้เพียงใช้กระบี่ในมือออกด้วยกระบวนท่าสายน้ำเอื่อยไหลนิรันดร์ซึ่งเป็นท่าตั้งรับที่แน่นหนาที่สุดของเขา

ผลจากการปะทะ ร่างของจี้หนิงถูกพลังจากฝ่ามือนั้นกระแทกจนปลิวลิ่วออกไป ท่ามกลางความพยายามที่จะรั้งกระบี่กลับมารับกระบวนท่าตามหลัง เขาพบว่ามือที่จับกระบี่ทั้งสองกลับกลายเป็นชาด้าน ที่แท้นิ้วมือของเขาหลุดขาดออกจากร่างไปพร้อมกับกระบี่อุดรทมิฬทั้งสองเล่มที่กระเด็นออกไปปักคาอยู่บนกำแพงอันห่างไกล

ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ามือของตัวประหลาดยังกระแทกทำร้ายผิวหนังทั่วร่างของจี้หนิงจนปริแตกออก ร่างที่ถูกห่อหุ้มในกลุ่มหมอกโลหิตลอยออกไปไกลตามทางระเบียงก่อนที่จะร่วงหล่นลงกระแทกกับพื้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น