เซียนกระบี่

ตอนที่ 51 : DE51

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 484
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    6 ส.ค. 63

นักรบเกราะทองทั้งยี่สิบเจ็ดนายจ้วงแทงหอกทองคำอันทรงพลังทั้งยี่สิบเจ็ดเล่มเข้าใส่ร่างของจี้หนิงในวงล้อม โดยมีหอกของนักรบอีกห้าสิบสี่นายที่วงนอกคอยหาโอกาสประสานเสริม

“ต้องมีช่องว่างจุดอ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง ข้าต้องค้นหามันให้พบก่อนที่เรี่ยวแรงจะหมดลง” จี้หนิงครุ่นคิดส่วนครุ่นคิด ร่างและกระบี่ในมือบุกทะลวงฝ่าวงล้อมโดยมิได้หยุดยั้งหรือเชื่องช้าลงแม้แต่น้อย ทว่าบรรดานักรบต่างร่วมรุกร่วมถอยอย่างรวดเร็วพร้อมเพรียง รุมล้อมจี้หนิงเยี่ยงตะพาบในไห

“เป็นไปได้หรือไม่ว่า…?” จี้หนิงใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว “บงกชวารีอัคคี!”

รอบกายของจี้หนิงบังเกิดบงกชอัคคีและบงกชวารีขึ้นแปดคู่ ภายในบรรจุรวมไว้ด้วยเค้าความแห่งเต๋าที่เที่ยงแท้ นี่เป็นท่าจู่โจมที่จี้หนิงจำเป็นต้องบรรจุพลังกายพลังใจทั้งมวลลงไปจึงสามารถควบคุมบังคับได้

บงกชวารีอัคคีทั้งแปดคู่ที่โคจรหมุนเวียนรอบกันและกันพุ่งจู่โจมเข้าใส่นักรบสวรรค์เกราะทองสิบหกนายด้วยพลังอันมหาศาลจนร่างของพวกมันแตกระเบิดออก

บรรดานักรบที่หลงเหลือรีบจัดตั้งขบวนขึ้นใหม่ วกอ้อมเข้าโอบจู่โจมใส่จี้หนิงที่สะบัดกระบี่เข้ารับมือ เขาสะบั้นร่างของนักรบอีกผู้หนึ่งเป็นสามท่อน ทว่าร่างที่ถูกทำลายนั้นกลับผสานรวมตัวขึ้นใหม่แล้วพุ่งเข้าโจมตีใส่เขาอีกครั้ง

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!” จี้หนิงลิงโลดยินดียิ่ง เขาเปล่งเสียงหัวเราะดังลั่น

“ร่างทองคำอมตะที่ขู่ขวัญผู้คนจนสาหัสนัก แต่ทุกครั้งที่ข้าทำลายเจ้าลงต่อให้เจ้าผสานร่างขึ้นใหม่ได้ พลังของเจ้าก็จะหายไปส่วนหนึ่ง ฮาฮา ข้าขอดูว่าพวกเจ้าจะทนทานไปได้นานเท่าใด?”

ก่อนหน้านี้ที่จี้หนิงรับมือกับค่ายกลหอก เขาพบว่าทุกครั้งที่สามารถทิ่มแทงทำร้ายนักรบเกราะทอง พลังของพวกมันจะค่อยลดลงทีละน้อย แม้จะไม่มากนักแต่ยังมิอาจหลุดรอดจากสัมผัสที่เฉียบคมของเขาได้

จี้หนิงจึงตัดใจทุ่มเทพลังใช้บงกชวารีอัคคีขั้นสูงสุดเข้าทำลายนักรบสิบหกนาย หลังจากนั้นเมื่อทำการรับมือนักรบสวรรค์เกราะทองอีกครั้ง เขาค่อยพิสูจน์ยืนยันว่าพลังของพวกมันลดลงอย่างชัดเจน

“ที่แท้นักรบทั้งแปดสิบเอ็ดนายนี้ล้วนผูกโยงเข้าเป็นหนึ่งเดียว หากผู้ใดผู้หนึ่งถูกทำลายก็จะดึงเอาพลังจากผู้อื่นมาใช้สร้างร่างกายขึ้นใหม่ หากข้าจู่โจมต่อไปเรื่อยๆจนพลังงานของพวกมันถูกใช้ออกจนหมดสิ้น พวกมันก็จะพ่ายแพ้ในที่สุด”

จี้หนิงเร่งเร้าพลังในร่างบังคับบงกชวารึอัคคีอีกชุดหนึ่งออกมา สองมือสะบัดกระบี่คู่ฟาดฟันด้วยความดุดันปานพยัคฆ์ร้าย
………

เมื่อกระบี่สุดท้ายทิ่มแทงออก ร่างของทหารสวรรค์เกราะทองทั้งแปดสิบเอ็ดนายก็เลือนหายไปจนไร้ร่องรอย จี้หนิงระบายลมหายใจยาวนานด้วยความอ่อนล้าระคนโล่งใจ

“ช่างหนักหนาสาหัสนัก” แม้ว่าพลังแห่งประกายชาดเก้าชั้นฟ้าจะมีพื้นฐานที่หนักแน่นและมีความหนาแน่นของพลังมากกว่ากายาเทพอสูรแขนงอื่นหลายเท่าตัว พลังในร่างของจี้หนิงก็ยังถูกใช้ออกจนคงเหลือไม่ถึงครึ่งของยามปกติ

กำแพงหมอกที่กั้นขวางเส้นทางค่อยๆจางลงจนสูญหาย จี้หนิงเหลือบตามองไปยังซากร่างและโครงกระดูกที่ยังหลงเหลืออยู่บนพื้น “บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่คงเป็นผู้ที่ถูกบังคับให้ต่อสู้จนพลังปราณเหือดแห้งเสียชีวิตในที่สุด”

เขาไม่รีบเคลื่อนกายเข้าสู่พื้นที่ในช่วงถัดไปของระเบียงทางเดินหากเพียงเพ่งมองไปเบื้องหน้า จริงดังคาด ห่างไปไม่ไกลก็มีกองกระดูกอีกกองหนึ่งสุมซ้อนกันอยู่

“หนทางข้างหน้ายังมีซากศพมากมายยิ่งกว่าที่นี้อีก ทั้งที่คนเหล่านั้นก็น่าจะเป็นผู้ที่ผ่านการทดสอบจากแปดสิบเอ็ดนักรบทองคำไปได้แล้วเช่นกัน ทิพยสถานโบราณแห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยภยันตรายทุกย่างก้าว”

จี้หนิงใช้พลังแห่งจิตตานุภาพออกไปสืบหยั่ง เขาพบว่าสภาพของซากร่างเหล่านั้นก็มิได้แตกต่างไปจากที่เขาพบเห็นมาก่อน อาวุธชุดเกราะและทรัพย์สมบัติล้วนถูกรวบรวมอยู่ในซากเพียงไม่กี่ซาก เขาจึงใช้พลังดึงเอาสิ่งของเหล่านั้นเข้ามาในมือ

“ยอดฝีมือที่สามารถผ่านการทดสอบแรกนี้ไปได้สมควรพกพาสมบัติวิเศษที่มีประโยชน์ติดตัวมาไม่น้อย” เขาเริ่มต้นสร้างพันธะแห่งการครอบครองบนปลอกแขนที่ได้จากโครงกระดูกที่สูงกว่าสามเมตรร่างหนึ่งก่อนยิ้มด้วยความพึงพอใจ “เป็นสมบัติวิเศษประเภทเก็บของจริงๆ”

จี้หนิงไล่เรียงตรวจค้นและสร้างพันธะครอบครองสิ่งของภายในที่มีอยู่เต็มล้น ทว่าเขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง ทุกชิ้นล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติไร้อันดับ ต่อให้รวมทั้งหมดเข้าด้วยกันยังมิอาจเทียบได้แม้เพียงส่วนเสี้ยวของเครื่องรางเร้นรอย

กล่าวถึงที่สุด ที่เขาต้องการในยามนี้คือสมบัติวิเศษที่ทรงคุณค่าอย่างแท้จริงสักชิ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอดให้กับตนเอง การพกพาอาวุธอันพื้นเพนับร้อยนับพันชิ้นนั้นมิได้ช่วยให้พลังโจมตีของเขาสูงขึ้นแต่อย่างใด

“ยังคงพักผ่อนฟื้นฟูเรี่ยวแรงก่อนประเสริฐกว่า” จี้หนิงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิและเริ่มลงมือดื่มกิน โชคดีที่ก่อนเข้าสู่เขตทะเลสาบอสรพิษเหินหาวเขาพกนำเสบียงติดตัวมาไม่น้อย ข้าวของที่ค้นพบภายในที่แห่งนี้แม้มีมากมายหลายหลาก แต่ส่วนที่เป็นของกินล้วนเน่าเสียสูญสลายไปเนิ่นนานแล้ว
………

จี้หนิงไม่รีบร้อนรุดหน้าเข้าสู่ทางเดินช่วงถัดไป เขาใช้เวลาในการรอคอยให้พลังในกายฟื้นฟูกลับมาพร้อมกับไล่เรียงดูสิ่งของที่เพิ่งได้ครอบครอง บางครั้งเขาจะพบเห็นคัมภีร์วิชาฝีมือหรือตำรากระบี่บ้างแต่ก็เป็นเพียงวิชาพื้นฐานทั่วไป คาดว่าคงเป็นเพราะเคล็ดวิชาระดับสูงนั้นจะบังคับให้ผู้ฝึกทำลายบันทึกที่คัดลอกทิ้งทันทีหลังจากที่จดจำขึ้นใจ

แต่แล้วเขาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา “นี่กลับเป็นผลลัพธ์อันไม่คาดหมาย” ที่แท้ในเคล็ดวิชาเหล่านั้นกลับมีอยู่เล่มหนึ่งที่อาจสามารถเทียบชั้นได้กับเคล็ดกระบี่พิรุณโปรย

ขณะที่จี้หนิงคัดแยกสิ่งของจิปาถะไร้ประโยชน์ออก แล้วจัดเก็บของที่ต้องการเอาไว้ เขาก็สะดุดตาเข้ากับสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ถูกถากขึ้นจากเปลือกไม้ มันเกือบจะถูกโยนทิ้งไปในครั้งแรก ทว่าตัวอักษรที่จารึกอยู่บนนั้นดึงดูดความสนใจของเขาเอาไว้

‘อู่ตัง’ ตระกูลของเราเพิ่งได้รับรายงานว่า ‘ผู้อมตะจูหัว’ ซึ่งมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งเทพอสูร ได้ประกาศรับศิษย์สืบทอดวิชาฝีมือ แม้ว่าบุคคลผู้นี้จะเป็นเพียง ‘ผู้อมตะเสเพล’ แต่การที่มันสามารถมีชีวิตอยู่มานับหลายล้านปี ข้ามผ่าน ‘สามหายนะเก้าภัยพิบัติ’ นับครั้งไม่ถ้วน ท่านผู้นำตระกูลของเราประเมินว่าคนผู้นี้สมควรมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่า ‘ผู้อมตะสวรรค์’ สักเท่าใด

แม้ว่าผู้อมตะจูหัวจะประกาศรับศิษย์มาเนิ่นนานแล้ว หากทว่าไม่เคยมีผู้ใดผ่านการทดสอบได้มาก่อน กระทั่งเชื้อพระวงศ์แห่งจักรวรรดิเซี่ยเองก็ตาม

นอกจากนี้คุณสมบัติของผู้ที่เข้ารับการทดสอบจะต้องเป็นผู้ฝึกปรือกายาเทพอสูรในระดับเหนือธรรมชาติหรือสาวกตำหนักม่วงเท่านั้น และแต่ละระดับก็จะมีบททดสอบที่ผิดแผกกันไปเส้นทางละสามด่าน

บุคคลแรกที่สามารถผ่านด่านทดสอบทั้งสามไม่ว่าจะในเส้นทางของระดับใดก็ตาม จะได้รับสืบทอดวิชาฝีมือทั้งหมดของผู้อมตะจูหัวแต่เพียงผู้เดียว

สถานที่ทดสอบคือทิพยสถานบนเกาะพันใบไม้ร่วงกลางทะเลอุดรทมิฬ

ข้าสามารถให้ข้อมูลต่อเจ้าได้เพียงนี้เท่านั้น การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการทดสอบหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง

เฉินหรงสุ่ย
………

จี้หนิงจดจ่อกับการอ่านจนแทบลืมหายใจ “ตระกูลเฉินหรง? (ไทรเทพ)… เช่นนั้นเปลือกไม้แผ่นนี้สมควรเป็นส่วนหนึ่งของต้นไทรเทพ มิน่าเล่าผ่านมาเนิ่นนานเพียงนี้ก็ยังคงสภาพอยู่ได้”

ตระกูลเฉินหรงนั้นครอบครองแหล่งกำเนิดของต้นไทรเทพอันเป็นต้นไม้อมตะที่มีชื่อเสียงด้านความทนทานไม่วันผุพัง สมบัติวิเศษมากมายล้วนใช้ไม้ชนิดนี้เป็นวัสดุในการจัดสร้างขึ้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าความมั่งคั่งและอิทธิพลของตระกูลเฉินหรงจะถูกจัดอยู่ในระดับต้นๆของจักรวรรดิเซี่ย

“ผู้อมตะจูหัว?” จี้หนิงครุ่นคิดสืบต่อ “จากยุคแห่งเทพอสูรจนถึงบัดนี้คิดเป็นเวลานับล้านล้านปี คาดว่าท่านคงเสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้ว”

ผู้อมตะเสเพลนั้นจะถูกเคี่ยวกรำด้วยสามหายนะเก้าภัยพิบัติทุกสามร้อยและเก้าร้อยปี โดยที่ความโหดร้ายรุนแรงจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ การที่คนผู้หนึ่งจะสามารถยืนหยัดอยู่รอดมาได้นับหลายล้านปีนั้นนับเป็นเรื่องสุดมหัศจรรย์อยู่แล้ว คงไม่อาจทนทานต่อมาจนถึงยุคปัจจุบันได้อย่างแน่นอน

“เช่นนั้น นิเวศน์ใต้วารีแห่งนี้ก็คงเป็นสถานที่ทดสอบบุคคลที่จะมาเป็นผู้สืบทอด ส่วนทางระเบียงแห่งนี้ก็คงเป็นด่านทดสอบของผู้ฝึกกายาเทพอสูรระดับเหนือธรรมชาตินั่นเอง”

จี้หนิงตั้งใจสังเกตซากศพที่กองอยู่เบื้องหน้า เขาพบว่าแต่ละซากมีความเก่าใหม่ไม่เท่ากัน เมื่อรวมกับการที่ตนเพิ่งถูกส่งเข้ามา เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะมีผู้ที่ถูกดึงดูดเข้าสู่สถานที่ทดสอบแห่งนี้อยู่เป็นประจำ แต่ในเมื่อผู้อมตะจูหัวระบุว่าจะรับศิษย์เพียงคนเดียว เป็นไปได้หรือไม่ว่าตลอดช่วงระยะเวลาอันยาวนานจนไม่อาจนับคำนวณนี้ ยังไม่มีผู้ใดที่ผ่านการทดสอบและมีชีวิตรอดออกไปได้แม้แต่ผู้เดียว?

“เพียงแค่การทดสอบแรกก็บังคับให้ข้าต้องใช้บงกชวารีอัคคีขั้นสูงสุดแล้ว ข้าจะผ่านอีกสองการทดสอบที่น่าจะลำบากยากเย็นยิ่งกว่านี้ไปได้อย่างไร? หรือว่าข้าจะต้องประสบชะตากรรม เผชิญพบจุดจบที่ไม่ต่างไปจากผู้คนเหล่านี้?”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น