เซียนกระบี่

ตอนที่ 5 : ตระกูลจี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 92 ครั้ง
    4 ส.ค. 63





แสงแดดที่อ่อนโยนของฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ทั่วแผ่นดิน บันดาลให้ผู้คนรู้สึกทั้งอบอุ่นทั้งเกียจคร้าน

เด็กชายใบหน้าขาวริมฝีปากแดงเหยียดแขนออกไปให้หญิงรับใช้สวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากขนสัตว์ให้กับตน โดยมีอีกนางถือชามใส่เกลือหยาบยืนรออยู่ด้านข้าง

“เมื่อชาติก่อนแม้เราจะป่วยหนักเพียงนั้นก็ยังต้องแต่งตัวเอง ไม่คิดเลยว่าในชาตินี้นอกจากเราจะแข็งแรงดีแล้วยังมีคนมาช่วยแต่งตัวให้อีก”

จี้หนิงได้รับการจัดสรรบ่าวไพร่ให้คอยปรนนิบัติรับใช้มาตั้งแต่เกิด บางคราที่เขาเผลอตัว หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่เอง หญิงรับใช้ทั้งสองที่มีนามว่า ชุนเฉา (หญ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ) และ ชิวเยี่ย (ใบไม้แห่งฤดูใบไม้ร่วง) จะแตกตื่นจนร่างสั่นระริก แล้วพากันคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว

“ส่งมาให้ข้า” จี้หนิงที่แต่งกายเรียบร้อยแล้ว รับชามใส่เกลือเดินออกมาที่น้ำพุภายนอกห้อง แล้วลงมือ’แปรงฟัน’

น่าประหลาดที่ร่างกายของจี้หนิงสะอาดหมดจดมาตั้งแต่เกิด ต่อให้ไม่แปรงฟันเลยเขาก็ไม่มีกลิ่นปาก ที่เขาต้องแปรงฟันทุกวันนั้นเป็นเพราะถูกแม่ของเขาบังคับต่างหาก

“ชิวเยี่ย ชนเผ่าของเจ้าก็ใช้เกลือแปรงฟันเช่นกันหรือไม่”

ขณะนี้จี้หนิงอายุสี่ขวบแล้ว เขาใช้เวลาไม่น้อยไปกับการเรียนรู้และการอ่านหนังสือ แต่เขาก็ยังมีความเข้าใจในเรื่องของชนเผ่าต่างๆน้อยเหลือเกิน

“นายน้อย นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร? กระทั่งเกลือที่พวกเราหาอย่างยากเย็นมาใช้ปรุงอาหารยังไม่ขาวสะอาดเท่าเกลือพวกนี้เลย ชาวเผ่าเช่นพวกข้าเพียงใช้น้ำเปล่าบ้วนปากเท่านั้น บางคนตั้งแต่เกิดจนตายยังไม่เคยได้แปรงฟันเลย”

จี้หนิงทั้งงุนงงทั้งขบขัน เขาหมุนตัวเดินออกไปโดยมีหญิงสาวทั้งสองติดตามอยู่ด้านหลัง
…………..

“ท่านพ่อ ท่านแม่” จี้หนิงคารวะบิดามารดาก่อนเดินเข้าสู่ห้องโถง

บนโต๊ะอาหารที่สร้างจากหินอ่อนสีดำ วางเต็มไปด้วยอาหารซึ่งประกอบไปด้วยแผ่นแป้งนุ่มหนา เนื้อตุ๋นอันหอมกรุ่น และน้ำแกงชามใหญ่

ในโลกใบนี้ มนุษย์ทุกคนล้วนรับประทานจุเป็นอย่างยิ่ง ปริมาณอาหารของเด็กสี่ขวบตรงหน้านี้สามารถเลี้ยงดูชายฉกรรจ์สี่คนในโลกที่หนิงจากมาได้อย่างเหลือเฟือ ยังดีที่อาหารเหล่านี้ล้วนมีรสอันโอชะ แม้จี้หนิงจะใช้เกณฑ์รสชาดของโลกเดิมเป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบก็ตาม

จี้หนิงยังทราบว่าเนื้อที่นำมาปรุงเป็นอาหารให้กับเขามิใช่เนื้อสัตว์ทั่วไป หากเป็นเนื้อของสัตว์อสูรที่มากไปด้วยคุณค่าทางอาหาร เนื้อเหล่านี้หาได้อย่างยากเย็นและมีราคาสูงยิ่ง แต่ว่าจี้หนิงสามารถกินมันได้ทุกวัน

“ข้าอิ่มแล้ว พวกเราออกไปข้างนอกกัน” จี้หนิงจัดการอาหารคำสุดท้าย กรอกน้ำแกงใส่ปากจนหมดสิ้นแล้วออกวิ่งไปนอกบ้าน หญิงรับใช้ทั้งสองรีบวิ่งติดตามออกไป

อู่ฉีเซวียมองตามเงาหลังของบุตรชายพลางหัวเราะด้วยความรักเอ็นดู “แม้ว่าลูกเราจะอ่อนแอไปบ้างเมื่อแรกเกิด แต่เขายังคงมีร่างกายอันประเสริฐ ท่านดูเขารับประทานจุถึงเพียงไหน”

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะรับ สัตว์อสูรสามารถดูดซึมพลังงานแห่งธรรมชาติ เนื้อของพวกมันจึงอุดมไปด้วยพลังงานเช่นกัน เนื้อเหล่านี้สามารถทำให้เด็กทั่วไปอิ่มท้องไปได้ถึงสองวัน แต่จี้หนิงสามารถกินได้ทั้งสามมื้อ ความสามารถในการรองรับพลังงานแห่งธรรมชาติของร่างกายจี้หนิงนับว่าอยู่ในระดับสูง
………….

เมืองเขตปกครองตะวันตกมีขนาดใหญ่โต มีชาวเมืองอยู่อาศัยนับแสนคน สิ่งปลูกสร้างหลักสามหลังภายในเมืองประกอบไปด้วย ตัวเมืองชั้นในซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของคนในตระกูลจี้ ค่ายทหาร และสนามฝึกซ้อมฝีมือ

หญิงสาวทั้งสองหอบหิ้วหนังสือกองโตติดตามนายน้อยของพวกนางมุ่งหน้าสู่สนามฝึกซ้อมฝีมือ โดยมีขบวนองครักษ์อีกสิบแปดนายทำหน้าที่อารักขา ชุดเกราะสีแดงทั้งสิบแปดชุดที่สลักเต็มไปด้วยอักษรประหลาดเปล่งรัศมีอันทรงพลังออกมา บ่งบอกให้รู้ว่าพวกมันล้วนสังกัดหน่วยองครักษ์ชาดซึ่งเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลจี้ ทั่วทั้งเขตปกครองตะวันตกมีอยู่เพียงหนึ่งร้อยนายเท่านั้น ทุกนายล้วนขึ้นตรงต่อจี้ยี่ฉวน

เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมเป็นที่คาดคิดได้ว่าไม่มีผู้ใดกล้าขวางทางขบวนของจี้หนิง ผู้คนนับพันในสนามฝึกซ้อมต่างทำได้เพียงจ้องมองจากระยะไกลด้วยสายตาอิจฉาเลื่อมใส

“จี้หนิง!”

“ทายาทหนึ่งเดียวของกระบี่พิรุณโปรยผู้นั้นหรือ?”

“ที่ทาสสตรีทั้งสองถือนั่นใช่หนังสือหรือไม่? คราวก่อนที่ขบวนพ่อค้าเร่ร่อนเดินทางมา ข้าได้ยินว่าแต่ละเล่มราคาเทียบได้กับหนังแกะหนึ่งพันผืนทีเดียว”

เด็กหนุ่มที่กำลังฝึกฝีมือหลายคนรู้จักคุ้นเคยกับจี้หนิงเป็นอย่างดี จี้หนิงเป็นส่วนน้อยของทายาทตระกูลใหญ่ที่ไม่อวดอำนาจรังแกเด็กชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาสนทนากับเขา

“ส่งหนังสือมาให้ข้า” จี้หนิงออกคำสั่งหลังเลือกตำแหน่งอันเหมาะสมทรุดตัวลงนั่งแล้วรับหนังสือเล่มหนามาจากชุนเฉา เนื่องจากความเปลี่ยวเหงาที่เคยได้รับในชีวิตเดิม เขาในตอนนี้จึงชื่นชอบใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้คน แม้ว่าหนังสือจะเป็นวัตถุล้ำค่าในโลกแห่งนี้ แต่จี้หนิงมีสิทธิพิเศษที่จะหยิบยืมจากหอสมุดของตระกูลมากเท่าใดก็ได้

นับตั้งแต่วันที่เขาเกิดมา มีเรื่องราวสองประการที่เขากระทำเป็นกิจวัตร

ประการแรกคือการฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิตผ่านภาพของเทพธิดาหนี่วา นั่นทำให้จิตวิญญาณของเขาหนักแน่นเข้มแข็ง จี้หนิงในปัจจุบันมีความสามารถในการจดจำสิ่งต่างๆเป็นรูปภาพ และสามารถแบ่งจิตใจออกได้เป็นสองทาง เขาสามารถใช้มือข้างหนึ่งเขียนหนังสือในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งกำลังวาดรูปได้โดยไม่สับสน

ซึ่งความจริงนี่ก็มิใช่เรื่องที่แปลกพิสดารแต่อย่างใด ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งความเป็นอมตะก็สามารถแบ่งจิตใจเป็นหลายทาง ควบคุมของวิเศษนานาชนิดเข้าจู่โจมศัตรูอย่างอิสระ เพียงแต่ภาพของเทพธิดาหนี่วาช่วยให้จี้หนิงสามารถบรรลุถึงความสามารถนี้ได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

อีกประการหนึ่งก็คือการอ่านหนังสือ เพียงหกเดือนหลังจากที่ถือกำเนิด เมื่อจี้หนิงเริ่มออกเสียงพูดได้เขาก็เริ่มชี้มือไปยังภาพและตัวอักษรต่างๆในหนังสือพร้อมกับพูดว่า “นี่ นี่” บรรดาสาวใช้ซึ่งต่างก็ถูกฝึกสอนให้รู้หนังสือย่อมมิกล้าไม่ตอบคำ ดังนั้นเพียงชั่วเวลาไม่นานเขาก็เริ่มอ่านหนังสือได้เอง

ดังคำโบราณกล่าวไว้ ‘การยินยอมเสียเวลาลับขวานให้แหลมคม มิได้ทำให้เวลาที่ใช้ในการตัดไม้ยาวนานขึ้น’ จี้หนิงเข้าใจดีว่าต่อให้เขาจดจ่อกับวิถีแห่งความเป็นอมตะถึงเพียงไหน ตอนนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะสามารถลงมือฝึกฝนได้ การศึกษาหาข้อมูลย่อมเปรียบได้กับการ‘ลับขวาน’รอไว้ จนกว่าจะถึงเวลาที่เขาสามารถ ‘ลงมือตัด’ อย่าว่าแต่เขาเองก็มีความต้องการอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของโลกใบนี้ให้มากขึ้นเช่นกัน

เรื่องราวที่เขาได้เรียนรู้จากการอ่านอีกประการหนึ่งก็คือ ตระกูลจี้เพียงเป็นผู้ดูแลเขตปกครองเล็กๆภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของจักรวรรดิเซี่ย

พื้นที่ปกครองของตระกูลจี้แบ่งออกเป็นเขตปกครองกลาง เหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ทั้งหมดห้าเขตปกครอง ในขณะที่ราชวงศ์เซี่ยเป็นราชวงศ์เดียวที่ปกครองแผ่นดินทั้งหมดในโลกแห่งนี้มานับหลายล้านล้านปีตั้งแต่ ‘ยุคแห่งเทพอสูร’

“ช่างสมกับที่เป็นโลกแห่งผู้อมตะและเหล่าอสูร” จี้หนิงลอบทอดถอนใจด้วยความเลื่อมใส “อาณาจักรมนุษย์ทั่วไปจะหาราชวงศ์ที่สามารถปกครองต่อเนื่องได้ถึงพันปียังยากลำบาก โลกโบราณแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่ที่คาดฝันไม่ถึงจริงๆ”

“ที่จริง ตอนนี้เราก็น่าจะพร้อมที่จะเริ่มการฝึกฝนวิถีแห่งความเป็นอมตะได้แล้ว”
……

ค่ำคืนนั้น

แสงโคมจากกำแพงทั้งสองด้านสาดส่องให้ห้องโถงใหญ่แลดูสว่างไสว จี้หนิงนั่งรับประทานอาหารกับครอบครัว บิดาของเขานั่งอยู่บนที่นั่งประจำที่ฝั่งตรงข้ามในขณะที่มารดานั่งอยู่ทางฝั่งซ้ายมือ

“ท่านพ่อ ท่านแม่”

จี้ยี่ฉวนและอู่ฉีเซวียเงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ที่ผ่านมาแม้ว่าความเฉลียวฉลาดของจี้หนิงจะสร้างความปลาบปลื้มยินดีให้แก่ทั้งสอง แต่ก็ไม่ถึงกับสร้างความแตกตื่นอันใด ด้วยขนาดอันกว้างใหญ่ไพศาลของโลกใบนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนผู้เปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาอาศัยอยู่มากมาย

“ข้าอยากฝึกตน ข้าอยากฝึกฝนเพื่อเป็นผู้อมตะ!” จี้หนิงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เมื่อได้เห็นสีหน้าขึงขังของบุตรชายตัวน้อย อู่ฉีเซวียอดหัวเราะออกมามิได้ “ผู้อมตะงั้นหรือ? ยี่ฉวน ลูกของเราบอกว่าเขาอยากเป็นผู้อมตะ”

“ผู้อมตะ? เด็กน้อยเจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับการเป็นผู้อมตะ?” จี้ยี่ฉวนย้อนถาม
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 92 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น