เซียนกระบี่

ตอนที่ 4 : ผู้ดูแลเขตปกครอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    31 ก.ค. 63

ล่วงพ้นกลางดึกของคืนนั้นงานเลี้ยงฉลองที่โถงหิมะโปรยจึงเลิกรา ใต้ท้องฟ้าที่ประดับด้วยมวลดารา จี้ยี่ฉวนและภรรยาอุ้มทารกน้อยเดินทางกลับบ้าน จี้หนิงที่เผลอหลับไปในระหว่างงานเลี้ยงพลอยลืมตาขึ้นชื่นชมกับทัศนียภาพเบื้องบน เขาหวนคิดถึงบรรยากาศในงานเลี้ยงที่เพิ่งผ่านไป ทั้งดนตรีและการแสดงเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับเขาโดยสิ้นเชิง

“ยี่ฉวน” อู่ฉีเซวียเรียกผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงที่เจือปนเค้าของความโกรธ “ตอนอยู่ในงานเลี้ยงทำไม่ท่านจึงรับปากให้ลูกของเราเข้าร่วมการประลองชิงดาบทอง ท่านก็รู้ดีมิใช่หรือว่ามันยากเย็นถึงเพียงไหน?”

“ข้าเองก็เป็นผู้ชนะการประลองมาก่อนเช่นกัน” จี้ยี่ฉวนตอบคำถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ตั้งแต่เล็กท่านก็เป็นผู้กล้าอันดับหนึ่งของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก การประลองชิงดาบทองย่อมไม่เป็นปัญหาสำหรับท่าน แต่ในประวัติศาสตร์นับพันปีของตระกูลจี้ มีสักกี่คนที่ทำได้เช่นนั้น?” อู่ฉีเซวียยังคงไม่ยอมเลิกราโดยง่าย แม้ยามปกตินางจะนุ่มนวลโอนอ่อนตามผู้เป็นสามี แต่เรื่องราวเมื่อเกี่ยวพันถึงควมปลอดภัยของบุตรชาย นางไหนเลยทนนิ่งเฉยอยู่ได้

“อย่าว่าแต่ตอนที่ท่านปู่กล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งผู้สืบทอด ก็มีผู้อาวุโสถึงห้าท่านที่เห็นชอบ หากสามารถหว่านล้อมผู้อาวุโสที่เป็นกลางให้ยินยอมสนับสนุนเพิ่มอีกเพียงท่านเดียว ลูกเราก็จะได้เป็นผู้สืบทอดโดยสมบูรณ์ ไยต้องวุ่นวายประลองชิงดาบทองอีก…”

จี้ยี่ฉวนสั่นศีรษะทอดถอนใจ “เจ้าเพิ่งเข้าสู่ตระกูลมาไม่นานย่อมไม่เข้าใจ ในสิบผู้อาวุโสของตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตกแม้มีอยู่ไม่น้อยที่สนับสนุนท่านปู่ แต่ก็มีที่ฝ่ายที่สนับสนุนจี้หลี่ และยังมีอีกสามท่านที่วางตัวเป็นกลาง หากต้องการให้มีผู้อาวุโสอีกท่านเข้าร่วมสนับสนุนเรา คุณค่าที่ต้องจ่ายออกไปย่อมเป็นจำนวนมิใช่น้อย”

“ต่อให้ต้องจ่ายออกไปมากมายแล้วจะเป็นไร?”อู่ฉีเซวียยังคงไม่เห็นด้วย

“หากยินยอมทุ่มเทเงินทองออกไป ลูกเราย่อมสามารถเป็นผู้สืบทอดได้อย่างไม่เป็นปัญหา แต่เจ้าคิดหรือไม่ว่าหากลูกเราไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองจริงๆ สิ่งที่เราทำลงไปจะสร้างความยากลำบากให้กับเขาถึงเพียงไหน นี่รังแต่จะทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานในอนาคต”

อู่ฉีเซวียรับฟังคำอธิบายจากใจจริงนั้นจนนิ่งเงียบไป

“ข้าไม่ต้องการให้ลูกของเราต้องทนทุกข์ ข้าจึงเสนอเรื่องการประลองชิงดาบทองขึ้นมา” จี้ยี่ฉวนค่อยๆอธิบายอย่างช้าๆ

“หากลูกเราสามารถเรียนรู้และแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนชนะการประลอง ย่อมไม่มีผู้ใดคัดค้านการขึ้นเป็นผู้สืบทอดของเขา แต่หากลูกเราไม่เหมาะสมจริงๆ เขาก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ ข้าจี้ยี่ฉวนจะปกป้องดูแลเขาไปชั่วชีวิต”

อู่ฉีเซวียเข้าใจในที่สุด เป็นผู้ดูแลเขตปกครองใช่จะหมายความถึงความสุข หากความสามารถไม่เพียงพอ ต่อให้สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งก็ต้องประสบปัญหานานับประการ

“ข้าวู่วามเกินไปที่กล่าวโทษท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

จี้ยี่ฉวนก้มลงปัดเศษหิมะที่ถูกสายลมพัดตกลงบนใบหน้าของบุตรชายแล้วหันเหหัวข้อสนทนาว่า “เด็กน้อยลืมตากว้าง เขาคงตื่นได้สักพักแล้ว”

“จริงสิ ยี่ฉวน ลูกของเราสมควรเรียกหาว่าอย่างไร? ข้าเคยถามท่านตั้งแต่ตอนที่ตั้งท้องใหม่ๆ แต่สุดท้ายก็หาชื่อที่ถูกใจท่านไม่ได้ ตอนนี้เมื่อเขาเกิดมาแล้ว เราต้องหาชื่อที่เหมาะกับเขาสักที”

“จะไม่ให้ข้าตั้งใจเลือกชื่อให้กับเขาได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ข้าอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้านึกออกแล้ว เด็กคนนี้จะใช้ชื่อว่าหนิง หนิงที่แปลว่า’ความนิ่งสงบ’ ไม่ว่าชีวิตข้างหน้าของเขาจะเป็นปกติหรือน่าแตกตื่น ไม่ว่าเขาจะเติบโตขึ้นเป็นคนอ่อนแอหรือเป็นยอดฝีมือ ข้าอยากให้เขารักษาดวงใจที่สงบนิ่งเอาไว้”

จี้หนิง?

ทารกน้อยลืมตากลมกว้าง ในชาติภพนี้เขาก็ใช้ชื่อว่าจี้หนิงอีกครั้ง นี่เป็นสิ่งที่ชะตาลิขิตไว้หรือเป็นเพียงแค่ความบังเอิญกันแน่?
……………

หากกล่าวว่ายอดฝีมืออันดับหนึ่งของตระกูลจี้แห่งเขตปกครองตะวันตกคือ ‘กระบี่พิรุณโปรย’ จี้ยี่ฉวน ตำแหน่งยอดฝีอันดับสองย่อมไม่มีผู้ใดกล้าแก่งแย่งกับ ‘อสูรเพลิง’ จี้หลี่

ภายในคฤหาสน์ของจี้หลี่

“ยินดีด้วยท่านพ่อ” ชายกลางคนที่ถักเปียเล็กๆหลายสิบเส้นบนศีรษะกล่าวด้วยความตื่นเต้น “เจ้าคนโอหังจี้ยี่ฉวนกลับเสนอเรื่องการประลองชิงดาบทองออกมาด้วยตนเอง”

ชายชราผมแดงเพลิงผู้ร้อยอสรพิษเป็นต่างหูแค่นเสียงพลางรวบมือกำเข้าหากัน “ข้าสมควรได้เป็นผู้ดูแลเขตปกครองตั้งแต่ตอนที่ข้ายังหนุ่มแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นข้าหลงตัวเองเกินไป กลับประมาทจนพลาดท่าให้แก่พี่ใหญ่จี้หยง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในครั้งนั้นทำให้ข้าต้องเฝ้ารอโอกาสมาถึงแปดสิบปี… แปดสิบปีเต็ม! ไม่มีวันไหนที่ข้าจะไม่คิดถึงความผิดพลาดในวันนั้น” จี้หลี่ขบกรามแน่น

“แต่สุดท้ายสวรรค์ยังเข้าข้างข้า ถึงแม้ในเชื้อสายของท่านพี่จะปรากฎผู้มีพรสวรรค์เช่นยี่ฉวน หากมันกลับหมกมุ่นกับการฝึกฝีมือเพื่อบรรลุวิถีแห่งความเป็นอมตะโดยไม่สนใจที่จะก้าวขึ้นรับตำแหน่ง และวันนี้มันยังโง่เขลาจนเลือกวิธีการประลองเพื่อทดสอบผู้สืบทอดรุ่นต่อไปอีก”

“นั่นแสดงว่าสวรรค์ลิขิตให้ท่านพ่อได้ขึ้นเป็นผู้ดูแลเขตปกครอง” ชายกลางคนผมเปียกล่าวแทรกขึ้นด้วยความลิงโลด

“อย่าได้ลำพองจนเกินไป” จี้หลี่รีบส่งเสียงตวาดห้ามปรามแล้วกล่าวต่ออย่างจริงจัง “ความปราชัยในอดีตสอนให้ข้ารู้ว่าหากคนผู้หนึ่งมั่นใจในตนเองเกินไปจะเป็นเช่นไร สิ่งที่เราต้องทำในตอนนี้คือการเตรียมพร้อม…” มันพลันชะงักวาจาไว้ คิ้วสีแดงขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด ชายผมเปียทราบนิสัยของบิดาเป็นอย่างดี จึงรีบสงบนิ่งไม่กล้าส่งเสียงรบกวน

“ผู้ที่จะชนะการประลองชิงดาบทอง จะต้องเอาชนะเด็กหนุ่มทุกคนทั้งที่มาจากตระกูลจี้และชนเผ่าบริวาร” จี้หลี่กล่าวต่ออย่างเชื่องช้าคล้ายกำลังทบทวนความคิด “แม้ว่าเด็กหนุ่มจากนอกตระกูลจะไม่อาจฝึกปรือเคล็ดวิชาลับของตระกูลจี้ตลอดจนขอรับยาบำรุงล้ำค่าต่างๆ แต่ในการประลองทุกสี่ปีกลับมีเพียงน้อยครั้งที่คนจากตระกูลจี้จะได้ชัย”

ชายผมเปียผงกศีรษะเห็นพ้อง “นั่นเป็นเพราะเด็กหนุ่มจากชนเผ่าบริวารมีจำนวนมากมายมหาศาล ในจำนวนนั้นย่อมมีผู้มีพรสวรรค์สูงส่งปะปนอยู่ แต่เนื่องจากเด็กหนุ่มนอกตระกูลเหล่านั้นสามารถฝึกปรือเพียงเคล็ดวิชาทั่วไป ในขณะที่เคล็ดวิชาลับจะถูกสงวนไว้ให้แก่คนในตระกูล ดังนั้นภายในเวลาไม่กี่สิบปี คนของตระกูลจี้เราก็จะก้าวล้ำหน้าไปในที่สุด”

“ความหมายของข้าก็คือ…” จี้หลี่ลดเสียงลง “เจ้าจงไปคัดเลือกเหล่าเด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์จากชนเผ่าต่างๆ นำพวกมันมาบำรุงและฝึกสอนให้ดี พวกมันล้วนแข็งแกร่งโดยธรรมชาติแม้ว่าจะขาดการบำรุงและการฝึกสอนที่ดี เมื่อมีพวกเราคอยให้การสนับสนุน ข้าไม่เชื่อว่าลูกไม่เอาไหนของยี่ฉวนจะสามารถเอาชนะพวกมันได้”

“ท่านพ่อกล่าวถูกต้องแล้ว”

จี้หลี่หัวร่อเสียงดังกังวาน “จดจำไว้ วางตัวคนของเราไว้ข้างกายของยี่ฉวน ข้าต้องการรู้ว่าลูกของมันพัฒนาไปได้ไวเพียงไหน มีแต่รู้เขารู้เราจึงจะได้ชัยในทุกสมรภูมิ!”
…………..

“ลูกหนิง เป็นเด็กดีนะลูก” อู่ฉีเซวียวางบุตรชายลงบนเตียงอย่างแผ่วเบาก่อนก้มลงหอมแล้วล้มตัวลงนอนเคียงข้าง

จี้หนิงหน้าร้อนผ่าว รีบยกมือปาดเช็ดริมฝีปากที่เพิ่งดูดน้ำนมด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด เรื่องราวรอบตัวของเขาช่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่น่าเชื่อ ทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินที่ยมโลก สุนัขตัวใหญ่สีขาวราวหิมะที่เรียกว่าท่านลุงขาว ยังมีงูเหลือมยักษ์ยาวหลายร้อยเมตรที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ที่เรียกว่าท่านลุงดำ ไปจนถึงการประลองชิงดาบทองเพื่อชิงตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครอง…

“เอาเถอะ ต่อให้ครุ่นคิดเท่าไหร่ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” ดวงตาดวงน้อยของจี้หนิงพลันเปล่งประกาย “ได้เวลาทดลองฝึกวิชาแล้ว”

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาสัมผัสได้ว่าตระกูลของเขาเป็นตระกูลทรงอิทธิพลที่ปกครองชนเผ่าจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ตำแหน่งผู้นำตระกูลจะเป็นที่หมายปองของผู้คนมากหลาย แต่เด็กทารกอย่างเขายังไม่จำเป็นต้องกังวลสนใจกับเรื่องราวเหล่านี้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ยังคงเป็นการเร่งฝึกปรือตนเอง

ตามคำบอกเล่าของเจ้าตำหนักขุย เคล็ดวิชาเพ่งจิตไปยังภาพของเทพธิดาหนี่วานับเป็นยอดวิชาที่จะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จเหนือผู้อื่นแม้แต่ในเทวโลก ดังนั้นในมนุษยโลกแห่งนี้เคล็ดวิชาเพ่งจิตที่ถูกปลูกฝังลงในวิญญาณของเขาจะต้องเป็นยอดวิชาในยอดวิชาโดยมิต้องสงสัย

ในชาติภพก่อน เขาต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายมาตลอดระยะเวลาสิบแปดปี แม้แต่จะเดินเป็นระยะทางสั้นๆเขายังเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจ เขาเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตภายใต้การคุกคามของความตายมากเหลือเกินแล้ว ในชาติภพนี้เขาจะขีดเขียนชะตาชีวิตของตนเอง เขาจะเดินไปในเส้นทางที่เจ้าตำหนักขุยเคยเล่าให้ฟัง เส้นทางสู่การเป็นผู้อมตะ!

จี้หนิงหลับตาลงแล้วเริ่มทำการฝึกฝน เขารับรู้ได้ถึงพลังงานแห่งธรรมชาติที่ไหลเข้าสู่ร่างอย่างช้าๆ ทำการชำระคราบสังขารและหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขา ที่แท้ยอดวิชาเพ่งจิตคือการดูดซับพลังงานแห่งธรรมชาตินั่นเอง

ซึ่งความจริงร่างกายของทารกนั้นสะอาดบริสุทธิ์อยู่แล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตและเติบโตขึ้นค่อยถูกมลทินจากทางโลกเข้ามาทำให้แปดเปื้อน ดังนั้นร่างกายของจี้หนิงที่เพิ่งเกิดมาไม่นานจึงคืนสู่ความสะอาดบริสุทธิ์ของทารกแรกเกิดอย่างรวดเร็ว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น