เซียนกระบี่

ตอนที่ 26 : กระบี่ของจี้หนิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 920
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 63 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

เงาร่างเจ็ดสายจู่โจมใส่จี้หนิงจากเจ็ดทิศทางโดยพร้อมเพรียง แม้จะไม่เคยวางแผนผสานกำลังจู่โจมมาก่อน แต่พวกมันล้วนเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่จากทั่วดินแดนของเขตปกครองตะวันตก อย่าว่าแต่ทุกคนต่างก็ตั้งความหวังกับการประลองครั้งนี้ไว้สูงยิ่ง ดังนั้นทั้งหมดจึงตั้งใจลงมือสอดประสานกันอย่างสุดกำลัง

จี้หนิงยืนสงบนิ่ง รอจนการจู่โจมทั้งหมดใกล้เข้าถึงร่างจึงเริ่มเคลื่อนไหว ร่างของเขากลับกลายเป็นสายลมหอบหนึ่ง ใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วทรงพลังและการคาดคำนวณที่สุขุมแม่นยำ พลิ้วหลบการโจมตีทั้งหมดไปได้อย่างสง่างาม

คู่ต่อสู้ทั้งเจ็ดต่างใช้แววตาที่เหลือเชื่อจ้องมองจี้หนิง ในขณะที่บรรดาผู้ชมการประลองโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นชื่นชม ผู้ที่มีชีวิตอยู่ในดินแดนนี้ล้วนต้องมีพื้นฐานวิชาฝีมืออยู่บ้าง ดังนั้นทั้งหมดทราบดีว่าท่าร่างที่จี้หนิงใช้ออกนั้นยอดเยี่ยมถึงเพียงไหน

“นี่… เป็นไปไม่ได้”

“ท่าร่างที่รวดเร็วราวกับสายลมนั่นคือวิชาอะไรกัน?”

“สมกับที่เป็นบุตรชายของกระบี่พิรุณโปรย”
………

จี้หนิงยืนใช้ความคิดอยู่ที่ด้านหนึ่งของเวทีประลอง “ท่าร่างของพวกมันล้วนอ่อนด้อยกว่าข้าจนไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเข้าปิดป้องด้วยซ้ำ ในพวกมันทั้งหมดมีเพียงคนที่ใช้ดาบใหญ่และคนที่สวมเสื้อขนสัตว์สีทองที่มีท่าร่างถึงระดับเชี่ยวชาญ”

เขายิ้มออกมาด้วยความมั่นใจ ทั้งระดับความสำเร็จในวิชาท่าร่างและตัวเคล็ดวิชา ‘ท่าร่างเงาวายุ’ ของเขาล้วนเหนือล้ำกว่าคู่ต่อสู้อย่างเทียบกันไม่ติด

ผู้เข้าร่วมประลองทั้งเจ็ดหันไปสบตาแล้วลอบผงกศีรษะให้แก่กัน ตอนนี้มีแต่ต้องต่อสู้พัวพันโดยไม่เปิดโอกาสให้จี้หนิงใช้วิชาท่าร่างที่เหนือชั้นออกมา พวกมันค่อยมีหวังจู่โจมสัมฤทธิ์ผล

เงาร่างเจ็ดสายโถมเข้าจู่โจมอีกครั้ง หากคราวนี้จี้หนิงเลือกที่จะปะทะโดยไม่หลบหลีก

จี้หนิงเคลื่อนกายอย่างอิสระท่ามกลางเงาดาบประกายกระบี่ที่ฉวัดเฉวียน กระบี่ในมือใช้ออกด้วยกระบวนท่าฟาดฟันและกวาดกระแทกเจ็ดครั้งครา ไม่เพียงสำแดงปมเด่นของกระบี่ยาวสำหรับประลองที่ทื่อด้านหนาหนักออกมาอย่างเต็มที่ ยังรวดเร็วจนเสียงกระบี่กระทบเป้าหมายดังขึ้นแทบเป็นเสียงเดียว

เงาร่างห้าสายถูกกระแทกลอยออกจากวงต่อสู้ตกลงบนพื้นที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร เด็กหนุ่มทั้งห้าตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างยากเย็น บ้างกุมทรวงอกท้องน้อยกระอักโลหิต บ้างใช้มือกดบีบบาดแผลเพื่อห้ามเลือด ทุกคนล้วนมีสีหน้าที่ยากบ่งบรรยาย พวกมันมองเห็นกระบี่ของจี้หนิงที่จู่โจมเข้ามาอย่างชัดเจน แต่กลับมิอาจปิดป้องต้านทานได้

‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ ความคิดผุดขึ้นในใจของยอดฝีมืออายุเยาว์ทั้งห้า เพียงแค่ระดับการฝึกปรือนี้ก็คู่ควรให้พวกมันยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

บนเวทีตอนนี้หลงเหลือผู้ร่วมประลองเพียงสามคน ต่างฝ่ายต่างจับจ้องซึ่งกันและกัน

จี้หนิงครุ่นคิดขึ้น “ยังคงเป็นสองคนนี้ที่รับกระบี่ของข้าได้ คนใช้ดาบใหญ่ถึงแม้จะยังไม่สามารถบรรลุระดับเชี่ยวชาญแต่ก็มีเพลงดาบที่รวดเร็วไม่เบา ส่วนคนชุดทองสมควรบรรลุขั้นคนและดาบร่วมประสานแล้ว”

จี้ผีในชุดขนสัตว์สีทองตะโกนก้อง “นายน้อยตระกูลจี้จดจำไว้ให้ดี ข้าชื่อจี้ผี! ข้าจะเป็นผู้ที่โค่นท่านพ่ายแพ้”

เด็กหนุ่มที่ใช้ดาบใหญ่ครุ่นคิดขึ้น “ดูท่าข้าคงไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหมู่อัจฉริยะรุ่นใหม่ ไม่เพียงนายน้อยตระกูลจี้ กระทั่งจี้ผีที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนามผู้นี้ก็บรรลุระดับคนและดาบร่วมประสาน” มันอดทนฝึกฝนอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งรู้ตัวดีว่าผู้ถือกำเนิดจากชนเผ่าอย่างตนไม่มีทางที่จะได้ร่ำเรียนวิชาดาบขั้นสูง จึงละทิ้งการไล่ตามเพลงดาบที่ลึกล้ำมาฝึกปรือเพลงดาบที่รวดเร็ว มุ่งหวังว่าเมื่อผสานกระบวนท่าดาบอันรวดเร็วเข้ากับท่าร่างระดับเชี่ยวชาญแล้วจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนที่อยู่ในระดับเดียวกันได้ แต่ยามนี้สิ่งที่มันพบเผชิญ กลับเป็นสภาพความจริงอันน่าเจ็บปวด

“จี้หนิง!” เด็กหนุ่มผู้ใช้ดาบใหญ่ตะโกนขึ้นในที่สุด “ข้ายอมรับว่าท่านแข็งแกร่งกว่าข้า แต่ข้าขอท้าทายให้ท่านรับข้าสามดาบ เพียงสามดาบเท่านั้น…”

มันหยุดเล็กน้อยแล้วเหลือบมองไปทางจี้ผี “ส่วนเจ้า จงอย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยว”

จี้ผีเหยียดยิ้มหยามหยัน ด้วยความสำเร็จในวิชาท่าร่างของจี้หนิง การกลุ้มรุมไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลอยู่แล้ว อย่าว่าแต่พลังฝีมือของเด็กหนุ่มผู้ใช้ดาบยังห่างไกลจากมันจนไม่อาจประสานเสริมกันอย่างได้ผล เมื่อฝ่ายตรงข้ามต้องการแสวงหาความอับอาย มันก็คร้านที่จะสอดมือเข้าไป

จี้หนิงเห็นว่าเด็กหนุ่มผู้นี้สมควรมีความเชื่อมั่นบางประการซ่อนอยู่ เขาผงกศีรษะ “ตกลง”

แววตาของเด็กหนุ่มผู้ใช้ดาบฉายแววดุร้าย ส่งเสียงกู่ร้องโหยหวนราวสุนัขป่า ร่างแปรเปลี่ยนเป็นเงาจางพุ่งโถมเข้าหา ดาบในมือเปล่งประกายเจิดจ้าฟันเข้าที่ลำคอของจี้หนิง

นี่ที่จริงไม่อาจนับเป็นกระบวนท่าที่เหมาะสมกับดาบทื่อหนักที่ใช้ในการประลอง แสดงแน่ชัดเด็กหนุ่มผู้นี้เพียงต้องการสำแดงกระบวนท่าที่ร้ายกาจที่สุดของตนออกมา

จี้หนิงสลับเท้าล่าถอย ใช้ท่าร่างอันยอดเยี่ยมหลบเลี่ยงจากกระบวนท่าจู่โจมแรก แต่เด็กหนุ่มที่ใช้ดาบเพียงพลิกมือคราหนึ่ง ดาบใหญ่ที่เห็นชัดว่าถลำเลยไปแล้วก็กลับเปลี่ยนทิศทางอย่างพิสดารด้วยความเร็วที่สูงขึ้นไปอีก เป้าหมายยังคงเป็นลำคอของจี้หนิง!

จี้หนิงถูกบังคับให้ต้องหลบเลี่ยงอีกครั้ง ครานี้เขารู้สึกถึงความกดดันขึ้นมาแล้ว หากกระบวนท่าดาบของเด็กหนุ่มยังเร่งความเร็วขึ้นอีกเขาคงต้องใช้กระบี่เข้าต้านปะทะอย่างหักโหม ความคิดนี้ไม่ทันสิ้นสุดดาบใหญ่พลันกลับกลายเป็นลำแสงพุ่งออกจากมือของเด็กหนุ่ม ดาบที่สามกลับเป็นกระบวนท่าดาบบิน!

ดาบใหญ่หยิบยืมใช้แรงจากสองกระบวนท่าแรกอย่างแยบคาย หมุนควงผ่าอากาศเร่งความเร็วขึ้นจนถึงระดับที่น่าเหลือเชื่อ จี้หนิงเมื่อไม่มีทางเลือก ได้แต่ยกกระบี่ในมือขึ้นต้านทาน

เสียงดาบกระบี่ปะทะกันดังสดใส ดาบใหญ่ถูกปัดป่ายกระดอนกลับเข้าสู่มือของเด็กหนุ่มอีกครั้ง สีหน้าของเด็กหนุ่มผู้ใช้ดาบเต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ “ข้าแพ้แล้ว”

เด็กหนุ่มผู้ใช้ดาบกระโดดลงจากเวทีโดยไม่รู้สึกติดค้างอันใดอีก มันเข้าใจดีถึงระยะห่างระหว่างฝีมือของตนกับจี้หนิง เมื่อได้สำแดงทุกประการที่เฝ้าฝึกปรือออกไปแล้ว มันก็ปราศจากความเสียใจอันใดอีก

“รับตัวเด็กหนุ่มที่ใช้ดาบใหญ่นั้นเข้าสู่ตระกูลจี้” จี้หยงที่นั่งชมการต่อสู้รีบหันไปกล่าวกับผู้ติดตามที่ยืนอยู่ด้านหลัง “มันมีศักยภาพที่อาจจะเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติได้”

“น้อมรับคำสั่งนายท่าน”
………

บนเวทียามนี้หลงเหลือเพียงจี้หนิงและจี้ผี

ดวงตาและร่างกายของจี้ผีเปล่งประกายสีทองอันทรงพลัง จี้หนิงหรี่ตาลงครุ่นคิด “จี้ผีผู้นี้ก็ฝึกปรือกายาเทพอสูร? ระดับความสำเร็จสมควรไม่ต่ำทรามอีกด้วย”

“จี้หนิง ข้ายอมรับว่าความสำเร็จในวิชาท่าร่างของเจ้าเหนือกว่าข้า ทว่าเจ้าไม่อาจช่วงชิงดาบทองไปได้ด้วยการหลบหลีกเพียงอย่างเดียว หากต่อสู้กันด้วยความแข็งแกร่งที่แท้จริง ข้าไม่มีทางแพ้เจ้าอย่างแน่นอน” จี้ผีกล่าวราวกับคำราม

จี้หนิงย่อมไม่แยแสสนใจต่อคำขู่ เขายังคงยืนหยัดตามสบายพลางพิจารณาคู่ต่อสู้ต่อไป รังสีฆ่าฟันที่แผ่ออกจากร่างของฝ่ายตรงข้ามบ่งบอกว่าจี้ผีเองก็ผ่านการต่อสู้เสี่ยงชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน

ส่วนประกายสีทองที่แผ่ออกมากลับทำให้จี้หนิงหวนนึกไปถึงเมื่อครั้งที่เขาอ่านคัมภีร์ฉบับคัดย่อของวิชากายาเทพอสูรทั้งสิบเก้าเล่ม ที่จี้ผีฝึกปรือสมควรเป็นวิชากายาเทพอสูร ‘ปริศนาโลกานิรันดร์’

“จี้ผีผู้นี้ไม่เพียงมีประสบการณ์ต่อสู้ที่จัดเจน ยังฝึกปรือกายาเทพอสูรและสามารถใช้ดาบได้จนถึงระดับคนและดาบร่วมประสานอีก บุคคลเช่นนี้กลับไร้ชื่อเสียงเรียงนามมาจนถึงวันนี้ ดูท่านี่คงเป็นอาวุธลับที่จี้หลี่ส่งมาขัดขวางข้าตามที่สายรายงานจริงๆ”

ภายใต้สายตาที่คล้ายพยัคฆ์ร้ายจ้องมองเหยื่อของจี้ผี จี้หนิงสืบเท้าเข้าหาคู่ต่อสู้ด้วยความเยือกเย็นเป็นธรรมชาติ หากว่าเขาต้องประมือกับจี้ผีก่อนที่จะรับการโจมตีของอสรพิษเหินหาวเขาคงปราศจากความมั่นใจแม้แต่น้อย

แต่หลังจากที่ได้ผ่านปรากฎการณ์ฟ้ามนุษย์หลอมรวมในวิชาท่าร่าง ความเข้าใจในเชิงยุทธ์ของจี้หนิงก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ถึงแม้เขาในยามนี้จะยังไม่อาจบรรลุขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมในเพลงกระบี่ แต่เขามั่นใจว่าจะสามารถเอาชัยจี้ผีได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้พลังของประกายชาดเก้าชั้นฟ้า!

กระบี่ในมือจี้หนิงพลันเคลื่อนไหว ผู้ที่รับชมล้วนเกิดความรู้สึกหลอนว่ามีหยาดพิรุณกำลังโปรยปรายลงจากท้องนภา เพลงกระบี่ที่งดงามแสดงให้เห็นถึงระดับความลึกซึ้งในการตีความเพลงกระบี่ของจี้หนิง

จี้ผีตวาดก้อง ใช้พลังดาบที่แฝงคาวเลือดหนุนเนื่องชิงเป็นฝ่ายเข้าจู่โจมใส่จี้หนิง ความรู้สึกราวนรกโลกันตร์ผุดขึ้นบนโลกหล้ากดดันให้ผู้ที่ชมดูรู้สึกไม่อยากทนมีชีวิตอยู่สืบไป

“เพลงดาบนรกโลหิต?” กระบี่ในมือจี้หนิงกวาดออกด้วยความนุ่มนวลเป็นม่านพิรุณที่สาดเท ไม่ว่าพลังดาบของจี้ผีจะกราดเกรี้ยวรุนแรงถึงเพียงไหนก็ไม่อาจเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้ จี้ผีเองก็รู้สึกราวกับถูกกักขังอยู่ในกรงที่สร้างจากสายน้ำ แม้มีกำลังแต่กลับมิอาจใช้ออก

“สลายไปซะ!” จี้ผีแทนที่จะหยุดยั้งกลับยิ่งเพิ่มพูนเรี่ยวแรงและพลังปราณอันกราดเกรี้ยว ฟาดฟันดาบในมือออกอย่างบ้าคลั่ง

“พลังดาบและความตั้งใจที่แข็งแกร่งนัก” จี้หนิงต้องการหาประสบการณ์จากเพลงดาบที่ดุร้ายหมายเสี่ยงชีวิตนี้ ดังนั้นแม้จี้ผีจะไม่ใช่คู่มือของเขา จี้หนิงยังจงใจรับการจู่โจมเอาไว้สิบกระบวนท่า จากนั้นทิ่มแทงกระบี่ยาวในมือออก

พริบตานั้นโลกทั้งใบแปรเปลี่ยนเป็นหยุดนิ่ง ในความเงียบสงัด หยาดพิรุณที่โปรยปรายกลับกลายเป็นหยดน้ำหนึ่งหยาดกดกระแทกใส่ดาบในมือจี้ผีจนแตกละเอียด พลังกระบี่ยังทะลุทะลวงเข้าใส่ทรวงอกของจี้ผีจนกระดูกหักสลาย ส่งร่างของมันให้ลอยลิ่วลงจากเวที กระแทกพื้นหินใต้เวทีให้ยุบลงเป็นหลุมใหญ่

‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย – หยาดพิรุณทะลวงศิลา!’
จี้ผีอ้าปากกระอักโลหิต ทรวงอกยุบลงเนื่องจากกระดูกซี่โครงถูกกระแทกหักสลาย เสื้อที่ตัดเย็บจากขนสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขาดวิ่นยับเยิน

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากการโจมตีของกระบี่ทื่อด้านที่ใช้ในการประลองเล่มหนึ่ง!
………

ผู้ชมนับแสนนิ่งตะลึงไปกับสิ่งที่เห็น จากนั้นต่างระเบิดเสียงโห่ร้องชมเชยออกมาดังสนั่นหวั่นไหว ไม่มีผู้ใดกล้าบอกว่าข้อเสนอต่อสู้หนึ่งต่อเจ็ดเป็นเรื่องโอหังบังอาจอีก เด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาเยาว์วัยผู้นี้คือสุดยอดฝีมือที่แท้จริง คือทายาทที่ไร้ข้อกังขาของกระบี่พิรุณโปรย

“ฮาฮาฮา” ผู้ดูแลเขตปกครองตะวันตกจี้หยงมิอาจหยุดหัวเราะได้ ผู้สืบสายเลือดของเขาเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างงดงาม

“คนกระบี่ร่วมประสาน… หยาดพิรุณทะลวงศิลา…” จี้หลี่ที่นั่งติดกันกำมือแน่นจนที่เท้าแขนของเก้าอี้หินที่นั่งอยู่แตกละเอียด

“น้องรอง…” จี้หยงหันหน้ามากล่าววาจา

จี้หลี่สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย จ้องมองกลับไปยังผู้เป็นพี่ชาย แล้วตัดบทด้วยน้ำเสียงแหบห้าว “ไม่ต้องกล่าวแล้ว ข้ายอมรับความพ่ายแพ้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับสามารถบรรลุเคล็ดกระบี่พิรุณโปรยที่เป็นหนึ่งในยอดวิชาประจำตระกูลถึงขั้นคนกระบี่ร่วมประสาน จี้หนิงผู้นี้ยังน่ากลัวยิ่งกว่ายี่ฉวนอีก”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 63 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น