เซียนกระบี่

ตอนที่ 24 : แผนพิฆาตอสรพิษเหินหาวของจี้หนิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 923
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    3 ส.ค. 63

ห้องโถงใหญ่เงียบสงบ เปลวไฟเต้นระริกอยู่บนเทียนไขเล่มหนา

จี้หนิงก้มหน้ารับประทานและดื่มสุราลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดร่วมฉลองการกลับมาของจี้ยี่ฉวน จี้หนิงจึงได้รับอนุญาตให้ดื่มสุุราเป็นกรณีพิเศษ

“ท่านพ่อ” จี้หนิงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วส่งเสียงตอบรับคราหนึ่ง จี้หนิงทราบดีว่าบิดาของเขาอยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัวเนื่องจากความล้มเหลวในการตามล่าอสรพิษเหินหาว

ซึ่งความจริงการล่าสังหารสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติชั้นสูง ทั้งยังเป็นชนิดที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ใต้น้ำ ภายในทะเลสาบที่กว้างใหญ่ไพศาลนับเป็นงานที่แทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หากจะฝืนทำให้สำเร็จตระกูลจี้คงต้องยอมทุ่มเทกำลังทั้งหมดออกไป แต่เมื่อพิจารณาถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น วิธีนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่คู่ควรกระทำแล้ว

เพื่อเป็นการกู้หน้าคืนกลับมา ตระกูลจี้ทำการล่าล้างสัตว์อสูรทุกตัวที่พบในพื้นที่ จากนั้นจัดตั้งกองกำลังที่ประกอบไปด้วยยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติขึ้นรอบฝั่งทะเลสาบ ตระเตรียมเข้าสู่การประจันหน้าระยะยาว

“ข้าต้องการออกเดินทางเพื่อหาประสบการณ์” จี้หนิงกล่าวออกไปในที่สุด

“ออกเดินทาง?” จี้ยี่ฉวนทวนคำ หัวคิ้วขมวดแน่นขึ้นกว่าเดิม

อู่ฉีเซวียรีบชิงกล่าวขึ้น “ลูกหนิง เจ้าเพิ่งเอาตัวรอดจากการโจมตีของอสรพิษเหินหาว เจ้าสมควรล่วงรู้ความน่ากลัวของสัตว์อสูรเป็นอย่างดี อีกอย่างเจ้าก็ยังเด็กนัก ไว้อีกสักหลายปีค่อยคิดกันใหม่ดีหรือไม่?”

จี้หนิงสั่นศีรษะ “ภายในเมืองเขตปกครองตะวันตก ไม่มีผู้ใดที่จะประมือกับข้าได้อีกแล้ว…”

“ด้วยอายุของเจ้าเพียงเท่านี้? จงรอจนอายุครบสิบหกปีค่อยออกเดินทาง” จี้ยี่ฉวนตัดบทเสียงห้วน

“แต่ว่าท่านพ่อ ตั้งแต่เล็กจนโตข้าไม่เคยย่างเท้าออกนอกเมืองเขตปกครองแห่งนี้เลย ข้าอยากออกไปสัมผัสชีวิตของเหล่าชนเผ่า ข้าอยากเป็นเช่นท่านพ่อที่ออกเดินทางไปทั่วหล้า ใช้ภัยอันตรายและการต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรเป็นเครื่องฝึกฝนตนเอง”

“ต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูร? ด้วยฝีมือเพียงน้อยนิดที่เจ้ามี…” บิดาของเขายังคงไม่เห็นด้วย

“ข้าไหนเลยย่ำแย่ถึงเพียงนั้น?” จี้หนิงรีบกล่าว “แม้อยู่ภายใต้การจู่โจมอย่างสุดกำลังของอสรพิษเหินหาว ข้ายังเอาตัวรอดมาได้”

จี้ยี่ฉวนค่อยนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “ถูกแล้ว ข้ากลับลืมสอบถาม เจ้าเอาตัวรอดจากการโจมตีระดับนั้นได้อย่างไร”

อู่ฉีเซวียหัวเราะออกมา “ดูท่านเถิด เอาแต่ไล่ล่าอสรพิษเหินหาวจนเห็นบ้านช่องไม่คืนกลับ พวกเราไหนเลยมีโอกาสเล่าให้ท่านฟัง ในวาระแห่งความเป็นตายนั้นลูกหนิงสามารถทะลวงผ่านเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมของวิชาท่าร่างได้สำเร็จ”

“ฟ้ามนุษย์หลอมรวม?” จี้ยี่ฉวนเหม่อมองจี้หนิงด้วยความประหลาดใจ เขาไหนเลยคาดคิดว่าบุตรชายอายุเพียงสิบปีของตนจะประสบความสำเร็จในวิชาท่าร่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

“รับข้าสามกระบี่!”

จี้ยี่ฉวนกรีดวาดฝ่ามืออย่างรวดเร็ว เงากระบี่สามสายพลันล้อมจู่โจมเข้าใส่จี้หนิงจากสามทิศทางด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด หากร่างที่นั่งอยู่ของจี้หนิงเพียงเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลราวสายลมที่อ่อนจางก็หลบรอดจากเงากระบี่ทั้งสามสายไปได้อย่างสง่างาม

“ท่านพ่อเห็นว่าเป็นอย่างไร?” เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

“เป็นท่าร่างระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมจริงๆ เช่นนี้เพลงกระบี่ของเจ้าก็คงห่างจากระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมอีกไม่ไกล”

จี้ยี่ฉวนมองดูบุตรชายด้วยความตื่นเต้นยินดีแล้วทำการประเมินระดับความสามารถของจี้หนิงใหม่ อัจฉริยะปีศาจที่ทอดตาทั่วเทือกเขานางแอ่นอันกว้างใหญ่ก็ไม่แน่ว่าจะมีคนที่สองย่อมมิอาจใช้หลักการเดียวกับผู้คนทั่วไปในการวัดคำนวณได้ ดูเหมือนว่าเมืองเขตปกครองตะวันตกแห่งนี้คงเล็กเกินไปสำหรับเด็กผู้นี้แล้วจริงๆ

“หากเจ้าคิดจะออกเดินทางให้ได้ เจ้าจะต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน…”

“ยี่ฉวน!” อู่ฉีเซวียไม่ยินยอมเป็นอย่างยิ่ง ทว่าจี้ยี่ฉวนโบกมือให้นางสงบคำพูดลงก่อน

“ท่านพ่อโปรดประทานบอก” น้ำเสียงและดวงตาของจี้หนิงเต็มไปด้วยความคาดหวัง

จี้ยี่ฉวนผงกศีรษะ “การประลองชิงดาบทองจะมีขึ้นทุกสี่ปี ผู้ที่อายุไม่เกินสิบหกปีล้วนสามารถเข้าร่วมการประลองได้ หากเจ้าสามารถช่วงชิงชัยชนะในการประลองที่จะจัดขึ้นปีนี้ได้ ข้าจะอนุญาตให้เจ้าออกเดินทาง”

จี้หนิงทราบอยู่ก่อนแล้วถึงเงื่อนไขที่ว่า จี้หลี่จะยอมรับการขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองของเขาหากว่าสามารถชนะการประลองได้

“ชัยชนะในการประลองย่อมไม่เป็นปัญหา ทว่าข้ากลับไม่เข้าใจว่าทำไมท่านพ่อจึงต้องยึดติดกับตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองถึงเพียงนี้?”

“ข้าไหนเลยเคยยึดติดกับมัน? เจ้าเป็นบุตรที่ข้าจี้ยี่ฉวนภาคภูมิใจที่สุด ความสำเร็จของเจ้าในอนาคตมีแต่จะเหนือล้ำไปกว่าข้า วันหนึ่งเจ้าจะสยายปีกท่องทะยานไปทั่วหล้า ตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองรังแต่จะเป็นเครื่องถ่วงตัวเจ้าเท่านั้น”

“เมื่อเป็นเช่นนั้นทำไมข้ายังต้องเข้าร่วมประลองชิงดาบทองอีก?”

“ประการแรก เพื่อความเป็นปึกแผ่นของตระกูล ข้าต้องการให้จี้หลี่ตัดใจจากความฝันอันไร้สาระเสียที ส่วนประการที่สองเจ้าจะได้รู้เมื่อชนะการประลองแล้ว แน่นอน หากเจ้าพ่ายแพ้ในการประลองทุกประการก็เป็นอันล้มเลิก จงอยู่บ้านอย่างเรียบๆร้อยๆให้กับมารดาของเจ้า”

“ตกลงตามนี้!” จี้หนิงรับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง ตรงข้ามกับมารดาของเขาที่ยังคงมีสีหน้าไม่ยินยอม

“เจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้ว” จี้ยี่ฉวนออกปากไล่จี้หนิงที่รีบจากไปด้วยความยินดี ส่วนตนเองเริ่มต้นหว่านล้อมผู้เป็นภรรยา
………

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

ขณะที่ทั้งหมดร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน อู่ฉีเซวียก็กล่าวขึ้น “หากเจ้าสามารถเป็นผู้ชนะในการประลองชิงดาบทอง ข้าจะไม่ขัดขวางเจ้าออกเดินทางอีก แต่เจ้าจะต้องนำผู้ติดตามไปด้วย”

“แต่หากต้องนำผู้ติดตามมากมายไปด้วย จะนับเป็นการเดินทางฝึกฝนได้อย่างไร?” จี้หนิงรีบกล่าวทักท้วง

“ข้าเพียงต้องการให้เจ้านำผู้ติดตามไปสองคนเท่านั้น” มารดาของเขาหัวเราะ “คนแรกคือชิวเยี่ย นางรู้จักอุปนิสัยและความรักชอบทุกประการของเจ้า นางจะดูแลการใช้ชีวิตและอาหารการกินของเจ้าได้เป็นอย่างดี ส่วนอีกผู้หนึ่งคือ ‘ม่ออู่’ ซึ่งเป็นนักรบเก้าคมเขี้ยวที่เคยติดตามบิดาเจ้ามาเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้ฝีมือของเขาจะด้อยกว่าเจ้า แต่เรื่องของประสบการณ์ในการเดินทางและความจงรักภักดีล้วนไม่เป็นปัญหา”

จี้หนิงใช้เวลาครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก็กล่าวตกลง
………

“นายน้อย ท่านจะพาข้าร่วมเดินทางออกจากเมืองเขตปกครองตะวันตกอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของชิวเยี่ยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ตั้งแต่ถูกขายให้กับตระกูลจี้เมื่อครั้งยังเด็ก นางก็ไม่เคยได้ย่างเท้าออกจากเมืองอีกเลย

“รู้เช่นนั้นแล้วเจ้ายังจะยืนนิ่งเฉยอยู่อีกหรือ? จงรีบไปรวบรวมบันทึกเกี่ยวกับบรรดาสัตว์อสูรและชนเผ่าใหญ่น้อยในเทือกเขานางแอ่นตลอดจนแผนที่จากหอตำราของตระกูลกลับมาให้ข้า” จี้หนิงกล่าวอย่างอารมณ์ดี

ชิวเยี่ยรีบรับคำแล้ววิ่งจากไปอย่างร่าเริง
………

ชั่วครู่ให้หลังชิวเยี่ยก็หอบตั้งหนังสืออันหนาหนักวิ่งกลับมาอย่างคล่องแคล่ว

ตั้งแต่นางถูกกำหนดให้เป็นสาวใช้ส่วนตัวของนายน้อยตระกูลจี้ นางก็ถูกอบรมให้ฝึกปรือเคล็ดวิชาพลังปราณชั้นสูงจนมีความสำเร็จไม่น้อย นอกจากนั้นผู้ที่ถูกกำหนดให้รับศักดิ์ฐานะของผู้รับใช้ส่วนตัวเช่นนี้ล้วนเรียนรู้เคล็ดวิชาลับบางประการที่จะช่วยให้สามารถสละชีวิตปกป้องผู้เป็นนายได้ในยามจำเป็น

จี้หนิงรีบรับหนังสือมาพลิกอ่าน ยามนี้เขาจึงค่อยเข้าใจว่ามีสัตว์อสูรมากมายเพียงใดที่เร้นกายในพื้นที่เทือกเขานางแอ่น

แท้ที่จริงระหว่างสัตว์อสูรชั้นสูงและเหล่าตระกูลใหญ่นั้นมีข้อตกลงที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือหากสัตว์อสูรควบคุมบริวารไม่ให้ออกอาละวาดเข่นฆ่าล้างชนเผ่าที่อยู่ใต้ปกครองของตระกูลใหญ่โดยไร้เหตุผล เหล่าตระกูลใหญ่ก็จะไม่ส่งกองกำลังออกกวาดล้างสัตว์อสูรเช่นกัน โดยเปลือกนอกจึงดูคล้ายทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แม้ว่าบางครั้งอาจมีชนเผ่าที่ถูกล้มล้าง บางคราอาจมีสัตว์อสูรจำนวนมากถูกสังหาร แต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้ากระทำการล้ำเส้นจนเกินไปเพื่อป้องกันมิให้เกิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบระหว่างมนุษย์และสัตว์อสูร

“ที่ตั้งของเผ่าฟันดำอยู่ห่างจากเมืองเขตปกครองของเราเพียงหนึ่งพันกิโลเมตร…” จี้หนิงชี้นิ้วลงบนแผนที่

“นายน้อย ได้โปรดพาข้าไปเยี่ยมเยียนชุนเฉา” ชิวเยี่ยรีบร้องขอ

“นั่นย่อมแน่นอน” จี้หนิงให้คำรับรอง “แต่ก่อนอื่นเราจะออกเดินทางตามเส้นทางต่อไปนี้…” เขาลากมือไปตามจุดเครื่องหมายสีดำบนแผนที่

“แต่ว่า ที่เหล่านั้นล้วนถูกระบุว่าเป็นรังของสัตว์อสูร!”

“ถูกต้อง มิเช่นนั้นข้ายังจะออกเดินทางไปไย… แต่เจ้าอย่าได้กังวล สัตว์อสูรเหล่านี้เพียงเพิ่งจะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติได้ไม่นาน พวกมันล้วนอ่อนแอกว่าอสรพิษเหินหาว หลังจากที่ข้าสั่งสมประสบการณ์ผ่านการต่อสู้กับพวกมันจนทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติ ก็จะถึงเวลาคิดบัญชีกับอสรพิษเหินหาว”

“แต่ว่านายน้อย อสรพิษเหินหาวอยู่ในระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูง…”

“ข้ามั่นใจว่าจะกำราบมันลงได้”

สิ่งที่จี้หนิงถือดีคือ ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ ที่เป็นวิชากายาเทพอสูรอันดับหนึ่ง แม้ว่าตอนนี้ความสำเร็จของเขาจะยังถูกจำกัดอยู่ที่ขั้นที่สาม แต่เขาสมควรมีพลังทัดเทียมกับผู้ที่ฝึกฝนพลังปราณถึงระดับเหนือธรรมชาติขั้นแรกเริ่ม เมื่อใดที่เขาฝึกปรือถึงขั้นที่สี่ เขามั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับผู้ฝึกพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงเช่นอสรพิษเหินหาวได้

ดวงตาของจี้หนิงฉายแววแห่งความมุ่งมั่น “อสรพิษเหินหาว เป้าหมายสูงสุดของการเดินทางฝึกฝนครั้งนี้อยู่ที่เจ้า จงรักษาตัวให้ดี อย่าได้ถูกผู้ใดสังหารไปเสียก่อน!”
………

ตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตกจัดงานประลองชิงดาบทองอย่างเอิกเกริก บรรดายอดฝีมืออายุเยาว์จากแทบทุกชนเผ่าภายใต้พื้นที่ปกครองของตระกูลจี้ฝ่ายตะวันตกต่างมุ่งมั่นที่จะใช้โอกาสนี้ในการแสดงฝีมือและสร้างชื่อเสียง

“หากครั้งนี้ข้าสามารถเข้าถึงรอบแปดคนสุดท้าย ข้าจะได้รับเลือกให้ร่ำเรียนวิชาระดับสูง นี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่ข้าจะได้ก้าวขึ้นสู่ระดับเหนือธรรมชาติ” เด็กหนุ่มผิวดำที่สะพายดาบใหญ่ไว้บนหลังประกาศก้อง เสื้อและรองเท้าหนังสัตว์ของเขาทั้งเก่าและผุขาด

“ข้าจะทำให้นามของ ‘เผ่าพยัคฆ์คำรณ’ เป็นที่รู้จักไปทั่วดินแดน”

“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่ข้าจะได้รับเลือกให้เรียนการใช้สมบัติวิเศษ”

เด็กหนุ่มเหล่านี้ล้วนพกนำความฝันและเป้าหมายอันสูงส่งลงชื่อเข้าร่วมการประลองฝีมือ
………

“เจ้าว่ากระไร? จี้หนิงเข้าร่วมการประลองชิงดาบทองคำในปีนี้?”

จี้หลี่ระงับความตื่นเต้นสงสัยไว้ไม่อยู่เมื่อได้รับทราบข่าว กระทั่งอสรพิษที่ร้อยผ่านใบหูของเขายังอดมิได้ต้องออกความเห็น

“เด็กน้อยนี้มีอายุเพียงแค่สิบปี ไยจึงรีบร้อนจนไม่อาจรอคอยอีกสี่ปี แล้วค่อยเข้าร่วมงานประลองในครั้งถัดไป?”

/___/


★★สนับสนุนผู้แปลช่องทาง.ธ.ทหารไทย

‡ 641-214-0169 ‡

หรือช่องทางที่ .๒ .

+*ทรูมันนี่วอลเล็ตได้ที่เบอร์*+——>|

**..‡ 093-080-9131 ‡ <——–|

*‡ 061-502-8073 ‡ <——


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น