เซียนกระบี่

ตอนที่ 22 : โทสะจี้ยี่ฉวน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 939
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

สายลมแห่งเขตแดนร้างพัดผ่านเปลวเพลิงสีฟ้าที่ลุกไหม้บนหางของวิหคอัคคีฟ้าซึ่งจี้ยี่ฉวนและสตรีชุดดำโดยสาร

สตรีชุดดำเขม้นมองอสรพิษเหินหาวที่กำลังหลบหนี “ยี่ฉวน อสรพิษเหินหาวเป็นสัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูง ด้วยระดับที่แตกต่างกันเกินไป ข้าเกรงว่าวิหคอัคคีฟ้าจะมิอาจไล่ตามทัน”

“เรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง” จี้ยี่ฉวนสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง คันธนูสีเงินขนาดใหญ่และลูกศรปรากฎขึ้นในมือ เขาน้าวคันธนูจนสุดล้าแล้วยิงออก

ลูกศรพุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วราวประกายแสง ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้บวกกับร่างกายที่ใหญ่โตเป็นเป้าหมาย ไม่มีทางที่อสรพิษเหินหาวจะหลบหลีกได้
หากเปรียบเทียบเฉพาะทักษะเกาทัณฑ์ จี้ยี่ฉวนอาจบางทีเป็นรองเมิ่งหยูอยู่บ้าง แต่ในด้านของพลังทำลายและความรวดเร็วแล้วจี้ยี่ฉวนเหนือกว่ามากนัก

ด้วยสติปัญญาของอสรพิษเหินหาว มันทราบดีว่าจี้ยี่ฉวนเล็งเป้าหมายมาที่ปีกของมันเพื่อตัดหนทางหลบหนี มันรีบใช้ร่างกายมหึมาต้านรับลูกธนูไว้พลางขู่คำรามด้วยความคับแค้น

“จี้ยี่ฉวน ตระกูลจี้ฆ่าบุตรชายของผู้อื่นได้ แต่ห้ามมิให้ผู้อื่นฆ่าบุตรชายของตนเช่นนั้นหรือ?”

ลูกศรปักลงบนร่างของอสรพิษเหินหาว พลังที่แฝงเร้นแตกระเบิดออก ร่างของมันถูกทะลวงเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ลึกถึงกระดูก หากสามารถยิงซ้ำเข้าไปอีกหนึ่งดอกชีวิตของมันคงต้องจบสิ้นลง ทว่าบาดแผลนั้นกลับผสานเข้าหากันอย่างรวดเร็ว

“งูหนอนบัดซบ หากยอมจำนนแต่โดยดีข้าจะให้เจ้าตายอย่างง่ายดาย มิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้าสำนึกเสียใจที่มีชีวิตอยู่”

จี้ยี่ฉวนระดมยิงเกาทัณฑ์ออกอย่างต่อเนื่อง อสรพิษเหินหาวทั้งหลบหลีกทั้งปัดป้อง ในใจกลับลอบคร่ำครวญอย่างหวนโหย “เรื่องที่จี้ยี่ฉวนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเขตปกครองตะวันตกนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ที่คิดไม่ถึงคือมันยังร้ายกาจกว่าคำร่ำลืออีก ก่อนหน้านี้พลังกระบี่สีฟ้าที่ฟันออกจากระยะห่างไกลก็ทำร้ายข้าที่เป็นถึงสัตว์อสูรเหนือธรรมชาติระดับสูงจนบาดเจ็บสาหัส ยามนี้แม้แต่ลูกธนูธรรมดาก็ยังยิงทำร้ายข้าได้อีก”

ความกล้าหาญของมันถูกพลังกระบี่สีฟ้าอันน่าสะพรึงกลัวฟาดทำลายไปตั้งแต่แรก มันทราบดีว่าหากถูกโจมตีด้วยพลังกระบี่ระดับนั้นในระยะประชิด มันไม่มีทางรอดชีวิตได้อย่างแน่นอน

อสรพิษเหินหาวไหนเลยกล้าเสียเวลาแม้เพียงน้อยนิด รีบอาศัยร่างกายใหญ่โตและพลังชีวิตอันเข้มแข็งต้านรับลูกธนูที่มิอาจหลบเลี่ยง ดิ้นรนหลบหนีไปเบื้องหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
………

ภูมิประเทศที่เบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป พื้นที่สีฟ้ากว้างใหญ่ไพศาลปรากฏแก่สายตา

ทะเลสาบแห่งนี้กินเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลและลึกสุดจะหยั่ง ทั้งยังเป็นรังหลักของอสรพิษเหินหาว…

“ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว!” จี้ยี่ฉวนและสตรีชุดดำส่งเสียงร้องอุทานออกมาแทบพร้อมกัน

ยังไม่ทันสิ้นเสียงอุทาน ร่างมหึมาของอสรพิษเหินหาวพลันดิ่งวูบลงสู่เบื้องล่าง พุ่งทะลวงผ่านผิวน้ำหายลับไปในความลึกของทะเลสาบในชั่วพริบตา

สตรีชุดดำบังคับให้วิหคอัคคีฟ้าลอยตัวอยู่เหนือทะเลสาบ หันมากล่าวอย่างอับจนปัญญา “ยี่ฉวน พวกเราสมควรทำอย่างไรต่อไป?”

“มันคิดว่าหลบหนีลงน้ำแล้วจะสลัดหลุดจากการติดตามของข้าได้งั้นหรือ?” จี้ยี่ฉวนแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ ‘ท่านน้าฮัว’ ข้าต้องขอรบกวนท่านอีกสักครั้ง หยิบยืมวิหคอัคคีฟ้าให้กับข้า ส่วนตัวท่านรุดกลับไปยังเมืองเขตปกครองตะวันตกแจ้งให้ ‘อสรพิษดำ’ สัตว์อสูรของข้าเดินทางมาที่นี่โดยด่วน”

“ตกลง” ร่างของสตรีชุดดำกลับกลายเป็นประกายแสง พุ่งหายลับไปอย่างรวดเร็ว
………

ในห้วงลึกของทะเลสาบ อสรพิษเหินหาวม้วนขนดกาย เร่งเร้าพลังรักษาบาดแผลขนาดใหญ่หลายแห่งบนร่าง

“จี้ยี่ฉวน…” มันครุ่นคิดอย่างเคียดแค้นและจนปัญญา “คิดไม่ถึงว่ามันจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ กระทั่งคราก่อนที่ข้าประมือกับจี้หลี่ที่เป็นยอดฝีมืออันดับสองของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก มันก็เพียงแข็งแกร่งกว่าข้าเล็กน้อยเท่านั้น”

ก่อนหน้านี้มันเคยเชื่อมั่นว่าในการต่อสู้ตัวต่อตัวนั้น ไม่มียอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติใดที่จะสังหารมันลงได้ แต่กระบี่นั้นของจี้ยี่ฉวนดับความหยิ่งผยองของมันไปจนหมดสิ้น

ทันใดนั้นอสรพิษเหินหาวรับรู้ถึงความแตกตื่นที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในทะเลสาบ

“มีสัตว์อสูรต่างถิ่นใดกล้าบุกเข้ามา?”

แต่แล้วมันก็ได้คิดถึงสัตว์อสูรประเภทอสรพิษที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ทางน้ำของจี้ยี่ฉวน

สัตว์อสูรนั้นมีอยู่หลายเผ่าพันธุ์ บางชนิดชำนาญการต่อสู้บนท้องฟ้า บางชนิดเชี่ยวชาญการต่อสู้ทางน้ำ ต่อให้เป็นจี้ยี่ฉวน เมื่อต้องทำการต่อสู้ใต้น้ำทั้งความรวดเร็วของการเคลื่อนที่และพลังทำลายของเพลงกระบี่ย่อมต้องลดทอนลง หรือต่อให้พลังกระบี่เขายังสามารถสังหารอสรพิษเหินหาวได้ การจะไล่ต้อนสัตว์อสูรประเภทอสรพิษให้จนมุมใต้ท้องทะเลสาบอันกว้างใหญ่ด้วยตนเองนั้นแทบจะเป็นไปมิได้เลย
………

“เจ้าดำ จงลงไปค้นหาอสรพิษเหินหาวให้กับข้า” จี้ยี่ฉวนยืนอยู่บนพื้นผิวของทะเลสาบโดยที่ร่างมิได้จมลงแม้แต่น้อย “แม้ว่าพลังการฝึกปรือของเจ้าจะด้อยกว่า แต่ขอเพียงเจ้าเหนี่ยวรั้งมันเอาไว้ได้ชั่วขณะ ข้าจะติดตามไปสังหารมันเอง”

“เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า” อสรพิษดำรับคำ ร่างยาวเหยียดดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลสาบ เริ่มต้นทำการค้นหา

“วิหคอัคคีฟ้า บินสำรวจให้กับข้า หากงูหนอนนั้นคิดหลบหนีออกไป ให้รีบพัวพันเอาไว้”

“ทราบแล้ว” วิหคอัคคีฟ้ารับคำด้วยเสียงอันนุ่มนวล โบกปีกเหินบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบ

จี้ยี่ฉวนมีสีหน้าจริงจัง กระบี่ยาวสีฟ้ากระชับมั่นอยู่ในมือ เดินเหินเหนือทะเลสาบราวกับอยู่บนพื้นราบ สายตาเย็นชาจับจ้องลงเบื้องล่างราวกับสามารถมองทะลุลงไปสู่ก้นทะเลสาบ ทุกก้าวย่างเพียงสะกิดผิวน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกอันเบาบาง
………

ความมืดของราตรีแผ่เข้าปกคลุมเมืองเขตปกครองตะวันตก ความวุ่นวายสับสนจากการโจมตีของอสรพิษเหินหาวถูกชะล้างจางหาย

“ท่านพ่อ” จี้อูหยูยกจอกที่จัดสร้างจากกระโหลกสัตว์ร้ายกรอกสุราเข้าปาก “ทะเลสาบอสรพิษเหินหาวกว้างใหญ่ไพศาล อาศัยอสรพิษดำเพียงตัวเดียวออกค้นหา ต่อให้จี้ยี่ฉวนร้ายกาจกว่านี้ก็คงไม่อาจล่าสังหารอสรพิษเหินหาวได้สำเร็จ”

จี้หลี่ผงกศีรษะเห็นพ้อง สีหน้ายังคงเคร่งเครียด หาได้แตะต้องสุราอาหารบนโต๊ะไม่

“พลังกระบี่สายนั้นของยี่ฉวนตัดข้ามระยะทางกว่าสองกิโลเมตรแล้วยังคงสร้างบาดแผลสาหัสให้แก่อสรพิษเหินหาวได้ นั่นเป็นพลังที่ก้าวข้ามระดับเหนือธรรมชาติไปแล้ว”

“ท่านพ่อหมายความว่า…” จี้อูหยูแตกตื่นสุดระงับ “สาวกตำหนักม่วง?”

จี้หลี่สั่นศีรษะ “นี่ยากจะกล่าวได้ หากยี่ฉวนบรรลุระดับตำหนักม่วงจริงต้องไม่ยอมนิ่งเฉยดูบุตรชายถูกไล่ล่าสังหาร มันสมควรใช้สมบัติวิเศษเหินบินเข้าขัดขวางอสรพิษเหินหาวแต่แรกแล้ว ทว่าหากบอกว่ามันยังไม่บรรลุระดับตำหนักม่วง พลังกระบี่สายนั้นก็มิอาจอธิบายได้…”

“ยังมี ข้าเห็นกับตาว่าแขนของจี้หนิงถูกฟันขาดสะบั้น แต่ชั่วพริบตาที่พวกเรารีบรุดไปยังวังมังกร แขนข้างนั้นกลับเชื่อมต่อเป็นปกติ คาดว่าเดียรัจฉานน้อยนี้คงลอบฝึกปรือกายาเทพอสูรจนมีความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว” จี้หลี่ทอดถอนใจยาวนาน “แต่ที่ข้าขบคิดไม่เข้าใจที่สุดก็คือ มันใช้วิธีใดรอดพ้นจากการไล่ล่าฆ่าฟันของอสรพิษเหินหาวไปได้”

ปริศนาเดียวกันนี้เป็นประเด็นที่เหล่ายอดฝีมือตระกูลจี้ต่างพากันถกเถียงอย่างกว้างขวาง บ้างสันนิษฐานว่าจี้หนิงเพียงมีโชคเข้าข้าง บ้างว่าเขาได้รับสมบัติวิเศษปกป้องชีวิตหรืออาศัยพลังของกายาเทพอสูรช่วยรักษาชีวิตเอาไว้

แต่ไม่ว่าผู้ใดก็คิดมิถึงว่าเด็กชายวัยสิบปีจะสามารถใช้วิชาท่าร่างได้ถึงระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวม



ภายในพื้นที่ฝึกฝนวิชาท่าร่าง จี้หนิงใช้ ‘ท่าร่างเงาวายุ’ จนถึงขีดสุด ร่างของเขากลับกลายเป็นเงาอันบางเบาหลายสิบเส้นสาย

“ลูกหนิง”

สิ้นเสียงเรียก เงาร่างหลายสิบสายกลับรวมเป็นหนึ่ง จี้หนิงหยุดการฝึกซ้อม เดินเข้ามาทักทายผู้เป็นมารดา

อู่ฉีเซวียมองดูบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจ นางเดินทางฝึกฝนไปทั่วจักรวรรดิเซี่ย แต่ไม่เคยพบพานอัจฉริยะที่สามารถบรรลุขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมในวิชาท่าร่างได้ด้วยอายุแค่สิบปี

ที่จริงแล้วแม้จิตวิญญาณของจี้หนิงจะทรงพลังเนื่องจากการฝึกฝนเคล็ดวิชาเพ่งจิต ‘ภาพวาดเทพธิดาหนี่วา’ มาตั้งแต่เกิด แต่ปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จยังคงเป็นการฝึกฝนอย่างหนักตลอดหลายปีที่ผ่านมาจนบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน เมื่อถูกกดดันด้วยสถานการณ์คับขันเป็นตาย เขาค่อยทะลวงผ่านขีดจำกัดของตนเองเข้าสู่ระดับขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมได้สำเร็จ

“เมื่อสามารถเข้าถึงฟ้ามนุษย์หลอมรวมในวิชาท่าร่างได้แล้ว ลำดับถัดไปคือการเข้าถึงฟ้ามนุษย์หลอมรวมในเพลงกระบี่ เจ้าต้องฝึกฝนให้ดีอย่าได้เกียจคร้าน”

“ข้าทราบแล้ว ท่านแม่” จี้หนิงรีบตอบ

ควรทราบว่าการเข้าสู่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมในวิชาท่าร่างนั้น คือการที่ร่างกายของมนุษย์ผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน แต่ระดับฟ้ามนุษย์หลอมรวมในเพลงกระบี่ ทั้งร่างกายมนุษย์และกระบี่จะต้องผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับฟ้าดิน ระดับความยากลำบากจึงมากกว่ากันหลายเท่านัก

“ไม่ทราบว่าเมื่อใดท่านพ่อจึงจะกลับมา?”

“เมื่อบิดาเจ้าสังหารอสรพิษเหินหาวได้ เขาย่อมกลับมา”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น