เซียนกระบี่

ตอนที่ 18 : เงาปีก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,024
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

รับไว้” จี้หนิงพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ก้อนทองคำสีฟ้าก็ปรากฎขึ้นในมือ เขาโยนมันไปให้กับหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์

“ทองคำขนาดเพียงแค่นี้…” ชายฉกรรจ์ชุดดำพากันโอดครวญ จ้องมองก้อนทองคำสีฟ้าขนาดเท่านิ้วมือที่ได้รับ

“ซ้ำยังมิใช่ทองคำบริสุทธิ์อีก”

“นายน้อยโปรดปรานี”

“นายน้อยได้โปรดปรานี”

ชายชุดดำทั้งสามพากันส่งเสียงอ้อนวอน หากสมบัติล้ำค่าถูก ‘ช่วงชิง’ ไปต่อหน้าเช่นนี้ พวกมันจะบากหน้ากลับไปพบสมาชิกที่หลงเหลือของเผ่าซึ่งเฝ้ารอด้วยความหวังอยู่นอกเมืองได้อย่างไร

ตระกูลจี้เรียกเก็บค่าผ่านเข้าเมืองเป็นหนังแกะหนึ่งผืนต่อหนึ่งคนหรือเทียบเท่า ดังนั้นทั้งหมดได้แต่ส่งพวกมันทั้งสามเป็นตัวแทนเข้ามาขายกระบี่

“ช่างน่าขันนัก ชนเผ่าอันยากไร้กลับไม่รู้จักกระทั่ง ‘ทองคำสายฟ้า’ ”

“มา ข้าขอซื้อทองคำสายฟ้าก้อนนั้นด้วยทองคำหนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้าย”

“หนึ่งร้อย? ข้าให้หนึ่งร้อยหกสิบหัวสัตว์ร้าย หากยินยอมขาย ข้าจะกลับไปนำทองคำมาจ่ายให้ทันที”

ฝูงชนที่เฝ้ามุงดูเปลี่ยนเป็นแก่งแย่งกันเสนอซื้อทองคำสายฟ้าจากกลุ่มชายฉกรรจ์ ชายทั้งสามอาจร่อนเร่มาจากดินแดนอันรกร้าง แต่ผู้ที่อาศัยในตัวเมืองเขตปกครองล้วนมีสายตาสูงส่งพอที่จะรู้ถึงคุณค่าของมัน

ชายฉกรรจ์ที่พันอสรพิษบนแขนย่อมมิใช่ตัวโง่งม เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบซุกเก็บทองคำสายฟ้าอย่างมิดชิด ชายฉกรรจ์อีกสองคนล้วนมีสีหน้าลิงโลดยินดี ทั้งสามลนลานเปลี่ยนท่าทีเป็นพร่ำกล่าวขอบคุณไม่ขาดปาก

“ขอบพระคุณนายน้อย ขอบพระคุณนายน้อย”

จี้หนิงหัวเราะเบาๆ เก็บกระบี่และฝักเข้าในหินหยกเขียว แล้วหันหลังเดินนำสาวใช้ทั้งสองจากไป ทอดทิ้งคำพูดและผู้คนทั้งหลายไว้เบื้องหลังโดยไม่แยแส
………

ห้องโถงบ้านตระกูลจี้

จี้ยี่ฉวนนั่งรับประทานอาหารร่วมกับภรรยาดังที่กระทำเป็นกิจวัตรทุกวัน

“ท่านพ่อ ท่านแม่” จี้หนิงที่เพิ่งกลับมาถึงบ้าน ร่ำร้องพลางวิ่งเข้าหาบุคคลทั้งสองด้วยความตื่นเต้น

จี้ยี่ฉวนขมวดคิ้วดุว่า “เจ้ากลับเที่ยวเล่นจนหลงลืมเวลาอาหาร?”

จี้หนิงไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงแก้ตัว รีบก้มศีรษะทรุดกายลงนั่งอย่างเรียบๆร้อยๆ เริ่มต้นรับประทานอาหารจำนวนมหาศาลที่ส่วนใหญ่ถูกเตรียมไว้ให้แก่เขาลงไป

อู่ฉีเซวียหัวเราะออกมา ทั้งขำทั้งเอ็นดูต่อภาพที่เห็น เสียงอันสดใสของนางช่วยให้บรรยากาศคลี่คลายลงอีกครั้ง

“ท่านพ่อ ท่านแม่” จี้หนิงเมื่อกลับคืนสู่ความร่าเริง ก็อดมิได้ต้องหยิบยกเรื่องกระบี่ที่ตนเพิ่งครอบครองขึ้นมาอวด

“วันนี้ข้าได้พบศัสตราวุธล้ำค่าที่นักรบจากชนเผ่าอันห่างไกลรอนแรมเดินทางเข้ามาขายในตัวเมืองเขตปกครองของเรา”

“ศัสตราวุธล้ำค่า?” จี้ยี่ฉวนทวนคำ “ในคลังสมบัติของตระกูลจี้เราบรรจุเต็มไปด้วยของวิเศษมากมาย เจ้ายังเคยติดตามข้าไปเลือกอาวุธคู่มือทั้งสองจากที่นั้น สินค้าจากพ่อค้าเร่ข้างถนนไหนเลยสามารถหยิบยกมาเปรียบเทียบได้?”

เนื่องจากพลังปราณของจี้หนิงยังไม่บรรลุระดับเหนือธรรมชาติ เขาจึงยังไม่สามารถบังคับอาวุธวิเศษ ส่วนกระบี่ชั้นเลิศที่เลือกไปจากคลังสมบัตินั้น จี้หนิงไม่เคยนำไปใช้ในการต่อสู้ที่วังมังกร เขาทราบดีว่าการทำเช่นนั้นรังแต่จะส่งผลเสียต่อระดับความก้าวหน้าของตนเอง

“ท่านพ่อ กระบี่สองเล่มที่เลือกจากคลังสมบัติในครั้งนั้นยังด้อยกว่าที่ข้าซื้อมามากนัก” จี้หนิงกล่าวอย่างจริงจัง

“สิ่งที่ข้าซื้อมาสมควรเป็นสมบัติวิเศษประเภทกระบี่ชุดหนึ่ง เพียงแต่อักขระอาคมถูกทำลายจนไม่อาจใช้งานเยี่ยงสมบัติวิเศษได้อีก ทว่าความคมกล้าของมันนั้นไม่เป็นที่น่าสงสัย เพียงการฟันธรรมดาก็สามารถฝ่าการป้องกันของเสื้อดาราทองได้”

“ฝ่าการป้องกันของเสื้อดาราทองได้?” คราวนี้แม้แต่จี้ยี่ฉวนก็รู้สึกตื่นเต้นสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว “นำออกมาให้ข้าชมดู”

จี้หนิงดึงเอาฝักที่บรรจุกระบี่ทั้งสามเล่มออกจากหินหยกเขียว ประคองส่งให้แก่บิดาด้วยความเคารพ

จี้ยี่ฉวนรับมาชมดูแล้วทดลองดึงออกจากฝัก

“นี่สมควรเป็นศัตราวุธประเภทกระบี่บิน น่าเสียดายที่อักขระอาคมถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้มันแทบไม่หลงเหลือคุณค่าอันใดในฐานะสมบัติวิเศษ อย่างมากก็เพียงใช้เป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างสมบัติวิเศษชิ้นใหม่เท่านั้น”

จี้หนิงเห็นพ้องโดยไร้ข้อกังขา ในหนังสือที่เขาเคยอ่านก็เอ่ยเช่นเดียวกันนี้ สมบัติวิเศษนั้นต้องผ่านกรรมวิธีนานัปการทั้งในการจัดสร้างและการหลอมทำลาย ต่อให้ตัดใจนำกระบี่ทั้งสามเล่มไปหลอมใหม่ สุดท้ายแล้วส่วนประกอบที่เป็นวัตถุดิบอันล้ำค่าจะคงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น

จี้ยี่ฉวนทดลองกดปลายกระบี่ลงบนนิ้วมือและต้องประหลาดใจที่พบว่ามันสามารถสร้างบาดแผลให้กับเขา “ประเสริฐ ข้าไม่เคยพบเห็นกระบี่ที่คมกล้าถึงเพียงนี้มาก่อน เจ้ารู้ที่มาของมันหรือไม่?”

เขาส่งกระบี่ในมือให้อู่ฉีเซวียรับไปชมดู แต่นางก็มิอาจระบุที่มาของกระบี่ปริศนานี้ได้เช่นกัน

“ท่านแม่ หากกระบี่บินชุดนี้ยังไม่ถูกทำลาย มันจะสามารถจัดเป็นสมบัติวิเศษที่มีลำดับขั้นได้หรือไม่?”

“ย่อมต้องเป็นสมบัติวิเศษที่มีลำดับขั้นอย่างแน่นอน แม้ในยามที่ถูกทำลายเช่นนี้ความคมกล้าของมันยังไม่เป็นรองสมบัติวิเศษที่ไร้ลำดับขั้น แต่จะจัดอยู่ในลำดับใดนั้น ข้าเกรงว่าไม่มีผู้ใดในเทือกเขานางแอ่นนี้ที่สามารถตอบเจ้าได้”

สมบัติวิเศษนั้นมีลำดับขั้นที่แตกต่างกัน ผู้สำเร็จพลังปราณระดับเหนือธรรมชาติเพียงสามารถใช้สมบัติวิเศษที่ไร้ลำดับขั้นเท่านั้น ต้องเป็นยอดฝีมือระดับตำหนักม่วงขึ้นไปจึงสามารถใช้งานสมบัติวิเศษที่มีลำดับขั้นได้

“จักรวรรดิ์เซี่ยดำรงคงอยู่มาตั้งแต่ยุคสมัยแห่งเทพอสูร” จี้ยี่ฉวนสอดกระบี่คืนฝักแล้วส่งคืนให้แก่บุตรชาย “ในช่วงเวลาหลายล้านล้านปีที่ผ่านมา มีชนเผ่าและชาติตระกูลที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และสูญสลายไปจำนวนนับไม่ถ้วน สมบัติวิเศษที่ตกทอดผ่านสงครามและยุคสมัยมาย่อมต้องมีอยู่ไม่น้อย ทว่าสมบัติวิเศษที่ชำรุดหากยังคมกล้าเช่นนี้กลับหายากยิ่ง กระบี่ชุดนี้นับเป็นศัสตราวุธที่เหมาะกับระดับฝีมือของเจ้าในตอนนี้อย่างแท้จริง”

จี้หนิงผงกศีรษะเห็นพ้อง เนื่องจากกายาเทพอสูรนั้นมีจุดเด่นอยู่ที่การต่อสู้ระยะประชิดตัว ดังนั้นแม้ว่าสมบัติวิเศษจะร้ายกาจเพียงใด ผู้ฝึกกายาเทพอสูรก็ยังต้องการอาวุธคู่มือที่แข็งแกร่งคมกล้าอยู่ดี

“ข้ายังสามารถใช้กระบี่ทั้งสามเล่มนี้ต่อไปแม้จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติแล้วก็ตาม พวกมันจะติดตามข้าไปอีกยาวนาน ดังนั้นข้าจะตั้งชื่อให้กับมัน… ข้าขอเรียกพวกมันว่า ‘กระบี่อุดรทมิฬ’ ”

ในอดีตเมื่อครั้งที่จี้ยี่ฉวนเดินทางออกจากเทือกเขานางแอ่นเพื่อฝึกปรือฝีมือในโลกภายนอก เขาเดินทางขึ้นเหนือและได้พบกับทะเลอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุดนาม ‘ทะเลอุดรทมิฬ’ เขาตัดสินใจล่องเรือออกเดินทางและฝึกฝนจากเกาะสู่เกาะจนได้พบกับอู่ฉีเซวียที่นั่น ทั้งสองตกลงใช้ชีวิตร่วมกันหลังจากร่วมเดินทางผ่านอุปสรรคและความเป็นความตายนับครั้งไม่ถ้วน

จวบจนอู่ฉีเซวียตั้งครรภ์ ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่เทือกเขานางแอ่น ทว่าระหว่างการเดินทางครั้งนั้นเองที่อู่ฉีเซวียได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องอาศัยสุนัขวารีวิสุทธิ์ช่วยแบกนางหลบหนี ทำให้จี้หนิง ‘ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่อยู่ในครรภ์’ และเป็นเหตุผลที่จี้ยี่ฉวนย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าท่านลุงขาวคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตของจี้หนิง

บิดามารดาของเขาได้พบ สาบานรัก และให้กำเนิดเขาที่ทะเลอุดรทมิฬ ดังนั้นคำ ‘อุดรทมิฬ’ จึงมีความหมายต่อจี้หนิงเป็นพิเศษ
………

เวลาเดียวกับที่จี้หนิงได้ครอบครองกระบี่อุดรทมิฬ

ณ ทะเลสาบอันกว้างใหญ่จนไม่อาจมองเห็นฝั่งตรงข้ามของเทือกเขานางแอ่นนาม ‘ทะเลสาบอสรพิษเหินหาว’

พื้นที่แห่งนี้ถูกยึดครองโดยสัตว์อสูรโบราณอันร้ายกาจซึ่งเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบ สัตว์อสูรตนนี้เพียบพร้อมด้วยพรสวรรค์อันสูงส่ง เมื่อเกิดมาก็สามารถเหินบินบนท้องฟ้า ควบคุมวารีและพิษร้าย เป็นระยะเวลาพันกว่าปีแล้วที่สัตว์อสูรซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุมในพื้นที่แถบนี้ทั้งหมดยินยอมศิโรราบ ยกให้มันเป็นผู้นำ

ห่างไกลออกไปบริเวณใจกลางทะเลสาบ บนเกาะอันเป็นที่พำนักของอสรพิษเหินหาว

อสรพิษยักษ์สีดำกางปีกมหึมาที่ปกคลุมด้วยแผ่นเกล็ดออกบดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมดสิ้น ดวงตาสีแดงฉานทั้งคู่เขม้นมองลงมายังเหล่าสัตว์อสูรในเงื้อมเงาที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดกลัว

เหล่าสัตว์อสูรระดับล่างต่างพากันคุกเข่าโขกศีรษะร้องขอชีวิตด้วยความแตกตื่น ในขณะที่พวกมันอีกนับร้อยถูกรังสีอันเย็นยะเยือกที่แผ่ออกจากมาจากร่างของอสรพิษยักษ์แทรกซึมจนแข็งตัวตายคาที่

อสรพิษเหินหาวส่งเสียงขู่คำรามขับไล่ด้วยความโกรธเกรี้ยว สัตว์อสูรทั้งหลายเมื่อสามารถเก็บกู้ชีวิตกลับคืนไหนเลยกล้ารั้งรอ พากันหลบหนีเอาชีวิตรอดออกจากเกาะลงสู่ส่วนลึกของทะเลสาบ ที่หลงเหลือกลับเข้าประจำตำแหน่งรักษาการณ์บนส่วนต่างๆของเกาะ

ร่างขนาดใหญ่ของอสรพิษเหินหาวสลายกลายเป็นกลุ่มควันก่อนจำแลงเป็นมนุษย์ในชุดยาวสีดำ

“ข้าอสรพิษเหินหาวมีบุตรทั้งสิ้นเก้าสิบสองตน” ชายชุดดำขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “สุดท้ายหลงเหลือเพียงสิบหกตน และมีเพียงตนเดียวที่สืบเชื้อสายแห่งสัตว์เทพอสูร… ‘ครีบแดง’ ลูกรักของข้า”

อสรพิษเป็นสิ่งมีชีวิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยกามตัณหาตามธรรมชาติ ตัวของอสรพิษเหินหาวนั้นความจริงไม่มีสายเลือดของสัตว์เทพอสูร แต่ในระยะเวลากว่าพันปีที่ผ่านมา มันได้ผสมพันธุ์กับทั้งสัตว์ร้ายและสัตว์อสูรที่มีสายเลือดเทพอสูรจำนวนนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ตามสัตว์เทพอสูรนั้นยากยิ่งที่จะตั้งครรภ์ จวบจนบัดนี้มันจึงมีบุตรที่สืบสายเลือดของสัตว์เทพอสูรเพียงหนึ่งเดียว อสรพิษเหินหาวคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าครีบแดงจะเป็นทายาทที่สืบทอดความยิ่งใหญ่ของมันต่อไป

“ข้าตักเตือนไปกี่ครั้งแล้วว่าก่อนที่เจ้าจะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติ ห้ามมิให้ล่าสังหารพวกมนุษย์จนตระกูลจี้ระแคะระคายและยื่นมือเข้ามาถึง” อสรพิษเหินหาวยังคงพร่ำรำพันสืบต่อด้วยความหดหู่

มันทราบดีอยู่แล้วว่าบุตรชายเสพติดในรสชาดของเนื้อมนุษย์และคอยเฝ้าห้ามปราม ทว่าครีบแดงกลับลักลอบออกไปล่ามนุษย์เสมอยามอยู่ลับหลัง ซ้ำยังกระทำเลยเถิดจนถึงขั้นฆ่าล้างชนเผ่าหลายเผ่าทำให้ตระกูลจี้ต้องออกสืบสาวด้วยตนเอง

“ลูกข้า ข้าต้องหาทางช่วยเจ้ากลับมาให้ได้!”

อสรพิษเหินหาวกลับคืนสู่สภาพที่แท้จริงอีกครั้ง มันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างยาวเหยียดหลายร้อยเมตรขดแล้วดีดปราด ลากเส้นสายสีดำตัดผ่านท้องฟ้าหายลับเข้าไปในหมู่เมฆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น