เซียนกระบี่

ตอนที่ 17 : อาวุธคู่มือ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,053
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    2 ส.ค. 63

สองวันให้หลัง

กองกำลังนักรบเกราะดำก่อวงล้อมกักอสรพิษยักษ์เอาไว้ในป่าทึบ

อสรพิษยักษ์สีแดงเลือดส่งเสียงคำรามลั่น ร่างมหึมาเปล่งประกายสีเงินออกมาโดยรอบ กรงเล็บแหลมคมบนขาสองข้างที่งอกเงยจากส่วนหน้าของลำตัวตะกุยตะกายอย่างดุร้ายไม่ยอมสยบ ดวงตาแคบเรียวฉายแววอาฆาตมาดร้ายออกมาอย่างชัดแจ้ง แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดรอดจากตาข่ายที่รัดพันรอบร่างออกมาได้

ผู้บัญชาการเคราครึ้มส่งสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจ “เดียรัจฉานที่โง่งม กลับถูกพวกเราจับเป็นอย่างง่ายดาย พวกเจ้ารีบลงมือล่ามมันเอาไว้”

บรรดานักรบพากันส่งเสียงขานรับ ขว้างเหวี่ยงโซ่เหล็กดำหลายสิบเส้นออก ลงมือล่ามอสรพิษประหลาดอย่างแคล่วคล่องชำนาญจนมันไม่อาจบิดพลิกลำตัวหรืออ้าปากขึ้นมาได้อีก

“ท่านผู้บัญชาการ อสรพิษประหลาดที่มีกระทั่งกรงเล็บเช่นนี้ไม่ทราบว่ามีที่มาเช่นไร กลับไม่เคยได้พบหรือได้ยินมาก่อน” นักรบคนสนิทผู้หนึ่งเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

“สิ่งมีชีวิตรูปแบบอสรพิษล้วนสามารถสมสู่ข้ามสายเลือด สัตว์เทพอสูรอสรพิษจึงมีอยู่นับร้อยนับพัน แต่มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์และถูกกำหนดชื่อเรียกขาน ประเภทที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์เช่นนี้ย่อมไม่มีผู้สนใจบันทึกไว้” ชายเคราครึ้มอธิบายอย่างอารมณ์ดี มันกวาดสายตาประเมินอสรพิษประหลาดที่ถูกล่ามแล้วจึงกล่าวสืบต่อ “นายน้อยกำลังต้องการสัตว์ร้ายระดับสูงจำนวนมากเพื่อฝึกฝีมือ อสรพิษยักษ์ตัวนี้กลับเหมาะสมนัก พวกเราจะนำมันกลับไป”

ที่แท้ผู้บัญชาการเคราครึ้มที่สวมเกราะสีแดงผู้นี้ก็คือเมิ่งหยู ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติและมือขมังธนูอันดับหนึ่งของตระกูลจี้เขตปกครองตะวันตก

เรื่องที่จี้หนิงฝึกฝีมือในวังมังกรเป็นที่รู้กันในหมู่นักรบตระกูลจี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว การที่เขาสังหารสัตว์ร้ายระดับสูงหนึ่งตัวในทุกสามวันยิ่งทำให้เหล่านักรบเกราะดำต้องออกล่าอยู่ตลอดเวลา

ส่วนเมิ่งหยูเมื่อได้รับความไว้วางใจให้เป็นอาจารย์ผู้สอนวิชาเกาทัณฑ์แก่จี้หนิง ย่อมต้องยืนอยู่ข้างจี้หยงและจี้ยี่ฉวนในการสนับสนุนให้จี้หนิงก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้ดูแลเขตปกครองมาตั้งแต่แรก อย่าว่าแต่จี้หนิงเองก็เป็นลูกศิษย์ที่สร้างความภาคภูมิใจในชีวิตของมัน

คำร่ำลือในหมู่นักรบนั้นยิ่งมายิ่งถูกแต่งแต้มจนเกินความเป็นจริง มีบ้างที่กล่าวอ้างว่าการที่จี้หนิงสามารถสังหารสุดยอดสัตว์เทพอสูรระดับธรรมชาติได้นั้นเนื่องจากเขาได้รับมอบกระบี่วิเศษที่คมกล้าสุดเปรียบปานจากคลังสมบัติของตระกูล ร่ำลือจนแม้กระทั่งจี้หลี่เองก็เริ่มประเมินจี้หนิงต่ำลง
………

วังมังกร ลานต่อสู้ในกรงขัง

ร่างทรงพลังของสัตว์ร้ายทอดซากอยู่บนพื้น โลหิตยังไม่เหือดแห้งไปจากปากแผลขนาดใหญ่

จี้หนิงยืนนิ่ง ทบทวนการต่อสู้ที่เพิ่งจบลง ระดับฝีมือของเขาในปัจจุบันแทบไม่จำเป็นต้องพึ่งพากายาเทพอสูรในการต่อสู้กับสัตว์ร้ายระดับธรรมชาติขั้นสูงสุดอีก อาวุธที่ใช้ก็เป็นเพียงกระบี่เหล็กกล้าธรรมดาเท่านั้น

เสียงเรียกชื่อจากที่นั่งชมปลุกเขาขึ้นจากภวังค์ จี้หนิงมองขึ้นไปตามเสียงเรียกและต้องประหลาดใจที่พบจี้ยี่ฉวน หลังจากการต่อสู้กับสุนัขป่าหอนจันทร์บิดาก็ไม่ได้มาดูเขาต่อสู้อีกเลย

“ข้าต้องการทราบระดับความรุดหน้าในเพลงกระบี่ของเจ้า เจ้าสามารถเข้าสู่ ‘วิถีแรกเริ่ม’ ได้แล้วหรือไม่?”

จี้หนิงส่ายหน้า “ข้ายังมิอาจใช้ ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ และ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ได้อย่างเชี่ยวชาญ”

‘วิถีแรกเริ่ม’ คือการอาศัยเคล็ดวิชาที่พิเศษเฉพาะเพื่อเข้าถึงระดับ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ เป็นการชั่วคราว ในขณะที่ผู้บรรลุ ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ อย่างแท้จริงจะสามารถหยิบยืมพลังแห่งฟ้าดินได้แม้จะกรีดวาดกระบี่ด้วยกระบวนท่าอันพื้นเพก็ตาม

ตามตำนานที่เล่าขาน ยอดวิชาเช่น ‘เคล็ดกระบี่พิรุณโปรย’ หรือ ‘กระบี่วิชชุอัคคี’ ที่สามารถพาผู้ฝึกปรือเข้าสู่ ‘วิถีแรกเริ่ม’ ล้วนถูกบัญญัติขึ้นโดยยอดคนที่ฝึกปรือจนข้ามผ่านระดับที่เหนือกว่า ‘ฟ้ามนุษย์หลอมรวม’ ไปแล้ว

“เรื่องบางประการยิ่งเร่งรัดกลับจะกลายเป็นผลเสีย วันนี้เจ้าจะพาชุนเฉาและชิวเยี่ยไปเดินเล่นบ้างก็ได้”

“ทราบแล้ว ท่านพ่อ” จี้หนิงรับคำด้วยความเคารพแล้วหันกายมุ่งหน้าออกจากวังมังกร

เรื่องการเก็บกวาดสถานที่ย่อมมีผู้รับใช้คอยดูแลเอง
………

ตัวเมืองของเขตปกครองตะวันตกคราคร่ำไปด้วยผู้คนนับหมื่น ชุนเฉาและชิวเยี่ยเดินเคียงข้างจี้หนิง ชี้ชวนดูข้าวของและผู้คนรอบข้างด้วยความเบิกบาน

“นายน้อยไม่ได้พาพวกเราออกมาเดินเล่นนานมากแล้ว”

จี้หนิงก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พาสาวใช้ทั้งสองเดินตัดผ่านถนนหลักของตัวเมืองที่พ่อค้าและผู้สัญจรส่วนมากล้วนต้องอาศัยเดินทาง

สองข้างทางของถนนที่กว้างขวางเต็มไปด้วยร้านรวงและแผงขายสินค้าจนเหลือพื้นที่ทางเดินไม่ถึงเจ็ดส่วน ทาส ขนสัตว์ อาวุธ หนังสือ สมุนไพร สินค้าทุกประเภท ผู้คนทุกรูปแบบล้วนแล้วแต่ปะปนกันอยู่บนท้องถนน

“นักรบผู้กล้านับร้อยของชนเผ่าเราต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่ออาวุธเหล่านี้ พวกเราเองก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการเพื่อเดินทางมายังตัวเมืองเขตปกครองตะวันตก ต่อให้เสนอราคาเป็นทองคำหนักเท่ากับสามสิบหัวสัตว์ร้ายข้าก็ยังเกี่ยงว่าน้อยไป เจ้ากลับคิดจะต่อราคาเหลือเพียงสิบหัวสัตว์ร้ายเช่นนั้นหรือ? อย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้าย!” เสียงตะโกนอันหยาบกร้านดังขึ้นที่ด้านข้าง

จี้หนิงจ้องมองไปทางต้นเสียงด้วยความสนใจ ผู้คนหลายสิบคนต่างมุงดูอยู่รอบชายฉกรรจ์ในชุดหนังสัตว์สีดำสนิทสามคน หนึ่งในนั้นที่มีอสรพิษสีดำขดพันอยู่รอบแขนร้องตะโกนต่อไปว่า “ทองคำหนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้าย ผู้ใดสามารถจ่ายทองคำหนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้ายก็มาเอาไปได้เลย”

“ละโมบเกินไปแล้ว”

“กล้าดียังไง ถึงตั้งราคาไว้ที่หนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้าย”

ชุนเฉาและชิวเยี่ยกล่าวกระซิบกระซาบข้างหูของเขา จี้หนิงเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ทองคำหนึ่งหัวสัตว์ร้ายมีน้ำหนักประมาณห้ากิโลกรัม สำหรับตัวเขาที่เป็นทายาทตระกูลจี้ ทองคำหนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้ายไม่นับเป็นอย่างไร แต่กับชาวเผ่าทั่วไป นี่นับเป็นมูลค่ามหาศาล

“ต่อให้คมกล้าถึงเพียงไหน ก็เป็นแค่อาวุธธรรมดาเท่านั้น”

“นี่เพียงเป็นสมบัติวิเศษที่ชำรุดแล้ว ได้แต่ใช้งานเยี่ยงอาวุธทั่วไป”

“ข้าจ่ายให้เต็มที่ยี่สิบหัวสัตว์ร้าย ถ้ายอมขายข้าก็จะซื้อ”

“หนึ่งร้อยหัวสัตว์ร้าย!” ชายฉกรรจ์คนเดิมไม่หวั่นไหวต่อเสียงวิจารณ์ พรรคพวกอีกสองคนก็สอดส่ายสายตาระแวดระวังไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสช่วงชิงสิ่งของไปได้

เรื่องนี้ยากจะโทษพวกมัน เพื่อชีวิตของนักรบชนเผ่ามากมายที่เสียสละไปในการณ์นี้ พวกมันจำเป็นต้องแสวงหาค่าตอบแทนที่สูงยิ่งกว่า และมีแต่ทำเช่นนี้จึงจะสามารถนำเงินที่ได้ไปซื้อทาสนักรบ อาวุธ และเสบียงมาหล่อเลี้ยงชนเผ่าให้ดำรงอยู่สืบไป

“ให้ข้าชมดูก่อน” จี้หนิงบังเกิดความสนใจจึงก้าวเข้าไปในวงล้อม

“นายน้อย”

“นายน้อย”

“เป็นบุตรชายของ ‘กระบี่พิรุณโปรย’”

ในผู้คนรอบข้างเริ่มมีคนจดจำจี้หนิงออกและบอกต่อกัน ผู้ที่เข้ามามุงดูจึงพากันเปิดทางให้อย่างสุภาพ

ชายฉกรรจ์ชุดดำทั้งสามเองก็บังเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา ทุกชนเผ่าที่อาศัยอยู่ภายใต้เขตปกครองของตระกูลจี้ล้วนครั่นคร้ามสยบยอมต่อความแข็งแกร่งของตระกูลจี้ นามของจี้ยี่ฉวนยิ่งเป็นดั่งนามของเทพเจ้าผู้สูงส่ง

“นายน้อยผู้สูงส่งโปรดผ่านตา” ชายฉกรรจ์ที่มีอสรพิษขดพันบนแขนกัดฟันประคองส่งกระบี่ด้วยมือที่สั่นระริกทั้งสองข้าง สีหน้าของชายฉกรรจ์อีกสองคนที่ด้านหลังก็ส่อแวววิตกกังวลโดยมิอาจข่มกลั้น การใช้กำลังช่วงชิงสิ่งของเป็นเรื่องปกติของทุกชนเผ่า แม้ว่าตัวเมืองเขตปกครองแห่งนี้จะมีกฎห้ามเข่นฆ่าชิงทรัพย์ แต่ผู้ที่ตรากฎก็คือตระกูลจี้ และนายน้อยผู้สูงส่งที่อยู่เบื้องหน้าของทั้งหมดในตอนนี้ก็เป็นนายน้อยของตระกูลจี้!

จี้หนิงรับกระบี่มาถือไว้ มือต้องตกห้อยลงเล็กน้อยด้วยน้ำหนักที่คาดไม่ถึง เห็นตัวกระบี่เป็นสีดำสนิท ฝักก็จัดสร้างจากวัสดุสีดำสนิทที่มองจากภายนอกไม่มีอันใดโดดเด่น แต่เมื่อพิจารณาให้ดีจะเห็นว่ามีกระบี่ถึงสามเล่มสอดอยู่ในฝักเดียวกัน

“หนึ่งฝักสามกระบี่?” จี้หนิงอุทานด้วยความประหลาดใจ แล้วทดลองดึงกระบี่ออกจากฝัก

เสียงครางกระหึ่มเมื่อกระบี่ทั้งสามหลุดพ้นฝัก รังสีกระบี่ที่เย็นเยียบทะลักทลายออกรอบด้าน บนตัวกระบี่ยังสามารถสังเกตเห็นอักษรโบราณที่ชำรุดไม่สมบูรณ์เปล่งประกายอยู่รางเลือน

“น่าเสียดายนัก” จี้หนิงสั่นศีรษะทอดถอนใจ เขาย่อมเคยผ่านตาสมบัติวิเศษที่มีอยู่มากมายของเขตปกครองตะวันตก จึงทราบดีว่ากระบี่เหล่านี้สมควรเป็นสมบัติวิเศษประเภทกระบี่บินมาก่อน แต่อักขระอาคมถูกทำลายสิ้นสภาพ จึงกลับกลายเป็นเพียงกระบี่ที่คมกล้าธรรมดาเท่านั้น

จี้หนิงทดลองกดนิ้วลงบนคมกระบี่

“นายน้อยโปรดระวัง กระบี่นี้สามารถตัดหินผาได้ง่ายดายราวหั่นเต้าหู้” ชายฉกรรจ์ชุดดำรีบส่งเสียงร้องเตือน

จี้หนิงรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนนิ้วมือด้วยความประหลาดใจ “แม้เพียงกดปลายนิ้วลงเบาๆยังเกือบฝ่าการป้องกันของ ‘เสื้อดาราทอง’ เข้ามาได้ หากฟันลงเต็มแรงคงสามารถทำลาย ‘เสื้อดาราทอง’ ได้อย่างแน่นอน ข้าไม่เคยเห็นศัตราวุธที่คมกล้าถึงเพียงนี้มาก่อน”

บุคคลทั่วไปอาจเห็นเพียงว่านี่เป็นอาวุธอันคมกล้า แต่ไม่อาจทราบว่าคมกล้าถึงเพียงไหน จี้หนิงกลับเปรียบเทียบทดสอบได้อย่างชัดเจนโดยง่าย

“ข้าต้องการกระบี่สามเล่มนี้”

ชายฉกรรจ์ชุดดำที่ทั้งแตกตื่นทั้งเป็นกังวลรีบกล่าวขึ้น “นายน้อยผู้สูงส่ง นักรบผู้กล้านับร้อยของชนเผ่าเราต้อง… ต้อง…” ยามเมื่ออยู่ต่อหน้านายน้อยแห่งตระกูลจี้ ชายฉกรรจ์ชุดดำที่โอ่อ่ากลับกลายเป็นตะกุกตะกัก ไม่กล้าเอ่ยปากโก่งราคา
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น