เซียนกระบี่

ตอนที่ 11 : ฝึกกระบี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,163
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    4 ส.ค. 63

จี้หนิงรู้สึกงุนงงราวกับถูกผลักเข้าไปในหมอกอันหนาทึบ

“ท่านพ่อบอกว่าข้าต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งก่อนนั้นข้ายังเข้าใจได้ แต่เหตุใดจึงต้องฝึกฝนจิตใจอีก?”

“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนรุ่มไป” จี้ยี่ฉวนโยนตำราเล่มใหญ่ให้แก่บุตรชาย “เพลงหมัดชุดนี้มีทั้งสิ้นสิบหกกระบวนท่า ทุกกระบวนท่าล้วนเรียบง่าย ทว่าครอบคลุมถึงหลักการใช้และควบคุมพลัง หากฝึกจนชำนาญจะสามารถควบคุมพลังในขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ในทุกอิริยาบท กระบี่นั้นใช้ออกด้วยร่างกาย หากกระทั่งร่างกายเจ้ายังไม่อาจควบคุมได้ดังใจนึก ไหนเลยสามารถควบคุมกระบี่ดังใจนึกได้?”

เขาต้องการอธิบายอย่างละเอียดและเป็นขั้นเป็นตอน เพราะไม่ต้องการให้บุตรชายคิดหวังประสบผลโดยเร็วจนมองข้ามการบ่มเพาะพื้นฐาน

จี้หนิงไหนเลยไม่เข้าใจเจตนาของบิดา รีบสงบจิตใจพลิกอ่านตำราในมือ ที่แท้เนื้อหาภายในมิได้มากมายสักเท่าใด เพียงแต่ตัวตำราจัดสร้างจากหนังสัตว์ จึงมีความหนาเป็นพิเศษ

หลังจากจดจำเคล็ดความจนขึ้นใจ จี้หนิงก็เริ่มต้นฝึกปรือเพลงหมัดโดยมีจี้ยี่ฉวนชมดูและชี้แนะอยู่ด้านข้าง บางครั้งยังสำแดงความลึกล้ำของกระบวนท่าออกมาให้ชมด้วยตนเอง

ซึ่งความจริงตอนที่ฝึกฝน ‘ท่าร่างเงาวายุ’ จี้หนิงก็เคยเค้นสมองค้นคว้าเรื่องการสร้างสมดุลและการควบคุมพลังเช่นเดียวกัน หากว่าตอนนั้นเพียงมุ่งเน้นไปที่ช่วงล่างและสองขา โชคดีที่เขาฉลาดหลักแหลม ชั่วเวลาไม่นานก็รู้จักนำมาปรับใช้ ทำให้เรียนรู้เพลงหมัดได้อย่างรวดเร็ว

สองชั่วโมงต่อมา

“พักได้” จี้ยี่ฉวนมองร่างที่โชกไปด้วยเหงื่อของบุตรชาย “ทุกวันหลังจากนี้ ให้เจ้าฝึกเพลงหมัดวันละสองชั่วโมงจนกว่าข้าจะเห็นว่าเจ้าพร้อมที่จะฝึกเพลงกระบี่”

“ตอนนี้ข้าจะอธิบายเรื่องการฝึกฝนจิตใจให้เจ้าฟัง… รับกระบี่!” จี้ยี่ฉวนโยนกระบี่เหล็กดำสองเล่มให้จี้หนิงแล้วชี้มือไปยังที่ว่างบริเวณข้างเคียง

หุ่นเหล็กดำพลันปรากฏขึ้นบนพื้น ในมือของมันถือดาบไว้เล่มหนึ่ง บนร่างมีจุดสีแดงประมาณสิบจุดกระจายอยู่บนหน้าผาก ลำคอ ทรวงอก แขน และจุดสำคัญอื่นๆ

“นี่เป็นหุ่นที่ถูกหลอมสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือด้านพลังปราณ มันไม่เพียงมีร่างที่แข็งแกร่งทนทาน ยังมีพลังที่เทียบได้กับยอดฝีมือระดับธรรมชาติขั้นสูงสุด”

“ท่านพ่อ จุดสีแดงบนร่างของมันมีไว้เพื่อการใด?”

“ใช้ความเร็วระดับสูงสุดของเจ้า แทงกระบี่ใส่จุดสีแดงบนหน้าผากของมัน” บิดาของเขาตอบคำถามด้วยคำสั่ง

จี้หนิงย่อมมิกล้าไม่ปฏิบัติตาม รีบสูดลมหายใจรวบรวมเรี่ยวแรง กระบี่ในมือขวาแทงปราด มุ่งเป้าไปที่หน้าผากของหุ่นเหล็กดำ

แว่วเสียงโลหะกระทบกันดังสะท้าน ปลายกระบี่ของจี้หนิงแทงถูกศีรษะของหุ่นเหล็ก หากพลาดจากจุดสีแดงไปราวหนึ่งนิ้ว

“นี่…” จี้หนิงกล่าวอย่างผิดคาด เขาทดลองแทงออกอีกสามกระบี่ ทุกกระบี่ล้วนคลาดจากจุดแดงไปเล็กน้อย

“ตอนนี้เจ้าคงรู้แล้ว” จี้ยี่ฉวนย่อมคาดการณ์ผลลัพธ์นี้ได้ล่วงหน้า “แม้เจ้าตั้งใจแทงกระบี่ไปที่กลางหน้าผาก แต่เมื่อแทงออกจริงกลับมิอาจกระทำได้ นี่มิใช่เพียงเพราะมือของเจ้าไม่มั่นคงเพียงพอ หากจิตใจของเจ้าก็ยังไม่มั่นคงเพียงพอเช่นกัน!”

“เพลงกระบี่ทั้งมวลในโลกหล้าล้วนประกอบด้วยกระบวนท่าพื้นฐานสิบสามท่า แบ่งเป็นหกรุกเจ็ดรับ ฟัน แทง กรีด ผ่า กวาด กระแทก เป็นท่ารุก หนุน ปัด หมุน ยก ดึง ลาก สอด เป็นท่ารับ ซึ่งหลังจากนี้ข้าจะถ่ายทอดให้กับเจ้า”

“เจ้าต้องใช้กระบวนท่ารุกจู่โจมใส่จุดสีแดงทั้งเก้าบนตัวหุ่นที่ตอนนี้ยังมิอาจขยับเคลื่อนไหวให้ได้อย่างแม่นยำ หลังจากนั้นหุ่นจะเริ่มเคลื่อนไหวและจู่โจมเพลงดาบกลับมา เจ้าค่อยใช้กระบวนท่ารับในการปัดป้อง ฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้จนแต่ละกระบวนท่าผ่านการทบทวนใช้ออกนับหลายล้านครั้ง เจ้าจะสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ”

“เมื่อเริ่มชำนาญมากขึ้น หุ่นจะลงมือต่อสู้อย่างจริงจังเพื่อให้เจ้าใช้กระบวนท่าทั้งสิบสามออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่ร่างของเจ้าสามารถซึมซับกระบวนท่าทั้งหมดไว้ เมื่อใดที่เจ้าจู่โจมถูกจุดแดงได้อย่างแม่นยำในทุกท่วงท่า เมื่อนั้นจึงจะกล่าวได้ว่าจิตใจของเจ้าพร้อมสำหรับการฝึกเพลงกระบี่”

จี้หนิงตั้งหน้ารับฟังโดยแทบไม่กล้าระบายลมหายใจ

“เพลงกระบี่ในโลกนี้ไม่ว่าจะลึกซึ้งซับซ้อนถึงเพียงใด ล้วนถูกประมวลขึ้นจากท่าพื้นฐานทั้งสิบสาม หากร่างกายและจิตใจของเจ้าไม่อาจใช้กระบวนท่าพื้นฐานทั้งหมดได้อย่างอิสระ เจ้าจะไม่มีทางประสบความสำเร็จในเชิงกระบี่อย่างแน่นอน แต่หากเจ้าตั้งใจฝึกฝนไปตามขั้นตอน เมื่อเจ้าฝึกเพลงกระบี่ที่ข้าจะถ่ายทอดให้หลังจากนี้สำเร็จ ก็พอจะนับว่าเข้าสู่มรรคากระบี่ขั้นพื้นฐานได้”

“วิชากระบี่เองก็แบ่งระดับความสำเร็จออกเป็นสามระดับ ขั้นพื้นฐาน ขั้นเชี่ยวชาญ และขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวม การฝึกท่าร่างให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญนั้นต้องฝึกฝนจนสามารถควบคุมร่างกายได้ดังใจ แต่การฝึกกระบี่ให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญนั้นต้องฝึกจนสามารถควบคุมทั้งร่างกายและกระบี่ให้ได้ดังใจ ดุจดังว่าคนกระบี่ร่วมประสานเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งยากเย็นยิ่งกว่านับสิบเท่า ส่วนขอบเขตขั้นฟ้ามนุษย์หลอมรวมนั้น เจ้ายังไม่อาจและไม่มีความจำเป็นต้องรับรู้ในตอนนี้”

หลังกล่าววาจายืดยาว จี้ยี่ฉวนหยุดการสอนสั่ง หันมาจ้องหน้าบุตรชายแล้วเอ่ยถามอย่างจริงจัง “ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่ ว่าที่รออยู่บนหนทางข้างหน้านั้นคือสิ่งใด?”

จี้หนิงผงกศีรษะรับด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจังเช่นเดียวกัน เคล็ดวิชา ‘ประกายชาดเก้าชั้นฟ้า’ อาจช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของเขา แต่วิชาท่าร่างและเพลงกระบี่จะช่วยให้เขาสามารถนำเอาความแข็งแกร่งเหล่านั้นออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่

“ท่านพ่อ ต้องใช้เวลาฝึกปรือนานเท่าใด ข้าจึงสามารถสำเร็จขั้น ‘คนกระบี่ร่วมประสาน’ ได้?”

“นี่ยากจะบอกได้” จี้ยี่ฉวนส่ายหน้า “ในอดีตนั้นข้าใช้เวลาหกปีในการสำเร็จขั้นพื้นฐาน และอีกหกปีในการสำเร็จขั้นคนกระบี่ร่วมประสาน ดังนั้นสำหรับข้าใช้เวลาทั้งสิ้นสิบสองปี”

“สิบสองปี?” ลมหายใจจี้หนิงแทบขาดห้วง บิดาของเขาผู้เป็นยอดอัจฉริยะอันไร้ที่ติของตระกูลยังต้องใช้เวลาถึงสิบสองปี!

“คนผู้หนึ่งไม่อาจกัดอาหารคำใหญ่เกินกว่าจะขบเคี้ยวลง สิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือการค่อยๆเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง มาเถอะ ข้าจะเริ่มจากการถ่ายทอดเคล็ดความของกระบวนท่าแรกให้แก่เจ้า…”



.



ภายใต้การฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการควบคุมอย่างเข้มงวดของอาจารย์อันเลิศล้ำ ท่ากระบี่ของจี้หนิงค่อยๆถูกต้องและมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆ

หลังจากฝึกท่ารุกเป็นเวลาสองชั่วโมงก็เป็นการฝึกท่ารับ โดยจี้หนิงจะต้องต้านทานการกระหน่ำจู่โจมจากหุ่นเหล็กดำที่ไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเป็นเวลาอีกสองชั่วโมง

นี่ความจริงเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองพละกำลังและน่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจี้หนิงเปรียบเทียบสิ่งนี้กับชีวิตในชาติภพก่อนที่ต้องทนทุกข์จากการถูกโรคร้ายคุกคามจนไม่อาจออกแรงทำสิ่งใด การได้ออกแรงฟาดฟันกระบี่ภายใต้ท้องฟ้าอันสดใสเช่นนี้กลับเป็นความสุขประการหนึ่ง

“ยี่ฉวน” อู่ฉีเซวียส่งเสียงเรียกมาจากที่ไม่ห่างออกไป ดวงตาคู่งามไม่ยอมคลาดคลาจากร่างของบุตรชายที่ฝึกฝนอย่างหนักในสนามฝึกซ้อมฝีมือ

จี้ยี่ฉวนก้าวเดินมาถึงข้างกายภรรยาแล้วกล่าวว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าลูกของเราจะมีความตั้งใจจริงถึงเพียงนี้ ที่จริงข้าตระเตรียมไว้แล้วว่าจะรับมือกับเสียงโอดครวญของเขาอย่างไร ไล่เขากลับไปฝึกซ้อมอย่างไร แต่ข้ากลับไม่จำเป็นต้องใช้มันเลยแม้แต่น้อย”

“ลูกหนิงเป็นเช่นนี้เอง ในการฝึกท่าร่างเขาโอดครวญกับข้ามิใช่น้อย แต่ก็เพียงเท่านั้น เขาไม่เคยหยุดพักด้วยความเกียจคร้านเลยแม้ชั่วขณะเดียว” อู่ฉีเซวียกล่าวด้วยความห่วงใยกังวล “หกชั่วโมงในยามเช้า หกชั่วโมงในยามบ่าย ฝึกฝนต่อเนื่องเป็นเวลาสิบสองชั่วโมงทุกวัน ลูกเรายังเด็กนัก…”

“ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งที่ข้ายังเป็นเด็ก…” จี้ยี่ฉวนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลที่หายากยิ่ง “ข้าถูกบิดาบังคับให้ฝึกฝีมือ ทุกครั้งที่ข้าเหน็ดเหนื่อยล้มลง บิดาจะลงมือเฆี่ยนตีจนข้าลุกขึ้นมาฝึกต่อ เป็นอยู่เช่นนั้นจนข้าอายุได้สิบปี ท่านพ่อถูกสังหารโดยสัตว์อสูรบนขุนเขาแห่งทะเลสาบตะวันออก ศักด์ฐานะของข้าและท่านแม่ในชนเผ่าตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นท่านแม่ก็จากไปด้วยความตรอมใจ นับจากวันนั้นข้าถึงได้ตื่นขึ้นจากความฝันอันโง่งม ไม่เอ่ยถึงความเหนื่อยยากและความเจ็บปวดจากการฝึกอีกต่อไป”

ความท้อแท้จากการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นมีแต่ผู้ที่เคยผ่านจึงทราบได้ มีเพียงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวและเที่ยงแท้ จึงสามารถเอาชนะความเหน็ดเหนื่อยทางร่างกายและความอ่อนล้าทางจิตใจได้

“ข้าเคยกังขาในความสำเร็จของลูกเรา ต่อให้พรสวรรค์ในการฝึกกายาเทพอสูรของเขาสูงส่งถึงเพียงไหน เขาก็คงเป็นได้เพียงนักสู้อันพื้นเพหากปราศจากความตั้งมั่นในการฝึกฝน… แต่ตอนนี้ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว เขาจะต้องสำเร็จเป็นยอดฝีมือที่แตกตื่นสะท้านโลกอย่างแน่นอน!”
………

หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมิ่งหยูซึ่งยืนอยู่ในที่ห่างออกไปทุ่มเหวี่ยงก้อนศิลาขนาดใหญ่สี่ก้อนขึ้นบนท้องฟ้า จี้หนิงที่ยามนี้สูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยใช้นิ้วมือทั้งห้าคีบจับลูกเกาทัณฑ์สี่ดอกขึ้นทาบคันศร

ในเสียงดังติดต่อกันจนแทบเป็นเสียงเดียว ลำแสงสี่สายกรีดลากเส้นตรงอันงดงามผ่านท้องนภาเข้าใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ ศิลาทั้งสี่ก้อนแหลกสลายร่วงหล่นลงสู่พื้น

“ประเสริฐ!” เมิ่งหยูตวาดชมเชยแล้วเดินย้อนกลับมาพลางแผดหัวร่อเสียงดังปานฟ้าร้อง “นายน้อยถือว่าเรียนรู้ถึงแก่นแท้ของวิชาเกาทัณฑ์แล้ว ท่านสามารถบรรลุกระทั่งไม้ตายก้นหีบของข้าเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีสิ่งใดที่จะถ่ายทอดให้แก่ท่านอีกต่อไป หลังจากนี้ขอให้ท่านจงหมั่นฝึกซ้อมและเพิ่มพูนประสบการณ์ด้วยตนเอง”

“อย่าว่าแต่พลังกายของท่านเพิ่มพูนจนสนามฝึกซ้อมแห่งนี้เริ่มที่จะเล็กเกินไปแล้ว ได้เวลาที่ท่านจะต้องเสาะหาสถานที่อันกว้างใหญ่กว่านี้เพื่อฝึกฝนเพิ่มเติม โปรดจำไว้ว่าระยะห่างยิ่งเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบจากกระแสลมและสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งมากตามไปด้วย”

จี้หนิงผงกศีรษะน้อมรับคำสั่งสอน วิชาเกาทัณฑ์นั้นมิได้ให้ความสำคัญเพียงการน้าวสายส่งลูกศรออกไป หากยังต้องคิดคำนวณสิ่งแวดล้อมทั้งหมดที่จะส่งผลกระทบจนกว่าจะถึงเป้าหมายด้วย

ในการต่อสู้จริง ศัตรูย่อมไม่ให้เวลาในการคำนวณหรือเล็งเป้าแก่ท่าน จะต้องใช้มุมยิงเท่าใด ต้องพลิกแพลงการใช้แรงแบบไหน ล้วนต้องถูกกลั่นออกมาจากร่างกายในชั่วขณะที่คิดยิง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จากความชำนาญผ่านการฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้น สำหรับจี้หนิงในตอนนี้ขอเพียงรู้ทิศทางของเป้าหมายและสภาพลมฟ้าอากาศโดยรอบ เขาสามารถยิงถูกแม้แมลงวันที่บินห่างออกไปถึงห้าร้อยเมตร

แต่แค่นี้ถือว่ายังไม่เพียงพอ! ยอดฝีมือระดับเหนือธรรมชาติบางคนสามารถยิงศรสู่เป้าหมายที่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร โดยที่ลูกศรยังคงไว้ซึ่งพลังทำลายอันน่าเหลือเชื่อ

“นับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าคงไม่จำเป็นต้องมาที่สนามฝึกซ้อมแห่งนี้อีกแล้ว นายน้อยท่านนับเป็นลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดเท่าที่ข้าเคยสอนมา” เมิ่งหยูมองดูจี้หนิงด้วยความภาคภูมิใจ “ขอท่านอย่าได้ปล่อยให้ความสามารถที่สวรรค์ประทานให้นี้ต้องเสียเปล่า ข้ามั่นใจว่าอีกไม่นาน ตำแหน่งเทพแห่งธนูผู้แข็งแกร่งที่สุดในเทือกเขานางแอ่นจะต้องตกเป็นของท่านอย่างแน่นอน”
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น