[Fic] คลัง fanfic Sherlock BBC, Avengers Kingsman และอื่นๆ

ตอนที่ 8 : [Sherlock, Kingsman, 007 Series fic] : The Knights and their Wizards I

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 741
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    30 มี.ค. 59

The Knights and their Wizards

Prologue

 

            ลอนดอนไม่เคยห่างจากความชื้นแฉะ...

            คนนั่งมองสายฝนพัดกระหน่ำผ่านผนังกระจกยกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างพึงพอใจในรสชาติขมจัดที่ล่วงล้ำลงไปในลำคอ พร้อมกับกรุ่นกลิ่นหอมเข้มข้นลอยขึ้นมาพร้อมกับไอร้อนเป็นสาย

            ต่อให้ที่ฐานมีของดียังไง แต่เรื่องกาแฟนี่ก็ยังคงแพ้ร้านเล็กๆ นี่อยู่ดี

            คิดพลาง ถ้วยกาแฟในมือก็ถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง ดวงตาที่เบนออกไปด้านนอกหันกลับมามองแผ่นคลิปบอร์ดในมือของตนเองอย่างเงียบเชียบ สายตาคมปลาบที่ถูกเลนส์แว่นหนา (ไม่เหมือนของคนอื่นในองค์กรที่ใส่แว่นพอเป็นพิธีและเป็นอุปกรณ์ติดตามตัวเพียงเท่านั้น) บดบังไล่มองข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เพิ่งได้มาจากกาลาฮัดเมื่อคืนนี้อย่างรวดเร็ว ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งถือปากกาลากปราดๆ ลงบนข้อความในจุดที่ตนเองต้องการวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

            อ้อ...เทคโนโลยีบางส่วนของริชมอนด์ วาเลนไทน์หายไปจากแล็ปของเขา แล้วกาลาฮัดก็อยากจะให้เขาอนุมัติสายลับให้เข้าไปล้วงเอาของพวกนั้นกลับมา แต่ว่ามันเปลี่ยนมือไปอยู่ที่เจ้าเศรษฐีเพื่อนซี้ของเจ้าวาเลนไทน์สติเฟื่องนั่น...คนที่เคยจะให้ยืมดาวเทียมต่อสัญญาณล้างโลกนั่น

            คนสวมแว่นตาดันกรอบแว่นขึ้นอีกหน่อย ก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อเห็นข้อความบรรทัดต่อมา

            ...เป็นเศรษฐีขี้ฉ้อแถมยังขี้หลี ดังนั้นจึงควรที่จะส่งแลนสล็อตไปดีที่สุด...งั้นหรือ?

            ข้อมูลในหน้าจอเครื่องมือที่ดูจากด้านหลังเป็นเพียงคลิปบอร์ดเหมือนที่เหล่านายแพทย์ใช้กันตามโรงพยาบาลค้างอยู่ตรงข้อความดังกล่าวชั่วครู่ คนมองเม้มปากเล็กน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ทันรู้สึก รอยย่นที่หัวคิ้วกดลึกลงมากขึ้น ขณะที่ในใจก็พึมพำสวดคนเสนอความเห็นมาไม่นับ...

            เหอะ...เดี๋ยวเขาจะขุดคุ้ยให้เจอเลยทีเดียวว่าไอ้หมอนั่นชอบไม้ป่าเดียวกัน แล้วจะเสนอให้ส่งแกเรทไปยั่วซะเลยนี่...

            “เอ่อ...ที่นี่นั่งได้ไหมฮะ?”

            คนปราศจากผมเงยหน้าขึ้นมองไปยังต้นเสียง ภาพตรงหน้าคือหนุ่มน้อยวัยคราวสองอัศวินหนุ่มสาวในความดูแลของเขา ดวงตาใสกระจ่างในกรอบแว่นผสานตรงมายังดวงตาเขาด้วยแววตาเรียบเฉย ไม่ทันที่คนนั่งก่อนจะได้เอ่ยตอบอะไร อีกฝ่ายก็วางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะแล้วก็นั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับเขาเสียแล้ว

            พ่อมดแห่ง Kingsman ข่มอาการอยากขมวดคิ้วเอาไว้ พลางเหลียวมองไปรอบร้าน

            “คนเต็มฮะ อย่างที่คุณเห็น” ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้นเหมือนรู้ว่าเขากำลังมองหาอะไร “ผมขอนั่งแป๊บเดียว รอฝนซา ถ้าคุณไม่ว่าอะไร...”

            “ตามสบาย”

            เจ้าหนุ่มตรงหน้าเขาดูหน้าตาตื่นๆ คล้ายกับว่าไม่ค่อยคุ้นชินกับบรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกาแฟและคนจำนวนพอสมควรนัก ผมยาวๆ นั่นยุ่งเหยิงคล้ายคนไม่ได้หวีผมก่อนออกจากบ้าน แต่เมื่อเลื่อนมาดูรอยคล้ำใต้ตานั่นแล้ว...เขาเดาว่าความยุ่งนั่นน่าจะเกิดจากการที่หมอนี่ไม่ได้นอนมากกว่า

            คนสูงวัยกว่าเลื่อนสายตากลับมาอยู่ที่คลิปบอร์ด หากแต่ไม่ก่อนที่จะสังเกตเห็นของสะท้อนแสงแวบจากข้อมืออีกฝ่ายที่เพิ่งยกกาแฟขึ้นดื่ม

            “นาฬิกาสวยดีนี่”

            “ขอบคุณ แต่มันคงดีใจมากกว่าถ้าคุณจะทักว่ามันมีดีมากกว่าสวย”

            “อ้อ...” พ่อมดแห่งคิงส์แมนหรี่ตาลงเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็...ออกแบบมาดีมาก คงใช้ได้มากกว่าดูเวลาสินะ”

            “ก็คงเหมือนคลิปบอร์ดคุณที่ดูน่าสนใจดี”

            “สนใจของเก่าหรือ?”

            “เก่าแต่เก๋าก็น่าสนใจไม่ใช่หรือ?”

            คนพูดว่าพร้อมกับก้มลงจิบกาแฟอีกรอบ ทำให้คนสูงวัยกว่าได้แต่ยกแก้วกาแฟดื่มตามอย่างเงียบๆ

 

            “...รถเสีย?”

            “ค่ะท่าน รถเสีย” แอนเธียยิ้มหวาน หญิงสาวผู้เป็นเลขาคู่ใจมาตลอดหลายปีไม่แม้แต่จะมีสีหน้าอื่นนอกจากรอยยิ้มประดุจหน้ากากเมื่อเอ่ยต่อ “คงต้องใช้เวลาในการลากรถเข้าไปข้างทาง...เอ้อ แล้วก็ต้องตามช่างมาดู...แต่ว่าฝนตกอย่างนี้คงต้องเสียเวลามากหน่อย”

            “นานเท่าไหร่?”

            “ก็...เกือบๆ ชั่วโมงน่ะค่ะ”

            คนฟังสีหน้าบูดลงชั่วพริบตา เป็นไม่กี่อาการที่เขาจะแสดงให้ผู้ใกล้ชิดเห็น ก่อนจะยื่นมือออกไปโดยไม่พูดอะไร เลขาฯ คู่ใจก็ส่งร่มสีดำมาให้โดยพลัน

            “ฉันจะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟก่อนก็แล้วกัน”

            “ค่ะท่าน” แอนเทียยังคงรับคำเสียงหวานเช่นเคย พลางเอ่ยถามต่อ “แล้วเรื่องนัดกับคุณโฮล์มส์...”

            “เดี๋ยวผมบอกเลื่อนนัดเชอร์ล็อกเอง คุณไม่ต้องโทรไป”

            สั่งเสร็จ คนพูดก็เปิดประตูรถโดยไม่รอให้คนขับหรือแม้แต่เลขาหน้าหวานมาเปิดให้ แล้วรีบกางร่มสีดำคันนั้นก่อนที่ละอองฝนกลางเดือนพฤษภาจะกระเด็นมาถูกชุดสูทตัวโปรด

            ไมครอฟต์ โฮล์มส์ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าขมุกขมัวอีกครั้ง ก่อนจะเดินฝ่าสายฝนกระหน่ำ ตรงเข้าไปยังร้านกาแฟที่อยู่ข้างทางร้านนั้น...

 

            บ้าจริง...ร้านเต็ม

            อันที่จริงกะอีแค่เรื่องคนจะเต็มร้านในช่วงเวลาอย่างนี้ แม้แต่เขาที่นั่งร้านกาแฟข้างทางครั้งสุดท้ายเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็ยังคงพออนุมานได้อยู่หรอก แต่ไม่คิดว่ามันจะเต็มขนาดไม่มีที่นั่งอย่างนี้...

            โฮล์มส์คนพี่พยายามสอดส่ายสายตาหลังจากจ่ายเงินซื้อกาแฟกลิ่นหอมกรุ่นเรียบร้อยแล้ว กว่าเขาจะเจอเก้าอี้ว่างใกล้โต๊ะที่มีผู้ชายหัวล้านเลี่ยน และคนที่ดูเหมือนเด็กเพิ่งจบจากไฮสคูลหนีออกจากบ้านนั่งอยู่ก็เกือบจะถูกเบียดกลับออกไปนอกร้านอีกครั้ง ไมครอฟต์สะกดกลั้นความรู้สึกอยากถอยหนีเมื่อผู้คนเดินเข้ามาใกล้ แล้วค่อยๆ พาตนเองไปยังเก้าอี้ที่หมายตาไว้อย่างรวดเร็ว

            เฮ้อ...โชคดีที่ไม่มีใครนั่ง

            “ขอโทษนะ ผมขอนั่งร่วมโต๊ะได้ไหม”

 

            “...เชิญ”

            ผู้ชายที่ถือแผ่นคลิปบอร์ดไม่ยอมปล่อยนั่นเงยหน้าขึ้นมองคนมาใหม่แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำอนุญาตอย่างไม่ใส่ใจนัก หัวหน้าหน่วยพลาธิการของ MI6 ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เกือบจะหลุดหัวเราะขึ้นมารอมร่อ

            ก็ลุงหัวล้านนี่ปั้นหน้ายักษ์เสียขนาดนั้น คงไม่พอใจกระมังที่มีคนมาขัดจังหวะตัวเองเพิ่ม ขณะที่กำลังจดจ่อกับแผ่นคลิปบอร์ดประหลาดนั่นอยู่...

            ใช่...แม้แต่จากสายตานักประดิษฐ์อย่างเขา คลิปบอร์ดนั่นก็ประหลาดจนเกินจะเบนสายตาหนี

            มองดูเผินๆ ก็เหมือนจะเป็นคลิปบอร์ดที่ใช้กันธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อสังเกตให้ดีๆ ตรงส่วนที่ดูเหมือนแผ่นไม้นั้นแท้จริงแล้วคือวัสดุสั่งทำพิเศษที่มีความยืดหยุ่นสูง ทั้งตรงที่เป็นคลิปหนีบ...แท้จริงแล้วกลับเหมือนปุ่มอะไรสักอย่างหนึ่ง แล้วยังเป็นแผ่นบางเฉียบขนาดนั้น แต่กลับทรงประสิทธิภาพเหนือกว่าพวกแท็บเล็ตตามตลาดมากนัก ถ้าสังเกตจากภาพที่สะท้อนจากแว่นตาของอีกฝ่ายล่ะก็นะ

            มันเป็นอุปกรณ์ที่ไฮเทคเกินกว่าจะวางขายในท้องตลาดช่วงนี้ และการที่จะประดิษฐ์มันขึ้นมาได้ก็ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกว่าปัจจุบัน...มาก

            ไม่ใช่ของที่ใครก็สามารถซื้อหามาใช้ได้แน่นอน

            ชายหนุ่มฉายา ‘Q’ แห่ง MI6 แย้มริมฝีปากออกน้อยๆ ราวกับเห็นเรื่องสนุกเบื้องหน้า ขณะที่ตัดสินใจเอ่ยทักอีกฝ่ายออกไปก่อนทั้งที่ปกติก็ไม่ได้เป็นคนเฟรนลี่ขนาดนี้

            “งานเยอะหรือคุณ?”

            คนนั่งโต๊ะคนแรกเหลือบตามองเขาเล็กน้อย “ก็มากเท่าที่มันเคยเป็นล่ะนะ คงพอๆ กับที่เธอต้องอดนอนปั่นงานล่ะมั้ง”

            “รอยแพนด้าใต้ตาผมมันบอกชัดขนาดนั้นเลยหรือ?” คนหนุ่มกว่าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สีหน้าเอือมระอาเล็กน้อย “ไม่ได้อยู่ในขอบเขตงานตอนสัมภาษณ์แท้ๆ ดันต้องมาทำซะได้”

            “งานไม่เสร็จ ไม่ทัน หรือไม่ใช่ของเรา?”

            “งานเสร็จ ทัน ไม่ใช่ของเรา แต่ดันต้องตามเก็บกวาด” Q หัวเราะออกมาน้อยๆ แล้วจู่ๆ ก็หันไปทางคนใส่สูทเรียบกริบที่เข้ามาสบทบเป็นคนสุดท้าย “ชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็อย่างนี้แหละนะคุณ”

            “ฉันเคยแต่ให้เงินเดือนคนอื่น” อีกฝ่ายตอบกลับหน้าตาเฉย ก่อนเอ่ยต่อ “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยสิ่งที่สั่งให้คนอื่นทำได้ ชะดีชะร้ายอาจจะเป็นงานหนักกว่าพวกที่ลงมือทำก็ได้”

            “คุณเป็นบอสว่างั้น?” คนอายุน้อยสุดยักไหล่เล็กๆ “เออ ผมก็ลืมดูสูทของคุณจริงๆ ด้วย”

            “สูทเนี้ยบมาก” คนหัวล้านที่นั่งฟังบทสนทนาเอ่ยแทรกขึ้น “แต่ว่าสูทที่ร้านของผม...เอ้อ ต้องพูดตรงๆ ว่าเนี้ยบกว่าที่คุณใส่เยอะ”

            หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับเผยยิ้มเยือกเย็น “คุณดูไม่เหมือนเจ้าของร้านเทเลอร์นะ”

            “ผมเป็นเบ๊เขาเลยล่ะ”

            “แต่คงเป็นเบ๊ที่เงินดีน่าดู” ไมครอฟต์ยังคงยิ้ม ขณะที่สายตาเลื่อนปราดมองคนร่วมโต๊ะทั้งคู่

            ‘เบ๊ร้านตัดเสื้อ’ ฝ่ามือหยาบกร้าน โดยเฉพาะช่วงง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ขวา ปลายนิ้วชี้ขวาเหมือนจะผิวหนังจะหนากว่าส่วนอื่น มือทั้งคู่มีรอยคล้ายๆ กระสีดำกระจายบางๆ...บางจนเกือบมองไม่เห็น...ไม่ใช่น้ำมันจักรเย็บผ้าแหง แต่กลิ่นจางจนเกือบไม่ได้กลิ่นนั่น เขาหลับตาก็บอกได้ว่ามันคือกลิ่นเขม่าดินปืน ดวงตาหรี่ลงข้างหนึ่งมากกว่าข้างหนึ่ง เป็นรีเฟลกซ์อัตโนมัติ...

            ผู้ชายคนนี้เป็นมือปืน ดวงตาเฉียบขาดนั่นบ่งบอกว่าเขาเป็นมือปืนที่แม่นอย่างน่ากลัวด้วย

            ผู้ชายอีกคน หัวยุ่งๆ รอยคล้ำใต้ตา ดวงตาสีแดงเห็นเส้นเลือดฝอยชัด ปลายนิ้วทั้งสิบเป็นปุ่มปมหนากว่าส่วนอื่น เก่งคอมพิวเตอร์...อาจจะเป็นแฮคเกอร์ แต่กลิ่นน้ำมันเจือจางในอากาศบอกไว้ว่าหนุ่มน้อยคนนี้เป็นยิ่งกว่าแฮคเกอร์

            นัก...ประดิษฐ์...

            ไมครอฟต์ประเมินสองคนตรงหน้าในใจ ขณะที่อีกสองคนที่เหลือก็แอบลอบมองกันและกันไปมา

            “คราวหน้าคุณไปตัดสูทที่ร้านผมสิ คุณสุภาพบุรุษ” เมอร์ลินเอ่ย ยื่นมือออกไปจับมือคนตรงหน้าเขย่าเร็วๆ แต่ด้วยอารามที่เร็วเกินไป มือใหญ่จึงปัดไปโดนแก้วกาแฟของอีกฝ่ายเกือบหกคว่ำ ดีที่เขามีปฏิกิริยาเร็วจับไว้ได้ทัน พ่อมดแห่งคิงส์แมนใช้ปลายนิ้วเลื่อนที่วางแก้วไปอีกทาง ก่อนจะยื่นมือไปทางคนเด็กกว่า “เชิญเธอด้วย พ่อหนุ่ม”

            “รอผมเก็บตังผ่อนคอนโดกับค่าอาหารแมวสองตัวพอก่อนนั่นแหละครับ ถึงค่อยคิดจะตัดสูทหรูๆ แบบนี้” หนุ่มอายุน้อยที่สุดในวงเอ่ยขันๆ “แค่นี้ผมก็แกลบพอแล้ว”

            “นาฬิกาเธอน่าจะแพงพอตัวอยู่นะ”

คนฟังหัวเราะออกมาอีกรอบแล้วถอดสายนาฬิกาออกมาส่งให้อีกฝ่ายดูพลางเอ่ย

            “คุณดูติดใจนาฬิกาผมจัง”

            “ฉันว่าดีไซน์มันสวยดี” เมอร์ลินรับนาฬิกาเรือนหนาหนักมาไว้ในมือ ขณะใช้สายตาคมปลาบมองดูในปราดเดียวก็เห็นความผิดปกติที่เม็ดมะยมปรับหมุนเข็มวันที่และเวลา สายตาพ่อมดแห่งคิงสแมนกระจ่างวาบเมื่อสังเกตเห็นชัดว่านาฬิกาเรือนสวยสามารถแปรเป็นอาวุธสังหารได้ในพริบตาที่เจ้าของดึงเม็ดมะยมออก

            ...ไอ้เด็กนี่เล่นใส่นาฬิกาที่ร้อยลวดเปียโนเอาไว้ข้างใน พอถึงเวลาก็แค่ดึงเม็ดมะยม ตวัดสายเปียโนรัดคอหรือเชือดคอเหยื่อซะ...

            สายตาของไมครอฟต์ตกต้องนาฬิกาเช่นเดียวกัน “สวยและมีประโยชน์มาก...”

            “ใช่ไหมล่ะครับ” เจ้าของนาฬิกายิ้มตอบ “อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมตรงเวลา”

            “อ้า...พูดถึงเวลา เกรงว่าเลขาฯ ผมจะรออยู่ตรงนั้นแล้ว” หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษหยิบทิชชู่ขึ้นเช็ดปากเล็กน้อยก่อนลุกขึ้น กระชับสูทแน่นเข้าอีกหน่อย “ไว้เจอกันเมื่อมีโอกาสนะ คุณ...

            “ผมสตรอง มาร์ค สตรองค์...” เบ๊ร้านตัดเสื้อเอ่ยพลางยื่นนามบัตรให้คนถาม “นี่นามบัตรร้านตัดเสื้อผม ร้าน Kingsman”

            คนเด็กสุดเอ่ยแทรก “ผมเบน วิชอร์...เป็น...ช่างเทคนิคเฉยๆ”

            ไมครอฟต์เหลือบตาขึ้นเล็กน้อย นี่ต้องแนะนำตัวกันจริงๆ น่ะหรือ? “ผมไมครอฟต์ โฮล์มส์...ยินดีที่รู้จักทุกคน แล้วเจอกันใหม่”

            “แล้วเจอกันครับ...ถ้ามีโอกาส” เบนเอ่ยตอบพลางฉีกยิ้ม

            “ถ้าคุณแวะมาแถวนี้อาจจะเจอผม” มาร์คพยายามฉีกยิ้ม แต่ดูเหมือนแสยะริมฝีปากมากกว่า

            “พวกเราต้องได้พบกันอีกแน่”

            หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษเอ่ยเสียงเรียบ

            ทว่าเขาหมายความตามนั้นทุกคำ

            คนพวกนี้...ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้หลุดรอดออกไปจากสายตาได้ง่ายๆ แน่นอน

            “งั้นผมก็จะกลับเหมือนกัน แล้วเจอกันครับทุกคน” หัวหน้าหน่วยพลาธิการของ MI6 ฉีกยิ้มเนือยๆ อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินฝ่าสายฝนออกไป โดยที่ในกระเป๋าเสื้อมีเศษทิชชู่ใส่อยู่ก้อนหนึ่ง

            พ่อมดแห่งคิงสแมนเอ่ยเสียงนุ่ม

            “ขอให้เดินทางปลอดภัย...ปลอดคนนะ”

 

            ร้านกาแฟพอมีที่ว่างมากขึ้นเมื่อฝนด้านนอกหยุดตก

            แสงแดดอ่อนแรงพยายามส่งผ่านชั้นเมฆหนาลงมาถึงพื้นดินเมื่อตอนที่เขาจิบกาแฟคำสุดท้าย แล้วกดเปิดแอพริเคชั่นในคลิปบอร์ดของตนเอง คิ้วเรียงกันเป็นเส้นสวยขมวดแน่นอีกครั้งเมื่อมองภาพที่ปรากฎในหน้าจอ...

            ภาพหน้าของเบน วิชอร์ และไมครอฟต์ โฮล์มส์กลายเป็นเพียงภาพเบลอจนไม่อาจระบุได้ภาพหนึ่ง

            พ่อมดหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเพ่งมองเส้นหยักเป็นริ้วจางๆ ในภาพนั้น

            ...แน่แล้ว ต้องมีใครสักคนหนึ่งปล่อยสัญญาณรบกวนตอนที่เขากำลังจะเนียนถ่ายรูปผู้ชายสองคนนั้น

            พลันภาพที่หนุ่มน้อยขยับหมุนนาฬิกาข้อมือก็ผุดขึ้นมาในห้วงจำ ปลายนิ้วอีกฝ่ายกดค้างไว้ที่ปุ่มหนึ่งบนขอบหน้าปัดเพียงชั่วขณะ...แต่นั่นก้เพียงพอแล้วสำหรับการปล่อยคลื่นสัญญาณรบกวนการทำงานของกล้องเขา

            พ่อมดแห่งคิงสแมนเหยียดยิ้ม ดวงตาวาววับขึ้นอย่างประหลาด

 

            Q ยืนหาวอยู่ในลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังห้องชุดของตนเองชั้นบนสุดของคอนโดแห่งนี้

            เปลือกตาของชายหนุ่มจะหลับมิหลับแหล่ ความง่วงงุนที่แม้แต่กาแฟก็มิอาจต้านทานได้นั้นเขาสัมผัสมันมาหลายครั้งแล้วเมื่อตัดสินใจรับงานจากหน่วยสืบราชการลับแห่งอังกฤษ

            แต่พูดก็พูดเถอะ ทำงานหน่วย MI6 มาตั้งนาน เพิ่งรู้สึกว่ารังสีกดดันมันเป็นยังไงก็ตอนที่ได้เจอผู้ชายสองคนในร้านกาแฟนั้นนั่นแหละ

            ชายหนุ่มพยายามประคองสติของตนเองเอาไว้มิให้ล้มพับลงไปด้วยความง่วงเมื่อเดินไปถึงห้องทำงานของตนเอง  ขณะใช้มือซึ่งสวมถุงมือหยิบเอาเศษทิชชู่ในกระเป๋าของตนเองออกมา แวบหนึ่งเขามองเห็นรอยเปื้อนกาแฟสีน้ำตาลจางๆ เปรอะอยู่บนกระดาษขาวนุ่ม

            หัวหน้าหน่วยพลาธิการจัดการตัดทิชชู่ตรงรอยเปื้อนกาแฟออกเล็กน้อย นำส่วนนั่นใส่ในสารละลายบางตัว ก่อนจะผลักหลอดทดลองเข้าไปในเครื่องตรวจ แล้วจึงค่อยหยิบนาฬิกาข้อมือที่นับแต่รับมันมาจากมือของ ‘มาร์ค’ เขาก็แอบหย่อนมันลงในถุงพลาสติกเล็กที่มีติดตัวเองไว้อย่างเงียบเชียบ

            มือเรียวขาว ทว่าหยาบกร้านค่อยๆ จัดการลอกลายนิ้วมือที่ติดอยู่บนหลังหน้าปัดนาฬิกาออกอย่างระมัดระวัง แล้วจึงค่อยส่งรอยลายนิ้วมือที่ได้เข้าสู่ระบบการค้นหาลายนิ้วมือที่มีฐานข้อมูลทั่วประเทศ

            เมื่อจัดการทุกอย่างแล้วเสร็จแล้ว นักประดิษฐ์หนุ่มก็อนุญาตให้ตนเองนอนหลับได้ หลังจากตาค้างกับการคอยสอดส่องภารกิจของ 007 ตลอด 72 ชั่วโมงที่ผ่านมา

            ...ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบว่าทั้ง DNA ตัวอย่างที่เขาได้มาจากไมครอฟต์ และรอยลายนิ้วมือของมาร์คนั้น...

            ...ไม่มีในระบบ

 

            “ขอโทษค่ะท่านที่ต้องให้รอนาน”

            “ไม่เป็นไร” คนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามานั่งในลีโมคันหรูหันไปหาเลขาฯ สาวด้วยใบหน้าเรียบเฉย “เมื่อครู่ถ่ายไว้แล้วใช่ไหม?”

            แอนเทียไม่ได้ตอบกลับ เพียงเอียงตัวเข้าหาเจ้านายหนุ่มเล็กน้อยพลางยื่นกล้อง DSLR ในมือให้เขาดูหน้าจอ LCD เล็กๆ

            ภาพใบหน้าของคนในโต๊ะสนทนาทั้งสามชัดเจนทะลุถึงรูขุมขน

            ไมครอฟต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แล้วได้เรื่องว่ายังไง?”

            “ดิฉันส่งคนตามทั้งคู่ไปแล้วค่ะ ตอนนี้สุภาพบุรุษท่านนี้ยังนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟเมื่อครู่ ส่วนหนุ่มน้อยคนนี้...” หญิงสาวชี้ไปที่ชายหนุ่มทรงผมยุ่งเหยิง “เราให้คนประกบตามไปจนถึงที่อยู่แล้วค่ะ ตอนนี้รอคำสั่งท่านค่ะ”

            “คำสั่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง” หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษกระตุกมุมปากเล็กน้อย “แค่เพิ่มระดับการสอดแนมให้มากขึ้น พรุ่งนี้ฉันต้องได้ข้อมูลสองคนนี้มาอยู่บนโต๊ะฉัน”

            สีหน้าของเลขาฯ สาวก็ยังคงยิ้มหวานอยู่เช่นเดิม เมื่อเจ้าหล่อนรับคำ “ค่ะ”

            ไมครอฟต์เบนสายตาออกไปนอกรถอีกครั้ง มองหยดน้ำที่ยังคงค้างอยู่ตรงกระจกรถแล้วคลี่ยิ้มน้อยๆ

            ...ดี อย่างน้อยช่วงนี้ก็มีอะไรให้ทำ ไม่น่าเบื่อแล้ว เอาไปเล่าให้เชอร์ล็อกฟังให้อิจฉาเล่นดีกว่า...

           

           

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #77 TewadaCat (@TewadaCat) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 21:51
    รีเควสทีมนี้อีกได้ไหมค่ะ ชอบอะ
    #77
    0
  2. #41 feeangel (@zheza268) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 กันยายน 2560 / 15:26
    อยากอ่านเรื่องนี้ต่อจังเลยค่ะ~~~ มาต่อเร็วๆนะคะ~~~
    #41
    1
    • #41-1 atomic_no1 (@atomic_no1) (จากตอนที่ 8)
      30 กันยายน 2560 / 15:16
      สอบเสร็จจะมาต่อให้นะเตง ^_^
      #41-1
  3. #33 feeangel (@zheza268) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 13:19
    สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วกระชุ่มกระชวยดี
    #33
    0
  4. #27 Piyacha Phaisansap (@piyacha_ploy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 เมษายน 2559 / 14:20
    อยากให้ไรต์แต่งแบบนี้อีกเยอะๆนะค้าา ชอบมากค้าา
    #27
    0
  5. #26 uniism (@uniism) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 13:07
    ฮรือออ ในที่สุดเรื่องนี้ก็มา แค่เจอหน้ากันแปปเดียวก็พูดจาเชือดเฉือนใส่กันสมกับเป็น3คนนี้ 😂 เราพึ่งรู้สึกว่าไมครอฟต์ดูเสียเปรียบมากเลย ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคเหมือน2พ่อมดที่เหลือ ที่ดูได้เปรียบน่าจะเป็นเมอร์ลินเก่งทั้งบู๊ทั้งบุ๋นทั้งเก๋า ดีใจที่ไรท์เตอร์ลง เพราเป็นฟิคครอสโอเสอร์ น่าจะแต่งยาก แต่ไรท์เก่งมาก อ่านไม่สะดุดเลย สนุกมาก ไรท์สู้ๆน้า
    #26
    1
    • #26-1 atomic_no1 (@atomic_no1) (จากตอนที่ 8)
      31 มีนาคม 2559 / 21:12
      กราบบบบบ...ยังมีคนอ่านอยู่ ดีใจจจจจจ!!! 5555555555555

      พี่ไมค์เสียเปรียบจริงค่ะ แต่ฮีเป็นพวกเอื่อยเฉื่อยอยู่แล้วเนอะ พวกนั่งบงการมากกว่า เลยรู้สึกว่าแค่พลังอนุมานฮีก็ไม่เสียเปรียบใครอยู่แล้วแหละ เพราะฮีสั่งเหล่าไฮเทคใต้อาณัติฮีได้ และอย่าลืมว่าถ้าพวกลูกน้องทำงานไม่ไหว ฮียังมีตัวช่วยเป็นน้องชายสุดเมพอยู่ อิอิอิ

      ขุ่นพี่ไมค์เป็น Wizards of Planner ค่ะ 55555

      เรื่องครอสโอเวอร์นี่ยากจริง แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยพวกนี้ก็อยู่ในลอนดอนกันล่ะนะ แล้วพอนั่งดู (ข้ออ้างแห่งการนั่งวนลูปซีรี่ส์) มันก็ดั้น...มีจุดเชื่อมมากกว่าที่เราคิด ทีนี้ก็เล่นง่ายเลย 55555

      ขอบคุณที่ติดตามและยังจะตามต่อค่ะ มาให้จุ๊บทีนะ ^__^



      #26-1