[Fic] คลัง fanfic Sherlock BBC, Avengers Kingsman และอื่นๆ

ตอนที่ 18 : [The Avengers fic] : ถ้าพี่หมอเป็นพี่น้องกิ III (ก็ยังไม่ได้ชื่อฟิคเหมือนเดิม T^T)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    1 ส.ค. 61







แปลกที่เขายังคงไม่ได้ไปไหน

                แดดยามบ่ายของต้นฤดูใบไม้ร่วงร้อนเสียจนโลกิรู้สึกตัดสินใจผิดที่เลือกใส่สีดำทั้งตัว แต่ครั้นจะถอดจนเหลือแต่เสื้อเชิ้ตตัวในมันก็ดูไม่เหมาะเท่าไหร่ อิทธิพลที่ได้รับมาเต็มๆ จาก ดร.สตีเฟน สเตรนจ์ผู้เป็นพี่ทำให้เขาสืบทอดความเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้วจากอีกฝ่ายมา ทั้งที่ตอนนี้พี่ชายเขาแต่งตัวยิ่งกว่าพวกยิปซีเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ

                แต่บรรดาผู้ชายที่แต่งตัวได้เห่ยที่สุด เขาขอยกให้หมอนั่นไปเลย

                ก็หมอนั่นแหละ...คนที่นั่งหงอยอยู่ตรงขั้นบันไดไม่ยอมไปไหนเลย ทั้งที่แดดร้อนเปรี้ยงตรงนั้นนั่นแหละ ผมเผ้ายาวรุงรัง (ถึงสเตรนจ์จะบ้าเข็มขัดพะรุงพะรังขนาดไหน ผมพี่เขาก็ยังเรียบกริ๊บ) เสื้อผ้าก็เหมือนหลุดมาจากละครเวทีของเชกสเปียร์ แถมยังชื่ออะไรนะ...ธานอส เอ้ย! ธอร์ เออ ธอร์อะไรนี่แหละ

                สงสัยพ่อแม่บ้าตำนานนอร์สแหง พวกเนิร์ดเอ้ย โลกิบ่นพึมพำอยู่ในใจ

            ช่างเหอะ ไม่ใช่เรื่องของเขาซะหน่อย

                ร่างสูงโปร่งในสูทดำเดินเข้าไปในร้านกาแฟตรงข้ามกับลูฟร์ ขณะนั่งรอกาแฟที่สั่งก็พยายามให้ความสนใจมือถือในมือมากกว่าการชะเง้อมองออกไปหน้าร้านเพื่อดูว่าเมื่อไหร่ไอ้บ้านั่นจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปเสียที

                แต่ธอร์ก็ยังนั่งนิ่ง ราวกับเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าเขาจะต้องกลับไป

                เหอะ! งี่เง่าขนาดนี้ก็นั่งอยู่ต่อไปก็แล้วกัน!

            กาแฟมาเสิร์ฟถึงโต๊ะแล้ว โลกิหันไปสนใจเครื่องดื่มหอมกรุ่น มือเลื่อนเปิดแอพริเคชั่นพอร์ตหุ้นของตนเองแล้วเริ่มอ่านข้อมูลทั้งหมดอย่างตั้งใจ กราฟทั้งหมดนั่นดึงความสนใจที่มีต่อผู้ชายตัวยักษ์คนนั้นไปหมดสิ้น กระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วเขายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

                รู้แต่ว่าเงยหน้าขึ้นอีกที ท้องฟ้าด้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้ว แบตมือถือเขาขึ้นเตือนว่ากำลังจะหมดลง พร้อมกับโชว์เวลาว่าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็จะสามทุ่มแล้ว โลกิเดินออกจากร้าน บิดตัวคลายเมื่อยขบเล็กน้อย ก่อนจะชะงักไป...

                ไอ้คนไร้บ้านนั่นยังนั่งอยู่เว้ยเฮ้ย!

            ธอร์ หรือจะชื่ออะไรก็ตามนั่งอยู่ที่เดิม บันไดขั้นเดิม ดวงตายังทอดมองยังทิศที่เขาเดินจากไป สายลมต้นเดือนกันยาพัดผ่านวูบ เย็นเสียจนเขาต้องกระชับสูทให้แนบลำตัวมากยิ่งขึ้น

                สายลมนั่นทำให้เขารู้สึกแวบหนึ่งถึงความเดียวดายที่แผ่ออกมาจากตัวของผู้ชายคนนั้น

                เหมือนกับเขาเหนื่อยล้า เหมือนไหล่กว้างนั่นกำลังแบกรับอะไรบางอย่างที่ไม่อาจมองได้ด้วยตา หากแต่หนักหน่วงจนทำให้คนตัวโตๆ แทบทรุดลงไปได้ เหมือนคนที่กำลังเหงา เหมือนไซบีเรียน ฮัสกี้ตัวโตๆ ที่อยู่เฉยๆ ก็น่ากลัวดี แต่พออ้าปากเท่านั้นแหละ...เรียกได้ว่าหมดกัน

                ช่าย...ไอ้ไซบีเรียนนั่นกำลังส่งกระแสจิตมาอ้อนเขาเหมือนหมาอ้อนเจ้าของแหงแซะ

                โลกิถอนหายใจ รู้สึกพ่ายแพ้อย่างไรพิกลเมื่อเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย

                ธอร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขาเงียบๆ หากแววตานั้นกลับทำให้คนที่ไม่เคยรู้สึกผิดกับการแกล้งใครเกิดอาการ หน่วง ขึ้นมาได้อย่างประหลาด

                “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องกลับมา”

                นั่น! ทำเป็นรู้ดีไปอีก

                “ฉัน...”

                “ข้ารู้ว่าเจ้าคงมีธุระเยอะแยะ แค่กลับมาก็ดีแล้ว จริงๆ นะ” ดวงตาเหมือนหมาหงอยของอีกฝ่ายโค้งขึ้นเพราะรอยยิ้ม ใสซื่อเหมือนเด็ก และมีแวววางใจเขาอย่างเต็มเปี่ยม “ขอบคุณ”

                ก็ไอ้เพราะคำนี้แหละ ทำให้โลกิตัดสินใจลากคนตัวโตกว่าไปหาของกินอย่างอดรนทนไม่ได้ ในใจนึกสบถเมื่อคิดถึงชื่อของคนจรจัดนี่อีกหน

                ธอร์...ธอร์ แม่มเอ้ย คนคิดตั้งชื่อนี่ก็ตั้งให้ข่มเขาได้ซะงั้น!

           

                ร้าน La Brasserie du Louvre ยังคงเปิดบริการ แต่ด้วยสภาพ จรจัด ของธอร์ ทั้งคู่เลยถูกกั้นเอาไว้ที่ประตูโดยพนักงานผู้ซึ่งยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขา...โดยเฉพาะธอร์...ต้องแต่งกายให้สุภาพจึงจะสามารถเข้ารับบริการได้

                กาแฟแก้วเดียวในยามบ่ายไม่ได้ทำให้อิ่มท้องอะไรนัก แต่ธอร์อาการหนักกว่า ชายหนุ่มนั่งตากแดดเปรี้ยงมาทั้งวันในเสื้อพังๆ แถมไม่ได้กินอะไรแม้แต่น้ำสักหยด จะไปหาเสื้อผ้ามาใส่ตอนนี้ก็คงกลับมาไม่ทันร้านปิด และไม่ว่าจะร้านอาหารไหนแถวนี้ก็ไม่ต้อนรับคนแต่งตัวแบบธอร์เข้าไปนั่งแน่ เหลืออีกตัวเลือกหนึ่งคือการเปิดห้องในโรงแรมแล้วสั่งรูมเซอร์วิส แต่ไอ้รูมเซอร์วิสนี่ก็จำกัดเวลาอีก...ซึ่งก็อีกแค่ไม่นาน พวกเขาไม่มีทางไปทัน

                ดังนั้นโลกิจึงได้แต่ลากธอร์มายืนในซอกตึกไม่ไกลจากร้านเท่าไหร่ ชายหนุ่มผมดำไม่สนใจไออุ่นราวกับฮีตเตอร์ที่แผ่ออกมาจากร่างแข็งแรงของฝ่ายตรงข้าม ธอร์เองก็เข้ามายืนในซอกตึกอย่างลำบากเล็กน้อย เพราะโลกิเตือนด้วยสายตาที่ประกาศโต้งๆ ว่า ห้ามเข้าใกล้ ดังนั้นเขาจึงต้องพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดแล้วยืนแผ่นหลังเบียดกับผนังตึกเย็นๆ ต่อไปขณะมองร่างโปร่งพึมพำงึมงำอยู่ในลำคอ ก่อนจะดีดนิ้วเปาะ

                ชุดเก่าๆ จากแอสการ์ดหายไปในพริบตา

                ธอรกะพริบตาพลางมองตัวเองในเสื้อผ้าคล้ายคลึงกับโลกิเพียงแต่เป็นสีอ่อนกว่าและกึ่งทางการมากกว่า ชายหนุ่มยกมือลูบผมที่จู่ๆ ก็สั้นลงของตนเองก่อนจะโวยวาย

                “เจ้าตัดผมข้า! เจ้ารู้หรือไม่ว่าผมข้าไม่อาจแตะต้องได้ตามใจชอบแบบนี้ เจ้า...”

                “จะกินอาหารเย็นไหม?” โลกิถามเสียงเย็น

                “กิน”

                “งั้นเงียบไปเลย” คนที่เพิ่งใช้เวทย์มนต์ไปพูดเนือยๆ ดวงตาเย็นชาจ้องมองผลงานตนเองด้วยความพอใจ “แต่งตัวแบบนี้ค่อยดูเป็นมนุษย์มนากับเขาหน่อย”

                “ข้าไม่ใช่มนุษย์ ข้าเป็น...”

                “ตอนนี้จะสามทุ่มแล้ว เวทย์มนต์จะอยู่ได้จนถึงเที่ยงคืน ก็แค่อีกสามชั่วโมง แต่ร้านอาหารน่ะจะปิดภายในหนึ่งชั่วโมง เลือกเอาก็แล้วกันว่าจะกินข้าว หรือจะโวยวายเรื่องผมอยู่ที่นี่ ซิลเดอเรลล่า”

                คนที่ยังเอามือลูบผมชะงัก แม้จะไม่เข้าใจนักว่าซิลเดอเรลล่าคือใครหรืออะไร แต่ก็พอเดาได้ว่าคงไม่ได้เป็นการเปรียบเทียบที่ดีนัก ธอร์ใบหน้าบูดบึ้งเดินต้อยๆ ตามโลกิไปโดยดี แต่ไม่นานต่อมาหน้าบูดๆ นั่นก็ยู่ลงเหมือนกระดาษยับเมื่อเห็นอาหารตรงหน้าที่พนักงานยกมาเสิร์ฟเป็นจานแรก

                “นี่มันอะไรกัน มีกระจึ๋งเดียว ข้ากินไม่อิ่มหรอก!

                เสียงคนพูดดังเหมือนฟ้าผ่าทำเอาคนในร้านสะดุ้งโหยง โลกิอยากจะยกมือกุมหน้าผากนัก แต่ที่ทำได้ก็เพียงแค่สะกดกลั้นความอายแล้วเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “บ่นบ้าอะไร! นี่มันจานเรียกน้ำย่อย เดี๋ยวก็มีจานอื่นๆ มาอีก”

                “อ้อ” ธอร์พยักหน้า ก่อนจะเอาส้อมจิ้มอาหารเข้าปากหมดในคำเดียว เคี้ยวหยับๆ ได้เพียงสองสามครั้ง ดวงตาสีฟ้าสว่างก็เบิกกว้าง แล้วทำในสิ่งที่โลกิไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น

                หมอนี่คว้าจานมาปาลงกับพื้น!

                เสียงจานกระเบื้องกระทบพื้นแตกกระจายไปทั่วเรียกสายตาคนทั้งร้านให้หันมามองอีกครั้ง โลกิอ้าปากค้าง มองคนตรงหน้าด้วยสายตาทั้งเหวอทั้งอึ้ง

                What the fxxx!!! อะไรของแม่...วะเนี่ย!!!

            “ทำบ้าอะไรของคุณ!” คราวนี้โลกิโวยขึ้นมาบ้างแล้ว “ทำไมต้องขว้างจานด้วย!

                “ก็มันอร่อย” คนขว้างจานหน้าตาเหรอหรา “ข้าเลยขว้างจานไง บอกให้พ่อครัวเอามาให้อีกสิ อร่อยขนาดที่ข้าขว้างจานให้ได้เนี่ยฝีมือไม่ธรรมดาเลยนะ”

                “ขว้างจานแปลว่าอร่อย? นี่มันธรรมเนียมที่ไหนเนี่ย?” โลกิพึมพำ สีหน้าไม่เข้าใจฉายชัด ขณะที่พนักงานเข้ามาทำความสะอาดด้วยท่าทางหวั่นๆ พิกล

                ธอร์ยักไหล่ ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ “แอสการ์ดไง”

                อ้อ ชื่อเหมือนเทพจากตำนานของพวกไวกิ้ง เลยทำตัวเถื่อนเลยว่างั้น?

            คนที่ลืมไปแล้วว่าชื่อตัวเองก็เหมือนเทพจากตำนานไวกิ้งถอนหายใจเฮือก ตัดสินใจไม่ต่อความยาวสาวความยืดด้วย เพียงแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเพลียจิตเล็กๆ

                “ที่นี่ โลก มิดการ์ด หรืออะไรที่คุณเรียกก็ตาม เราไม่มีธรรมเนียมแบบนั้น”

                “แล้วถ้าชอบอาหารล่ะทำยังไง?” ธอร์ถาม

                “ก็บอกเขาไปว่าอร่อยมาก แค่นั้นก็พอแล้ว เราไม่ทำลายข้าวของกัน” นี่เป็นไม่กี่ครั้งที่โลกิยอมกลั้นใจอธิบายอะไรยาวๆ กับคนแปลกหน้าได้ ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรว่าทำไมเขาถึงยอม

                ตั้งแต่ยอมกลับไปหาหมอนี่ ยอมพามันมากินข้าว ยอมที่จะไม่ลุกหนีตอนหมอนี่ทำขายหน้า แล้วยังมานั่งอธิบายเรื่องง่ายๆ ที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็เข้าใจด้วยน้ำอดน้ำทนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีอีกแน่ะ

                คงเพรา...โลกิบอกตัวเองอย่างอ่อนใจเมื่อสบตาเข้ากับดวงตาแป๋วๆ ขัดกับความใหญ่ยักษ์ของร่างกายคนตรงหน้านั้น...หน้าบื้อๆ กับตาหงอยๆ เหมือนหมาไร้ที่ไปนั่นล่ะมั้ง

            เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองรักสัตว์ แต่ไหนแต่ไรมาแซงทั่มก็ไม่เคยมีสัตว์อะไรสักตัว พี่ชายเขาน่ะหรือ...คงมีพวกกบ หนู หรือกระต่ายเอาไว้ผ่าทดลองมั้ง

                หรือว่าเขาโตมาแบบไม่เคยเลี้ยงหมาสักตัว พอมาเห็นอะไรแบบนี้เลยเกิดใจอ่อนขึ้นมา...ละมั้ง

                ชักจะเข้าใจคนที่เก็บหมาข้างถนนมาเลี้ยงแล้วแฮะ


                 

                 อย่างไรก็ตาม อาหารมื้อนั้นก็จบลงด้วยดี (โดยที่ไม่มีการทำลายข้าวของเพิ่มเติมแต่อย่างใด แม้ธอร์จะย้ำนักย้ำหนาว่ามันอร่อยมากก็เถอะ)

                โลกิเดินฉับๆ ออกจากร้านโดยมีธอร์ตามมา ครั้นเห็นว่าร่างสูงโปร่งนั่นเดินแทบไม่รอเขาเลย ชายหนุ่มก็ตะโกนเรียก “เฮ้! เจ้าน่ะ! จะรีบเดินไปไหน?

                เดินไปให้พ้นหน้าแกเร็วๆ ไง โลกิงึมงำในใจ พอกันที เล่นเอาเขาปวดหัวไมเกรนขึ้นกันเลยทีเดียว การอยู่กับหมอนี่ต่อไม่เห็นมีอะไรดีสักนิด

            “นี่!

                ต้นแขนถูกรั้งเอาไว้โดยมือใหญ่ของคนที่ก้าวยาวๆ เพียงสองสามก้าวก็ตามเขาทัน โลกิหันกลับไปมองอีกฝ่าย ดวงตาสีดำสนิทปรายมองมือเขาอึ้งๆ

                “ทำอะไรน่ะ? ปล่อยได้แล้ว”

                “เจ้าเดินหนีข้าทำไมล่ะ” ธอร์ยังคงจับต้นแขนนั้นไม่ปล่อย มิดการ์เดียนคนนี้เหมือนจะผอมแห้งแรงน้อย แต่เอาเข้าจริงก็มีกล้ามเนื้อเหมือนกันนะเนี่ย “ข้าเดินตามจะไม่ทันอยู่แล้ว”

                โลกิกลอกตา แล้วนี่ใครมันกำลังบีบแขนเขาอยู่ล่ะฮะ? “แล้วทำไมต้องเดินตาม ข้าวก็ให้กินแล้ว จะเอาอะไรอีก”

                “เจ้าบอกว่าหาอะไรกินก่อนแล้วเราค่อยคิดกันต่อว่าจะเอายังไง”

                “ฉันคิดแล้ว” โลกิสะบัดไหล่ให้หลุดจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย ก่อนยกมือปัดๆ แขนเสื้อตรงที่ถูกจับเบาๆ “กินข้าวเสร็จ เราต่างคนต่างไป แยกย้าย สวัสดี”

                “แต่ว่าเจ้าบอกว่าจะช่วยข้า...”

                “...หาอะไรกินแล้วค่อยคิดว่าจะทำยังไงต่อ ใช่มั้ย นี่ก็คิดแล้วไง ฉันง่วงแล้ว ดึกแล้ว จะกลับบ้านแล้ว นายก็กลับบ้านนายไปซะ หรือจะกลับโรงพยาบาล หลุดออกมาจากที่ไหนล่ะ จะพาไปส่งก็ได้”

                “ข้ายังกลับไม่ได้หากไม่เจอมโยเนียร์”

                ขมับชายหนุ่มผมดำเริ่มปวดตุบอีกครั้ง ทำไมคนที่เจอหมอนี่เป็นเขา ไม่ใช่สเตรนจ์วะ เผื่อสตีเฟนไปค้นๆ ดูกรุของเก่าแล้วอาจจะเจอค้อนบ้าๆ นั่นก็ได้

            “ถ้านายคนที่เป็นเจ้าของยังหามันไม่เจอ แล้วฉันจะหามันเจอได้ยังไง”

                ธอร์ถอนใจ “ท่านพ่อบอกว่าคนที่คู่ควรเท่านั้นจึงจะสามารถยกค้อนได้ แล้วจะได้อานุภาพแห่งธอร์ทั้งหมดไปด้วย แต่ว่าข้าคือธอร์นี่ ข้าก็ต้องเป็นเจ้าของมันสิ”

                โลกิยักไหล่ “ใครจะไปรู้ อาจจะมีคนที่คู่ควรกว่านายก็ได้นะ เขาไม่ได้บอกนี่ว่า นี่ค้อนของธอร์ เขาแค่บอกว่า หากใครคู่ควรก็จะสามารถยกค้อนได้ ป่านนี้คงมีใครสักคนยกได้ไปแล้วแหละ อย่าคิดมาก หาค้อนใหม่ดีกว่าน่า”

                “ข้าต้องได้มัน ถึงจะกลับบ้านได้” คนตัวโตโอดครวญ “ข้าอยากกลับบ้าน”

                “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?

                “...ไม่เกี่ยว”

                “นั่นสิ เพราะงั้นก็ลาเท่านี้ล่ะนะ สวัสดี”

                “แต่ว่าเจ้าเป็นคนเดียวที่ช่วยข้านะ” ธอร์เอ่ย ท่ามกลางแสงไฟเหลืองนวลจากท้องถนน ดวงตาสีฟ้าใสของธอร์เข้มขึ้น หากก็พราวระยับขึ้นด้วย “เจ้าใจดีกับข้าถึงเพียงนี้แล้ว ถือว่าช่วยก็ช่วยให้ถึงที่สุดเถอะ อย่างน้อยขอให้ข้าได้พักผ่อนด้วย แล้วพรุ่งนี้ข้าจะไป ไม่รบกวนเจ้าอีก”

                ดวงตาสะท้อนแสงไฟแพรวพราวคู่นั้นฉายแววทั้งจริงใจ ทั้งอ้อนวอนในที ก่อนน้ำเสียงทุ้มๆ นั้นจะเอ่ยขึ้นมาอีกคำ “ได้โปรด”

                โลกิเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาสีเขียวหรี่ลงอย่างใช้ความคิด

                เอาวะ แค่คืนเดียว ห้องพักเขาก็ตั้งกว้าง...

            พรุ่งนี้ค่อยให้เขาไปก็แล้วกัน

            ชายหนุ่มชุดดำหันหลังออกเดิน เอ่ยลอยๆ “พรุ่งนี้แยกย้ายนะ”

                “ขอบใจเจ้ามาก” อีกฝ่ายก้าวพรวดเดียวก็ดึงเขาเข้าไปโอบไหล่พร้อมกับตบหลังแถมอีกสองปุ เล่นเอาคนตัวบางกว่าถึงกับจุกจนพูดไม่ออก “ข้ามองคนไม่ผิดจริงๆ เจ้าเป็นคนใจดีแท้ๆ มิดการ์เดียน”

                “ฉันชื่อโลกิ” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “แล้วก็ปล่อยได้แล้ว”

                “โลกิ” เสียงของธอร์มีแววตรึกตรองหน่อยๆ “โลกิ ชื่อเหมือนจอมป่วนที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟัง แต่ว่าเจ้าไม่เห็นป่วนเหมือนที่ท่านพ่อพูดเลย เจ้าดีกับข้าอย่างนี้ ถือว่าเป็นพี่น้องของข้าแล้ว โลกิน้องข้า”

                ใครน้องมันวะ! โลกิพยายามสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนนั้น แต่แขนแข็งแรงของอีกฝ่ายก็ยังรัดแน่นเหมือนปลอกเหล็ก “ปล่อยได้แล้ว”

                ธอร์หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง อ้อมกอดนั้นคลายลงในที่สุด

                คนสองคนเดินเคียงกันไปท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวของนครปารีสยามค่ำคืน โลกิเคยมาที่ปารีสหลายหนแล้ว แต่แปลกที่ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกเหงาๆ ตามบรรยากาศที่เมืองแห่งความโรแมนติกนี้เคยทำให้เป็น

                อาจจะเป็นเพราะเสียงหัวเราะเหมือนคนบ้าของคนข้างๆ เขานี่กระมัง...


...............................

ไม่ได้มาต่อนานเลย สงสัยลืมกันไปหมดล้าววววววววว

เพิ่งเสร็จภารกิจการสอบ (และก็จะเริ่มสอบอีกรอบแล้วด้วย ฮรืออออออ) ยังไงก็อย่าเพิ่งทิ้งกันนะตัว เราอาจจะมาช้า แต่เราก็จะมาจนจบนะจ๊ะ ^^


ฟิคนี้โลกิอาจจะดูเป็นคนแนวๆ ปากร้ายใจดีหรืออะไรทำนองนี้ แต่ยังไงโลกิก็คือโลกิ อยู่ที่ว่าอยากจะแผลงฤทธิ์เมื่อไหร่เท่านั้นเอง ส่วนธอร์เหรอ...ไม่รู้ว่าจะเป็นธอร์ก่อนหรือหลังแรกนาร็อกดีเนอะ 5555

เพราะถ้าเป็นธอร์หลังแร็กนาร็อก พี่โง่วก็ไม่ได้โง่วเหมือนเดิมแล้วนาจา 5555


ลากันไปด้วยภาพนี้ก่ะ เราชอบมากเลย เห็นแล้วอยากเขียนถึงพี่สาวเฮล่าเลยอ่ะ เอามาแจมดีมะ 5555


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

84 ความคิดเห็น

  1. #70 Toriko (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 19:51

    พี่ธอร์เหมือนหมาตัวใหญ่ กิก็ซึน ปากว่าไม่แต่ใจมันอยากช่วย น่ารักทั้งคู่เลย

    #70
    0
  2. #69 NibErU_HoRiZonAngel (@tindomerel_tindy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 21:58

    เอานางมาแจมด้วยน่าจะสนุกนะคะไรท์ 555

    #69
    0