[END อีบุ๊ค] HOT LOVE รักร้อน..ซ่อนอันตราย

ตอนที่ 5 : CHAPTER 4 :: ARE YOU GO WITH ME? 100% [Complete]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ม.ค. 59




4
ARE YOU GO WITH ME?

     ฉันบอกออกไปอย่างตะกุกตะกักเพราะถ้าเกิดไอ้บ้าไมเนอร์มันรู้ว่าฉันอยู่ห้องตรงข้ามกับมัน มีหวัง..ชีวิตอันแสนสงบสุขของฉันคงได้พังราบเป็นหน้ากลองแน่ๆ

            เพื่อนเธอ? ชื่อ?” เขาถามกลับมาพร้อมกับหรี่ตามองฉันคล้ายกับว่ากำลังจับผิดกันอยู่

            ะ..เอ่อ.. นิวเคลียร์น่ะสิฉันพูดติดอ่างขนาดนี้หวังว่าหมอนี่คงไม่สงสัยหรอกนะ

            แล้วไหนเพื่อนเธอล่ะ?”

            “นายจะถามอะไรมากมายเนี่ย! เป็นเจ้าชีวิตฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะ!?” ฉันหงุดหงิดทันที เพราะเขาชักจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉันมากเกินไปแล้ว

            อะไรว! แค่ถามทำไมต้องโมโหด้วยล่ะ เฮอะ!” เขาบ่นทิ้งท้ายเอาไว้ก่อนจะก้าวออกไปแล้วตรงไปยังลิฟท์

            ฉันเดินตามเขาไป เขาแต่งตัวด้วยชุดนักศึกษา สงสัยว่าคงจะไปเรียนแน่ๆแหละ วันนี้ฉันก็ต้องไปเรียนเหมือนกัน แต่หมอนี่มันดีตรงที่เขามีรถเป็นของตัวเองในการไปเรียน แต่ฉันต้องเรียกแท็กซี่ให้มารับเอาไง

            ทันทีที่ลิฟท์จะปิดตัวลง ฉันก็รีบแทรกตัวเข้าไปทันที บรรยากาศในลิฟท์ตอนนี้ดูอึดอัดมาก เพราะว่าคนใช้มากกว่าปกติ และที่สำคัญคือ คนทยอยเข้ามาเรื่อยๆจนตอนนี้ลิฟท์มันแน่นไปหมดแล้ว

            อ๊ะ..” ฉันร้องออกมาเมื่อตนเองถูกชนจากข้างหน้าจนเกือบจะหงายหลัง

            แต่ในวินาทีที่กำลังจะหงายนั่นน่ะ ดันมีมือของใครบางคนฉุดรั้งฉันเอาไว้

            ขอบคุณ..นาย..” ฉันกำลังจะหันไปพูดคำว่าขอบคุณ แต่พอเห็นว่าเป็นไมเนอร์เท่านั้นแหละ ฉันก็พูดไม่ออกทันที

            ยืนดีๆหน่อยสิ ล้มทับฉันขึ้นมา ฉันเสียหายนะ ตัวเธอยิ่งหนักอยู่ด้วยเขาทำหน้าดุกลับมาก่อนจะปล่อยแขนออกจากตัวฉัน

            นี่นาย!” ฉันเผลอทำเสียงดัง แต่เมื่อเห็นว่ามีคนในลิฟท์อยู่เยอะฉันจึงเบาเสียงลงทันที นี่นาย..รู้ได้ยังไงฮะว่าฉันตัวหนัก เคยอุ้มแล้วหรือไง

            “ก็เคยสิ.. แถมหน้าอกของเธอนี่นะ ก็เล็กอย่างกับลูกส้มแทนที่จะเป็นลูกมะพร้าว!”

            อะ..ไอ้ทะลึ่ง!” ฉันสวนกลับทันควันเพราะคำดูถูกจากร่างสูง

            ถ้ากะด้วยสายตานะ หน้าอกของเธอใหญ่กว่าเด็กมัธยมปลายนิดเดียวเอง!” สิ้นคำพูดนั้นไมเนอร์ก็เลื่อนสายตาลงมาที่หน้าอกของฉันทันที

            ไอ้บ้าเอ้ย! เอาสายตาชั่วๆของนายออกไป! อย่ามามองฉัน!” ฉันรีบยกมือปิดหน้าอกตัวเองทันที ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา

            นี่หนู..คุยกันเบาๆหน่อยสิจ๊ะ น้ากำลังอ่านหนังสืออยู่นะคำเอ็ดเบาๆจากคุณน้าคนสวยทำให้ฉันที่กำลังจะสวดไอ้บ้าไมเนอร์เป็นอันต้องเงียบลงทันที

            บรรยากาศในลิฟท์จึงอึมครึมมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว และที่สำคัญไอ้คนตัวสูงที่อยู่ข้างหลังฉันน่ะ มันจงใจเป่าลมหายใจอุ่นร้อนนั่นรดต้อนคอฉันด้วย ทำให้ขนอ่อนทั้งร่างลุกเกรียวเป็นแถบ ส่งผลให้ฉันต้องส่งสายตาเคืองๆไปให้เขา

            ติ๊ง!!

            พอลิฟท์เปิด ฉันจึงรีบฝ่าฝูงชนออกไปอย่างเร่งรีบเพราะถ้าฉันอยู่อีกนิดเดียวคงได้อารมณ์ระเบิดจนอาจทำให้ลิฟท์แตกก็เป็นได้ คิดแล้วก็ยิ่งโมโห

            ฉันเดินตรงมายังหน้าคอนโดก่อนจะมองซ้ายแลขวาเพื่อหาแท็กซี่ พลางก้มหน้าดูนาฬิกาที่ข้อมือตนเองไปด้วย ตอนนี้สามโมงกว่าแล้วด้วย..ยังไม่มีแท็กซี่ผ่านมาซักคันเลย วันนี้ฉันดันซวยแต่เช้าเลย

            พอหันกลับเข้าไปในคอนโดก็เจอกับไมเนอร์ที่กำลังเดินตรงออกมาเพื่อไปยังลานจอดรถหน้าคอนโด เขาเหลือบเห็นฉันพอดีก่อนจะยักคิ้วหลิ่วตาอย่างกวนตีน! ซึ่งพอฉันเห็นแล้วมันขัดหูขัดตายังไงก็ไม่รู้ อยากจะเอาไม้หน้าสามไปฟาดหัวไอ้บ้านั่นให้ตายไปเลยด้วยซ้ำ!

            ฉันจึงหันซ้ายหันขวาหาแท็กซี่ต่อ.. ไม่นานก็มีรถคันสีแดงโฉบเฉี่ยวมาจอดเทียบด้านหน้าก่อนที่คนภายในจะค่อยๆลดกระจกลง

            ไปด้วยกันป่ะ?” คิดว่าใครล่ะ..ไมเนอร์ไง.. แต่ที่ฉันสงสัยคือ มันจะใส่แว่นดำทำสากเบืออะไรในเมื่อแดดตอนสายๆมันก็ไม่ได้แรงอะไรมากมายซะหน่อย!

            “ไม่ต้อง! ฉันไปเองได้!” ฉันตอบกลับเสียงห้วนแล้วเบนหน้าหนีหน้าตากวนประสาทของไมเนอร์

            แต่นี่ก็ไม่เห็นจะมีแท็กซี่ผ่านมาซักคันเลยนะ เธอมีเรียนตอนเก้าโมงใช่มั้ยล่ะ?” จริงอย่างที่เขาว่านั่นแหละ..จนป่านนี้ยังไม่มีแท็กซี่ผ่านมาซักคันเลยแฮะ

            ฉัน..”

            “งั้นถ้าเธอจะไปเองก็แล้วแต่ละกัน งั้นฉันไปก่อนนะ” เขาบอกแล้วค่อยๆเลื่อนกระจกรถขึ้น

            เฮ้ยเดี๋ยว!” ฉันเดินตรงเข้าไปยังรถเขาก่อนจะทุบกระจกเบาๆ

            ว่าไง? ไหนจะไปแท็กซี่อ่ะ เรียกฉันทำไมหรอ?” เขาทำหน้าใสซื่อแต่ฉันมองไม่เห็นสายตาของเขาในตอนนี้เพราะเขาใส่แว่นดำ ถ้าเขาไม่ใส่แว่นดำไม่รู้ว่าจะกวนประสาทมากกว่านี้มั้ย

            ฉัน..ขอติดรถไปด้วย..” ฉันพูดอย่างอายๆ

            ก็แค่เนี้ยเขาบอกแล้วปลดล็อกรถ ถ้าไม่หยิ่งตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่องไปแล้วป่ะวะ

            “.......” ฉันเม้มปากแน่นแล้วก้าวขึ้นรถไป

            มานั่งข้างหน้าสิ จะไปนั่งอะไรข้างหลังล่ะ ฉันแค่จะอาสาขับรถพาเธอไปมหาลัยเพราะเห็นว่าเรียนมหาลัยเดียวกันหรอก ไม่ใช่ฉันเป็นคนขับรถให้เธอ

            คำพูดของเขาทำให้ฉันพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิดก่อนจะเปิดประตูลงจากรถ แล้วไปนั่งที่ฝั่งข้างคนขับแทน

            เขาจึงออกรถ.. ตลอดระยะเวลาที่นั่งรถมากับเขาฉันไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลยได้แต่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ส่วนเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกับฉันเหมือนกันเพราะกำลังตั้งใจขับรถอยู่ ฉันจึงก้มมองนาฬิกาข้อมือเป็นพักๆบ่งบอกว่ามันเลยเวลาเข้าเรียนมาสิบนาทีแล้ว

            ทันทีที่รถจอดในมหาลัย ฉันก็ก้าวลงจากรถ..

            ขอบคุณ!” ฉันไม่ลืมที่จะขอบคุณเขา เพราะเห็นว่าเขามีน้ำใจหรอกนะ ถึงแม้จะกวนตีนไปบ้างก็เถอะ!

            เขาจึงส่งยิ้มกวนๆมาให้ก่อนจะขับรถออกไปเพื่อไปจอดยังลานจอดรถของมหาลัย

            พอฉันกำลังจะก้าวเดินก็เหลือบไปเห็นสายตาของรุ่นพี่คณะเดียวกันที่กำลังซุบซิบกันอยู่ บางคนก็เบะปากใส่ฉัน บางคนก็จิกตาใส่ บางคนก็ยิ้มแหยๆมาให้ แล้วไอ้ปฏิกิริยาบ้าๆแบบนี้มาทำใส่ฉันเพื่อ?

            ฉันเดินผ่านสายตาของรุ่นพี่ทั้งหมดไป นี่คงเป็นเพราะฉันนั่งรถมากับไอ้มั่นหน้าไมเนอร์สินะ ถึงได้ทำปฏิกิริยาบ้าๆแบบนั้นใส่ฉันน่ะ ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าทำไมถึงมีแต่คนชอบไอ้ผู้ชายมั่นหน้านิสัยเสียอย่างเขากัน เขามันมีดีตรงไหน อ้อ! มีสิ! หน้าตาไง..แต่ก็แค่หน้าตาอย่างเดียวนั่นล่ะ!

            “ขออนุญาตค่ะอาจารย์..” ฉันเดินเข้ามาในห้องเรียนก่อนจะเอ่ยขออนุญาตอาจารย์ผู้สอน

            เชิญเข้ามาค่ะนักศึกษา!” อาจารย์พูดเสียงห้วนก่อนจะหันไปขีดเขียนบนกระดานต่อ

            ฉันเดินเข้าไปนั่งประจำที่ ก่อนที่ยัยนิวเคลียร์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วจะทักขึ้น

            แกช้ามากเลยค่ะ นี่แกสายไปเกือบครึ่งชั่วโมงเลยนะ

            “เออ.. ก็ฉันเหนื่อยนี่หว่า

            “ฉันปลุกแกหลายทีแล้ว แกก็ไม่ตื่นซักที ก็เลยไม่ได้ปลุกต่อ”

            “อืม.. เรียนๆเหอะ ปวดหัวว่ะ!”

            ฉันบอกปัดๆ แล้วตั้งหน้าตั้งตาเรียน..

 

          พักเที่ยง..

            เออนี่.. เชลซี ฉันมีธุระนิดหน่อยอ่ะ แกรอฉันก่อนได้ป่ะ?” ระหว่างที่กำลังเดินเพื่อที่จะไปซื้อข้าวด้วยกัน ยัยนิวเคลียร์ก็ท้วงขึ้นมา

            ธุระ? ธุระอะไรวะ?” ฉันถามกลับไปพลางขมวดคิ้วเข้าหากัน

           

New', sans-serif;">เที่ยงนี้.. อาจารย์จีจี้ให้ฉันไปพบน่ะ สงสัยมีเรื่องจะคุยด้วยล่ะมั้ง

            “อืม.. แล้วนี่จะให้ฉันรอกินข้าวด้วยป่ะ หรือจะให้กินก่อนได้เลย”

            “แกกินไปก่อนเลยก็ได้ เดี๋ยวฉันแวะซื้อแซนด์วิชไปกินระหว่างรออาจารย์จีจี้เลยดีกว่ายัยนิวเคลียร์บอกยิ้มๆ

            โอเคๆ งั้นเดี๋ยวฉันกินก่อนเลยนะ

            “โอเคๆ แล้วเจอกันตอนเรียนภาคบ่ายนะ”

            “เออๆ” ฉันบอกแล้วเดินแยกตัวออกมาจากนิวเคลียร์ก่อนจะเดินตรงไปซื้อข้าว

            พอซื้อข้าวเสร็จฉันก็มานั่งที่โต๊ะประจำของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆตักข้าวเข้าปาก แต่ทว่า..

            แกๆ ดูผู้หญิงหน้าด้านคนนั้นดิ!” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น

            ไหนวะแก? คนไหนหรอ?เสียงของอีกคนดังตาม

            ฉันชะงักมือที่กำลังตักข้าวเข้าปากทันที ก่อนจะยกแก้วน้ำข้างๆขึ้นมาดื่ม แล้วกำลังจะตักข้าวเข้าปากต่อ

            คนเรานี่ก็หน้าด้านเนอะ!” ยังไม่วายมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา ว่าแต่ยัยพวกนั้นมันกำลังวิพากษ์วิจารณ์ใคร?

            นั่นน่ะสิ ไม่รู้ว่าหนังหน้าของนางทำด้วยอะไรนะ ถึงได้หน้าหนาหน้าทนแบบนั้น!” มันกำลังว่าใครวะ!

            ฉันหยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอีก แล้วหันหลังกลับไปมองก็พบกับรุ่นพี่กลุ่มเมื่อเช้านี้เองที่กำลังมองมาทางฉันอยู่ ฉันจึงลุกขึ้นแล้วคว้าเอาจานข้าวของตัวเองเพื่อจะเอาไปเก็บเพราะฉันชักจะกินข้าวไม่อร่อยแล้ววันนี้

            แต่ทว่า!

            “เกิดมาไม่รู้มีพ่อแม่สั่งสอนบ้างหรือเปล่านะ นางถึงได้หน้าหนาหน้าทนแบบนั้น ทั้งแรดทั้งร่านผู้ชาย หึ!” เสียงที่ดังออกมาจากรุ่นพี่คนที่กำลังนั่งดูดน้ำอย่าสบายใจดังขึ้น

            แต่รู้อะไรหรือเปล่า..จุดที่มันทำให้ฉันเดือดมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่รุ่นพี่คนนั้นมันพาดพิงถึงพ่อแม่ฉัน ว่าฉันยังพอไหว แต่มาว่าพ่อแม่กู กูไม่ยอมค่ะ!

            ฉันกำหมัดแน่นก่อนจะกระแทกส้นสูงเดินเข้าไปหากลุ่มที่กำลังนินทาฉันอย่างเมามันส์เมื่อครู่ พอเดินไปถึงฉันจึงจ้องหน้ารุ่นพี่คนที่ว่าพ่อแม่ฉันอย่างเดือดดาล

            ทำไม๊? จ้องหน้าพี่มีปัญหาอะไรหรอคะ?” เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งยโสก่อนจะจ้องหน้าฉันกลับอย่างท้าทาย

            ฉันขบกรามแน่น..

            เปล่าหรอก แต่แค่จะมาคิดบัญชี!”

            หลังจากที่บอกจบ น้ำแก้วที่ถือติดมือมาด้วยก็ถูกฉันสาดเข้าหน้ายัยรุ่นพี่ปากดีทันที!

           กรี๊ด! อีบ้า!”

เสียงกรีดร้องของเธอทำให้คนทั้งโรงอาหารหันมามองเป็นตาเดียว เลยกลายเป็นว่าตอนนี้เราเป็นจุดสนใจที่สุดในโรงอาหารแล้ว

            กรุณาอย่าเอานิสัยต่ำทรามมาใช้ในสถาบันนี้! เพราะมหาลัยนี้เขามีไว้ให้ได้เรียนหนังสือไม่ใช่ให้เอามาทำสันดานหมาๆ!!” ฉันด่ากลับไปก่อนจะปาแก้วน้ำทิ้ง

            กรี๊ด! อีบ้า! พวกแกจับตัวมันไว้!” ยัยรุ่นพี่นั่นยังไม่เลิกยุ่งกับฉัน

            เพื่อนๆของเธอก็เดินมาล็อคแขนฉันเอาไว้ทั้งสองข้าง อีกคนก็จับเอวของฉันเอาไว้ด้วย วันนี้ฉันไม่ได้อยากจะมีเรื่องกับใครนะ และอีกอย่างฉันมาเพื่อเรียนหนังสือไม่ได้มาหาเรื่องทะเลาะกับใคร!

            “ปล่อยสิวะ!” ฉันบอกพร้อมกับสะบัดแขนอย่างแรงจนร่างของยัยรุ่นพี่สองคนที่ล็อคตัวฉันไว้กระเด็นออกไป

            พอหลุดจากพันธนาการ..ฉันก็หมุนตัวเตรียมที่จะเดินออกไปเพราะไม่อยากมีเรื่อง แต่ทว่า..

            โอ๊ย!” ฉันอุทานออกมาเมื่อโดนดึงทึ้งผมจากด้านหลัง

            ฉันหันกลับไป.. แต่ทันทีที่หันกลับไปกลับโดนมือเรียวตวัดลงที่แก้มซีกซ้ายอย่างจัง

            เพี๊ยะ!!

            หน้าฉันหันตามแรงตบ รู้สึกชาไปทั้งแถบแก้มซ้ายก่อนที่ความรู้สึกเจ็บแปลบๆจะแทรกซึมไปทั่วอณูใบหน้า ฉันหันขวับกลับไปจ้องหน้ายัยรุ่นพี่คนนั้นอย่างเอาเรื่อง

            มองหน้าหรอ? มองหน้าอย่างนี้แสดงว่าอยากมีเรื่องสินะ!” เสียงของเธอดังกร้าว ตอนนี้ไทยมุงเริ่มทยอยเข้ามารุมดูพวกเรามากขึ้นแล้วด้วย

            ที่ตบกูเนี่ย! ถามตัวเองดูยังว่าพร้อมจะรับกำปั้นกูไหวรึเปล่า!” พอพูดจบฉันก็ซัดหมัดหนักเข้าที่เบ้าหน้าของเธอทันที

            พลั่ก!!

            “กรี๊ด! อีบ้า! จมูกฉันจะหักมั้ยเนี่ย!” เป็นไปตามคาด เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นก่อนที่ยัยนั่นจะกุมจมูกตัวเองอย่างเป็นเดือดเป็นร้อน

            อยากตบกู..มันก็ต้องโดนเอาคืนมั่งล่ะ! ถ้ามีรุ่นพี่เหี้ยๆอย่างมึง! อย่าหวังว่ารุ่นน้องมันจะเคารพ!” ฉันตวาดใส่ยัยรุ่นพี่หมาบ้านั่น ก่อนจะกระแทกส้นสูงเดินออกมา

            สายตาของนักศึกษาที่อยู่ระแวกนั้นก็มองมาด้วย บางคนก็ยิ้มอย่างสะใจที่ฉันสามารถทำให้ยัยรุ่นพี่นั่นหน้าแหกได้ เพราะรุ่นพี่กลุ่มนั้นมันเลื่องชื่อว่าชอบหาเรื่องคนอื่นอยู่แล้ว บางคนก็มองมาอย่างเห็นใจที่ฉันโดนตบ

            ฉันเดินมาเรื่อยๆที่ห้องน้ำหญิงก่อนจะเดินไปส่องกระจก ก็พบว่าปากฉันแตกมีเลือดไหลซิบออกมาด้วย ให้ตายดิ! แสบว่ะ!

            ฉันจ้องตัวเองในกระจกพลันภาพบางอย่างก็ผุดขึ้นมา ภาพเด็กผู้หญิงเรียบร้อย พูดจาน่ารัก เป็นที่เอ็นดูของผู้ใหญ่หลายๆคน คนนั้นมันคือ..ฉันเอง.. ฉันเคยเป็นแบบนั้น จนกระทั่งพ่อของฉันเสียบวกกับเหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้ฉันเข้มแข็งไม่อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน

            ฉับพลัน.. ภาพนั้นก็เลือนหายไปแทนที่ด้วยภาพสาวคนหนึ่งที่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ริมฝีปากมีเลือดไหลซิบนิดๆ ข้างแก้มซ้ายมีรอยแดงจากฝ่ามือ ฉันมองภาพนั้นเนิ่นนานก่อนที่หยาดน้ำใสๆจะก่อตัวขึ้น

            ฮึก.. ซีพยายามเข้มแข็งแล้วนะแม่ แต่ซีทำไม่ได้ฉันร้องไห้ออกมาพร้อมกับก้มหน้าลงมองอ่างล้างหน้า

            แม่คะ.. ซีทำตามที่แม่บอกไม่ได้ ซีเป็นเด็กดีของแม่ไม่ได้

            พอสิ้นคำพูดนั้นฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย.. ความรู้สึกแบบนั้นฉันทนแบกรับมันไม่ไหวอีกแล้ว แม่พร่ำบอกฉันทุกวันว่าให้ฉันเข้มแข็งอย่าอ่อนแอ อย่ามีเรื่องกับใครถ้าไม่จำเป็น แต่ยัยรุ่นพี่พวกนั้นมันมาว่าพ่อแม่ของฉันก่อน ฉันทนไม่ได้หรอกนะที่จะให้ใครมาด่าว่าผู้มีพระคุณของตัวเอง..

            ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเมื่อร้องไห้อยู่นาน ฉันกดเบอร์นิวเคลียร์เพื่อโทรหาทันที ตอนนี้ฉันไม่มีจิตใจที่อยากจะเรียนแล้ว ฉันอยากกลับคอนโด อยากกลับไปนอนพักเอาแรง เพราะฉันเหนื่อยมากเลยวันนี้

            [ฮัลโหล..] เมื่อนิวเคลียร์กดรับเธอก็ทักขึ้นมาทันที

            ฮัลโหล.. นิวเคลียร์..ฉันฝากจดงานด้วยนะ ฉันจะกลับคอนโดละ

            [ทำไมล่ะแก งั้นฉันก็ไม่มีเพื่อนอ่ะดิ]

            “ฉันรู้สึกปวดหัวนิดหน่อยน่ะ ยังไงวันนี้เธอก็เรียนไปนเดียวก่อนละกันนะ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ

            [เชลซี.. แกมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า น้ำเสียงของแกตอนนี้ดูแย่มากๆเลยอ่ะ] นิวเคลียร์ถามกลับมาด้วยน้ำเสียงห่วงใย

            “ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่ปวดหัวน่ะ ยังไงก็ฝากจดงานด้วยละกัน ขอบใจมากนะ..”

            [ได้ๆ งั้นกลับไปนอนพักซะนะจะได้หาย อ้อ! อย่าลืมกินยาด้วย โอเคมั้ย?]

            “โอเค.. ขอบใจนะ” พอพูดจบฉันก็กดตัดสายทันที

            ฉันนั่งแท็กซี่กลับมาที่คอนโดโดยที่ใช้เวลาไม่นาน ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่เตียงสายตาจับจ้องไปที่กรอบรูปที่วางอยู่ที่โต๊ะข้างเตียง ภายในกรอบรูปนั้นบรรจุรูปถ่ายของครอบครัวหนึ่งเอาไว้ แน่นอนว่ามันเป็นครอบครัวฉันเอง มีฉันที่แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนม.หก มีแม่ มียัยแชมเปญ และก็..มีพ่อ

            ฉันทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างหมดแรง ชีวิตฉันตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่มีพ่อ แม่ก็ล้มป่วย น้องก็ต้องดูแล ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ฉันยังนึกไม่ออกเลยว่าฉันหาเงินไปรักษาแม่ได้หรือเปล่า ฉันจะส่งน้องตัวเองเรียนจบมั้ย ทุกอย่างในตอนนี้ฉันคิดมันจนปวดหัวไปหมด..

            ฉันหลับตาพริ้มลง ปล่อยวางเรื่องทั้งหมด ปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่คิดอะไร ปล่อยให้หูสัมผัสกับเสียงเงียบๆของบรรยากาศ ปล่อยให้ดวงตาสัมผัสกับความมืดมิด ปล่อยลมหายใจให้สบาย ก่อนจะ..รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะหลับไป

 

          ตกเย็น..

          Rrrrrrrr!

            เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้ฉันต้องลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนจะคว้าเอาโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างตัวบนเตียงขึ้นมากดรับสาย

            [เจ้..เจ้อยู่ไหนอ่ะ เปญมาหาที่คณะก็ไม่อยู่ เห็นเจ้นิวเคลียร์บอกว่าเจ้ปวดหัว] เสียงของยัยเชลซีเองแหละ

            อืม.. เจ้ดีขึ้นแล้วฉันตอบกลับไปเอื่อยๆเหมือนตอนนั้น

            [เจ้กินยามั้ย ไปหาหมอรึเปล่า เจ้ไหวมั้ยอ่ะ] ยัยแชมเปญยังคงยิงคำถามใส่ฉันรัวๆ

            นี่เปญเห็นเจ้เป็นคนอ่อนแอขนาดนั้นเลยหรือไง เจ้นี่ถึกยิ่งกว่าหุ่นยนต์อีกนะ

            [ก็เปญเป็นห่วงเจ้อ่ะ เจ้เป็นพี่สาวเพียงคนเดียวของเปญนะ ถ้าไม่ให้เปญห่วงเจ้แล้วจะให้เปญไปห่วงใครล่ะ]

            “จ้า.. ไม่เป็นไรหรอก เอ้อเปญ! วันนี้เจ้คงไม่ได้ไปทำงานด้วยนะ ฝากลางานด้วยหนึ่งวัน

            [เอ้า! ไหนเจ้บอกไหวไง ทำไมเจ้ลางานอ่ะ งั้นเปญจะลางานไปดูเจ้]

            “เฮ้ย! ไม่ต้องๆ! เจ้หายแล้วจริงๆแต่มันยังมึนนิดๆแค่นั้นเอง เปญทำงานไปเถอะ ไม่ต้องมาดูเจ้หรอก เจ้ดูแลตัวเองได้”

            [โอเค งั้นเจ้พักผ่อนนะ เปญไม่กวนละ]

            “โอเค ขอบใจนะเปญ ดูแลตัวเองดีๆด้วยล่ะ”

            [ค่ะเจ้] พอสิ้นเสียงแชมเปญ ฉันก็เอาโทรศัพท์ออกจากหูแล้วก็กดวางสาย..

 

          MINER TALK ::

            วันนี้ผมมาตรวจความเรียบร้อยที่ผับเพื่อที่จะเช็คยอดรายได้ของเดือนที่แล้วด้วย วันนี้โชคดีหน่อยที่ไอ้พวกเพื่อนทั้งสามตัวของผมมันมาด้วย โดยไอ้ออกัสที่โดนกักบริเวณอยู่โดนม๊ามันปล่อยตัวออกมาแล้วเรียบร้อย ส่วนไอ้ธันเดอร์ที่สุดแสนจะติดเมียเป็นว่าเล่นก็มาด้วย ส่วนไอ้วาเล็นกว่ามันจะเคลียร์ธุรกิจบ่อนใต้ดินเสร็จก็เล่นนานใช่ย่อยเหมือนกัน

            เฮ้ยพวกมึง!” ผมทักขึ้นเมื่อเดินมาถึงโต๊ะประจำโซนวีไอพีแล้วทรุดตัวนั่งลง

            เออ.. วันนี้ใครเลี้ยงล่ะ?” เสียงไอ้ออกัสพูดขึ้น

            ให้ไอ้ไมสิวะ! มันเป็นเจ้าของผับส่วนนี่ก็เสียงไอ้วาเล็น

            เฮ้อ!” ส่วนไอ้ตัวที่ถอนหายใจอยู่นี่คือไอ้ธันเดอร์

            เป็นห่าอะไรอีกมึงเนี่ย!” ผมท้วงมันที่เอาแต่นั่งถอนหายใจแล้วก้มตาก้มตาแดกเบียร์

            เฮ้อ!” นั่นไง!

            “กูถามว่ามึงเป็นอาราย? ได้พกหูมาด้วยป่ะวะ!?” ผมถามมันอีกครั้งอย่างหงุดหงิด

            เมียกู..เฮ้อ!” เอ้า! ไอ้ห่านี่!

            “เมียมึงเป็นอะไรวะไอ้เชี่ยธัน?

            “เมียกูเป็นเมนส์..เรื่องแค่นี้..แล้วดูมันถอนหายใจ

            แล้วไง..ก็เรื่องปกติของผู้หญิงป่ะวะ ถ้าท้องก็ว่าไปอย่าง

            “มันก็ใช่ แต่ที่กูนั่งถอนหายใจอยู่เนี่ยคือว่า เมียกูไม่ให้ทำแบบว่า..แบบว่านั้นน่ะ” อ่อ..กูพอจะเก็ตละ

            มึงก็ให้หมวยน้อยมันได้พักมั่งเถอะ มึงจะพิสวาสอะไรนักหนาผมบอกมันอย่างเบื่อหน่ายก่อนจะคว้าแก้ววอดก้าขึ้นมาดื่มเมื่อนั่งถามมันมาซักพัก

            “เออจริง.. แม่งทำเรื่องอย่างว่ากันบ่อยๆ ถ้าเมียมึงไม่รำคาญก็ให้มันรู้ไปดิ” ไอ้วาเล็นบอกขึ้น ท่าทางมันคงกำลังเซ็งๆกับไอ้เพื่อนคนนี้เหมือนกันกับผมนั่นล่ะ

            เฮ้อ..” และมันก็ยังคงนั่งถอนหายใจต่อไป

            มึง..วันนี้ม๊ากูปล่อยวันแรก กูไปหาน้องผู้หญิงคนเสื้อฟ้าตรงนู้นนะ คิกๆไอ้ออกัสลุกขึ้นก่อนจะหันมาบอกพวกผมแล้วชี้นิ้วไปที่ผู้หญิงคนสวยเสื้อสีฟ้าที่กำลังเต้นอยู่ใกล้ๆกับฟลอร์แดนซ์

            เออ.. ไปเหอะ รับผิดชอบชีวิตตัวเองด้วยละกัน ถ้าม๊ามึงมาเห็นเข้ากูไม่รับผิดชอบชีวิตใครทั้งนั้นนะโว้ยผมบอกปัดๆพร้อมกับยกแก้ววอดก้าขึ้นจิบอย่างสบายใจ

            อือ.. งั้นกูไปก่อนนะมึง อิอิ^^” ไอ้เพื่อนห่าว! ผมคิดในใจ

            ผมหันมองไปทั่วๆผับ ก่อนที่สายตาจะโฟกัสไปที่พนักงานหญิงตัวเล็กร่างบางอ้อนแอ้น ผิวขาวนวล นัยน์ตากลมโต ที่กำลังยืนเสิร์ฟน้ำให้แขกอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ผมกำลังมองอยุ่น่ะคือ แชมเปญ น้องสาวเพียงคนเดียวของยัยปากหมาเชลซี

            แชมเปญแม่งโคตรแตกต่างจากยัยปากหมาเชลซีนั่นอย่างสิ้นเชิง! คือจะว่าไงล่ะ เธอดูอ่อนหวาน กิริยามารยาทก็ดูโอเคกว่ายัยปากหมานั่นเป็นไหนๆ ท่าทางการเดินก็ดูเรียบร้อย ไม่ได้กระโดกกระเดกแบบยัยปากหมานั่นด้วย และที่สำคัญคือ คำพูดคำจาของเธอก็ไพเราะเสนาะหูมากว่ายัยปากหมาเชลซีนั่นด้วย! คือองค์รวมแล้วดีอ่ะ!

            “มึง..วอดก้าหมดละ กูขอเพิ่มอีกหน่อย” เสียงไอ้วาเล็นพูดขึ้น

            อ่าๆ แป๊บนึงผมบอกก่อนจะเรียกแชมเปญ “แชมเปญๆ ทางนี้หน่อย..”

            พอแชมเปญเห็นเธอก็ยิ้มให้ผมก่อนจะเดินมาทางผม..

            มีอะไรหรอคะเฮียไม?” เธอถาม ไม่ต้องสงสัยสรรพนามที่เธอเรียกผมหรอกนะ เพราะคนทั้งผับเรียก ยัยนี่ก็เลยเรียกตาม

            ช่วยไปเอาวอดก้าให้เฮียที..”

            ได้ค่ะ..” พอเธอเตรียมจะก้าวออกไป แต่ทว่า..

            อ๊ะ!” ร่างเล็กของเธอก็ล้มลงไปบนตักของไอ้วาเล็นเต็มๆ

            แชมเปญ!” ไอ้วาเล็นเรียกชื่อของเธอ พร้อมกับสายตาที่มองเธออย่างอึ้งๆ

            ฮะ..เฮียวา..” 



ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

30 ความคิดเห็น

  1. #2 สปาร์นามิ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 13 มกราคม 2559 / 22:35
    รออยู่น๊าาาาา > #2
    0