นางโจรซ่อนใจ (พริก+นนท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 245,654 Views

  • 1,366 Comments

  • 3,114 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    69

    Overall
    245,654

ตอนที่ 4 : เพื่อนรักเพื่อนแค้น 2 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14841
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    29 ก.ย. 61

4

เพื่อนรักเพื่อนแค้น 2




แม็กกี้นั่งโต๊ะเดียวกับกลุ่มเครือญาติชายหญิงที่แยกตัวห่างออกมา โชคดีที่นอกจากแม็กกี้แล้วก็ไม่มีใครรู้จักฉันอีก ฉันคิดจะเลิกสนใจ แต่ตาเจ้ากรรมกลับสบเข้ากับดวงตาวาววามคู่หนึ่ง เป็นดวงตาดำขลับของผู้หญิงที่นั่งข้างแม็กกี้ เหมือนฉันจะได้ยินแม็กกี้เรียกเธอว่าบัวไพลิน เธอจ้องมาทางฉันอย่างเปิดเผยทีเดียว ดวงตาดำลึกคู่นั้นดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ฉันมองไม่ออกว่าเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ชวนให้เกิดความรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ แต่คนอย่างฉันเมื่อถูกจ้องมาก็ย่อมต้องจ้องกลับนิ่งๆ จนเหมียวเข้ามากระทุ้งศอกกับเอวฉันทีหนึ่ง

“เหม่อไรคะคุณนาย แขกโต๊ะนู้นกวักมือเรียกอยู่โน่น ตาบอดหรือไง”

ฉันทำหูทวนลมกับคำเรียกคุณนายที่เหมียวใช้แขวะฉันเสมอ แต่พอนึกถึงงานที่ต้องทำก็ถอนหายใจเฮือก วันนี้มันวันซวยอะไรของฉันนักหนา เจอศัตรูคู่แค้นไม่พอ ยังต้องมาเจอตาชีกอที่รอแต๊ะอั๋งฉันอยู่ที่โต๊ะ ฉันต้องสะกดกลั้นความไม่ชอบใจแล้วเดินหน้าไปทำงานของตัวเอง อย่างน้อยฉันก็ต้องขอบคุณพ่อแม่บนสวรรค์ที่สอนให้ฉันรู้จักความลำบากตั้งแต่เล็ก ฉันทำงานหนักได้ และเมื่อเจอเรื่องที่ลำบากใจ ฉันก็ต้องกัดฟันและฝืนใจทำมันให้ได้

นั่นพริกเพื่อนยายไฮโซเกรซไม่ใช่เหรอ

จู่ๆ ในหัวฉันก็ผุดคำพูดขึ้นมา หากมีคนทักแล้วถามแบบนี้ ฉันจะตอบรับการทักทายนั้นว่าอย่างไรดี จะบอกว่าจำคนผิดหรือว่ายังไง ฉันมัวแต่คิดกังวล จึงหยิบจับอะไรอย่างใจลอย หนักอึ้งกังวลในอกบอกไม่ถูก

วินาทีหนึ่งก็มีอะไรบางอย่างร้อนๆ มาบีบเนื้อส่วนสะโพก ทำเอาฉันสะดุ้งทันที และเมื่อหันไปก็พบใบหน้าอวบอูมยิ้มมันเยิ้มให้ นั่นแหละฉันจึงมีสติรู้ตัวว่าถูกจับก้น

“ทำไมคนในบ้านคุณหญิงแขไขถึงมีแต่แจ่มๆ อย่างนี้วะ” เสียงอ้อแอ้กลั้วหัวเราะของเจ้าของมือดังขึ้น

ฉันมีหุ่นนาฬิกาทรายจนถูกเข้าใจผิดว่าขายตัว เคยเกือบถูกพี่เขยขืนใจ และยังมาถูกตาแก่ตัณหากลับลวนลามอีก ลืมเรื่องแม็กกี้ไปเสียสนิทเมื่อเจอปัญหาใหม่

“เสี่ยอยากได้เหรอ”

บ้าจริง คนพวกนี้คุยกันโดยไม่เกรงใจฉันสักนิด อ้อ ฉันลืมไป ฉันเป็นแค่คนใช้ ไม่มีค่าพอให้ใครนึกถึงความรู้สึก

“ผมว่าถ้าเสี่ยขอซื้อไปเลี้ยง เธอน่าจะไม่ขัดข้อง”

ฉันเดาว่านี่อาจเป็นคนที่มีอิทธิพลพอควร แต่ให้ตายเถอะ มันน่ารังเกียจที่สุด สกปรกทั้งความคิดทั้งการกระทำ ฉันทนยืนรินเหล้าต่อไปแทบไม่ไหว จนมืออูมๆ โอบเอวฉันเข้าไปใกล้ ฉันสะดุ้ง ก่อนจะเบี่ยงตัวหนีแต่ก็ไม่พ้น

“หนูชื่ออะไรล่ะจ๊ะ เสี่ยอยากรู้จักหนู”

“กรุณาปล่อยค่ะ” ฉันเค้นเสียงต่ำๆ สะกดอารมณ์รังเกียจ แต่มือที่โอบเอวกลับเลื้อยขึ้นมาลูบหลังจนฉันขนลุก

“อยากทำงานสบายๆ กว่านี้ เงินดีกว่านี้ แล้วก็ได้แต่งตัวสวยๆ กว่านี้ไหม”

“ไม่ค่ะ ไม่ทำอะไรทั้งนั้น ช่วยปล่อยด้วยค่ะ ฉันจะทำงาน” ฉันถึงกับวางถาด หยิกทึ้งมือบ้าๆ ออกจากเอว

“ใจเย็นน่าเสี่ย เดี๋ยวเด็กมันตื่น”

ไม่รู้ว่าเพราะมันเจ็บหรือคำพูดของใครบางคนในโต๊ะนั้นที่ทำให้เสี่ยยอมละมือจากการลูบไล้แผ่นหลังของฉันอย่างเสียดาย ฉันเลยรีบหนีออกจากกลุ่มมายังจุดที่ตุ้งและน้าบวบยืนอยู่โดยเร็ว

“เป็นไร ตาแดงเชียว”

ตุ้งร้องถามเพราะเห็นความผิดปกติของฉัน ฉันจึงเล่าเรื่องที่เจอให้ตุ้งฟังพร้อมวิงวอน

“น้าบวบให้พริกเปลี่ยนกลุ่มกับน้าบวบเถอะนะคะ พริกทนไม่ไหวแล้วจริงๆ”

“อะไรนังพริก แกจะให้ฉันไปให้ไอ้พวกนั้นมันลวนลามแทนแกหรือไง บ้าสิ” น้าบวบมองอย่างตื่นๆ บอกฉันด้วยเสียงเหน่อของแก

“โอ๊ย! น้า ถ้าส่งรุ่นน้าไปแล้วยังถูกมันลวนลามอีกละก็ ฉันจะยกมือสาธุกรวดน้ำแผ่ส่วนบุญส่วนกุศลตามไปให้ด้วยเลย ถือว่าทำทาน”

“นี่แกว่าฉันแก่เหรอฮ้า”

“ฉันไม่ได้พูด แค่จะบอกว่าช่วยนังพริกมันสักครั้งเถอะแล้วจะได้บุญ”

พอพูดถึงบุญน้าบวบก็ลังเล แต่แล้วเสียงของเหมียวก็ดังแทรกขึ้นมา

“ฉันว่ามันหวังทิปงามๆ จากเพื่อนคุณหญิงที่น้าดูแลอยู่มากกว่า ลวนลามอะไร เขาจับนิดจับหน่อยมันกระดี๊กระด๊าละสิไม่ว่า เล่นหูเล่นตาให้คุณนนท์ออกจะบ่อย”

ถ้าเป็นเวลาปกติ ฉันคงเท้าเอวถามเหมียวว่าฉันไปให้ท่านนท์ตอนไหน แต่ตอนนี้ฉันเริ่มปวดหัวกับชีวิตที่แสนจะวุ่นวายจนไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องเล็กน้อยพวกนั้น เป็นตุ้งเสียอีกที่เดือดร้อนแทนฉัน

“อ้าว อีนี่ พูดงี้ก็สวยสิ” ตุ้งเริ่มของขึ้นบ้าง

“อะไร มึงเป็นอะไร ปกป้องมันจัง ถามจริงเถอะ มันเป็นแม่มึงหรือไง”

เหมียวก็ใช่ว่าจะยอมแพ้ จนฉันต้องยกมือขึ้นกุมขมับ มองทั้งคู่เถียงกัน

“ไม่ได้เป็นแม่แต่เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีไม่เหยียบกันเวลาเพื่อนล้มโว้ย!”

“แน่จริง มึงก็เปลี่ยนกับมันเลยสิ”

“เออ กูเปลี่ยนได้อยู่แล้ว ถ้าปัญหามันจบ มีแต่มึงนั่นแหละ”

“อะไร กูอะไร”

“ตุ้ง พอเถอะ” ฉันเห็นว่าเรื่องมันชักไปกันใหญ่ งานก็ยังไม่เลิก ถ้ามีเรื่องกันมีหวังได้ถูกไล่ออกหมดยกครัวแน่ สำหรับฉัน การถูกไล่ออกถือเป็นเรื่องดี แต่ตุ้งไม่ใช่ ฉันไม่อยากให้คนที่หวังดีกับฉันต้องมาเดือดร้อนเพราะฉันอีกแล้ว

“เอะอะอะไรกัน” เสียงของนนท์เหมือนระฆังหมดยก ดังขัดขึ้นก่อนที่ทั้งคู่จะวางมวยใส่กัน “ทำไมไม่ไปทำงาน มีอะไร”

เขาชอบมาในเวลาแบบนี้ สายตาเรดาร์ของนนท์กวาดมองทุกคนก่อนจะมาหยุดที่ฉัน แน่นอนสำหรับเขาฉันอยู่ที่ไหนปัญหาอยู่ที่นั่น

“คืองี้ค่ะคุณนนท์” ตุ้งรีบออกหน้าทันที กลัวเหมียวจะพูดก่อน “พริกมาขอเปลี่ยนโต๊ะดูแลกับน้าบวบ แต่เหมียวมาขวาง”

“เอ๊ะ!”

“เหมียว”

เสียงหนักดังปรามเหมียวจนฝ่ายนั้นถึงกับเงิบ

“เล่ามา ฉันจะฟัง”

“พริกถูกไอ้เสี่ยบ้านั่นจับก้นค่ะ แล้วก็จะซื้อเอาไปเป็นเมียน้อย มันเลยจะให้น้าบวบไปแทน”

ฉันไม่ได้มองหน้าเขาตอนที่ตุ้งพูด ได้ยินแต่เสียงหนักๆ ดังตอบมา

“ไม่ต้องเปลี่ยน น้าบวบทำตรงไหนก็ตรงนั้น รู้สึกว่าตอนนี้คุณแม่กำลังเรียกหาอยู่นะครับ”

ฉันเห็นเหมียวยิ้มสาแก่ใจเมื่อเขายืนยันจะให้น้าบวบกลับไปที่เดิม ส่วนฉันใจฝ่อ ถามตัวเองว่าจะอดใจไม่เอาขวดเหล้าฟาดหัวมันได้ไหมถ้าถูกลวนลามอีก

“ยิ้มอะไรเหมียว ไปทำงานได้แล้ว ตุ้งด้วย”

“แต่...”

ตุ้งลังเล แต่พอเจอสายตาตำหนิของคุณนนท์ เธอก็หันมาตบบ่าฉันแล้วเดินหงอยกลับไปทำงานของตน ใครๆ ในบ้านนี้ต่างก็รู้ว่าแท้จริงแล้วนนท์เป็นคนดุและมีอำนาจสุด ฉันได้ยินเสียงเขาบอกน้าโชคเบาๆ

“น้าโชคครับ ผมวานช่วยดูแลโต๊ะนั้นแทนพริกด้วย ขาดเหลืออะไรก็จัดให้เขา ผู้ชายด้วยกันดูแลกันน่าจะสะดวกกว่า”

“ครับ”

“เดี๋ยวครับ ผมวานช่วยดูคนคนนั้นให้ผมที ถ้ามีอะไรผิดสังเกตหรือเขาทำอะไรที่ไม่ชอบมาพากล น้าโชครีบมาบอกผมได้เลย เท่านี้ละครับที่ผมจะขอ”

“ได้ครับคุณนนท์”

“เสียดายเหรอ หรือฉันเข้าใจอะไรผิดไป ให้เรียกน้าโชคกลับมาก็ได้นะ เธอจะได้มีโอกาสทำงานสบายๆ เป็นอีหนูให้เสี่ยเลี้ยง งานถนัดเธอเลยนี่”

เขาทำให้ฉันดีใจไม่ถึงนาทีก็กลับมาแขวะกัดอีกจนได้ คืนนี้ฉันต้องรับมือกับอัตตาของมนุษย์ชายกี่ผู้กันนะ ฉันคิดว่าตัวเองตั้งใจทำงานดีแล้ว แต่นนท์ก็ยังไม่วายคอยถากถางฉันอยู่นั่นแหละ วันนี้ฉันอารมณ์ไม่นิ่งเสียด้วย

“ฉันไม่ได้เสียดาย” ฉันพยายามพูดให้ดูไม่หงุดหงิด บางทีพอโมโหมากๆ ฉันก็ชักลืมเหมือนกันว่าเป็นลูกจ้างเขา

“อ๋อเหรอ เห็นมองตามท่าทางหงอยๆ นึกว่าฉันทำให้ผิดแผน”

“นี่คุณนนท์” ฉันเริ่มรู้สึกว่านิ่งเงียบให้เขาถากถางมากเกินไป ความจริงถึงเป็นแค่ลูกจ้างแต่ฉันก็มีสิทธิ์อธิบายถ้าไม่ผิด อธิบายนะ ไม่ใช่เถียง “ฉันมีสำนึกพอที่จะแยกแยะออกว่างานไหนสะอาด งานแบบไหนสกปรก ไม่ได้สิ้นคิด!

“ไม่สิ้นคิดแต่ใจอาจจะสกปรก มารยาร้อยแปด ใครจะไว้ใจได้”

ฉันนิ่งงันไปอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโดนตบหน้าด้วยคำว่าสกปรก หลังจากที่ว่าฉันเป็นขยะ

ฉันควรจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว...พูดกับเขาก็มีแต่ฉันที่เจ็บ

“ฉันก็แค่กลัวว่าเธอจะกลับไปเกลือกกลั้วโคลนตมที่เธอเคยทิ้งมันมา จะเป็นไรไปถ้าไปทำที่อื่นไม่ใช่ในบ้านฉัน”

“คุณ!” เอาละ...ความอดกลั้นของฉันควรถึงคราวสิ้นสุดเสียที “ฉันเพิ่งรู้ว่านอกจากปากคุณจะสกปรกแล้ว จิตใจยังคับแคบอีกด้วย”

“นนท์คะ”

เสียงหวานๆ ของบุษราคัมเรียกเขาก่อนที่ฉันจะมีโอกาสสาดคำพูดเจ็บแสบใส่คนที่ชอบซ้ำเติมชีวิตฉัน

“ใกล้ถึงเวลาตัดเค้กแล้วนะคะ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว รอแค่คุณไปจัดการ”

“อ้อ ครับ งั้นไปกัน”

“มีปัญหาอะไรเหรอคะ”

บุษราคัมยังเป็นผู้หญิงที่ดีและใส่ใจในทุกรายละเอียดเสมอ เธอทำให้ฉันเริ่มเข้าใจว่าผู้หญิงสะอาดสำหรับนนท์เป็นแบบไหน

“เปล่าครับ ไม่มีอะไร พริก เธอดูแลส่วนกลาง คอยประสานงานอยู่ตรงนี้ไม่ต้องไปไหน”

เขาหันมาสั่งฉัน ก่อนจะแตะเอวบุษราคัมแล้วเดินออกไปราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งฉันไว้กับรอยถลอกในใจ ฉันมองตามหลังพวกเขาจนเห็นแม็กกี้มองมาทางนี้ แม็กกี้ส่งยิ้มมาครั้งหนึ่ง เป็นยิ้มร้ายกาจชวนขนลุกที่ฉันไม่เข้าใจความหมายแต่คิดว่าไม่ใช่ยิ้มที่ดีแน่

 

 




    *****








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

0 ความคิดเห็น