นางโจรซ่อนใจ (พริก+นนท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 245,654 Views

  • 1,366 Comments

  • 3,114 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    69

    Overall
    245,654

ตอนที่ 3 : เพื่อนรักเพื่อนแค้น 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14915
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    29 ก.ย. 61

3

เพื่อนรักเพื่อนแค้น



เราอยู่ภายใต้ดวงตะวันเดียวกัน โลกไม่ได้เป็นของใคร ทำไม...ความเป็นคนของเราไม่เท่ากัน

ฉันเดินมาถึงหน้าโรงพยาบาลในเวลาที่ฝนพรำเป็นสายพอดี แปลก...มีฝนตกทั้งๆ ที่ไม่ใช่หน้าฝน ฉันยิ้มขื่นๆ ในใจ แต่เท้าที่กำลังจะพาร่างเคลื่อนผ่านไปก็ต้องหยุดเมื่อกวาดตาเห็นป้ายโฆษณาขายประกัน

เราต่างยืนอยู่บนแผ่นดินผืนเดียวกัน ภายใต้แสงตะวันสาดส่องดวงเดียวกัน...โลกไม่ได้เป็นของใคร...แต่ทำไมความเป็นคนของเราจึงไม่เท่ากัน

บังเอิญที่ชีวิตฉันเป็นเช่นนั้น ฉันจึงหยุดอ่านและซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยความเย้ยหยัน จนกระทั่งฝนที่ตกปรอยๆ ในคราแรกเริ่มหนาเม็ดขึ้น ขณะที่คนอื่นวิ่งหลบฝน ฉันกลับเลือกเดินไปยังป้ายรถเมล์ใกล้ๆ ก็เปียกแล้วจะวิ่งหรือเดินก็ไม่ต่างกัน

ด้วยความที่เป็นเวลาสายมากแล้ว ผู้คนจึงเริ่มบางตา เสียงรถแล่นฉิว แม้ในยามฝนตกผู้คนในเมืองหลวงก็ยังคงดูเร่งรีบ แต่ฉันชักเริ่มหิวขึ้นมาเสียแล้วสิ

ฉันยังอยู่ในชุดเดิมของเมื่อวาน นั่งถอนหายใจเพราะในกระเป๋าเหลือเงินแบงก์ร้อยแค่ใบเดียว ถ้าซื้อข้าวกินก็คงเหลือไม่กี่บาท ฉันจึงเหลียวมองหาอะไรแก้หิว จนเห็นรถขายลูกชิ้นจอดหลบฝนไม่ห่าง ในที่สุดก็ได้ลูกชิ้นหมูก้อนใหญ่มารองท้อง

บริเวณม้านั่งป้ายรถเมล์ นอกจากแม่ค้าขายลูกชิ้นก็มีแค่ฉันกับหมาตัวหนึ่ง มันเป็นหมาขี้เรื้อนกลิ่นแรงทีเดียว นั่งหอบลิ้นห้อย แล้วสะกิดเท้าฉันเบาๆ ลูกแก้วสีดำในตาของเจ้าหมาขี้เรื้อนน้อยคล้ายมีน้ำเอ่อคลอจนมือที่กำลังป้อนลูกชิ้นเข้าปากตัวเองถึงกับชะงัก

“ลูกชิ้นนี่ของฉัน”

มันน่าตลกเสียจนหัวเราะไม่ออก ฉันต้องมาแย่งลูกชิ้นกับหมา! และยังพูดคนเดียว ฉันให้เหตุผลกับตัวเองว่าเพราะดวงตาของเจ้าหมาน้อยมันพูดได้ ฉันเลยตอบกลับไปแบบนั้น

ก็แค่...ฆ่าเวลาระหว่างรอรถ

ฉันไม่สนใจกัดลูกชิ้นต่อไป แต่เท้าเล็กๆ นั่นก็สะกิดฉันไม่หยุด จนฉันต้องถอนหายใจ ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจดีรักสัตว์และก็ไม่ได้เกลียดกลัวสิ่งมีชีวิตพวกนี้ แค่เป็นจำพวกที่อยู่ตรงกลางระหว่างใจดีและใจร้าย ฉันเตรียมจะขยับตัวออกห่าง แต่ไม่รู้ทำไมถึงหันไปมองหมาตัวนั้นอีกครั้ง

ในที่สุดลิ้นที่แลบยาวกับเนื้อตัวเปียกโชกก็ทำให้ฉันขยับตัวเข้าใกล้คำว่ารักสัตว์มากขึ้น โดยการวางลูกชิ้นลงกลางฝ่ามือ น้ำลายเปียกแตะผิวพร้อมกับที่เอ็นเนื้อก้อนโตหายวับไปกับตา ท่าทางมันนอกจากหนาวแล้วก็คงหิวด้วย ฉันตัดใจ...เมื่อรู้สึกว่าส่งลูกชิ้นเข้าปากหมาง่ายกว่าส่งเข้าปากตัวเอง จวบจนกระทั่งลูกชิ้นหมดถุง ฉันมองฝน วันนี้คงเป็นวันที่ฉันจะจดจำไปแสนนาน หมาหนึ่งตัว ลูกชิ้นหนึ่งถุง กับผู้หญิงแย่ๆ คนหนึ่ง ฉันมองหมาขี้เรื้อนอีกครั้ง มันผอมแกร็นน่าสงสาร ทั้งผอมทั้งไม่มีขนจนหนาวสั่น

สงสาร...แต่ตัวฉันเองก็ไม่มีความสามารถมากพอจะลากมันขึ้นรถเมล์กลับไปลำบากด้วยกัน ลำพังตัวฉันยังเอาไม่รอดเลย

“ฉันคงมีปัญญาช่วยแกได้แค่มื้อเดียวนะ”

ชีวิต...เมื่อได้มาก็ต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่รอด...ตามวิถีทางของแต่ละคน

ฉันคิดขณะมองรถสีดำคันใหญ่คุ้นตาซึ่งจอดอยู่อีกฟากถนน รถสีดำรุ่นนี้มีมากมายแต่คันที่มีโลโก้นันทนาพิพัฒน์ติดอยู่มีแค่คันเดียวในโลก ฉันเหลียวมองเขตก่อสร้างตึกใหม่ของโรงพยาบาลถึงได้เข้าใจ ป้ายขนาดใหญ่ติดโลโก้เดียวกันเด่นชัด

รถมาแล้ว ฉันลุกขึ้น กระชับเสื้อแขนยาวสีขาว หันหลังให้หมาตัวนั้นและรถสีดำคันนั้น ก่อนจะวิ่งขึ้นรถ

 ฝนซาในตอนที่ฉันลงจากรถพอดี เคยมีคนบอกว่าฟ้าหลังฝนมักสวยงามเสมอ แต่ท้องฟ้าของฉันหลังจากสายฝนพัดผ่านก็ยังคงดำมืดเหมือนเช่นทุกวัน

ฉันก้าวไปข้างหน้า ในหัวพยายามไม่คิดเรื่องอื่น นอกเหนือจากงานเลี้ยงช่วงเย็นที่ฉันต้องไปช่วยตุ้งและทุกคนให้คุ้มเงินเดือน

 

และแล้วเวลาช่วงเย็นก็มาถึง โดยคุณหญิงแขไขจัดงานเลี้ยงวันเกิดในบริเวณบ้านของเธอเอง บอกว่าเล็กๆ เป็นการภายใน แต่เอาเข้าจริงไม่เล็กเลย

แขกส่วนใหญ่เป็นหญิงชายวัยเดียวกัน และยังมีแขกของนนท์อีกส่วนหนึ่ง ฉันควรเรียกเขาว่าคุณ แต่ฉันชินเสียแล้วกับการเรียกนนท์สั้นๆ เอาเป็นว่าคุณฉันจะเก็บไว้เติมตอนอยู่ต่อหน้า

เมื่อพูดถึงงานเลี้ยง ทุกคนจะนึกถึงอะไรถ้าไม่ใช่แสงไฟสลัวๆ อาหาร เครื่องดื่ม เสียงดนตรี และความวุ่นวาย ก็เพราะคุณหญิงแขไขบอกว่างานเล็กๆ จึงใช้แค่คนในบ้านคอยบริการรับรองแขกเป็นกลุ่มโต๊ะ อย่างฉันรับผิดชอบโต๊ะใหญ่ที่แขกเป็นชายวัยกลางคนไล่ไปจนถึงผมขาวประมาณเจ็ดคน แม้มากวัยแต่เหล้าเบียร์แทบเต็มโต๊ะ ฉันวิ่งเติมจนมือเป็นระวิง ส่วนตุ้งคอยดูแลแขกอีกฝั่ง เหมียวอยู่ไม่ไกลเพราะเป็นกลุ่มของบุษราคัม ขณะที่น้าบวบคอยอยู่รับใช้พวกของคุณหญิงแขไขซึ่งมีไม่กี่คน อาหารเครื่องดื่มมากมายพวกนี้สั่งมาจากโรงแรมของเพื่อนนนท์ ทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยในการจัดเตรียมและเก็บกวาด แค่คอยบริการเติมน้ำเสิร์ฟอาหารให้แขกเท่านั้น

เรื่องมันคงไม่ยุ่งยากและน่ากลัวอะไรเลย ถ้า...ฉันลืมไปได้อย่างไรว่าแม็กกี้จะมาปรากฏตัวในค่ำคืนนี้

แม็กกี้มีชื่อว่า กัมปนาท ธีราคุณากุลดิเรกเทพ ผู้ชายที่มีนามสกุลยาวคนนี้เป็นญาติคนหนึ่งของนนท์ และเป็นอีกคนที่รู้เรื่องราวในชีวิตของฉันดีระดับหนึ่ง

ทำไมนะเหรอ ก็เพราะแม็กกี้คือเพื่อนในกลุ่มสมัยเรียนมหาวิทยาลัยอีกคนของฉัน แม็กกี้เป็นคนที่ทำให้ฉันได้รู้จักกับนนท์ เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่ฉันเคยสนิทด้วยนอกจากแก้วกุดั่น ฉันใช้คำว่า ‘เคย’ เพราะตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว หลังจากที่ความจริงหลายอย่างถูกเปิดเผย ความจริงที่ว่าฉันไม่ได้เป็นคุณหนูไฮโซระดับเดียวกับเขา รวมถึงความจริงของเขาที่หลงรักอดีตคู่หมั้นของเพื่อนรักตัวเอง แม็กกี้คือคนที่ยืนอยู่ข้างๆ อดีตคู่หมั้นของเกรซในวันที่เราถูกจับ เป็นคู่รักคนใหม่ของอดีตคู่หมั้นเกรซ เขาคือคนที่ด่าว่าฉันและเกรซอย่างเจ็บแสบ จนมีเรื่องมีราวตบตีกันวุ่นวายในวันนั้นนั่นเอง

 

“ฬาริกา”

ในที่สุดฉันก็หลบหน้ากัมปนาทไม่พ้น ฉันไม่ได้กลัวแม็กกี้ ฉันแค่กลัวใจตัวเองว่าจะไม่มีความอดกลั้นมากพอจนก่อเรื่องวุ่นวายให้นนท์ด่าฉันได้ ตอนนั้นที่นนท์จ่ายค่าปรับพาฉันออกมา แม้เขาจะไม่เอ่ยคำใด แต่ฉันก็รับรู้ได้ว่าเขาดูถูกฉันทางสายตา ดูถูกแบบเดียวกับที่กัมปนาทกำลังใช้สายตามองฉันตั้งแต่หัวจดเท้าอยู่ในตอนนี้

“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วัน เปลี่ยนไปเยอะเลยนี่ โทรมลงนะ”

ผู้ชายอารมณ์หญิงคนนี้เคยเป็นเพื่อนฉัน ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ฉันจึงก้มหัวให้ราวกับไม่ใช่ตัวเอง ฉันจะทำทุกอย่าง...ถ้ามันขัดกับความต้องการของเขา

“ดิฉันไม่ได้เกิดมานั่งกินนอนกินนี่คะ”

ฉันไม่ได้จงใจแขวะใครเสียหน่อย ก็แค่บังเอิญที่แม็กกี้เกิดมารวยและยังไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ฉันเห็นแม็กกี้หน้าเหวอไปนิด จึงฉวยโอกาสตัดบท

“ถ้าคุณแม็กกี้ไม่มีอะไรให้รับใช้ ดิฉันคงต้องขอตัวนะคะ...ต้องไปทำงาน”

พูดจบฉันก็รีบเดินหนี จะหาว่าขี้ขลาดฉันก็ไม่สน

“สันดานโจร เลว เลี้ยงไม่เชื่อง”

ฉันหันขวับกลับไปโดยเร็ว ความพยายามที่จะไม่มีเรื่องของฉันพังครืน สองมือกำเข้าหากันแน่นขณะจ้องตากับแม็กกี้ด้วยความโกรธ แม็กกี้ยังคงเป็นแม็กกี้ ฉันกับเกรซรวมกันยังไม่เท่าความร้ายกาจของเขา

“อุ๊ย! ขอโทษที” สายตาเหยียดมองกลับมาพร้อมกับบิดปากแสร้งหัวเราะ “ฉันลืมไปว่าเลี้ยงไม่เชื่องใช้กับสุนัขไม่ใช่โจร แต่ก็ช่างเถอะ จะหมาหรือโจรก็เหมาะกับเธอทั้งคู่”

ในใจของฉันเดือดจนแทบปะทุ หากแต่ฉันยังพอมีสติ จึงยืนนับหนึ่งถึงสิบปล่อยให้แม็กกี้ด่าอยู่ฝ่ายเดียว

“เป็นอะไร...มองแรงนี่คือโกรธใช่ไหม หรือไม่พอใจ อย่าโกรธเลยพริก ยอมรับเถอะว่าฉันพูดความจริง”

ฉันไม่ควรอยู่ตรงนี้ แต่มันยากเหลือเกินที่จะหันหลังแล้วทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่แม็กกี้พูด

“บอกว่าฉันเลว แต่ถามจริงๆ เถอะ แกคู่ควรสอนคำนี้กับคนอื่นด้วยเหรอ แกเองไม่เลวเลยงั้นสิ คนที่แย่งแฟนเพื่อน ทำร้ายคนอื่นลับหลัง มันก็ไม่ต่างจากฉันนักหรอก”

ฉันทนไม่ได้จริงๆ ที่จะเงียบโดยไม่ตอบโต้ อย่างน้อยขอแค่สะใจที่เห็นแม็กกี้ตาลุกวาว ผลจะเป็นอย่างไรค่อยมาว่ากันอีกที

“ภูมิไม่เคยรักเกรซ เกรซเองก็คบเขาเพื่อจะได้ไม่น้อยหน้าคนอื่นที่มีแฟนหล่อรวย คนสองคนที่ไม่ได้รักกัน ฉันเข้าไปแทรกแล้วมันผิดตรงไหน”

“ผิดที่แกไม่เคยบอกเกรซว่ามันเป็นไบ ผิดที่แกกลบเกลื่อนเพื่อจะงาบไว้เองไง แต่ก็สมกันดีนะ ผีเน่ากับโลงผุ หมอนั่นก็ผีดูดเลือดดีๆ นี่เอง คอยเกาะผู้หญิงรวยๆ เพื่อจะยกระดับตัวเอง แกได้มันไปกกกอดก็คู่ควรกันดี เลวสมกัน”

“อีพริก!”

ฉันรู้จักนิสัยแม็กกี้ดี จึงยกสองมือขึ้นกันมือหนาที่จะฟาดลงมา แรงฉันสู้แม็กกี้ไม่ได้ ฉันจึงรีบดักคอ

“อยากดังก็เอาเลย!” ฉันท้าอย่างสุดกลั้นเต็มที “ฉันไม่มีอะไรจะเสียแล้วนี่ คุกก็เข้ามาแล้ว แกตบมา ฉันก็แค่สวนกลับ แต่แกคงต้องระวังนักข่าวจะตั้งฉายาแห่งปีว่าไฮโซมือตบ”

ฉันคิดว่าแม็กกี้จะหยุดเพราะคำหลัง เนื่องจากที่มีเรื่องกันคราวก่อนแม็กกี้ตกเป็นข่าวในคอลัมน์ซุบซิบของนิตยสารฉบับหนึ่ง แม้งานวันเกิดคุณหญิงแขไขจะไม่มีนักข่าวมาร่วม แต่ฉันก็เห็นคนที่ทำงานในสายบันเทิงอยู่คนหนึ่ง พอจะเอามาขู่แม็กกี้ได้บ้าง

“ปากดี ไม่รู้ทำไมพี่นนท์ถึงยังเก็บแกไว้ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร ฉันนี่แหละจะกระชากหน้ากากต่ำๆ ของแกออกมาเอง”

“ขอบใจนะแม็ก ที่ทำให้รู้ว่าฉันยังมีอิทธิพลต่อแกขนาดนั้น”

“ใครมีอิทธิพลกับใคร”

เสียงฉันถูกกลบทับด้วยเสียงอันดุเข้มของนนท์ที่ดังจากเบื้องหลัง ฉันไม่รู้ว่าเขาเห็นตอนไหนว่าเราทะเลาะกัน แต่คิดว่านนท์คงดูอยู่ตลอด

“ว่าไงแม็ก ตกลงมีเรื่องอะไรกัน”

เราคุยกันในมุมที่ห่างออกมาจากบริเวณงานพอควร ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็แทบไม่มีใครเห็น จนกระทั่งนนท์มายืนล้วงกระเป๋าคั่นกลางระหว่างเรา สัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่จากกายหนา ฉันจึงเบือนหน้าเลี่ยงที่จะมองเขาตรงๆ

“แม็กก็แค่เตือนพริกให้ระวังตัว อย่าสร้างปัญหาให้ใครสงสัย”

แม็กกี้เกรงใจนนท์มากทีเดียว ข้อนี้ฉันดูออกมาตลอด ท่าทางเขาถึงได้อ่อนลง ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายถลึงตาใส่ฉัน แม็กกี้ขยับตัวอย่างอึดอัด คล้ายอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้าพูด

“ไม่มีใครสงสัยอะไรทั้งนั้นล่ะแม็ก ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้ว พริกอยู่ที่นี่ในฐานะลูกจ้าง ไม่มีสิทธิ์ไปสร้างปัญหาให้ใครทั้งนั้น”

ก็ยังดีที่เขาใช้คำว่าลูกจ้างแทนคนใช้ ถึงจะบอกว่าฉันไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรก็เถอะ

“แต่แม็กห่วงพี่นนท์ แม็ก...”

“เขาอยู่คนละระดับกับเรา ไม่มีค่าควรให้เราไปใส่ใจอีกแล้ว ขยะ...ถ้าเราไปหยิบมันก็เหม็นมือเราเท่านั้น”

เสียงนนท์ตอบกลับแม็กกี้ที่มีท่าทางอึกอัก จนเขาคลายความกังวล แต่เป็นฉันเองที่กำมือแน่น

“ยิ่งแม็กไปด่าเขาก็เท่ากับขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ขึ้นมา พี่ไม่อยากให้แม็กทำ

ฉัน...ฉันพูดไม่ออก...มองหน้าคนพูดเป็นครั้งแรกด้วยความอยากรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ก่อนจะเย็นเยียบไปทั้งใจ เพราะดวงตาเขา สีหน้าเขา หมายความตามนั้นจริงๆ ฉันไม่อยู่ในสายตาของเขา ไม่เลยสักนิด

“ก็ได้ แม็กจะเก็บเรื่องนี้ไว้เพื่อพี่นนท์ แต่แค่เก็บเรื่องนี้ไว้เท่านั้น อย่าหวังว่าฉันจะปล่อยให้แกอยู่อย่างสงบสุข แกต้องได้รับกรรมที่ทำไว้กับทุกคน

ในตอนนี้คำพูดของแม็กไม่มีผลใดๆ กับฉันอีกแล้ว เพราะคำพูดของอีกคนกดทับใจของฉันจนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1337 สายฝนวันอาทิตย์ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 21:27

    ทำกันแบบนี้เลยหรออออ TT

    #1337
    0