นางโจรซ่อนใจ (พริก+นนท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 245,653 Views

  • 1,366 Comments

  • 3,114 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    68

    Overall
    245,653

ตอนที่ 2 : กลับสู่ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 17413
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    29 ก.ย. 61

2


กลับสู่ความจริง

“พริก อีพริกโว๊ย”

ใช่ฉันคือพริก...ฉันรู้ตัวเองเสมอทำไมต้องมาย้ำ

“อีพริก”

ฉันยกมือปิดหูอย่างหงุดหงิด ฉันรู้แล้วว่าฉันชื่อพริก แต่เสียงตะโกนเรียกก็ยังดังมาจากนอกห้อง ทั้งที่มันเป็นเวลาตีสาม  ตีสามที่ฉันควรจะนอนหลับสนิท

“ยัง…ยังเงียบ!”

เสียงทุบประตูหน้าห้องนอนเล็กของฉันดังราวฟ้าถล่มดินทลายก็ไม่ปาน

อยากทุบก็ทุบไปสิ..ฉันไม่ได้เจ็บมือนี่

ฉันคิดอย่างหงุดหงิด

“อีพริก อีพริกได้ยินไหม ตื่น”

เคาะไปเลยเพราะฉันจะไม่ตื่น

ตื่นเลยนะมึง อย่ามาดัดจริตนอนกินบ้านกินเมือง ตื่น ตื่น ตื่น”

เสียงเรียกยังคงดังต่อเนื่อง สุดท้ายก็เป็นฉันเองที่ทนไม่ได้ ฉันงัวเงียคว้านาฬิกามาดู ก่อนจะพบว่าเพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมง แล้วก็ลากร่างโงนเงนไปเปิดประตู พยายามมองข้ามอาการแห้งผากของลำคอที่คล้ายกลืนทรายเข้าไปทั้งกำ และอดทนกับอาการเวียนหัวของตัวเอง จนต้องคลำผนังไปเปิดประตู ต้อนรับคนที่กำลังกระหน่ำทุบรัวๆ ขณะนี้

ร่างท้วมค่อนข้างคล้ำของเพื่อนร่วมงานชื่อเหมียวยืนเท้าเอวหน้างอ พร้อมสะบัดค้อนทันทีที่เห็นว่าฉันแง้มบานประตูออกมา

“พึ่งยุรยาตรออกมาได้เหรอคะคุณนาย นอนยาวขนาดนี้นึกว่าตัวเองเป็นคุณนายของบ้านละสิถ้า ถุย ไม่ตักน้ำดูกะโหลกเอาซะเลยว่าแกนะ...คนใช้”

ใช่ ฉันเป็นแค่คนใช้...แล้วยังไง อย่างที่บอกว่าฉันคือฬาริกา ฬาริกาคือฉัน และฉันก็คือพริก หญิงสาวผู้แสนดี ขาดก็แต่ความรัก ฉันอายุยี่สิบหกปี พ่วงดีกรีเกียรตินิยมด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง และนั่นมันเป็นแค่อดีต ปัจจุบันฉันคือ พนักงานดูแลจัดการความเรียบร้อยในบ้านหลังนี้ และคอยอำนวยความสะดวกให้เจ้านายซึ่งมีมากกว่าหนึ่ง

ฉันพยายามคลึงขมับไม่สนใจคำเหน็บแนมของเหมียว ที่เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดตรงๆ  ก็คือคนใช้เหมือนกันกับฉันนั่นเอง และเราทั้งคู่คือคนใช้ในบ้านของคุณนนท์ นันทนาพิพัฒน์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่กำลังจะมีข่าวดีกับลูกสาวนักธุรกิจพันล้านในขณะนี้

“มีแค่นี้ใช่ไหมที่จะพูด” สมองฉันชักเบลอๆ เหมือนกัน พร้อมกับเริ่มไม่พอใจที่อีกฝ่ายจิกปากจิกตาประชด ฉันไม่เข้าใจเหมียวเลย ทั้งๆ ที่คนอย่างฉันไม่เคยเดินเหยียบเท้าเหมียว ไม่เคยทำอะไรให้เหมียวเดือดร้อนด้วยซ้ำ แต่ทำไมสายตาที่เหมียวมองมาจึงเหมือนมองคนที่ไปแย่งคนรักเธอมาเสียอย่างนั้น

น้าบวบให้มาปลุกไปซื้อกับข้าว หรือแกลืมว่าวันนี้วันอะไร นี่ลืมละสิ ฮึ!

ไม่ ไม่ลืม ฉันอยากเถียง แต่ไม่มีแรงจะสู้รบปรบมือตอนนี้ จึงตอบง่ายๆ ไปเพียงว่า

“อืม”

“อืมนี่อะไร เข้าใจไหม หรืออืมไม่ไป เอายังไงก็พูดมา หรือไม่มีปาก จะได้ไปบอกน้าบวบถูก”

“เข้าใจแล้วจะไปแต่งตัว

ไม่มีใครชอบที่ถูกเพื่อนร่วมงานจิกถามราวกับเป็นเจ้านายคนที่สอง แต่ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องสิทธิ์นั้นได้ มีเหตุผลมากพอที่จะทำให้ฉันต้องอ่อนให้เหมียวในเวลานี้

“เข้าใจแล้วก็ดี แล้วก็จำไว้ด้วยว่าไปเดินตลาดสดไม่ได้เดินห้างฯ ไม่ต้องแต่งสวย”

 

คนที่ไม่รู้อะไรมักถามเสมอ ฉันอายุยี่สิบหกจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง ทำไมถึงมาทำงานเป็นคนใช้

เปล่า ฉันไม่ได้เป็นลูกสาวเศรษฐีปลอมตัวมาเพื่อทำวิทยานิพนธ์ หรือหาข้อมูลเขียนนิยาย แต่ฉันเป็นคนรับใช้ในบ้านหลังนี้จริงๆ

ตรรกะง่ายๆ คือฉันเอาเงินเขามา...เมื่อไม่มีเงินคืน ฉันก็แค่...ทำงานใช้หนี้ เป็นคนใช้

เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลของมัน และใครบางคนที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่อยู่ที่ไหนสักแห่งของโลกใบนี้ นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ฉันยอมรับกับสิ่งที่เป็นได้อย่างไม่ลำบากนัก

อย่างน้อยเพื่อนร่วมงานฉันก็มีหลายคน อย่างน้าบวบหัวหน้าแม่บ้าน ถึงน้าบวบจะขี้เหนียวแต่ไม่ได้เกลียดฉัน ยังมีเด็กสาวชาวอีสานชื่อตุ้งที่เป็นมิตรและมีน้ำใจกับฉันเสมอ น้าโชคสามีน้าบวบคนขับรถที่โอบอ้อมอารีแตกต่างจากภรรยา ถึงแม้จะมีเหมียวอีกคนที่ไม่ชอบหน้าฉันบ้าง แต่ฉันก็พออยู่ได้

“ช้านะ”

น้าบวบหรือแม่บ้านที่ต้องคอยดูแลพวกเราอีกที เอ่ยดุฉันกับตุ้งทันทีที่เรามมาถึงรถที่เตรียมตัวจะออกไปทำบุญเนื่องในวันคล้ายเกิดของงคุณแขไขผู้เป็นเจ้าของบ้าน ตรงหน้ามีรถสองคันจอดรออยู่

“ขอโทษค่ะ”

ฉันตอบแบบประหยัดคำพูดตามเคย เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ ฉันร่าเริงสดใสเหมือนสาวน้อยคนอื่นๆ แต่บางเรื่องราวและจิตใจซับซ้อนของมนุษย์ สอนให้ฉันเก็บคำ เก็บอารมณ์ความรู้สึก ฉันกำลังจะเปิดประตูด้านหน้า มือของตุ้งกลับวางบนมือฉัน เธอเดินตามมาและกระซิบ

“ฉันท้องเสีย อาจจะให้น้าโชคแวะปั๊มอีกรอบ พริกขึ้นคันโน้นนะ ฉันเกรงใจคุณท่าน”

ฉันจำต้องถอยไปยังฟอร์จูเนอร์สีดำด้านหลัง คุณหญิงแขไขท่านเห็นฉันเดินมาจึงรีบร้องบอกจากในรถ

“เธอนั่งหน้านั่นแหละ ฉันจะนั่งสบายๆ ข้างหลังกับหนูบุษ”

บุษราคัม...ผู้หญิงที่นนท์กำลังคบหาดูใจ เธอจอดรถตัวเองไว้และกำลังเดินมา

“หนูบุษมานั่งกับแม่นะลูก แม่จะได้มีเพื่อนคุย”

เธอสวย อ่อนหวาน กิริยามารยาทเพียบพร้อม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคุณหญิงแขไขถึงชอบเธอ ฉันเข้าไปนั่งหน้าคู่คนขับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ลูกชายคุณหญิงเป็นคนขับและสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว เขาไม่มองมาทางฉันและฉันก็มองตรงไปข้างหน้า จนเสียงเปรยดังเบาๆ

“ประตูปิดไม่สนิทครับ”

เสียงคุณบุษปิดประตูด้านเดียวที่เปิด แต่สัญญานไฟยังขึ้นโชว์ ฉันรู้ตัวจึงเปิดแล้วปิดอีกครั้ง จากนั้นก็นั่งนิ่งเป็นตุ๊กตา

“คาดเข็มขัดด้วย” เสียงไว้ตัวบอกไม่เจาะจง กระแสเสียงไม่อ่อนออกเมินๆ ทิ้งท้าย

คุณหญิงกับบุษราคัมยังอยู่ด้านหลัง ตลอดทางที่ไปคนขับจะคอยเหลือบมองคนด้านหลังและตอบโต้ผ่านกระจกหลังเป็นระยะ

ฉันกวาดตามอง เห็นตุ๊กตาล้มลุกเป็นรูปเด็กหญิงพนมมือฉีกยิ้มกว้างวางบนคอนโซลหน้ารถ เสียงคุยกันแว่วผ่านหู

ตัวนี้ชื่อฬารี่ น่ารักไหม

มันเป็นภาพและบทสนทนาที่เกิดขึ้นในหัวฉันเอง เมื่อนานมาแล้ว ผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกอย่างนี้ บอกแล้วยิ้ม...ที่ตรงนี้ ที่ฉันกำลังนั่งตรงนี้ กับผู้ชายคนหนึ่ง คนคนนั้นมักจะคอยหันมายิ้มอบอุ่นให้และหยุดฟัง

เสียดายจัง

ฉันคิดอย่างเหม่อๆ ขณะไล้มือเบาๆ ตรงขูดจางๆ เบื้องหน้า

วางตรงนี้นะคะ...ฬารี่คือเทพีนำโชค นี่ไงกราบได้ด้วย

เสียงอุทานอย่างตื่นเต้นดูสดใสดังในหู ตาฉันมองเห็นภาพคนข้างๆ เอื้อมมือมาดึงจมูกให้เจ็บ

บ๊อง...เขาวางหันหน้าไปทางนี้

ทางนี้คือมองออกนอกรถ และผลคือสาวน้อยคนนั้นตีมือขาวดังเผียะ

แล้วจะเห็นหน้าได้ไง ไม่เอาจะวางอย่างนี้ อย่ายุ่ง

แล้วกัน! รถผมนะ ตอนนั้นเขาค้านหัวเราะ แกล้งยื้อไปมาชั่วครู่ ก่อนจูบเอาดื้อๆ

ฉันมองรอยขูดยาวใกล้ช่องเอกสาร นี่เป็นรอยเล็บ...จากการถูกจูบครั้งแรก ฉันยังเห็นอีกว่าหลังจากนั้นเจ้าของรถก็บ่นงืม เขาบอกว่าจะไม่จูบบนรถอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยทำได้ ฉันมองรอยใกล้ๆ กันเต็มไปหมด มือยังคงไล้ไปตามรอยนั้นอย่างลืมตัว จากหางตาคนขับเหลือบมองฉันนิดเดียว ขณะที่ฉันวางมือไว้ตรงนั้นด้วยความเคยชิน

ภาพในหัวหายไปเมื่อมีเสียงบุษราคัมแทนที่ เธอพูดถึงบ้านเรือนไทยหลังหนึ่งที่เราผ่านมาไม่ขาดปาก

“ถ้าหนูบุษชอบ แม่จะให้ตานนท์สร้างไว้สักหลังเป็นเรือนหอ ดีไหมจ้ะนนท์”

“ผมแล้วแต่บุษครับแม่ บุษชอบผมก็ชอบ”

ฉันเหลือบตามองบุษราคัม เห็นเธอหน้าแดงยิ้มให้คนพูดอย่างอายๆ จนฉันต้องมองไปทางอื่น

ฉันเป็นก้อนหิน

ฉันบอกตัวเองในใจ เพราะก้อนหินไม่มีความรู้สึก

 

วัดนั้นค่อนข้างสงบร่มรื่น และอยู่ริมแม่น้ำ เจ้าอาวาสเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่สามีของคุณแขไขเคารพนับถือ ตั้งแต่ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้นี่เป็นครั้งที่สองที่พวกเขามาทำบุญที่นี่ แต่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาพร้อมกับผู้หญิงของคุณนนท์

 ฉันเปิดประตูรถลงมาคนแรก และรีบไปหยิบของจากด้านหลัง ดันฝาท้ายด้านหลังรถขึ้นก่อนอย่างทุลักทุเลเล็กน้อย แต่ฉันก็ทำได้ เห็นฉันตัวผอมบางแต่ฉันมีเนื้อหนังมากพอ กับทำงานหนักมาแต่เล็ก ยกของแค่นี้ฉันคิดว่าไม่ยาก แต่ฉันลืมไปว่าต้องยกถือตะกร้าผลไม้ที่หนักทีเดียว ไหนจะต้องปิดฝาท้ายรถ มันจึงไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่แรก

“อย่าอวดเก่ง”

เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับที่ฉันรู้สึกว่ามือข้างที่เคยหนักพลันว่างเปล่า

ฉันหันกลับไปมองเห็นร่างสูงยืนซ้อนหลัง ว่าฉันด้วย เขาแย่งตะกร้าหวายใบใหญ่ที่หนักที่สุดไปจากมือ ปลายนิ้วเราสัมผัสกัน ฉันเหมือนจะหยุดหายใจแต่เขาคงไม่รู้สึกอะไรเลย

ฉันเป็นก้อนหิน

ฉันท่องในใจ

“ไปช่วยคุณบุษ”

เสียงเขาที่พูดกับฉันไว้ตัวอย่างไม่ต้องตีความ ฉันมองไปที่บุษราคัม กลบเกลื่อนความรู้สึกหน่วงๆ ในใจด้วยการเดินเข้าหาบุษราคัมและขอช่วยเธอถือธูปเทียนดอกไม้บูชาพระ เราเดินไปด้วยกันโดยไม่รู้ตัว ฉันควรดีใจใช่ไหมที่เธอไม่ถือตัวกับคนที่ต่ำต้อยกว่าอย่างฉัน

“พริกทำงานบ้านในของนนท์มากี่ปีแล้วจ๊ะ”

เสียงเธออ่อนหวานฟังดูเป็นมิตร หากก็ไม่ได้ให้ความสนิทสนมมากเกินงาม ฉันจึงตอบเสียงเรียบให้สุภาพเข้าไว้

“สามปีแล้วค่ะ”

“นานจัง นานกว่าที่บุษคบกับนนท์อีก อย่างนี้พริกก็รู้จักนนท์ดีกว่าบุษละสิ ชักอิจฉาพริกแล้วสิ”

กลายเป็นฉันและเธอที่รั้งท้ายคณะ คำพูดเธอฟังดูแปลกๆ หรือฉันคิดมากเองตามประสาคนมีชนักปักหลัง

“ไม่หรอกค่ะ พริกแค่ทำงานในบ้าน ถึงนานแค่ไหนก็ไม่สู้คุณบุษที่เป็นแฟนของคุณนนท์ไม่ได้หรอกค่ะ”

ฉันตอบเพราะคิดอย่างนั้น ฉันพยายามข่มใจทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองเป็นแค่ปุถุชนธรรมดา มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง และริษยา ฉันก็แค่เก็บอารมณ์ด้านร้ายให้อยู่ในที่ทางของมัน ใช้มโนธรรมกักขังมันไว้

“นั่นสินะ คนทำงานในบ้านจะมาสู้ผู้หญิงที่คบออกหน้าออกตาได้ยังไง บุษนี่งี่เง่าจัง ว่าแต่พริกทั้งสาวหน้าตาก็ดี ดูเหมือนคนมีความรู้ ทำไมไม่ไปทำงานอย่างอื่นล่ะจ๊ะ เอ่อ...บุษไม่ได้ตั้งใจจะว่าเป็นคนใช้มันต่ำต้อยหรอกนะ แต่บุษมีเพื่อนเป็นลูกสาวเจ้าของโรงงานบางที...”

“บางทีชีวิตเราก็ไม่มีทางเลือกนักหรอกค่ะคุณบุษ” ฉันรีบเอ่ย ระงับเสียงไม่ให้เยาะหยันมากเกินไป

เปล่า...ฉันไม่ได้เยาะหยันบุษราคัม แต่เยาะหยันตัวฉันเอง คำถามของบุษราคัม ใช่ว่าจะไม่เคยมีคนอื่นถาม แม้แต่ตัวฉันเอง นับร้อยครั้งที่ฉันเฝ้าถามตัวเองแบบนี้ ฉันเคยมีโอกาสดีๆ ในมือ เคยมีความสุขมากกว่าใครในโลก...เวรกรรมอะไร...ฉันถึงทำมันหลุดมือไป

“พริกขอบคุณนะคะที่คุณบุษมีน้ำใจจะช่วย แต่พริกยังต้องทำงานนี้ค่ะ” ฉันใช้คำว่า ต้อง และเอ่ยแค่นั้น ฉันรู้ว่าบุษราคัมเป็นผู้ดีพอที่จะหยุดถาม เธออาจสงสัย แต่เธอฉลาดที่จะไม่ทำให้คุณค่าของตนลดลงด้วยการทำตัวเซ้าซี้น่ารำคาญ

“เอาเถอะ ถ้าพริกต้องการให้ช่วยบอกบุษได้นะ” เธอไม่วายทิ้งท้ายอย่างหวังดี

“ค่ะ”

ฉันรับแผ่วเบา คิดว่าคุณบุษราคัมคงเงียบไปแล้ว เพราะเราเดินห่างคนอื่นมามากแล้ว  แต่ระยะทางที่ทอดไกล เนื่องจากกุฏิหลวงพ่ออยู่ลึกเข้าไปในสวนป่าห่างจากที่จอดรถพอควร  เธอเอ่ยถามอีกครั้งในขณะที่ฉันจมอยู่กับภวังค์

“พริกว่านนท์เป็นยังไง”

ฉันถึงกับงัน ไม่รู้ทำไมต้องก้มหน้าลงต่ำเวลาตอบ

“พริกไม่มีสิทธิ์วิจารณ์เจ้านายหรอกค่ะ”

ได้ยินเธอหัวเราะเสียงพลิ้วหวาน ก่อนจะกระซิบกระซาบ

“กลัวนนท์ดุละสิ ไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ นนท์เขาน่ะเก๊กหน้าทำเป็นดุไปอย่างนั้นเอง เขาชอบบอกว่าทำแบบนั้นลูกน้องจะได้ไม่เล่นหัว ไม่รู้ใครจะไปเล่นหัวกับเขานักหนา ความจริงแล้วเขาเป็นคนน่ารัก พริกนินทาได้เลย”

ฉันเงียบไปไม่ต่อคำ...จริงๆ แล้วฉันคิดหาคำตอบโต้ไม่ออก จะรับคำเห็นด้วยหรือค้านปฏิเสธ...ฉันมีสิทธิ์อะไร บุษราคัมเองก็ก็ค่อยๆ หุบยิ้ม แล้วยิ้มใหม่ เธอทำหน้านิ่งเรียบคิดใคร่ครวญก่อนเอ่ยต่อ

“ผู้ชายบางคนเขาจะวูบวาบกับสิ่งสวยงามใกล้ตัว แต่เขาจะรู้เสมอว่าอะไรมีค่า อะไรไร้ประโยชน์ และอะไรที่มีพิษ พริกว่า...นนท์เป็นแบบนั้นไหม” เธอลากเสียงถามทีเล่นทีจริง

ฉันอึ้ง...มองเธออย่างค้นคว้า แต่พบแค่รอยยิ้มหวาน ฉันไม่ตอบอะไร ฉันไม่เจ็บอะไร เพราะฉันเป็นก้อนหิน…ฉันบอกตัวเอง

 

เพราะคืนก่อนฉันแอบออกดื่มให้กับชีวิตอันบัดซบไปกับแก้วกุดั่น ในวันที่เพื่อนรักได้พบเจอชะตากรรมเลวร้ายไม่แตกต่างกัน ทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาฉันยังนอนไม่หลับ ร่างกายเลยหนักอึ้ง ในหัวมึนเบลออย่างบอกไม่ถูก เมื่อทุกคนลงมาจากศาลาการเปรียญวัด แค่แหงนเงยหน้ามองแสงตะวันฉันก็เซ พักนี้ฉันเป็นบ่อย อาการนอนไม่พอ ทานอาหารน้อยมีผลต่อสุขภาพฉันเองเป็นอย่างยิ่ง หากยังพอรู้สึกตัวว่าเป็นตุ้งที่เข้ามาช่วยประคอง

“เฮ้ย ! พริกเป็นอะไร”

เหมือนเธอจะลากฉันไปนั่งใต้ร่มต้นโพธิ์ใกล้จุดที่เรายืนอยู่มากที่สุด

“ท่าจะเป็นลมแดด ตาโชคพาไปหาหมอก่อนเถอะ”

ฉันได้ยินเสียงเปรย แต่ประสาทแยกไม่ออกว่าคุณหญิงหรือน้าบวบ ฉันเบลอมากในตอนนั้น ร่างกายไม่มีแรง และไม่ได้ยินเสียงใครอื่นอีก รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่โรงพยาบาลพร้อมกับน้าโชคและตุ้งแล้ว

“หมอบอกว่าพริกต้องนอนให้น้ำเกลืออีกคืน”

ฉันไม่รู้ว่ามาอยู่ที่โรงพยาบาลได้อย่างไร คงเป็นน้าโชคที่ขับรถพามาส่ง ฉันมองสีหน้าท่าทางทั้งคู่เดาได้ว่าตุ้งคงลำบากใจ เพราะคืนนี้ต้องกลับไปช่วยคนอื่นจัดเตรียมสถานที่สำหรับงานเลี้ยงวันเกิดของคุณแขไขที่จะมีขึ้นในอีกวัน

“ฉันอยู่คนเดียวได้ตุ้งกลับไปเถอะ” ฉันรู้ว่าตุ้งเป็นคนเดียวที่มีน้ำใจกับฉันอย่างแท้จริง พอเห็นเธออึกอักลังเล ฉันจึงพยักหน้ายืนยันว่าตัวเองอยู่ได้

“พริกจะอยู่ได้ยังไง ตัวแค่คนเดียว”

เสียงเธอกังวล ฉันจึงยกมือชูสายน้ำเกลือและบอกว่า

“ฉันไม่ได้ป่วยหนักจนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้นี่ แค่เพลียเอง พักผ่อนกับได้น้ำเกลืออีกนิดก็วิ่งปร๋อแล้ว ตุ้งไปเถอะ ฝากทำงานแทนฉันด้วย”

“ตัวเองป่วยแล้วยังจะมาห่วงงานอีก”

เธอบ่นแต่ก็ต้องกลับไป โชคเองจึงหันมาบอกฉันอย่างให้กำลังใจ

“น้ากลับก่อนนะ พวกนั้นรออยู่ข้างล่าง ดูแลตัวเองนะ พรุ่งนี้จะมารับ”

“เดี๋ยวค่ะ” ฉันร้องเรียก “พรุ่งนี้น้าโชคน่าจะยุ่งทั้งวัน พริกว่าพริกกลับเองดีกว่า”

“เอางั้นเหรอ ก็ได้...รักษาตัวดีๆ นะ”

ฉันยิ้มเพลียๆ ให้น้าโชคเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเหลือแค่คนเดียว ฉันก็นอนตาปริบๆ ภายในห้องรวมที่มีคนแปลกหน้ามากมาย ฉันอดคิดไม่ได้ว่าในได้ว่าในตอนนี้ จะมีใครเป็นห่วงฉันไหมนะ

คงไม่ และรู้ว่าเปล่าประโยชน์ที่จะนึกถึง ฉันจึงขดตัวมองไปเรื่อยเปื่อย ข้างเตียงของฉันเป็นยายแก่ๆ คนหนึ่ง แกป่วยเป็นโรคเบาหวานและมีปริมาณในเลือดสูงเกือบสี่ร้อย ฉันเห็นหลานสาววัยรุ่นมานอนเฝ้าไข้ จึงส่งยิ้มทักทาย สาวน้อยยิ้มอายๆ แล้วก้มลงกระซิบกับยาย ฉันเห็นยายยิ้มแฉ่งโชว์ปากที่ไม่มีฟัน ดูแกอาการไม่หนักเพราะยายขยับตัวมาฝั่งฉันแล้วชวนคุย

“หลานสาวยายมันว่าหนูยิ้มสวย มันอยากจัดฟันบ้างจะได้ยิ้มสวยๆ เหมือนหนู”

ฉันยิ้มมากขึ้น บอกกับยายข้างเตียงกลับไปว่า

“หลานสาวยายก็ยิ้มสวยค่ะ แต่ตากลมโตสวยกว่า หนูเองก็อยากมีตาสวยๆ แบบนี้”

ยายหัวเราะชอบใจ หลังจากนั้นฉันก็ได้เพื่อนคุยคลายเหงาคือยายแม้น

ครั้งหนึ่งยายแม้นถามหาคนเฝ้า พอฉันตอบว่าไม่มี แกทำหน้าประหลาดใจ พอถามถึงแฟนและฉันตอบว่าไม่มี แกยิ่งตาโต

“สวยๆ อย่างหนูทำไมไม่มีผัว อ้อยายหมายถึงยังไม่แต่งงาน”

ฉันยิ้มไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนี้

“หนูเป็นคนใช้เขามั้งคะยาย คงไม่มีใครมองว่าหนูคู่ควร”

“ทำไมพูดเหมือนดูถูกตัวเองอย่างนั้นล่ะ งานกับเงินมันวัดค่าของคนไม่ได้หรอกนะ แล้วคนใช้ก็ไม่ได้ต่ำเลย มันเป็นงานสุจริต ใครก็มีสิทธิ์ทำได้ทั้งนั้น”

ยายพูดจนฉันละอายแก่ใจ

“แล้วครอบครัวหนูล่ะ พ่อแม่พี่น้อง”

พอฉันเงียบยายก็นิ่วหน้า

“ไม่มีอีกละสิ เออเอ็งนี่มันยังไงเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ไง...ยายพูดหยอกเอ็งเฉยๆ อย่าถือสาคนแก่เลยนะ”

แกพูดเสียงดังทีเดียว แล้วก็หันมากระซิบเสียงหวาน ฉันจึงบอกว่าไม่เป็นไร จากนั้นฉันก็ชวนยายคุยไปเรื่องอื่น

ยายมีมุมมองดีๆ จนฉันนึกชอบ และคุยกับยายจนกระทั่งแกหลับไป ผิดกับฉันที่นอนตาค้าง เฝ้าวนคิดถึงแต่คำว่าครอบครัว

ทำไมฉันจะไม่มีครอบครัวกัน เมื่อก่อนฉันมีครอบครัวอบอุ่น วันหนึ่งฉันก็เหมือนตื่นจากฝัน เมื่อพบความจริงว่าพี่สาวที่ฉันรักมากที่สุดแท้จริงมีอาชีพขายบริการ ที่ฉันมีกินมีใช้ ได้เรียนมหาลัยค่าเทอมแพงๆ เงินทุกบาททุกสตางค์มาจากหยาดเหงื่อและน้ำกามทั้งนั้น คิดมาถึงตรงนี้หัวใจก็เหมือนถูกบีบรัดจนเจ็บ เพราะครั้งหนึ่งฉันเคยโง่และเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ

โง่ที่เกลียดตัวตนของตัวเอง และสร้างสังคมจอมปลอม เที่ยวหลอกลวงคนอื่นว่าฉันเป็นลูกผู้ดีตกยาก ฉันเกลียดพี่สาวและเกลียดแมงดาตัวนั้น คนที่มันมีส่วนให้ฉันตัดสินใจทำเรื่องผิดพลาดร้ายแรงที่สุดในชีวิต และเป็นจุดเปลี่ยนเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตฉัน

ในตอนเช้าของวันถัดมา หลานสาวของยายข้างเตียงเข้ามาพร้อมกับชายคนหนึ่ง ความจริงแล้วก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันเลย ถ้ายายจะไม่เอ่ยทักฉันแล้วแนะนำว่าเขาเป็นหนุ่มใจดีที่ช่วยพายายมาส่งโรงพยาบาล เขาชื่อจักราวุธหรือมีชื่อเล่นว่าคุณเม่น ฉันทักทายและล่ำลาพวกเขาในคราวเดียวกัน ไม่คิดว่าชายคนที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนคนนั้นจะเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของฉันอีก


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1336 วรีสุดขอบฟ้า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 21:23

    ต่อจากบทแรกค๊าาาา ตามๆๆๆๆมา

    #1336
    0