นางโจรซ่อนใจ (พริก+นนท์)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 245,639 Views

  • 1,366 Comments

  • 3,115 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    54

    Overall
    245,639

ตอนที่ 1 : คุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21028
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    18 ก.ค. 61

1

คุก


ฬาริกา  พิมอัมพา


ฬาริกา พิมอัมพา หรือพริกเป็นชื่อที่พี่สาวตั้งให้ พี่สาวที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เป็นทั้งคนสร้างและทำลายอย่างไม่เหลือชิ้นดีในคราวเดียวจริง ๆ มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นที่อยากพูดถึงพี่สาวที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของทุกเรื่องราวทั้งหมด

ผู้หญิงสูงร้อยหกสิบเก้า ผมดำสีกาน้ำยาวเป็นคลื่นระเอว ผิวขาวอมชมพู หน้าเรียว ตาดำขลับกลมโต จมูกมนโด่ง ปากอิ่มวาวอมชมพูฉ่ำรูปกระจับ ทั้งหมดหลอมรวมเป็นฬาริกา สาวน้อยผู้แสนดีขาดก็แต่ความรัก ทำงานในออฟฟิศเงินเดือนแพงลิ่ว พ่วงดีกรีเกียรตินิยมด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชื่อดังแห่งหนึ่ง และนั่นมันเป็นแค่อดีต

อดีตที่ไม่สำคัญไปกว่าปัจจุบัน ฉันอายุยี่สิบหกปี คือคนที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากร่างกายสวยงามที่หายใจอยู่ไปวัน ๆ และมันเป็นแค่สิ่งลวงตาที่นำมาซึ่งความเจ็บช้ำ ความเจ็บปวดที่ฉันโอบกอดมันไว้แม้ในขณะนี้

ฉันกำลังนั่งโยกตัวตามจังหวะเพลงอยู่ในผับแห่งหนึ่ง ข้างกายฉันชื่อแก้วกุดั่น เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่รู้เช่นเห็นชาติเรื่องราวในอดีตและยังใจกล้าคบฉันต่อโดยไม่รังเกียจ ความจริงชีวิตเราก็แทบไม่ต่างกัน เธอเป็นไฮโซตกอับที่เพิ่งจะถูกเกย์ถอนหมั้น ซ้ำเกือบจะตบกับเมียเกย์มันกลางร้านเมื่อครู่

แก้วกุดั่นสวย ฉันสวย และผู้ชายหลายคนพยายามมาเกาะแกะเรา หลายคนที่ใจกล้าถึงกับมาแซะใกล้ ๆ เพื่อขอเบอร์ มองเข้าในสายตาวาววามพวกนั้นก็รู้ว่าคนพวกนี้คิดอะไร 99.99% คือหวังฟัน ดูตามสายตาพวกมันสิ เวลาคุยกับเราแต่สายตากลับลอบมองเนินอกอวบที่เบียดพ้นเสื้อเกาะอกแบบมีสายคล้องคอ บางคนก็แอบไล้มือกับเอวคอดกิ่วและก็กลืนน้ำลายยามมองสะโพกผายตึงของฉัน ฉันสะบัดกายออกอย่างรังเกียจ แต่ไม่แสดงอะไรออกมามากนัก อย่างน้อยกฎเหล็กอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวเมา ๆ  คือต้องรู้สึกตัวเข้าไว้และระวังตัวให้มาก

ฉันโซซัดไปหาเพื่อนสาวที่นั่งยกเหล้าเอียงคอยิ้ม ๆ

อืม ชักรู้สึกว่าโลกเอียง คงเมาได้ที่ทีเดียว

“ดื่มให้กับความอัปยศในชีวิต”

“ใช่ดื่ม ให้ชีวิตอันบัดซบ” ฉันยอมยกเหล้าดื่มอีกแก้ว ก่อนวางแก้วกระแทกลงบนโต๊ะพร้อมกับรู้สึกว่าโลกมันหมุนติ้ว ฉันโคลงหัวที่มึน ๆ  หนวกหูเสียงเพลงกับแสงไฟลายตานี่เต็มที

เราสองคนนั่งโต๊ะเล็กเริ่มเมาทั้งคู่ แก้วกุดั่นตัวเพรียวบางกว่าฉัน พอสวมชุดเกาะอกกางเกงขาสั้นตัวนิดก็เหมือนแทบไม่ได้ใส่อะไร ขณะที่ฉันสวมชุดเดรสสั้นช่วงบนมีสายคล้องคอสีปีกแมลงทับ

เกิดเป็นแก้วกุดั่นทำไมมันไม่มีอะไรดีเลยวะ”

“อืม ชีวิตมันเฮงซวยจริง ๆ  นั่นแหละ ไม่รู้ทำกรรมอะไรไว้” ฉันตอบรับพร้อมดื่มเหล้าแรง ๆ  ไปอึกหนึ่ง

“เพราะไอ้หน้าหน้าลิงนั่นคนเดียว ไอ้คนเฮงซวย ทำกรรมอะไรไว้นะถึงได้ต้องมาทนจูบปากมันอยู่เป็นปี”

“ไหนแกว่าไม่เคยให้มันแอ้มไง” ฉันถามถึงคู่หมั้นที่เพิ่งเทแก้วกุดั่นทิ้งอย่างไม่ไยดี จนมันตบโต๊ะดังปึงอย่างเจ็บใจ

“ก็ใช่...แต่มันก็เคยหอมแก้มฉัน เข้าใจไหมว่าตอนนี้รังเกียจ เกลียดไอ้เกย์นั่นกว่ากิ้งกือ ไส้เดือน คางคก ตุ๊กแก”

ฉันฟังพร้อมกับคิดว่าสำหรับแก้วกุดั่นแล้ว captionไหนที่คู่ควรกับเธอในตอนนี้ โดนเท? เกย์ทิ้ง? อกหัก? รักคุด? ตุ๊ดเมิน์

“แกไม่รักมัน?”

“ก็เคยคิดว่ารัก...แต่มันเป็นเกย์ เข้าใจไหม ฉันจะรักเกย์ได้ยังไง...ฮือ...แถมยังเป็นเกย์ที่คิดจะเอาฉันบังหน้าเพื่อไปกกชู้ อีเกรซก็หน้าโง่ปล่อยให้มันหลอกได้เป็นปี ฮืออ” แก้วกุดั่นที่นั่งพร่ามมาตลอดเริ่มฟุบหน้าร้องไห้จากบทดราม่าสู่บทโศกจนฉันต้องตบหลังเพื่อนเบา ๆ

“เอาน่า...ถือว่ามันไม่มีวาสนาได้เชยดอกฟ้า” ก็อะไรที่จะทำให้มันรู้สึกดีฉันพูดหมด

“คอยดูนะแก ฉันจะหาผัวใหม่ให้ได้ภายในสามวันเจ็ดวัน จะเอาไปเย้ยหน้ามัน” ฉันฟังและภาวนาให้เพื่อนทำได้เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางทำอย่างนั้นได้เลย

“แล้วไอ้คนที่เพิ่งลากคอเขาประกบปากโชว์นั่นล่ะ แกเอาไปไว้ไหน”ฉันพูดถึงวีรกรรมกลางผับที่ผ่านมา เพราะมีเรื่องกับอดีตคู่หมั้นแก้วกุดั่นเลยคว้าใครสักคนเป็นคู่ควงให้เหมือนกับว่าไม่แคร์

“ไม่รู้ แค่อยากตอกหน้าผัวเมียเกย์คู่นั้น”

“อืม” ฉันรับคำอย่างมึน ๆ  ก่อนบอกเสียงไม่ดีเลย

เกรซ ฉันจะอ๊วกแล้วเรากลับเถอะ” ดึกมาแล้วฉันคิดว่าเริ่มหมดสนุก แก้วกุดั่นก็อืออา

“กลับก็ดี ชักปวดหัว”

“แกขับรถไหวแน่นะ”

“ไหวดิ” ฉันอุ่นใจเพราะคิดว่าฝ่ายนั้นคงไม่เมาเท่าฉัน  แต่ว่าก่อนกลับฉันเกิดรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำกะทันหันจึงบอกให้เกรซไปรอที่รถ ใครจะคิดว่าเกรซไปมีเรื่องกับอดีตคู่หมั้นอีกหน พอออกมาก็เห็นเธอกำลังยืนชี้หน้าคนคู่หนึ่งกลางฟอร์ ฉันจำได้ว่าผู้ชายสองคนนี้คนหนึ่งเป็นคู่หมั้นเกรซ ส่วนอีกคนข้างหลังเป็นเมียเก้งที่มันแอบซุก ฉันได้ยินเสียงเกรซสูดลมหายใจและดูเหมือนว่าเธอจะถลาเข้าไปเพื่อพยายายามตบหน้าผู้ชายที่ยืนข้างอดีตคู่หมั้นนั่น แต่กลับถูกผลักล้มไม่เป็นท่า

เกรซ ! ฉันวิ่งเข้าไปประคองเพื่อน ขณะที่มันกราดชี้มาที่เราสองคนแล้วประกาศอย่างมีชัย

“ทุกคน” นายคนนั้นตบมือรัว

“ยัยนี่ชื่อแก้วกุดั่นเป็นลูกสาวสส.กำจรคนที่โกงบ้านโกงเมืองจนฆ่าตัวตายหนีความผิดไงล่ะ พ่อมีนิสัยชอบฉกของหลวงไม่พอลูกยังก๊อปปี้นิสัยกันมาชอบฉกผัวคนอื่นหน้าด้าน ๆ”

“อีตุ๊ดหน้าพลาสติก ว่าพ่อกูเหรอ อย่าอยู่เลย” ฉันไม่ห้ามตอนที่เกรซวิ่งเข้าไปอีกรอบ ไม่คิดว่าจะถูกคู่หมั้นเธอล็อกตัวไว้ให้อีเมียเก้งของมันเข้ามาตบเพื่อนฉันที่ดิ้นรนไปมา

“ปล่อยเพื่อนฉันนะ” ฉันเข้าไปช่วยเกรซ พอมันไม่ปล่อยก็เอากระเป๋าทุบหน้ามันเลย

“อีนี่อย่าสะเออะ อีพวกเศษสวะไร้ค่า อีตัวชั้นต่ำ”

คำว่าอีตัวกระทบใจฉันจี๊ด อีตุ๊ดนี่มันว่าฉัน อีตัวงั้นเหรอ...จนฉันได้ยินเสียงวิ้ง ๆ  ดังขึ้นในหู หูอื้อตาลายไปหมดแล้วตอนนั้น มันด่าฉัน และมันกล้าทำเพื่อนคนเดียวฉันที่ฉันมี ฉันจะไม่ทน !

 

“หน้าตาก็ดีไม่น่าเป็นอันธพาล”

เสียงคุณตำรวจหน้าเข้มในชุดเครื่องแบบกล่าวต้อนรับเราได้หน้าตบที่สุด แต่ไม่หรอก ฉันไม่อยากถูกเพิ่มข้อหาทำร้ายเจ้าพนักงานอีกกระทง แค่ข้อหาวิวาทกันฉันก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายค่าปรับแล้ว ฉันมองหน้าแก้วกุดั่นที่มีสภาพยับเยิน ทั้งปากแตก แก้มบวมช้ำ และคิดว่าตัวเองคงไม่ต่างกัน เสื้อแสงคงยับเปื้อนไม่เหลือความงามที่มี ดีที่ฉันใส่เสื้อมีสายคล้องคอไว้ไม่งั้นคงมีข้อหาอนาจารเพิ่มอีกกระทงแน่ ๆ

“เอา เข้าไป ๆ”

ประตูกรงเหล็กเปิดกว้าง อิสระที่เคยมีโบยบินหนีไป และเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้ตัวว่ากำลังจะติดคุก ฉันรู้สึกถึงก้อนขม อาการแห้งผากที่ลำคอ น้ำตาจะไหล มันปวดไปทั้งหน้าที่บวมช้ำ

“พริก”

เสียงแผ่วของเกรซที่ซุกกายนั่งและฉันก็นั่งกอดเข่าข้าง ๆ เธอก็มีสภาพไม่ต่างกันผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าบวมแดง ปากแตก เหมือนเป็นที่ที่ตกต่ำที่สุดของเรา

“ฉันขอโทษที่ทำให้แกต้องมาอยู่ตรงนี้ด้วย”

ฉันมองไปรอบ ๆ  กรงเหล็กที่พันธนาการเราอย่างไม่คุ้นชินและความกลัวก่อเกิดจนสะท้านในอก แต่ก็ฝืนหัวเราะ ด้วยเสียงสาก ๆ  ที่ดังแทบไม่พ้นคอ มันเป็นการหัวเราะที่ฝืดเฝื่อนที่สุดเท่าที่เคยทำมา

“ช่างเถอะ อีเก้งนั่นมันก็ด่าฉันเหมือนกัน ปมด้อยฉันเลย พูดมาได้อีตัว”

ฉันเกลียดที่ใครพูดถึงอีตัว และวันนี้ฉันแค่ดื่มหนักไปจนขาดสติ มันก็เลยหุดการควบคุม เกรซก็เหมือนกันเพราะเธอบอกหยัน ๆ

“ถึงรู้ว่าตบตีกับมันแล้วต้องเข้าคุกหรือต้องเจ็บตัวมากกว่านี้ฉันก็ไม่เสียใจ มันด่าพ่อฉัน ด่าทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยรู้จักเขาเลย มันพูดถึงแต่ความผิดพลาดของพ่อ ทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยรู้เลยว่าพ่อฉันใจดีและก็รักฉันแค่ไหน มันพูด มันด่าทั้ง ๆ ที่ ทั้งที่พ่อตายแล้ว” ฉันได้ยินเสียงสูดน้ำมูกเบา ๆ  เสียงแหบนั่นไม่ต่างกันกับฉันเลย

ฉันเอื้อมมือไปโยกหัวมันเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม ราวกับจะบอกว่าเราสองคน มีชีวิตอันบัดซบคล้ายกัน

คนหนึ่งเคยอยู่บนฟ้ามีชีวิตสวยงาม กลับต้องตกมาคลุกโคลนตมในข้ามคืน อีกคนผลักตัวเองออกจากความโสมมมาจนมาเจอความโสมมที่ยิ่งกว่า

ฉันเลิกคิด มองรอบ ๆ  อีกครั้ง ไม่เคยรู้ว่าตรงนี้จะลำบากแบบนี้ ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น ยุงก็เยอะ เราสวมเสื้อไร้แขนกางเกงขาสั้นทั้งคู่ ไหนจะความเจ็บจากการตะลุมบอน ไหนจะรอยจ้ำจากพวกยุงร้าย เสียงเกรซที่ร้องไห้จนเงียบหันมาตบยุงตังปั๊บ ๆ  แล้วก็บ่นงึมตอกย้ำความโชคร้าย

“แกดูสิพริก ขนาดอียุงมันยังจ้องจะมาทำร้าย เกิดเป็นแก้วกุดั่นมันแย่แค่ไหน”

ฉันเห็นด้วยแต่ไม่พูดอะไร กระทั่งเราตบยุงจนเหนื่อย ไม่นานก็ตาปรือพิงบ่ากันหลับไป มาตื่นเอาตอนได้ยินเสียงเรียก

“นางสาวแก้วกุดั่น เกียรติกำจร นางสาวฬาริกา พิมอัมพา ออกมาได้”

เสียงเจ้าหน้าปลุกเรา แก้วกุดั่นทำหน้าเหวอ ขณะที่ฉันนิ่งกว่า จริง ๆ  ฉันเป็นผู้ใหญ่กว่าเกรซ ใจเย็นกว่า สุขุมกว่า แต่เหตุการณ์เมื่อคืนได้บอกย้ำชัดแล้วว่าวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเราไม่ต่างกัน

“มีคนมาจ่ายค่าปรับให้แล้ว”

เรามองหน้ากัน มีคำถามเดียวกันปรากฏในแววตาเราทั้งสอง ใครกัน

นอกจากแก้วกุดั่นแล้ว ฉันก็ไม่มีใครอีก และแก้วกุดั่นเอง แม้จะมีญาติมิตรมากมาย หากนับแต่บิดาเธอฆ่าตัวตายด้วยคดีคอร์รัปชั่นและศาลตัดสินยึดทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ก็ไม่มีใครแวะเวียนมาใกล้ชิดอีก ทุกคนตีตัวห่างเราเหมือนขยะ ดังนั้นใครกันจึงยื่นมือเข้ามาในวันแย่ ๆ  ของชีวิตแบบนี้

คนสองคนยืนหันหลังอยู่ด้านนอก และคุณตำรวจก็ชี้บอกว่านั่น คือคนที่ให้อิสระแก่เรา

พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งสองคน รูปร่างไล่เลี่ยใกล้เคียงกัน สีผิวที่โผล่พ้นคอเสื้อก็เปล่งออร่าออกมาใกล้เคียงกัน ต่างที่คนหนึ่งผมดำสนิท อีกคนหนึ่งผมสีชา

“หมอ !”

ฉันได้ยินเกรซอุทาน และชายผมสีชาหันมา ใบหน้าอ่อนโยนไร้รอยยิ้ม แต่ก็ไม่ดุ ปากแดงจัด สวย ไม่ใช่สิหล่อกว่าคู่หมั้นยัยเกรซล้านเท่า ฉันไม่รู้ว่าเกรซไปรู้จักชายที่หน้าตาเหมือนเทพบุตรแบบนี้ได้ยังไง

“ใครเหรอ” ฉันหลุดปากถาม และเกรซทำหน้าเหมือนคนสำลักน้ำตอนตอบ

“ในกระเป๋าตังค์ฉันมีแค่บัตรประชาชนกับนามบัตรคลินิกที่ฉันเคยไปทำฟันมาด้วย แต่มันก็นานแล้วนะ ตอนนั้นฉันหยิบส่ง ๆ  ให้ตำรวจเขาไป ฉันไม่คิดว่า”

เสียงเกรซขาดหายเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ ฉันไม่คิดเหมือนกันว่าเกรซจะบ้าขนาดเอาเบอร์คลินิกให้ตำรวจ และไม่นึกว่าจะมีคนบ้ากว่าเกรซที่ยอมมาประกันตัวให้คนแปลกหน้า เถอะถึงจะไม่แปลกหน้าเสียทีเดียว แต่ก็เป็นแค่ลูกค้า

ฉันลอบมองผู้ชายผิวสะอาดสะอ้าน ใบหน้าอ่อนโยนสมอาชีพหมอ ก่อนที่การมองเพลิน ๆ  ของฉันจะถูกรบกวนด้วยดวงตาดุดันคู่หนึ่งจากเจ้าของเรือนร่างสูงโปร่งและเส้นผมสีดำคุ้นตา

ฉันสะดุดความคิดตัวเองถึงกับเข่าอ่อน เมื่อคิดถึงหนี้ก้อนโตที่จะเพิ่มขึ้น และอิสระที่บินหายไปอีกครั้ง

หน้าขาวจัดที่มีรอยเคราเขียวเป็นปื้นราวเจ้าตัวไม่ใสใจโกน ใบหน้านั้นเรียบราวกระดาษ ดวงตาดำสนิทเย็นชา สองมือล้วงกระเป๋า เขาไม่ได้มองฉันเหมือนที่หมอของเกรซทำ แต่ผ่านเลยราวกับเรื่องปกติ ราวกับฉันเป็นก้อนหิน ฉันเป็นก้อนหินนี่ และเขาก็ไม่ใช่เทพบุตรหรือเจ้าชายขี่ม้าขาว เขาเป็นได้อย่างเดียวคือซาตาน

“ลงลายมือชื่อแล้วไปได้ ทีหลังก็ใจเย็นอย่าไปมีเรื่องตบตีกับใครเขาอีก”

คุณตำรวจอบรมสั่งสอนเสียยาวเหยียดก่อนจะปล่อยตัวเราออกมา เสร็จเรื่องเขาคนนั้นก็หันหลังเดินดุ่ม ๆ ลงไป ไม่สนใจว่าฉันจะตามไปหรือไม่ ฉันมองเกรซสลับกับร่างสูงที่ห่างไปเรื่อย ๆ เห็นว่าหมอคนนั้นคงไปส่งเธอ ฉันจึงบอกลาสั้น ๆ กอดครั้งหนึ่ง จากนั้นก็เดินแกมวิ่งตามหลังเขาไป

เขาสตาร์ตเครื่องรถไว้แล้ว ทำให้คิดว่าถ้าช้าอีกนิดเขาคงไม่รอ ความจริงแล้วจะรอหรือไม่รอ มันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะนั้นมานานมากแล้ว ฐานะที่เขาจะรอฉันได้เสมอ

สายตาดุที่มองมาทำให้ฉันรีบเปิดประตูเข้าไป แอร์เย็นจนหนาวแต่กลับเขาออกรถทันทีโดยไม่ถามอะไร ชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ฉันขยับตัวเหมือนไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากดึงกางเกงที่เลื่อนร่นขึ้นลงมา รู้สึกเจ็บแก้ม ปวดปาก หนัก ๆ  ที่หัว อาการเมาหายปลิดทิ้งแต่ถูกแทรกแซงด้วยความเจ็บไปทั้งตัว และความรู้สึกปวดแก้มแทน

ตุบ

เสียงเสื้อหนังสีดำที่ถูกโยนมากระทบบนตักของฉัน โดยคนโยนไม่พูดอะไรนอกจากขับรถ

“ขอบคุณค่ะ”

ฉันอ้อมแอ้มพูดแต่ไม่มองเขา พอใส่เสื้อคลุมเสร็จจึงได้เห็นไฟสีแดงด้านหน้าพร้อมกับที่เขาชะลอรถ เพราะข้างหน้ามีด่าน

“ไปไหนครับ”

ตำรวจหนุ่มก้มถามฝั่งคนขับ ฉันได้ยินเขาบอกว่ากำลังกลับบ้าน เขาหยิบใบขับขี่ให้เจ้าหน้าที่ และเมื่อแลเลยมาทางฉัน เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ให้เขาลงไปเป่าวัดระดับแอลกอฮอลทันที ขณะที่ฉันนิ่งมองเขาเปิดประตูรถลงไป เขานั่งคุยกับตำรวจจนกระทั่งผลออกมาว่าเขาไม่ได้ดื่ม เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินมาส่ง ฉันเห็นสายตาแกมสงสัยที่เหลือบมองฉันทั้งตัวก็ขยับเสื้อคลุมให้มิดชิด ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าสภาพตัวเองยับเยินแค่ไหน ไม่แปลกใจที่ตำรวจคนนั้นจะเรียกเขาลงไป และมองมาแปลก ๆ เข้าใจทันทีว่าทำไมคนคนนั้นถึงใจดีสละเสื้อนอกของเขาให้ฉันคลุม ถ้าไม่มีเสื้อตัวนี้ และเจ้าหน้าที่เห็นรอยบนตัวฉัน คงไม่ปล่อยเขาออกมาง่าย ๆ หรือไม่เขาก็อาจถูกสงสัยในฐานะโจรปล้นกาม

เรานั่งรถด้วยกันจนถึงบ้านหลังหนึ่ง ภายนอกใหญ่โตหรูหรา สมกับบ้านเจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคนในประเทศรู้จักเป็นอย่างดี เขาขับรถผ่านประตูอัลลอยที่เคลื่อนตัวปิดลง พร้อม ๆ  กับอิสระภาพของฉันเองก็หมดลงเช่นกัน ฉันรู้สึกราวกับนักโทษที่แอบหนีออกจากคุกและกำลังถูกควบคุมตัวกลับมาที่คุมคัง โทษทัณฑ์ของการหลบหนีกำลังรอฉันเบื้องหน้าพร้อมกับชีวิตทั้งหมดของฉันที่เริ่มต้นที่นี่พร้อมกับผู้ชายที่ชื่อนนท์ นันทนาพิพัฒน์


 

นนท์  นันทนาพิพัฒน์


นนท์ นันทนาพิพัฒน์นักธุรกิจในเครือรับเหมาก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ชายหนุ่มผู้กำลังถูกจับตามองในฐานะนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่อายุยังน้อย ด้วยลักษณะการทำงานที่ปราดเปรียวว่องไวและรูปลักษณ์ภายนอกที่สะดุดตา ไม่ว่าจะเป็นผมดกดำตัดสั้นระต้นคอ ทิ้งปอยผมปอยหนึ่งระหน้าผากปัดผ่านคิ้วดาบที่หนาเข้มชวนมอง องค์ประกอบในโครงหน้าหล่อเหลาคมคาย ปากแดงผิวขาวจัด รวมบุคลิกที่เฉยเมยกับทุกสิ่งรอบข้างจนดูเหมือนเข้าถึงยาก รวมถึงความพิถีพิถันในการแต่งกาย คุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้เขากลายเป็นหนุ่มในฝันที่สาว ๆ อยากกอดที่สุดแห่งปี

ผมอ่านข้อความยกยอในเพจ ๆ  หนึ่งที่เขียนบทความถึงผมด้วยความรู้สึกหยัน ก่อนจะโยนโทรศัพท์ในมือลงเบาะที่นั่งข้างคนขับ มุ่งตรงสู่บริษัทในเครือนันทนาพิพัฒน์ด้วยอารมณ์โกรธกรุ่นในใจ

ใช่ ผมคือนนท์ นันทนาพิพัฒน์คนนั้น และตอนนี้ดวงตาสีดำสนิทที่เคยดูนิ่งราวบ่อน้ำลึกวาววับด้วยแรงโกรธกรุ่น มือที่กำพวงมาลัยกดแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน ริมฝีปากได้รูปเม้มสนิท ดวงตาจดจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า เป้าหมายของผมคือห้องทำงานในบริษัทนันทนาพิพัฒน์ ทุกครั้งที่ในใจเกิดสับสนด้วยความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจผู้หญิงคนนั้น ผมก็จะย้อนกลับไปที่นั่น สถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวทุกอย่าง เรื่องราวที่จะช่วยตอกย้ำความทรงจำไม่ให้กลับไปหลงผิดเช่นในอดีตอีก

อดีตระหว่างเขากับฬาริกา และเรื่องราวที่พยายามซุกซ่อนมันไว้ด้วยความเกลียดชัง

ผมมานั่งอยู่ในห้องทำงานของบริษัท สายตาจับจ้องมองไปที่จอภาพจากกล้องวงจรเปิดที่บอกวันเวลาเมื่อสามปีก่อน ในนั้นฉายภาพเคลื่อนไหวของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอกำลังประตูเข้ามาในห้องทำงานห้องนี้ ก่อนจะตามมาด้วยชายอีกคน ทันทีที่ประตูปิดชายคนนั้นก็รวบตัวผู้หญิงมากอดและจูบ ทั้งคู่คุยอะไรบางอย่าง ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะผละไปเปิดเซฟด้วยรหัสที่มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ เธอหมุนมันจนเปิดมันได้ และหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาส่งให้ชายคนนั้น ชายคนนั้นหอมแก้มเธอแล้วทั้งคู่ก็จากไป จากไปชั่วชีวิต

คราวนี้ผมกดเครื่องดักฟังอีกตัว เสียงมันดังกรอก่อนจะตามด้วยเสียงเอะอะจากเครื่อง ผมหลับตาเมื่อเสียงดังขึ้นพร้อมกับภาพความทรงจำในใจผม ภาพของหญิงสิบแปดมงกุฏกับพวก

ภาพในห้องห้องหนึ่งที่มีผม มีหญิงชั่วชายโฉดและผู้หญิงอีกสองคน

“ไอ้นนท์ !” เสียงตกใจของชายคนนั้นเรียกผม และตามมาด้วยเสียงของเธอ

“คุณนนท์ !” มันเป็นวันที่ความลับทุกอย่างเปิดเผย วันที่ผมได้รู้ความจริงถึงด้านมืดของหญิงสับปรับคนหนึ่ง

“อธิบายมาสิว่าเธอไม่รู้ เธอไม่รู้จักนายเดี่ยว แค่บอกคำเดียว แล้วฉันจะปล่อยเธอไป...ทั้งเรื่องโกงเงินบริษัทปลอมแปลงตัวเลขวางบิลซ้ำ หรือแม้แต่ขโมยเงินในเซฟ ได้โปรด...บอกฉันว่าไม่รู้ เธอไม่เกี่ยว...แค่โกหกก็ได้” มันคือเสียงสั่น ๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่ยังมีความหวัง เสียงของผมเอง ก่อนที่ความหวังทั้งหมดจะดับลงด้วยอาการอ้ำอึ้งของผู้หญิงคนนั้น

“ฉัน...”

“ไอ้โง่ ถ้าอีนี่ไม่ช่วย พวกกูจะแหกตามึงได้เนียนขนาดนี้เหรอวะ โง่แบบนี้ถึงถูกอีนี่มันหลอกสวมเขา” ผมจำได้ว่าตอนนั้นรู้สึกเหมือนถูกแทงทะลุหัวใจ ทั้งคำพูดของหญิงแพศยา หรือคำยืนยันจากไอ้ชั่วที่ยืนข้างเธอ หรือเสียงร้องเตือนของเกศินีอดีตพนักงานบริษัทของผมเอง

ใช่ ทั้งหมดเป็นพนักงานบริษัทของผม และมันเป็นแค่อดีต

“พี่เดี่ยวทำอะไรสักอย่างสิ จะโง่รอให้ไอ้นนท์เรียกตำรวจมาลากเราหรือไง”

“คุณนนท์ฉันไม่...”

“อีนี่เงียบ...พูดแก้ตัวไปเพื่อ ก็เห็น ๆ อยู่ว่ามึงช่วยพวกกูพวกมันเถียงกันเองอย่างไม่ลงรอยกัน ตอนนั้นผมต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น มองละครโรงหนึ่งตรงหน้า ด้วยความรู้สึกเกลียดชัง และสมเพช มองนายเดี่ยวที่อยู่ ๆ  ก็กระชากผมผู้หญิงข้าง ๆ  มัน เสียงกรีดร้อง และความอดทนของผมที่สิ้นสุดลง

“พี่เดี่ยว อย่าทำน้องฉันนะพี่” สิ้นเสียงกรีดร้องของผู้หญิงคนที่สามในห้อง พอนายเดี่ยวตบแก้มผู้หญิงแพศยานั้น ผมก็ทำสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตด้วยการพุ่งเข้าไปกระชากตัวมัน

“พี่เดี่ยว” เสียงใครสักคนร้องห้ามเมื่อผมต่อยมัน และเราซัดกันอย่างรุนแรง

“อย่า !”

พลัก !

“อย่า พี่เดี่ยว ! กรี๊ด” ผู้หญิงแพศยาคนนั้นร้องไห้และพยายามจะถลาเข้ามา แต่ถูกกระชากกลับคืนด้วยมือของเกศินี เพื่อนร่วมขบวนการของเธอ

“อีนี่หุบปาก อย่าห้ามพี่เดี่ยว มือไม่พายอย่าเอาตีนราน้ำ ถอยไปอยู่กะพี่มึงเลยไป”

“ไม่อย่าทำเขา”

“เปรี้ยง !”เสียงเหล่านั้นจบลงด้วยเสียงปืนนัดเดียว นัดเดียวที่ทำลายล้างทุกอย่างในชีวิตผม

 จนในที่สุดผมก็ปิดไฟล์เสียงพวกนั้น ทุกอย่างมันเป็นแค่อดีต ไม่มีประโยชน์ที่จะดูความเลวของผู้หญิงคนหนึ่งซ้ำหลาย ๆ ครั้ง แค่ครั้งเดียวก็ชัดเจนแล้วว่าคนคนนั้นไม่มีค่าอะไรคู่ควรในชีวิตผมอีก ผมควรเริ่มต้นใหม่

ใช่ ผมจะเริ่มต้นใหม่ และก็เก็บความเจ็บแค้นปางตายนี้ไว้ เพื่อตอกย้ำว่าครั้งหนึ่งผมเคยหลงตาบอดปล่อยให้ผู้หญิงสับปรับคนนั้นจูงจมูกสวมเขาอย่างเห็นแก่ตัวเพียงไร ตอกย้ำกับตัวเองว่าผมจะต้องเอาคืนอย่างสาสม

ผมเก็บหลักฐานไว้อย่างดี ไล่ดูประวัติคนในภาพที่วางเรียงกันไป พร้อมบอกตัวเองว่า...เป็นควายแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วมั้งในชีวิตคนเรา

ผมไม่ใช่คนดี...ผมบอกเลย

ผมไล่ดูทุกคนในรูปอีกครั้ง...

นายเดี่ยว หวินทรัพย์ แผนกส่งสินค้า ตาเดียวอันตราย...ปัจจุบันถูกยิงที่เส้นเอ็นขาข้างขวา เดินขาเป๋ตลอดชีวิต

นางสาวภาวินี พิมอัมพา แผนกคลังสินค้า พนักงานสาวเส้นใหญ่ที่ระเห็จหนีไปนอกโลก

นางสาวเกศินี บุญแห่ว แผนกบัญชี-การเงิน อดีตพนักงานบัญชีดีเด่น...พลิกแพลงตัวเลขเก่งสมเป็นมือวางอันดับหนึ่ง ไม่มีบริษัทไหนกล้ารับเข้าทำงานอีก

ผมไล่มาจนถึงชื่อสุดท้าย

นางสาวฬาริกา พิมอัมพา เลขานุการคนสนิทของประธานกรรมการผู้จัดการผู้โง่เขลา และคำขีดฆ่าด้านบนเด่นหรา

แก๊งมิจฉาชีพอันตราย

ผมปิดแฟ้มแล้วเก็บล็อกในลิ้นชัก กงเกวียนกรรมเกวียน กรรม...มันก็มีวงล้อของมัน หมุนไปชนใครคนนั้นก็รับ เพราะนี่คือชีวิต ชีวิตจริง ๆ  มันยิ่งกว่าละคร

ผมตัดสินใจลุกขึ้น ปิดคอม ปิดหน้าต่าง ขณที่กำลังจะปิดไฟ สายตาผมเหลือบไปเห็นกรอบรูปวางคว่ำบนชั้นหนังสือชั้นลอยติดผนังด้านซ้ายมือ คนที่ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างผมทนไม่ได้ที่เห็นอะไรวางผิดที่ผิดทาง พอหยิบจะเก็บก็ชะงักไป ใครยังเก็บรูปนี้ไว้

ผมสะกดความไม่พอใจ ดึงด้านหลังแกะเอาเฉพาะแผ่นภาพออกโดยเร็ว ผมแทบไม่มองมันด้วยซ้ำในตอนที่ฉีกเป็นชิ้นเป็น ๆ ทิ้งลงถังขยะ

ทุกอย่างอยู่ในที่ที่มีนควรอยู่ ผู้หญิงไร้ค่าบางคน ถังขยะคือที่ที่เหมาะกับเธอ

ผมปิดไฟ ก้าวออกมาจากความมืดในห้อง รู้สึกเหมือนว่าได้ก้าวออกจาความมืดมนในอดีต ทิ้งไว้แต่ซากความโง่งม ผมขยับเนคไทน์ขณะกดปุ่มรอลิฟต์ และก้าวสู่ช่องสี่เหลี่ยมที่เปิดกว้าง พาผมมายังชั้นล่างสุดของตึกนันทนาพิพัฒน์ พนักงานหญิงสองคนเข้ามาในลิฟต์กับผม ผมแค่พยักหน้าเมื่อเธอยกมือไหว้ จากหางตาเห็นว่าเธอสะกิดกันแล้วทิ้งสายตามาให้ ผมก็นิ่ง ไม่ยิ้มแต่ก็ไม่ดุ ไม่แสดงออกใดใดว่าสนใจพวกเธอ

นนท์ นันทนาพิพัฒน์คนเก่าถูกทิ้งไว้ในห้องมืดนั่นแล้ว ต่อไปนี้ผมจะไม่สนใจพวกผู้หญิงระดับล่างคนไหนอีก เธอพวกนั้นไม่มีค่าคู่ควรให้ผมใส่ใจ ผมคิดขณะพยักหน้าให้ยามที่ค้อมหัวทักทาย จุดหมายของผมเมื่อลงมาจากออฟฟิศคือร้านกาแฟหน้าตึก

นั่นไง คนที่ผมคิดว่าคู่ควรกับผมรออยู่แล้ว เธอชื่อบุษราคัม วรุณทิพย์ ลูกสาวเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งเข้ามาดีลงานกับผม เราเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ก็คุยกันเรื่อยมา

“บุษกำลังเลือกร้านอาหารค่ะ เพื่อนแนะนำมาสองสามแห่ง แต่ไม่แน่ใจว่าคุณจะชอบแบบนี้” เธอถามเมื่อผมนั่งลง และเห็นว่าวันนี้เธอแต่งตัวน่ารัก

“แล้วแต่คุณสิครับ” ผมกลายเป็นคนที่ไม่ใส่ใจกับความต้องการหยุมหยิมพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร ผมก็ไม่คิดใส่ใจ รู้แต่ว่าสมองกำลังคิดถึงโปรเจ็กต์ใหม่ที่กำลังทำ จนเธอส่งแก้วโกโก้ร้อนมาให้

“บุษสั่งมาให้คุณค่ะ”

ผมยิ้มให้เธออย่างขอบคุณ ผมเคยผิดหวัง แต่ผมไม่ปิดกั้นตัวเอง เพียงแค่ใช้หัวใจให้น้อยลงหรือไม่ต้องใช้เลยยิ่งดี แต่ควรใช้สมองให้มากขึ้น อย่างตอนนี้ สมองผมบอกว่า...ผมชอบเธอ

บุษราคัม วรุณทิพย์

นนท์ นันทนาพิพัฒน์ ลูกชายคนเดียวของคุณนที นันทนาพิพัฒน์ เจ้าของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่รายหนึ่งของไทย ต้องคู่กับบุษราคัม วรุณทิพย์ นักธุรกิจสาวผู้เก่งรอบตัวและสวยจัดอย่างหาตัวจับยากเท่านั้น

พ่อผมเสียชีวิตมาหลายปีแล้ว คุณหญิงแขไขแม่ของผมรับช่วงต่อก่อนจะส่งมอบทุกอย่างให้ผมตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ  จนกระทั่งตอนนี้ผมอายุสามสิบปี

ผมกับบุษราคัม แม่ของเรารู้จักกัน เราเคยเห็นกันผ่าน ๆ เมื่อนานมาแล้ว และตอนนี้เรากำลังดูตัวกันอยู่ เธอชอบผม ผมสนใจเธอ นั่นเพียงพอแล้ว

“ถึงแล้วครับ”

วันนี้ผมมาส่งเธอเหมือนทุกครั้งหลังจากที่เราออกไปกินข้าวเย็นนอกบ้านด้วยกัน ผมหันมาบอกเสียงสุภาพเมื่อรถจอดถึงหน้าประตูบ้าน

“เข้าไปดื่มอะไรร้อน ๆ ก่อนสิคะ” เธอชวนและยิ้มน้อย ๆ แต่ผมมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะบอกปฏิเสธไป

“วันหน้านะครับ ผมมีนัดกับแม่ ไม่อยากให้ท่านรอ”

ผมไม่ชอบพูดเล่น เพราะนัดกับแม่ไว้จริง ๆ กับบุษราคัม ผมไม่ใช่คนดุไม่ถึงกับแข็งกระด้าง ตรงกันข้ามผมอ่อนโยนสุภาพกับเขา แต่อะไรหลาย ๆ  อย่างก็ขัดแย้งในตัวเอง บางครั้งที่บุษราคัมเม้มปากแน่นเหมือนกับว่าผมเฉยมากไป ไม่ใส่ใจเธอเท่าที่ควร จนดูไปว่าไร้ความรู้สึก ผมจึงโน้มตัวมาข้างหน้า พูดเสียงอ่อนเอาใจเธอ

“พรุ่งนี้ ผมจะมารับแต่เช้านะครับ” เสียงนุ่มดังจากปากผมพร้อมรอยยิ้มอ้อน ผมบอกมาแบบนี้ไปเธอจะทำอะไรได้ นอกจากยิ้มรับ

“ค่ะ ขับรถดี ๆ นะคะ”

          รอยยิ้มของผมค่อย ๆ เลือนเมื่อลดกระจกลง และขับรถออกไปจากบ้านหลังนั้นไป ไม่ได้หันกลับไปมองว่าทิ้งบุษราคัมไว้ด้วยความรู้สึกแบบไหน 



บุษราคัม  วรุณทิพย์

ฉันมองนนท์ขับรถจากไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ อึดอัด เจ็บแปลบ และเหินห่าง ราวกับว่าทุกครั้งที่ขยับเข้าใกล้นนท์ อีกแค่ก้าวเดียวก็จะถึงเขาแล้ว กลับมีกำแพงมหึมาผุดขึ้นมากั้นเราไว้ ฉันได้แต่หวังว่าคงเป็นฉันที่คิดไปเอง ฉันก็ได้แต่หวังให้เป็นอย่างนั้น

ฉันหมุนตัวเข้าบ้าน และพบว่าในบ้านเปิดไฟสว่าง ฉันพาตัวเองเข้าสู่อีกหนึ่งความทุกข์ของฉัน หลายคนบอกว่าบ้านคือวิมานที่ให้ความอบอุ่นแต่ฉันกลับเห็นต่าง ที่จริงบ้านฉันก็ไม่ได้แตกแยกหรือมีรอยร้าวบาดหมางอะไรกันขนาดนั้น เพียงแต่สภาวะความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวกับภาระงานของทุกคนทำให้เราไม่ค่อยสัมผัสถึงความอบอุ่น อย่างเวลาครอบครัวเช่นนี้ เชื่อได้เลยว่าในบ้านฉันมีคนอยู่ไม่เกินสองคน

และก็จริงดังที่คิด คนที่รอฉันกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น ดูทีวีกับพยาบาลวัยใกล้เคียงกับฉัน

“ทำไมยังไม่นอนอีกคะ แม่ต้องพักผ่อนมาก ๆ รู้ไหม”

ฉันบอกทันทีที่แม่หันมาหาฉัน ก็ไม่เชิงดุ เพียงแต่เสียงกวดขันของฉันมาจากความเคยชินเวลาสั่งงาน

“หนูกลัวแม่เป็นอะไรไปอีก หนูแค่ห่วง” ฉันรีบออกตัวแตะแขนเมื่อแม่หน้าหงอย

“นี่ก็ไม่ดึกมาก แม่เห็นยังไม่มีใครกลับก็เลยมาดูอะไรรอเรื่อยเปื่อย คิดว่าตัวเองยังพอแข็งแรงบ้าง แต่หนูพูดเหมือนกับแม่ป่วยระยะสุดท้าย”

ความจริงคือแม่ฉันป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะต้น ๆ ฉันอยากให้แม่หาย พอได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกผิดทันที

“หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้แม่คิดแบบนั้นนะคะ”

“ช่างเถอะแล้วนี่ไปไหนมากลับค่ำ”

แม่ว่าฉันกลับค่ำ ทั้ง ๆ ที่พี่น้องคนอื่น ๆ ยังไม่มีใครกลับรวมถึงพ่อของฉัน ซึ่งไม่ต้องเดาว่าทุกคนยุ่งเรื่องงาน อย่างแม่เองถ้าไม่ป่วยจนต้องหยุดวางมือ แม่ก็คงหอบงานกลับมาทำที่บ้านอย่างที่ฉันเห็นมาตั้งแต่รู้ความ

“หนูออกไปกินข้าวนี่คะ ก็บอกแม่แล้ว”

“กับใคร เพื่อนหรือ”

ฉันเป็นลูกสาวคนโปรดที่แม่รักมากเป็นเศษกระมัง แม่ถึงใส่ใจฉันมาก และไม่มีเหตุผลที่ฉันต้องโกหกแม่ จึงบอกว่าไปกินข้าวกับนนท์

“ลูกชายคุณนทีเหรอ เราไปคุ้นเคยกับเขาเมื่อไร”

ก็อย่างที่บอก แม่ฉันเป็นอดีตซุปเปอร์เวิร์กกิ้งวูแมนอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย มีหรือจะไม่รู้จักนนท์

“สักพักแล้วค่ะ แม่คงยังไม่รู้ว่าเราเซ็นสัญญากับนันทนาพิพัฒน์”

“อ้อ งั้นเหรอ” แม่รับคำแล้วนิ่งคิดเหมือนทวน

“ลูกชายแขไขกับคุณนทีคนนี้ หน่วยก้านไม่เลว ได้ยินเหมือนกันว่าเป็นเงาเบื้องหลังคุณนทีตอนที่ป่วยหนัก ทำให้คนอื่นทึ่งเพราะสามารถเรียนรู้งานได้เร็วทั้งที่ยังเรียนไม่จบ หูตาเป็นกรด คนแก่ ๆ ที่เคยดูผิดว่าอ่อนเพราะอายุ หงายหลังเพราะถูกเล่นมานักต่อนัก” แม่ฉันหูตาแหลมคมไม่เคยเปลี่ยน ในเมื่อท่านพูดจริงฉันจะเถียงอะไรได้ จนเมื่อท่านถาม

“เขาจีบเราเหรอ”

“แม่ !” ฉันอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง อย่างน้อยฉันก็ชอบเขานี่ และนนท์ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะรังเกียจฉัน อย่างน้อยฉันก็ยังหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้ในเร็ววัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #1335 ตะวันลับใจ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 21:19

    อ่านทีไร เสพติดตลอดดด

    #1335
    0