[Fictober 2018] - Flower of Innocence

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 129 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    129

ตอนที่ 2 : Flower of Innocence [2/2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 72
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    12 พ.ย. 61

Flower of Innocence

[2/2]

FICTOBER 2018 : Day 18 - 31




มู่ชินอ๋องมองขวดใบเล็กที่ทำจากไม้ไผ่เหลาขัดเป็นรูปทรงอย่างพึงพอใจ ก่อนโยนมันลงกองไฟปล่อยให้ความร้อนเผาทำลายมันให้เป็นเถ้าถ่าน


ขวดใบนี้บรรจุพิษชนิดหนึ่ง


พิษที่เข็มเงินก็ทดสอบไม่ได้


คนชิมอาหารก็มิเป็นอันตรายใดๆ


พิษที่จะแสดงฤทธิ์ร้ายของมันเฉพาะกับคนที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น


ไร้ร่องรอยตกค้าง ไร้ที่มาให้สืบเสาะ


แพทย์หลวงล้วนส่ายหน้า วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะเป็นเพียงโรคร้ายชนิดหนึ่ง


‘จางอี้เหลียน’ เทียนฮวาเซียนซือแห่งยอดบรรพตหมื่นบุษบัน ร้ายกาจและเชี่ยวชาญในเรื่องการปรุงยาอย่างที่น้องชายของเขาบอกไว้จริงๆ


ใช่แล้ว… ชินอ๋องผู้นี้วางยาองค์รัชทายาท


พิธีบวงสรวงจันทราเป็นพิธีสำคัญ มีเพียงฮ่องเต้หรือองค์รัชทายาทเท่านั้นที่เป็นผู้ถวายเครื่องบวงสรวง การที่โอรสสวรรค์มีราชโองการให้เขาเป็นผู้ทำพิธีสำคัญนี้แทนตนเองและองค์รัชทายาท ความเกลียดชังจากฮองเฮาย่อมพุ่งเป้ามาที่ตน


‘ซ่งเจี้ยนเฉิน’ องค์ชายสาม มู่ชินอ๋องแห่งต้าซ่ง วีรบุรุษแห่งสงครามซ่งหวู่ ด้วยเกียรติประวัติและผลงานยอดเยี่ยมยาวเป็นหางว่าว รูปโฉมองอาจผึ่งผาย ความประพฤติและการวางตัวไร้ที่ติ ขุนนางล้วนนับถือ ประชาชนรักใคร่


หากคิดจะซัดทอดว่าที่องค์รัชทายาทล้มป่วยเช่นนี้เป็นเพราะเขา นางไม่มีทางกระทำได้ง่ายๆ ริมฝีปากบางได้รูปของมู่ชินอ๋องยกยิ้มมุมปาก เมื่อข้ารับใช้ของตนมารายงานว่าฮองเฮามีพระเสาวนีย์เชิญนักพรตผู้นั้นมาช่วยรักษาบุตรชายของนาง


นักพรตท้องวาฬผู้นั้นมาถึงก่อนวันงานเพียงหนึ่งวัน ถูกพาตัวไปยังตำหนักของรัชทายาทอย่างเร่งด่วน ซ่งเจี้ยนเฉินโยนดอกไป๋ฉานสีแดงผิดธรรมชาติลงบนเตาไฟ ไป๋ฉานดอกนี้เทียนฮวาเซียนซือมอบให้กับเขาในคืนที่พบกัน พร้อมกำชับว่าหากเจอนักพรตเมื่อใดให้เผาไป๋ฉานดอกนี้ อีกฝ่ายจะรับรู้ได้เอง


อาการของรัชทายาทดีขึ้น ขาที่เคยบวมยุบตัวลงทิ้งรอยไหม้เกรียมดำคล้ำเอาไว้ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถยืนและเดินได้ หน้าที่ในการประกอบพิธีบวงสรวงจึงเป็นเขาเช่นเดิม


งานเฉลิมฉลองเริ่มแล้ว ดวงจันทร์ดวงโตส่องแสงสีเงินยวงสว่าง ร่างสูงสง่าของมู่ชิงอ๋องในชุดเต็มพิธีการประคองถาดเครื่องกระเบื้องแสนเปราะบาง ภายในบรรจุเครื่องบวงสรวงนานาชนิด ที่สำคัญที่สุดคือเหล้าแสงจันทร์ที่ผ่านการบ่มหมักนับสิบปี กรองแล้วกรองอีกจนกลายเป็นสุราสีใสดุจน้ำค้างบริสุทธิ์


เสียงประโคมของดนตรีจบลงพร้อมๆ กับที่ชายหนุ่มทำพิธีเสร็จสิ้น ท่ามกลางสายตามากมายของผู้คนที่จับจ้อง


สายตา...ที่แสดงถึงความภาคภูมิใจ


สายตา...ที่บอกถึงความอิจฉาริษยา


สายตา..ที่เคียดแค้นขุ่นเคืองใจ


สายตา...ของความชื่นชมสมใจ


สายตา...ของความลังเลในการเลือกฝั่ง


สายตา…แห่งความปรารถนาร่วมภิรมย์เคียงหมอน


สายตา… ที่มุ่งร้ายหมายชีวิต


มู่ชินอ๋องคลี่ยิ้มสุภาพถ่อมตน คำนับต่ำเต็มพิธีต่อหน้าโอรสสวรรค์ผู้เป็นบิดา


ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งยิ้มกว้าง โบกหัตถ์เป็นสัญญาณเริ่มการเฉลิมฉลอง งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นที่ลานอุทยานหลวงซึ่งถูกประดับประดางดงามสว่างไสวด้วยโคมไฟหลายดวง


ซ่งเจี้ยนเฉินกลับที่นั่งประจำตำแหน่ง ลอบปรายมองไปยังฮองเฮาที่ปั้นหน้ายิ้มแย้มอ่อนหวาน เหลือบเลยไปยังองค์รัชทายาทที่ฝืนยิ้มฝืดเฝื่อนรับแขก ที่ด้านหลังของเขาที่มีนักพรตนิรนามที่เป็นต้นเหตุส่งน้องชายของเขาไปตาย


งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่มไปไม่ถึงเค่อ บรรยากาศของงานก็สะดุดลง เสียงดนตรีที่นักดนตรีหลวงกำลังบรรเลงให้เหล่านางรำร่ายรำ ถูกแทรกด้วยเสียงดีดผีผาเป็นทำนองเพลงหวานหู ตามมาด้วยกลิ่นดอกไม้หอมหวานรื่นจมูก ลอยตามกระแสลมที่พัดพาเอากลีบดอกท้อนับไม่ถ้วนมาพร้อมกัน ทุกคนในงานเลี้ยงพระราชทานต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จนกระทั่งใครสักคนชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า


ด้านหน้าของดวงจันทร์สุกสว่างปรากฎเงาร่างของผู้คนคณะหนึ่ง ทั้ง 7 คนเหยียบยืนอยู่บนกระบี่


2 คนถือผีผา


2 คนถือกิ่งท้อ


2 คนถือโคมกำยาน


คนหน้าสุดอยู่ในอาภรณ์สีขาวเหลือบสีกลีบดอกท้อ ชายเสื้อพลิ้วไสวตามแรงลม ประดุจภาพฝันอันงดงามตรึงตาที่ผู้คนเคยจินตนาการถึงบรรดาเซียนซือผู้อยู่เหนือโลกมนุษย์


“เทพเซียน!!”


เสียงฮือฮาดังไปทั่ว ทั้งจากประชาชนนอกกำแพงวัง และภายในอุทยานหลวง กลีบดอกท้อโปรยปรายจากฟ้าตลอดทางที่เหล่าเซียนเหาะเหิน แทบทุกคนล้วนตื่นเต้นยินดี เทศกาลปีนี้ช่างยิ่งใหญ่ถึงขนาดเทพเซียนยังมาเยือนต้าซ่ง ช่างเป็นเรื่องมงคลยิ่ง!


ตัวมู่ชินอ๋องก็แสดงสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้กัน เขารู้ว่าอย่างไรเสียเจ้าสำนักหมื่นบุปผาย่อมต้องมา เพียงแต่ไม่คิดว่าคนรักสันโดษอย่างอีกฝ่ายจะเปิดฉากใหญ่โต กดข่มราชสำนักด้วยภาพลักษณ์สูงส่งเช่นนี้ ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง ทุกคนถูกภาพอันงดงามนั่นสะกดจนอยู่หมัด ไม่เว้นกระทั่งนักพรตชั่วผู้นั้น


ซ่งเจี้ยนเฉินรู้ว่าภารกิจของเขาจบแล้ว เขามอบคนที่อีกฝ่ายต้องการได้สำเร็จ เท่ากับว่าผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตายของเหยียนเอ๋อร์จะไม่ถูกดับดาวประจำชีพ ทว่าสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้วหนี้ชีวิตที่แสนแพงนี้ใครกันจะต้องเป็นผู้จ่าย และต้องจ่ายด้วยอะไรบ้าง ตัวเขาเองก็อยากรู้ เพราะแทบทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงวันนั้นล้วนเปื้อนโคลนที่เจ้านักพรตนั่นสาดใส่น้องชายของเขามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป


อันที่จริงเขาเองก็อยากสับเจ้านักพรตนั่นเป็นหมื่นชิ้นด้วยมือตน แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าคนที่มีสิทธิมากที่สุดในการมอบบทลงโทษ ทวงคืนความยุติธรรมนั้นให้กับเหยียนเอ๋อร์ คือเทียนฮวาเซียนซือผู้นั้น


บุปผาสวรรค์ที่แสนงดงาม ทว่ามีหนามแหลมคมและเต็มไปด้วยพิษร้าย


ร่างโปร่งและคณะร่อนลงกลางลานหน้าที่ประทับของฮ่องเต้ นุ่มนวลประดุจฝูงหงส์ เหล่าทหารองครักษ์และแม่ทัพออกมายืนขวางกั้นระหว่างเซียนซือและที่ประทับของเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายตามหน้าที่อย่างระมัดระวัง


“ขออภัยที่ข้ามาโดยไม่ได้บอกกล่าว ตัวข้าเพิ่งออกจากด่านบำเพ็ญเพียรนับสิบปี คิดถึงบุตรสาวและหลานชายตัวน้อยยิ่งนัก จึงถือโอกาสมงคลในคืนบวงสรวงจันทรามาเยี่ยมเยือน”


ริมฝีปากบางบนใบหน้าขาวคมคายคลี่ยิ้มพร่างพราว ขณะกล่าวว่าจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสุขุม ทั้งงดงามสูงส่ง ทั้งองอาจงามสง่า ประดุจภาพฝันของบุรุษและสตรีที่ได้พบเห็น


ถ้อยความที่เอื้อนเอ่ย และใบหน้าที่เปิดเผยอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของโคมไฟประดับจำนวนมากนั้น

ทำให้หลายคนในงานเริ่มเอะใจบ้างแล้ว โดยเฉพาะพวกที่อยู่ใกล้ และคนที่อยู่ไกลที่สุดแต่รู้จักใบหน้านั้นดีที่สุดอย่างโอรสสวรรค์


ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งสีหน้าซีดเผือด เขารู้จักเจ้าของใบหน้านั้นเป็นอย่างดี เพราะเป็นใบหน้าเดียวกับหมอยาผู้เป็นบิดาของสนมของเขา ใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนไป ไม่มีเค้าของความแก่ชราแม้แต่นิด บัดนี้เขารู้แล้วว่านางอันเป็นที่รักของเขาก่อนสิ้นใจมิได้คำนับความว่างเปล่าหรือกระทั่งสถานที่ตั้งบ้านเกิด


นางคำนับขอขมาและอำลาบิดาของนางที่เป็นเทพเซียน


“แล้วนี่บุตรีกับหลานชายของข้าไปอยู่ที่ไหน ข้ากวาดตาดูทั่วไม่เห็นแม้แต่เงาของพวกเขาในงานสักนิด ด้วยฐานะของทั้งคู่ควรจะได้เข้าร่วมงานด้วยไม่ใช่หรือ”


ประโยคถัดมาพุ่งตรงไปยังบุรษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ใบหน้าของเซียนซือผู้พูดยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มละมุนละไม หากรอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา มือเรียวโบกมือเพียงนิดหนึ่ง กิ่งก้านของต้นเหมยคู่ที่ขนาบเขาอยู่ก็ยืดเหยียดจากสองฝั่งสานทอเป็นเก้าอี้นั่ง ดอกเหมยผลิบานสะพรั่งทั้งต้นแม้นไม่ใช่ฤดูกาล จนคล้ายบัลลังก์ดอกเหมยรองรับบุรุษผู้ถูกเรียกว่าเทียนฮวาเ ร่างโปร่งนั่งบนกิ่งก้านต้นเหมยกลางสวน ประจันหน้ากับโอรสสวรรค์ผู้อยู่บนบัลลังก์มังกร


ละอองแสงสีทองและแดงปรากฏขึ้นรอบด้าน ก่อตัวม่านพลังทรงโดมคลุมทั้งวังหลวงเอาไว้ หากมองจากภายนอกราวกับวังหลวงกำลังถูกห่อหุ้มด้วยดอกบัวตูมดอกใหญ่ สวยงามตระการตายิ่งนัก แต่แท้จริงแล้วมันคือ ‘ค่ายกลอัคคีสัตตบงกช’ ที่จางอี้เหลียนสร้างขึ้น คนนอกเข้าไม่ได้ คนในออกไม่ได้ ทั้งยังกักกั้นทุกเสียงเอาไว้ภายใน


“ไม่ต้องตกใจไป ข้าเพียงสร้างดอกบัว 1 ดอกเท่านั้น พวกเจ้ารู้หรือไม่ดอกบัวจะบานก็เมื่อต้องแสงอาทิตย์ นี่เพิ่งจะหัวค่ำอีกหลายชั่วยามกว่ากลีบบัวจะบาน เรายังมีเวลาสะสางหาคำตอบกันอีกนานเจ้าลูกเขย”


พูดจบรอยยิ้มอ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นน่าหวาดหวั่น ไอปราณมหาศาลของเซียนซือผู้ฝึกตนมานับร้อยปีกดข่มทั่วทั้งวังหลวง


“ว่าอย่างไรเล่า เจ้าจะสารภาพเองหรือต้องให้ข้าพูด…”


“เป็นข้าเองที่ส่งเหยียนเอ๋อร์ไปตาย เป็นข้าเองที่ทำให้ธิดาของท่านต้องสิ้นใจ” ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินตรงมายังเบื้องหน้าเทพเซียนไม่สนการทัดทานของผู้ใด


“ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับข้าแล้วเช่นนั้นหรือ หรือคิดว่าแค่หมอยาคนหนึ่ง สามัญชนต่ำต้อยคนหนึ่ง แค่บิดาของหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ”


“เป็นข้าเอง… เป็นความผิดของข้าเอง…” โอรสสวรรค์ยังคงกล่าวเช่นนั้น


“องค์ชายเจ็ดฝึกวิชามาร ฝ่าบาทให้ใช้ชีวิตตนทำคุณไถ่โทษ ท่านเซียน ท่านควรขอบพระทัยฝ่าบาทด้วยซ้ำ”


มู่ชินอ๋องลอบจุ๊ปากเบาๆ มองเจ้าของตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งวังหลัง คนโง่งม ยังคงเป็นคนโง่งม นางเห็นขนาดนี้แล้วยังคิดว่านักพรตของนางเหนือกว่าอีกหรือ นี่เป็นการสาดน้ำมันลงกองไฟชัดๆ ไม่เห็นหรือว่าเจ้านักพรตนอกรีตนั่นกำลังหาทางหลบออกจากงานแล้ว


“วิชามาร!!! หลานชายข้าฝึกวิชาเดียวกับข้า เจ้ากล้าบอกเช่นนั้น ไม่เท่ากับพูดว่าข้าเทียนฮวาแซ่จางผู้นี้เป็นมารอย่างนั้นเรอะ!! ไหนบอกข้าสิว่าเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านั่นเป็นวิชามาร น้ำหน้าอย่างเจ้ารู้จักวิชายุทธ์และวิถีการฝึกตนสักแค่ไหนกันเชียว ถึงได้กล้าพูดว่าวิถีการฝึกตนสู่เทพเซียนบุปผาเป็นวิชามาร” นิ้วเรียวยกขึ้นชี้หน้าบริภาษ ไม่สนฐานะตำแหน่งใดของอีกฝ่าย ขนาดมังกรเขายังไม่เห็นหัว แค่นางหงส์มีหรือเขาจะต้องไว้หน้า


สายตาทุกคู่บัดนี้มองตามนิ้วมือชี้ จับจ้องไปยังฮองเฮา พลันนึกขึ้นได้ว่านักพรตที่บอกว่าองค์ชายเจ็ดฝึกวิชามารคนนั้นนางเป็นผู้พามา และนางยังเชิญมารักษาโรคประหลาดขององค์รัชทายาทอีกด้วย


“ทะ.. ท่านนักพรตเป็นผู้บอก ท่านเป็นผู้ฝึกตนเช่นเดียวกับท่าน ย่อมเชื่อถือได้” นางรีบโยนเผือกร้อนให้พ้นตัวนาง เรียกหานักพรตเคราขาวทันที “ท่านนักพรตท่านช่วยยืนยันทีสิ ว่าองค์ชายเจ็ดฝึกวิชามารจริงๆ”


จุดที่นักพรตคนนั้นยืนอยู่เดิม บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า


“รัชทายาท ท่านนักพรตไปไหนเมื่อครู่เขายังยืนอยู่ด้านหลังเจ้า”


“ทูลเสด็จแม่ ตัวข้าเคลื่อนไหวไม่ถนัดจึงไม่ทันสังเกต เมื่อครู่เขายังอยู่ยืนอยู่ ไม่รู้ตอนนี้หายไปไหนแล้ว


”จะหายไปไหนได้ มันก็ยังอยู่ด้านหลังเจ้านั่นล่ะ” เจ้ายอดบรรพตหมื่นบุปผาช่วยตอบให้แทน ดวงตาคมวาวโรจน์ ก่อนเอ่ยปาก “มู่ชินอ๋องเจ้าช่วยไปดูให้ข้าหน่อย ว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังเก้าอี้รัชทายาทกันแน่”


เจ้าของตำแหน่งเหลือบมองอีกฝ่าย เขาหันไปหาฮ่องเต้แห่งต้าซ่ง เมื่อเห็นผู้บิดาพยักหน้าเขาจึงลุกขึ้นเดินตรงไปยังรัชทายาท ผู้คนแหวกเป็นทาง องครักษ์หลายคนเดินตามเขาไปด้วย ด้านหลังเก้าอี้ว่างเปล่าอย่างที่รัชทายาทบอก คิ้วเข้มขมวดยุ่ง แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไรออกไปก็เห็นการเคลื่อนไหวหนึ่งในเงามืด


“ทหารส่องไฟ!” เขาออกคำสั่ง


สิ่งที่ปรากฏอยู่ในแสงไฟทำให้ผู้ผ่านศึกมากมายอย่างชายหนุ่มนิ่งงัน “....”


“เจ้าเห็นอะไร?” แทบทุกคนล้วนถามเป็นเสียงเดียวกัน


“คางคกตัวใหญ่อัปลักษณ์ตัวหนึ่ง” ซ่งเจี้ยนเฉินตอบเรียบ


“นำมันออกมา”


ชายหนุ่มมิได้เข้าไปจับมันโดยตรง เขาใช้ปราณยุทธ์ห่อหุ้มตัวมันและเหวี่ยงข้ามศีรษะรัชทายาทไปกลางลาน


“คิดว่ากลับร่างเดิมแล้วจะหลบสายตาข้าพ้นรึ” เสียงกดต่ำมาพร้อมกับแรงกดดันบังคับให้คางคกตัวนั้นต้องจำแลงกลับเป็นร่างมนุษย์


“ท่านเซียนๆ ผู้น้อยผิดไปแล้ว ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้ว่าองค์ชายเจ็ดและพระสนมซูเฟยเกี่ยวข้องกับท่าน”


นักพรตเคราขาวไม่เหลือแล้วแม้เศษเสี้ยวของกิริยาสำรวมเย่อหยิ่ง บัดนี้ชายชราตัวสั่นงันงก หมอบราบโขกหัวกับพื้นไม่หยุด


“เห็นกันหมดแล้วใช่ไหม เจ้าคนที่ชี้ชะตาตายหลานข้าแท้จริงเป็นเพียงเดรัจฉานบำเพ็ญเพียรไม่กี่สิบปี ไม่รู้อันใดสักอย่าง แต่กล้ากล่าวหาผู้อื่นว่าฝึกวิชามารเช่นนั้นหรือ เหอะ ดี… ดีเหลือเกิน… ข้าอยากรู้นักความเจ็บปวดสูญเสียของข้าครั้งนี้ มันหน้าไหนจะเป็นผู้ชดใช้!!!”


เจ้าสำนักหมื่นบุปผาตวาดดังราวเสียงฟ้าร้อง ดวงตาสีดอกท้อขุ่นมั่วไปด้วยแรงโทสะ


ความจริงที่หมอบสั่นอยู่ตรงหน้า


ความจริงมากมายจากปากนักพรตจำแลงที่พวกเขาเคยเชื่อถือ สร้างความรู้สึกหลากหลายในใจผู้คน

องค์ชายเจ็ดซ่งหมิงเหยียน เป็นเพียงผู้เคราะห์ร้าย เป็นดอกไม้ขาวที่แสนบริสุทธิ์ ที่ถูกนำมาบดขยี้อย่างไร้ซึ่งความปรานี สมควรแล้วที่เซียนซือผู้เป็นตาจะพิโรธโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้


เห็นทีต้าซ่งคงจบสิ้นแล้ว…


“ทั้งหมดนี้ ข้าขอรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ขอท่านเซียนโปรดเมตตาละเว้นชีวิตผู้อื่น ละเว้นต้าซ่งด้วยเถิด”


เจ้าแคว้นต้าซ่งคุกเข่าลงคำนับ มีหรือคนอื่นจะหยัดยืนอยู่ได้ ทุกคนล้วนคุกเข่าหน้าผากจรดพื้นไม่เว้นกระทั่งมู่ชินอ๋องผู้ร่วมมือจับโจร ขอความเมตตาให้กับผู้เป็นทั้งบิดาและนายเหนือหัวของตน เพราะถึงแม้จะผิดพลาดในเรื่องนี้ แต่ในด้านอื่นนั้นฮ่องเต้ของพวกเขานับว่าปรีชาสามารถ มีความเมตตา ปกครองบ้านเมืองสงบสุขมาตลอด


“ขอท่านเซียนโปรดเมตตา ละเว้นชีวิตฝ่าบาท”


“ขอท่านตาโปรดเมตตา ละเว้นพระบิดาและทุกชีวิตในต้าซ่ง” เสียงใสๆ จากร่างโปร่งแสงเล็กๆ ดังขึ้น


เสียงเสียงเดียวที่มีค่าสำหรับ จางอี้เหลียน มากกว่าเสียงของคนทั้งแคว้นซ่งรวมกัน


เจ้าแคว้นต้าซ่งรีบเงยหน้าหันมองด้านข้างตน หยดน้ำตาของผู้เป็นบิดาไหลเป็นสาย เมื่อเห็นร่างวิญญาณของลูกชาย


ท้ายที่สุดเซียนบุปผายอมถอยให้หนึ่งก้าว นักพรตจำแลงเขาจะเป็นผู้นำกลับไปลงทัณฑ์ ส่วนคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นโทษตายเว้นได้ โทษเป็นห้ามเว้น ให้ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งพิจารณาไปเอาเองตามความเหมาะสม หลังจากนั้นให้ฮ่องเต้ถือศีลบำเพ็ญเพียรทำบุญมิเว้นวันอุทิศส่วนกุศลให้พระสนมซูเฟยและองค์ชายเจ็ดเป็นเวลา 1 ปี อย่าได้ขาดแม้แต่วันเดียว


ภายหลังการสอบสวนเป็นการภายใน ฮองเฮาถูกปลดจากตำแหน่งถูกส่งไปตำหนักเย็น คนอื่นๆ ได้รับโทษหนักบ้างเบาบ้างตามความเกี่ยวข้อง ฮ่องเต้มีราชโองการให้มู่ชินอ๋องสำเร็จราชการแทนเป็นเวลาหนึ่งปี เพื่อเข้าวัดถือศีลภาวนา


จนกระทั่งครบกำหนดเวลาโอรสสวรรค์กลับคืนบัลลังก์ มู่ชินอ๋องจึงเป็นฝ่ายขอลาพักบ้าง ชายหนุ่มออกเดินทางอีกครั้งหนึ่งมุ่งหน้าสู่ยอดบรรพตหมื่นบุษบัน ตั้งใจเยี่ยมคารวะเทียนฮวาเซียนซือเป็นการส่วนตัว ด้วยหลังจากเหตุการณ์ในคืนเพ็ญ ตัวเขามิได้พบเทพเซียนผู้นั้นอีกเลย มีเพียงเหยียนเอ๋อร์ที่มักมาเข้าฝันเขา เล่านู่นเล่านี่เจื้อยแจ้วให้คลายเครียดคลายเหนื่อยจากราชกิจ


ระหว่างทางเดินขึ้นสู่สำนักสองข้างทางเต็มร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยสีเขียวร่มรื่นออกดอกสะพรั่งสมกับชื่อยอดเขา จนกระทั่งบรรลุถึงประตูทางเข้า แจ้งความประสงค์ของตน ศิษย์คนหนึ่งจึงพาเขาไปยังศาลารับรอง


“เจ้ามาถึงที่นึ่จนได้”


“หนึ่งปีผ่านมานี้จะว่าเร็วก็เร็วช้าก็ช้า ตัวข้าอยากมาขอบคุณท่านเป็นการส่วนตัว แต่ที่ผ่านมาหาเวลาไม่ได้เลย”


“ข้าไม่ได้ทำอะไรให้เจ้า จะขอบคุณเรื่องอะไร”


“ที่ท่านยอมละเว้นชีวิตพระบิดา”


“คนที่เจ้าควรขอบคุณคือเหยียนเอ๋อร์”


“ข้าขอบคุณเขาแล้ว”


“เช่นนั้นสำหรับข้าก็ไม่จำเป็น”


“ท่านดูกังวล” มู่ชินอ๋องเปลี่ยนเรื่อง รินน้ำชาเพิ่มให้อีกฝ่าย


คิ้วเรียวเลิกขึ้นนิดหนึ่ง “ดูออก?”


คนอายุน้อยกว่าพยักหน้า “ขอถือวิสาสะถามท่าน เป็นเรื่องของเหยียนเอ๋อร์ใช่หรือไม่”


“ใช่” ใบหน้าเฉยชาเคร่งขรึมอ่อนลงหลายส่วนเมื่อพูดถึงหลานชายอันเป็นที่รัก “ตัวข้าฝืนชะตาฟ้า เรียกวิญญาณหลานชายกลับมายังโลกมนุษย์ หมายใจสะสางเรื่องราวทวงความยุติธรรม และเมื่อจบเรื่องแล้วเหยียนเอ๋อร์ต้องกลับสู่ภพภูมิของตน”


“แต่เขาไม่ยอมกลับ”


เซียนบุปผาถอนหายใจ “เขายังมีห่วงอาวรณ์ ข้าคิดว่าคงเป็นเรื่องเจ้า ไหนๆ เจ้ามาถึงที่นี่ก็ลองพูดกับเหยียนเอ๋อร์ให้ข้าหน่อย เจ้าเด็กนี่เป็นคนดื้อเงียบมาแต่ไหนแต่ไร บางทีข้าก็อยากจับตีให้ก้นลาย”


“ท่านตาอย่าใส่ความ เหยียนเอ๋อร์ออกจะเป็นเด็กดี” น้ำเสียงสดใสจากร่างโปร่งแสงขัด


ซ่งหมิงเหยียนลอยมาคั่นระหว่างกลางของคนเป็นทั้งสองคน วิญญาณของเด็กหนุ่มได้รับอนุญาตปรากฏกายอย่างอิสระในบริเวณของสำนัก


“เจ้าเด็กดื้อ” จางอี้เหลียนว่าอย่างไม่จริงจังนัก


“เหยียนเอ๋อร์มีอะไรให้ห่วง ไหนลองบอกมา ถ้าพี่ทำให้ได้จะทำให้” มู่ชินอ๋องเอ่ยถามน้องน้อย


เขาเข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดเทียนฮวาเซียนซือถึงกังวลนักเกี่ยวกับซ่งหมิงเหยียน วิญญาณที่ตกค้างอยู่ฟากฝั่งคนเป็น นานวันเข้าจะสูญสลาย มิได้กลับไปเกิดหรืออยู่ในที่ที่ควรอยู่อย่างแดนสุขาวดี


“ห่วงของข้าก็คือตัวท่าน” ซ่งหมิงเหยียนตอบ “...ก็อยู่คนเดียวมันเหงา”


“ถ้าเจ้าคิดจะรอจนกว่าพี่ชายเจ้าหมดอายุขัยแล้วตามเจ้าไปอยู่ฝั่งโน้นด้วยกันข้าว่าคงอีกนาน ให้ข้าผู้เป็นตาช่วยสงเคราะห์ ส่งเขาไปอยู่กับเจ้าดีไหม ดับดาราที่ทำไว้ก็ยังไม่ได้ใช้แค่เพิ่มอะไรอีกนิดหน่อยหยดเดียวรับรองหลับสบายไม่เจ็บไม่ปวด ถือเสียว่าเป็นของขวัญส่งพวกเจ้าสองคนไปโลกหน้า”


คำแนะนำกึ่งเล่นกึ่งจริงทำเอามู่ชินอ๋องแทบสำลักน้ำชา


“ท่านตา!!! ไม่ได้นะ” หลานชายตัวดีทำหน้าง้ำแก้มป่อง “ถ้าข้าอยากให้ท่านพี่มาอยู่กับข้า ข้ารอท่านพี่หมดอายุขัยได้ ท่านไม่ต้องช่วยส่งเสริม ไม่กี่สิบปีเหยียนเอ๋อร์รอได้”


“ข้าเกรงว่าพี่ชายเจ้าจะไม่มีวันได้ข้ามแม่น้ำปรภพ ถ้าข้าไม่ช่วยสงเคราะห์” เจ้าของสมญาบุปผาสวรรค์ตอบ ดวงตาสีดอกท้อมองสบดวงตาคมกล้าของมู่ชินอ๋อง “ข้าพูดถูกหรือไม่ชินอ๋อง”


“ปิดท่านมิได้จริงๆ”


“ข้าแปลกใจตั้งแต่คืนที่เจอกันครั้งแรกแล้ว มิคิดว่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจะฝึกวิชาเซียน หนำซ้ำยังมีแก่นปราณทองที่แข็งแกร่ง”


“เดี๋ยวๆ พวกท่านคุยอะไรกัน ข้างงไปหมดแล้ว ท่านพี่ ท่านฝึกวิชาเซียนเหมือนท่านตาหรือ แถมยังฝึกสำเร็จแล้ว!!”


“ใช่ แต่คนละสายกัน” มู่ชินอ๋องตอบ


“ข้าถึงได้บอกว่าข้าจะช่วยส่งเขาไปหาเจ้าเอง”


“โถ่ถัง แล้วนี่ข้าจะอยู่ที่นี่ทำไมตั้งนานเนี่ย!” วิญญาณดวงน้อยร้อง


“ก็เจ้าบอกว่าเจ้าเหงา”


“คนที่ข้ากลัวจะเหงาคือพวกท่านสองคนต่างหาก” ซ่งหมิงเหยียนเฉลย “เท่าที่ข้าเห็นนิสัยของท่านทั้งคู่ไปด้วยกันได้ พูดคุยถูกคอลื่นไหลและเมื่อพวกท่านเป็นผู้ฝึกตนอยู่ในวิถีเซียนอันยืนยาวด้วยกันทั้งคู่ยิ่งดียิ่งจะได้อยู่เป็นเพื่อนคุยอยู่กันไปนานๆ ทีนี้ข้าจะได้ไปอยู่กับท่านแม่ได้อย่างสบายใจเสียที”


“เหยียนเอ๋อร์” มู่ชินอ๋องเอ่ยปราม อย่างไรเสียจางอี้เหลียนก็อาวุโสกว่าเขาหลายปีนัก ยกขึ้นเทียบชั้นเป็นสหายกันเกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาท


“ข้าเคยบอกพวกท่านแล้ว ว่าบนโลกนี้ข้าเหลือคนที่ข้ารักเพียง 2 คน คือท่านตากับท่านพี่ ข้าจะมีความสุขหากท่านทั้งสองมีความสุข และหากพวกท่านคบหาเป็นสหาย เป็นเพื่อนปรับทุกข์พูดคุยกันแทนตัวข้า ข้าจะยิ่งมีความสุขเป็นสองเท่า”


องค์ชายเจ็ดกล่าวถ้อยความด้วยน้ำเสียงจริงจัง ประโยคถัดมาทำเอาคนสำคัญของเขาทั้งคู่ใจอ่อนยวบ


“ข้ารู้ว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน หากภายภาคหน้าพวกท่านผิดใจกันถือว่าสวรรค์ลิขิตไว้ แต่ยามนี้ถือเสียว่าทำเพื่อเหยียนเอ๋อร์ได้หรือไม่”


“ได้” เจ้ายอดบรรพตหมื่นบุษบันตอบ “คบหาสหายอายุน้อยใช่เป็นเรื่องผิดแปลกอะไร”


“หากท่านไม่รังเกียจ ข้าเองก็ยินดี” ซ่งเจี้ยนเฉินกล่าวต่อ


ใบหน้าของซ่งหมิงเหยียนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ร่างโปร่งใสโถมเข้ากอดคนเป็นทั้งคู่ ก่อนถอยออกไปยืนกลางสวน เสื้อผ้าธรรมดาติดกายกลายเป็นชุดเต็มยศขององค์ชายแห่งต้าซ่ง ร่างน้อยลงนั่งคุกเข่าสองมือยกขึ้นก้มศีรษะคำนับเต็มพิธีการ


“เหยียนเอ๋อร์หมดห่วงแล้ว ขออำลาท่านตาและท่านพี่ หากวาสนาชะตายังผูกพันขอให้เหยียนเอ๋อร์ได้กลับมาพานพบพวกท่านอีก”


พูดจบร่างขององค์ชายเจ็ดก็เลือนหายกลายเป็นกลีบดอกไป๋ฉานนับหมื่นนับพันถูกสายลมหอบใหญ่หอบขึ้นไปบนฟ้า


“บทจะไปก็ไปเสียง่ายๆ” จางอี้เหลียนทอดถอนใจ คนทั่วไปต่างพูดว่าเขาเป็นคนเย็นชา แต่ไม่เลย…. ถึงเขาจะเป็นเซียนซืออายุขัยยืนยาว เข้าใจการเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏสงสาร แต่ถึงอย่างนั้นการจากไปของคนสำคัญทุกคน ทุกครั้ง ก็ทำให้เขาใจหาย...


จากนี้ไม่มีแล้วเจ้าหลานชายตัวน้อยแสนซุกซน ที่คอยมาปั่นป่วน เขย่าดึงแขนเสื้อเขาเรียกร้องความสนใจอีก


ภรรยาจากไป…


บุตรสาวจากไป…


หลานชายก็จากไปแล้ว…


มู่ชินอ๋องมองดวงหน้าด้านข้างของร่างเล็กกว่า แม้ใบหน้าคมคายนั้นไม่แสดงอารมณ์อันใด ทว่าดวงตาสีดอกท้อกลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ชายหนุ่มพลันเข้าใจในทันทีว่าห่วงใหญ่ที่รั้งน้องชายของเขาเอาไว้มิใช่ตนเอง แต่เป็นเทียนฮวาเซียนซือผู้นี้


เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าตัวถึงได้ยินดีนักหนาและยอมจากไป เมื่อรู้ว่าตัวเขาฝึกสำเร็จวิชาเซียนมีช่วงอายุขัยยืนยาว


เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ชอบมาเข้าฝันเขา เล่านู่นเล่านี่เกี่ยวกับเจ้าของดวงตาสีดอกท้อผู้นี้


“ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่” ชายหนุ่มเอ่ยเบา มือแกร่งแตะที่ศอกของอีกฝ่ายให้รู้สึกตัว


“ข้าไม่เป็นไร” จางอี้เหลียนตอบ ร่างโปร่งนั่งลงกับเก้าอี้หินตามเดิม


ชินอ๋องแห่งต้าซ่งนั่งลงตรงข้าม ใช้พลังปราณคืนความร้อนให้กับกาน้ำชา รินน้ำชายื่นส่งให้อีกฝ่าย “ท่านดื่มเสียหน่อย”


คนอายุมากกว่ารับถ้วยช้า มองอีกฝ่ายหยิบห่อผ้าห่อหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะ มันเป็นกล่องไม้สำหรับใส่อาหาร เมื่อเปิดสลักฝาด้านบนออก ดวงตาสีดอกท้อก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ภายในมีเค้กข้าวสีน้ำตาลอ่อนตัดเป็นแผ่นบาง โรยด้วยน้ำตาลและถั่วงา เนื้อแป้งดูแล้วยังคงความนุ่มและหอมกรุ่น มันเป็นของหวานเรียบง่ายที่เขาชื่นชอบยิ่งนัก


“ก่อนมาที่นี่ข้าคิดอยู่นานว่าจะนำอะไรมาเยี่ยมคารวะท่าน แก้วแหวนเงินทองผ้าผ่อนแพรพรรณหรือสมุนไพรล้ำค่า คิดเท่าใดก็คิดไม่ตก ข้าจึงถามเหยียนเอ๋อร์ที่มาเข้าฝัน เขาบอกให้ข้านำสิ่งนี้มาให้ท่าน”


“เจ้าเด็กคนนี้นี่…” จางอี้เหลียนพูดได้แค่นั้น ก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนเมื่อนึกถึงหลานชาย


เจ้าไป๋ฉานดอกน้อยที่ไร้เดียงสาของเขา ดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ที่ยังคงนึกถึงผู้อื่นก่อนตนเองเสมอ แม้กระทั่งตัวจากไปแล้ว




END


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น