[Fictober 2018] - Flower of Innocence

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 129 Views

  • 0 Comments

  • 2 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1

    Overall
    129

ตอนที่ 1 : Flower of Innocence [1/2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 พ.ย. 61

Flower of Innocence

[1/2]

FICTOBER 2018 : Day 1 - 17




“ข้าขอเพียงไป๋ฉานหนึ่งดอกเท่านั้น”


“เจ้าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ” แม่ทัพใหญ่กล่าว ดวงตาดุดันมองร่างโปร่งในผ้าเนื้อหยาบขาดวิ่น เนื้อตัวมีร่องรอยการถูกหยามเกียรติย่ำยี หากยังคงความสงบนิ่งสมเป็นเชื้อพระวงศ์ องค์ชายเจ็ดแห่งต้าซ่งแคว้นใหญ่ข้างเคียงที่ใกล้แตกพ่าย


ดอกไป๋ฉานถูกส่งมาให้ถึงมือนักโทษสำคัญตามคำขอ มือเรียวแบบบัณฑิตหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอยู่เป็นนานสองนาน


เพียงหนึ่งชั่วยามหลังจากนั้นตัวเขาจึงถูกนำไปยังลานประหารกลางเมือง


ร่างโปร่งถูกจับมัดให้คุกเข่าก้มหัวต่อหน้าเบื้องพักตร์เจ้าแคว้นหวู่ รอบด้านเต็มไปด้วยขุนนางแม่ทัพน้อยใหญ่ ทหารและประชาชนที่เข้าร่วมมุงดูการประหารครั้งนี้


เพชรฆาตถือดาบคมเงาวับรอคำสั่ง ผู้แทนพระองค์ประกาศความผิด


องค์ชายเจ็ดเพียงมองไปยังพื้นหินเบื้องหน้า เหยียดยิ้มขมขื่นให้กับตนเอง กล้ำกลืนรสแปร่งปร่าที่ยังคงติดอยู่ในโพรงปากด้วยรสชาติฝืดเฝื่อนของไป๋ฉานดอกนั้น รอเวลาที่เพชรฆาตลงดาบลงบนลำคอเล็กๆ ของตน


ของเหลวสีแดงกระเซ็นเป็นสาย ลมพัดหวนกลิ่นเลือดคละคลุ้ง ร่างไร้วิญญาณถูกสับเป็นอาหารแร้งกาที่โบยบินนำพาหยาดเลือดสีแดงไปทุกหนแห่ง แพร่กระจายพิษร้ายทั่วทั้งแคว้นหวู่


กว่าทุกคนจะรู้ว่าองค์ชายเจ็ดผู้นั้นคือหีบภาชนะบรรจุพิษ เป็นผู้ถูกฝึกให้กินอาหารพิษแต่ยังเป็นทารก เลือดทุกหยาดหยดในกายพร้อมที่จะพลาญชีวิตผู้คน และไป๋ฉานคือกุญแจที่จะเปิดหีบมรณะใบนี้ บรรดาคนที่อยู่ในลานประหารวันนั้นล้วนตายตกไปตามกัน ไม่เว้นกระทั่งเจ้าแคว้นผู้ออกโอษฐ์สั่งประหาร


ในที่สุดทัพใหญ่แคว้นซ่งก็เหยียบยืนอยู่เหนือกองซากศพแคว้นหวู่ที่แตกพ่าย เป็นฝ่ายพลิกกลับกำชัยด้วยไป๋ฉานเพียงหนึ่งดอก


บัดนี้ร่างสูงแกร่งในชุดเกราะเปื้อนโลหิตยืนตระหง่านกลางลานประหาร มือใหญ่ถือดอกไป๋ฉานสีขาวบริสุทธิ์ เอ่ยฝากคำขอบคุณและขอโทษน้องชายต่างมารดาตัวน้อยไปกับสายลม


หลายปีผ่านไป...


ยามนี้ต้าซ่งยิ่งใหญ่เกรียงไกร บ้านเมืองรุ่งเรืองสงบสุข

ทว่ามันเป็น ‘ความสงบสุข’ ที่แลกมาด้วยชีวิตผู้คนมากมาย

‘ชัยชนะ’ ที่แลกมาด้วยชีวิตของเจ้า...

“ท่านอ๋อง สำรับและเครื่องเซ่นไหว้เตรียมพร้อมแล้วขอรับ”

“ขอบใจ”

ชินอ๋องแห่งต้าซ่งกล่าว พลางลุกขึ้นยืน อดไม่ได้ที่จะแตะอกด้านซ้าย ที่เขามักพกดอกไป๋ฉานเอาไว้แนบหัวใจ สิ่งเดียวที่ทำให้เจ้าของสมญาเทพสงครามอย่างเขายังคงความสงบนิ่งเยือกเย็นอยู่ทุกวันนี้

“ขาแกะย่างของโปรดเจ้า” เสียงทุ้มกล่าวกับป้ายวิญญาณ

กลิ่นสมุนไพรที่ใช้หมักเนื้อแกะหอมโชยติดจมูกปนไปกับกลิ่นธูปและควันเทียนที่ใช้จุดเซ่นไหว้ผู้วายชนม์

กระดาษเงินกระดาษทองจำนวนมากถูกเจ้าของเสียงสั่งให้เผาอย่างต่อเนื่องด้วยกลัวว่าเจ้าของชื่อบนแผ่นป้ายในอีกภพภูมิจะอยู่ยากลำบาก

“เสี่ยวเหยียน เจ้าอยู่ทางนั้นเจ้าลำบากหรือไม่ มีใครรังแกเจ้าหรือเปล่า... หากมีคนรังแกเจ้า ขอเพียงเจ้าบอกพี่ กลับมาบอกพี่... ต่อให้เป็นแดนคนตาย ภูตผีปีศาจตนไหน หรือต้องบุกน้ำลุยไฟ พี่จะไปจัดการให้เจ้า...”



*********


เสียงสวดรัวเร็วเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำเหมือนท่วงทำนองเพลง อักขระเวทมนต์บนพื้นเรืองแสงสีขาวสว่างตัดกับพื้นหินสีดำ ใจกลางของวงเวทย์มีดอกไป๋ฉานดอกหนึ่ง การท่องคาถาหยุดลงเมื่อร่างโปร่งแสงปรากฎขึ้นมาแทนที่ไป๋ฉานสีขาว ผู้ทำพิธีต้องห้ามรีบคุกเข่าคำนับต่ำเบื้องหน้าดวงวิญญาณเลือนราง

“องค์ชายเจ็ด”

“ตายแล้วยังมิยอมให้เราอยู่อย่างสงบ ถึงกับใช้วิชาต้องห้ามเรียกวิญญาณตายโหงอย่างเรามา เจ้าต้องการอะไรจากเรา”

“ผู้น้อยฝืนกฎสวรรค์ครั้งนี้ ด้วยเป็นบัญชาจากท่านตาของท่าน ท่านเซียนแห่งยอดบรรพตหมื่นบุษบัน”

ดวงตาอมโศกของดวงวิญญาณมิได้มองผู้ใช้วิชาต้องห้ามอีกต่อไป หากแต่มองไปยังร่างอันสุขุมน่าเกรงขามเบื้องหลัง

อา... ในที่สุดท่านก็ทราบเรื่องจนได้ ท่านตา…


“เจ้าขี้ขลาดนั่น มันต้องชดใช้ในสิ่งที่มันทำกับเจ้า!!”
บุรุษหนุ่มรูปงามองอาจผิดกับอายุที่แท้จริงเอ่ยปากบริภาษ


“ท่านตาโปรดระงับโทสะ” ร่างวิญญาณเข้าเกาะเกี่ยวแขนของผู้เป็นตา หมายให้อีกฝ่ายคลายความโกรธเกรี้ยวที่เป็นอยู่


“เหยียนเอ๋อร์ มันทำกับเจ้าเช่นนี้จะไม่ให้ข้าโกรธได้รึ” เจ้าสำนักเซียนหมื่นบุษบันแค่นเสียงใส่หลานชายที่ไร้ร่าง

เขาทั้งโกรธทั้งแค้นเจ้าแคว้นต้าซ่งยิ่งนัก ในอดีตเขาเคยไม่เห็นด้วยกับความรักของลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา หญิงสาวอ่อนต่อโลกที่หลงรักเจ้าแคว้นหนุ่ม จนยอมแม้กระทั่งเป็นเพียงสนมนางหนึ่ง จนแทบจะตัดขาดสัมพันธ์พ่อลูก แต่พอนางกำเนิดบุตรชายหน้าตาน่ารักน่าชัง เขาก็ใจอ่อน

เหยียนเอ๋อร์เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจอีกดวงของเขา แล้วดูพวกมันทำ!!

เขาแค่ปิดด่านบำเพ็ญเพียรกว่าสิบปีเท่านั้น ครั้นออกมาจากด่านแทนที่จะได้พบกับหลานชายที่เติบใหญ่

สิ่งที่เขาได้รับรายงานจากศิษย์กลับเป็นเรื่องลูกสาวของเขาป่วยตาย หลานชายคนเดียวถูกส่งไปเป็นเครื่องมือสังหารในสงครามระหว่างแคว้น ถูกย่ำยีหลู่เกียรติ ตายไร้ร่างให้ฝัง

ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการตายของลูกและหลานเขาต้องชดใช้ เป็นเจ้าแคว้นแล้วอย่างไร สำหรับเขาล้วนไร้ค่าไม่ต่างกับก้อนกรวด เป็นเพียงลูกไก่ในกำมือเขาเท่านั้น

ความแค้นนี้จุกอก หากมิได้ชำระ ต่อไปอย่าได้เรียกเขาว่า ราชาเซียนพิษ!

“ท่านตา...”

ร่างโปร่งแสงลอยวนไปมารอบตัวประมุขสำนักหมื่นบุปผา ที่ยามนี้เตรียมการบางอย่างเพื่อหนทางชำระความ ร่างสูงกำลังใช้โถดินเผารองน้ำลายจากอสรพิษตัวหนึ่ง

เจ้างูตัวโตหลับสนิทจากกลิ่นกำยาน นอนน้ำลายไหลยืดเป็นสาย ไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้านายของมันกำลังใช้ประโยชน์จากตัวมันอยู่

‘ซ่งหมิงเหยียน’ รู้สึกกังวลยิ่งนัก ร่างน้อยในสภาพวิญญาณพยายามห้ามปรามผู้เป็นตาของตน แต่ก็ไร้ผล ได้แต่มองอีกฝ่ายเริ่มต้นเตรียมการแก้แค้น

ชายหนุ่มรู้ดีว่าอสรพิษตัวนั้นคืออะไร มันคือ ‘อสูรมรกต’ งูที่มีพิษร้ายแรง แต่น้ำลายของมันกลับให้ผลที่ร้ายกาจยิ่งกว่า ถ้าอยู่ในมือของผู้ที่ใช้มันเป็นอย่างราชาเซียนพิษ


เซียนบุปผาใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิด หมกมุ่นอยู่กับการปรุงยสอยู่หลายทิวาราตรี จนในที่สุดสิ่งที่เขาต้องการก็สำเร็จ


ซ่งหมิงเหยียนมองผู้เป็นตาที่กำลังพักผ่อนจากความเหนื่อยล้าจากการปรุงยา การปรุงยาทั่วไปเพียงแค่ใส่ส่วนผสมที่ถูกต้องลงภาชนะ ใช้ความร้อนหรือเย็นเป็นตัวผสาน แต่การปรุงยาเซียนนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ใช้ผสานส่วนผสมต่างๆ เข้าด้วยกันคือพลังปราณ

ไม่ว่าจะเป็นยาร้ายหรือยาดี ผลลัพธ์ที่ได้เกินกว่าจินตนาการของมนุษย์เท่าไปจะคาดเดา

ของเหลวใสดุจน้ำบริสุทธิ์ ปริมาณเพียง 1 จอกชาในหม้อหลอมยาสัมฤทธิ์นี้ก็เช่นกัน

ยาพิษไร้สีไร้กลิ่นรสที่แม้ได้สัมผัสเพียงปลายผม คนผู้นั้นย่อมชะตาขาด ดาวประจำชีพดับแสงร่วงจากฟ้า สมกับชื่อของมัน

‘ดับดารา’

วิญญาณดวงน้อยรู้สักกระสับกระส่าย ด้วยตัวเขายังมีห่วงอาวรณ์อยู่เรื่องหนึ่ง


นั่นคือพี่ชายต่างมารดาของตน พี่ชายที่แสนใจดีและคอยดูแลเขามาตลอด


‘องค์ชายสาม มู่ชินอ๋องแห่งแคว้นซ่ง’


เขาต้องหาทางเตือน!!


********



เจ้าของใบหน้าคมคร้าม หันมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง เขาจำได้ว่าตนเองกำลังพักผ่อนในตำหนักของตน เหตุใดพอรู้สึกตัวถึงได้มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้

ตำหนักขององค์ชายเจ็ด...

สวนดอกไม้ที่เจ้าของตำหนักโปรดนักหนา

“ท่านอ๋อง”

เสียงนุ่มคุ้นเคยดังเบา พร้อมๆ กับเงาร่างที่เขาแสนคิดถึงคำนับกายต่ำอย่างสุภาพตามศักดิ์

“เสี่ยวเหยียน!” อุ้งมือแข็งแรงคว้าเอาร่างเล็กกว่าเข้าสู่อ้อมอก กอดประทับนิ่งนานราวได้สมบัติล้ำค่าที่หายไปของตนกลับคืน พวกเขาอยู่ในท่านั้นนานกว่าเค่อ มู่ชิงอ๋องถึงได้หาเสียงของตนเจอ

“เสี่ยวเหยียน... ข้าขอโทษ... ขอโทษที่ข้ากลับมาไม่ทัน... ขอโทษที่ข้าช่วยเจ้าไม่ได้...”

นิ้วเรียวยกขึ้นแตะที่ปากของร่างสูง

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับข้า มิใช่ความผิดท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องขอโทษ อีกอย่างเสี่ยวเหยียนมาหาท่าน สู้อุตส่าฝ่าเทพาอารักษ์วังหลวงกราบไหว้เทวาคุ้มครองชะตาของท่านเข้ามาในฝัน อยากฟังคำอื่นมิใช่คำขอโทษ”

ดวงหน้าสะอาดตาแต่งแต้มด้วยรอยยิ้ม เหมือนดั่งวันวานที่เจ้าตัวน้อยมอบให้เขาเสมอมา

“พี่คิดถึงเจ้า เหมันต์ผ่านไปแล้วหลายครั้ง เฝ้ามองหาไม่เคยเห็นแม้แต่เงา ไยเจ้าเพิ่งกลับมา”

“กฎเกณฑ์ยมโลกข้ามิอาจฝ่าฝืน” คนตัวเล็กตอบ โอบแขนตนรอบร่างหนาเป็นการปลอบประโลม

“แล้วทำไมเจ้าถึงกลับมาได้”

“นั่นเพราะคนที่รักข้าดั่งแก้วตาอีกผู้หนึ่ง ฝืนกฎสวรรค์ใช้อาคมต้องห้ามเรียกวิญญาณข้ากลับมา”

“ใคร?!”

ร่างโปร่งถอนหายใจยาว “ท่านตาของข้าเอง”

คิ้วเข้มของมู่ชินอ๋องขมวดยุ่ง เขาจำได้ว่าพระสนมซูเฟยที่เป็นมารดาของน้องชายมีบิดาเป็นหมอยาที่เก่งกาจคนหนึ่ง “ท่านตาของเจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือ ไหนว่าสิ้นไปแล้วสิบกว่าปี”

ซ่งหมิงเหยียนส่ายหัว

“ท่านตายังอยู่ หนำซ้ำท่านทราบเรื่องทุกอย่างแล้วและโกรธมาก”

“ข้าเข้าใจ เพราะข้าเองก็เป็นเช่นนั้น”

องค์ชายเจ็ดส่ายหัวอีกครั้ง

“ท่านไม่เข้าใจ... โทสะของท่านตาแรงกล้านัก ข้ากลัว... กลัวทุกคนในต้าซ่งจะพากันตายหมดในชั่วข้ามคืนตั้งแต่เจ้าแคว้นไม่เว้นกระทั่งขอทาน  ผู้บริสุทธิ์นับหมื่นต้องโดนหางเลขไปด้วย บาปกรรมใหญ่หลวงนี้ข้ามิอยากให้ท่านตาต้องทำมัน และข้าเองก็ไม่อยากให้ท่านตาย หากไม่นับท่านแม่ที่ดับสิ้นไปแล้ว บนโลกมนุษย์นี้ข้าเหลือคนที่ข้ารักคือท่านและท่านตาเท่านั้น”

“เสี่ยวเหยียน... ท่านตาของเจ้าเป็นใครกันแน่”

มู่ชินอ๋องสงสัยยิ่งนัก หากบิดาของซูเฟยเป็นเพียงหมอยาตามที่เขารู้ ไยมีอำนาจทำได้ถึงเพียงนั้น

“ผู้เร้นกายในมวลบุปผา เจ้ายอดบรรพตหมื่นบุษบัน”

“เทพเซียน!?”

ในบรรดาสำนักเซียนหลายสำนัก ยอดบรรพตหมื่นบุษบันเป็นสำนักที่ลึกลับ ทว่าตัวเจ้าสำนักลึกลับยิ่งกว่า ไม่มีผู้ใดเคยได้พบตัว แต่เสียงร่ำลือด้านความสามารถล้วนไปในทางเดียวกัน ผู้อาวุโสผู้นี้พลิกเป็นชี้ตายได้ดั่งใจ เป็นได้ทั้งหมอเทวดาและราชาพิษ

เมื่อคิดตามแล้วมู่ชินอ๋องถึงกับตัวชา เจ้าแคว้นผู้เป็นบิดาของเขาและน้องชายก็คงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางชาติกำเนิดที่แท้จริงของภรรยาตนเองเช่นกัน มิเช่นนั้นแล้วคงมิกล้าทำลายดวงแก้วล้ำค่าของเทพเซียนผู้นี้ถึง 2 ดวง!!

“ท่านต้องระวังตนให้ดี ช่วยใครได้ก็ช่วย ข้าไม่อยากให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมาตายเพราะข้าเป็นต้นเหตุอีก” น้ำเสียงขององค์ชายเจ็ดดูร้อนรน ร่างเล็กเริ่มรางเลือน “โดยเฉพาะท่าน ข้าไม่อยากให้คนที่ข้ารักต้องเข่นฆ่ากันเอง อะ… ข้าต้องไปแล้ว เทพอารักษ์วังหลวงมาแล้ว… ท่านต้องระวังตัวเข้าใจไหมท่านพี่”


ร่างวิญญาณของซ่งหมิงเหยียนถูกส่งกลับมายังเรือนนอนในสำนักหมื่นบุปผา


ดวงตาดอกท้อคมกริบปรายมองนิดหนึ่งไปยังร่างโปร่งแสงที่จางลงกว่าเดิมเพราะฝืนใช้พลังในการเข้าฝัน ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าหลานชายของตนหายไปไหน


“ท่านตา ละเว้นต้าซ่งไม่ได้หรือขอรับ”

ผู้เป็นตาละสายตาจากขวดหยกบรรจุดับดารา มองวิญญาณของหลานชายตัวน้อยนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ

เจ้าของร่างโปร่งแสงมีสีหน้าสลด ขยับร่างลงคุกเข่า

“ท่านตา... เรื่องนี้ถ้านับคนผิด ข้าเองก็ถือว่าผิดด้วย ถ้าข้าไม่ฝึกตนด้วยวิธีนั้นแต่แรกละก็..”

“รู้ตัวด้วยรึ?” คนอายุมากกว่าย้อนถาม

เรื่องราวทั้งหมดในช่วงที่เขาปิดด่าน เริ่มจากหลานชายสุดที่รักของเขาฝึกวิชาพิษ วิถีสู่ความเป็นเซียนมีอยู่หลายเส้นทาง แต่เจ้าตัวดีกลับเลือกวิถีทางนี้เช่นเดียวกับเขา

ใช้ร่างกายเป็นภาชนะบรรจุพิษหล่อหลอมแก่นปราณทอง หรือจะเรียกให้เฉพาะเจาะจงก็คือแก่นปราณบุปผา

เห็นเจ้าตัวยุ่งนั่งเงียบสำนึกผิด เขาก็กล่าวต่อ

“ดอกแรกที่เจ้ากินเข้าไปคือไป๋ฉาน”

ดอกไม้ที่หลานชายเขาชื่นชอบที่สุด

“ขอรับ”

ในขั้นต้นของการสร้างแก่นปราณบุปผาคือการกินบุปผานานาชนิด ทั้งมีพิษทั้งไม่มีพิษ เลือดในกายจะเป็นพิษรุนแรง ทนทานต่อพิษ เมื่อแก่นปราณถูกสร้างจนเสถียรแล้ว จะจบขั้นนี้ด้วยการกินดอกไม้ชนิดแรกเป็นการปิดท้าย

ในกรณีของหลานชายเขา หากเริ่มด้วยไป๋ฉานย่อมจบไป๋ฉาน

แต่...ถ้ากินมันก่อนที่แก่นปราณจะเสถียรย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“เริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ห้าขวบ”

คิ้วเข้มของคนเป็นตาขมวดยุ่ง ตอนนั้นเขายังไม่ปิดด่าน เพียงแต่การเข้าเยี่ยมพระสนมยุ่งยาก ตัวเขาที่แสดงตนเป็นเพียงหมอยาสามัญนานๆ ครั้งถึงได้พบลูก ทุกครั้งที่เจอหน้าบุตรสาวและหลานชายล้วนยิ้มแย้มแจ่มใสสบายดี

“เหตุผลของเจ้า... เหยียนเอ๋อร์ ตาขอความจริง”

“เพราะข้าอยากปกป้องท่านแม่... ปกป้องตัวเอง... วังหลังกว้างใหญ่นัก สตรีของท่านพ่อมีมากมาย ท่านแม่เป็นสนมที่มาจากสามัญชนก็เลย...”

“ถูกพวกมันรังแก”

“ขอรับ”

“ตำแหน่งของท่านแม่มีผู้หมายปอง แม้จะอยู่กันเงียบแสนเงียบสงบเสงี่ยมเจียมตัวแค่ไหน คนพวกนั้นไม่เคยคิดจะปล่อยเรา หลายครั้งที่สำรับอาหารมีพิษ ท่านแม่เป็นหมอยารู้วิธีหลีกเลี่ยงและยังมีภูมิต้านพิษ แต่ข้าไม่มี ท่านแม่เลยเริ่มสอนข้า..”

ความโหดร้ายของวังหลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ เช่นเดียวกับซ่งหมิงเหยียนที่เคี่ยวกรำตัวเอง

จากเริ่มต้นเพียงเพื่อสร้างภูมิพิษ เขาเริ่มปรารถนาให้ตนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น อยากเป็นเช่นเดียวกับผู้เป็นตา เพื่อปกป้องมารดา ปกป้องตนเอง ปกป้องคนที่รัก และเพื่อเอาคืน แต่เขาพลาด...

“พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าตัวเจ้ากำลังทำอะไรอยู่” เทพเซียนแห่งสำนักหมื่นบุษบันถามเข้าประเด็นที่คาใจ คนทั่วไปไม่น่ารู้เกี่ยวกับวิชาเช่นนี้

ซ่งหมิงเหยียนกล้ำกลืนอะไรบางอย่างลงคอ ก่อนกล่าวต่อ

“ตอนสงครามเริ่มไปได้กว่าปี แคว้นซ่งระส่ำระส่าย บรรดาเจ้าชายทั้งหลายที่รบอยู่แนวหน้าก็รบไป ช่วยอยู่แนวหลังก็มีมาก ข้าอายุน้อยไม่เก่งกาจวิชาบู๊หากแต่เชี่ยวชาญการแพทย์จึงอยู่ในข้อหลัง วันหนึ่งเจ้าแคว้นผู้เป็นบิดาเรียกประชุม อยู่ๆ ท่านก็ชี้ตัวข้า บอกว่าข้าจะเป็นผู้นำชัยชนะมาให้แคว้นซ่ง อย่าว่าแต่ตัวข้าเลยทุกคนในที่นั้นล้วนงุนงงกันหมด แล้วมีคนผู้หนึ่งออกมายืนข้างกายของท่าน เขาเป็นชายชราผู้หนึ่ง คิ้วขาวเคราขาวใบหน้าเมตตารูปร่างสันทัดท้องใหญ่ราวท้องวาฬ มาถึงก็บอกว่าข้านั้นฝึกวิชามาร เลือดทุกหยาดหยดในกายข้าเป็นพิษ การฝึกวิชามารเป็นเรื่องหยาบช้า สวรรค์ย่อมลงทัณฑ์..”

ดวงตาคมของเทพเซียนหรี่ลง

“แล้วมันว่าอย่างไรอีก”

“คนผู้นั้นบอกว่าการศึกครั้งนี้ใหญ่นัก การจะจบศึกได้เร็วที่สุดต้องจัดการผู้นำ มังกรไร้หัวย่อมไม่เห็นทางรอด ขอให้ส่งข้าเข้าไปเพื่อลอบสังหารเจ้าแคว้นหวู่ ทำคุณไถ่โทษที่ฝึกวิชามาร”

“แค่พูดพวกมันก็เชื่อ”

“เขาบังคับเอาเลือดข้า ให้นักโทษดื่มเป็นการพิสูจน์”

“แล้วเจ้ายอมทำตาม?”

“เพื่อท่านแม่...”

เรื่องราวต่อจากนั้นเซียนพิษพอรู้มาบ้างว่าหลานชายโดนอะไรมาบ้างเลยไม่ถามถึง ส่วนลูกสาวเขาสุดท้ายตรอมใจตายก่อนลูกชายด้วยซ้ำ

“ไป๋ฉานดอกสุดท้ายเล่า”

“ตอนนั้นข้าคิดเพียงว่าข้าไม่เหลืออะไรแล้ว ท่านแม่สิ้นใจ ตัวข้าแปดเปื้อนมลทิน ไม่มีหน้ากลับไปพบใครอีก อีกทั้งทัพแคว้นหวู่กำลังฮึกเหิม ทัพหน้าแคว้นซ่งแม้แข็งแกร่งแต่อย่างไรน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ธรรมเนียมแคว้นหวู่ นักโทษประหารขอได้อย่างหนึ่งก่อนตาย”

“เจ้าจึงขอไป๋ฉาน ใช้ตัวเองฆ่าคนแคว้นหวู่นับหมื่น”

“...”

“ไป๋ฉานดอกนั้นเพื่อใคร?”

“องค์ชายสาม... ชินอ๋องแห่งต้าซ่ง แม่ทัพหน้าในขณะนั้นครับ”

“องค์ชายสามอย่างนั้นหรือ” ผู้เป็นตาทวนคำ ดวงตาสีดอกทัอวาววับ “ดีๆ ข้าก็อยากรู้นักว่ามันมีค่ามากพอที่เจ้ายอมสละชีวิตตนเองหรือไม่”


พูดจบเซียนบุปผาก็สะบัดมือตน วิญญาณของหลานชายถูกกักเอาไว้ในผลึกแก้ว ไม่เปิดโอกาสให้ออกไปซนหรือบอกข่าวใครอีก


*********


เมืองเล็กห่างไกลนครหลวงช่างดูเงียบสงบ ร่างสูงแกร่งยืนพิงกรอบหน้าต่างโรงเตี๊ยมเหม่อมองดวงจันทร์สีซีดบนท้องฟ้าสีหมึก นับจากวันที่เจ้าตัวน้อยมาหาเขาในฝันก็ผ่านมาหลายราตรีแล้วยังมิได้พบเจอตัวสักครั้ง


ชายหนุ่มรีบสะสางงาน อ้างกับเจ้าแคว้นผู้เป็นบิดาว่าอยากพักผ่อนสักระยะหนึ่ง ก่อนออกเดินทางโดยมีจุดหมายคือยอดบรรพตของเทพเซียนบุปผา


รู้ทั้งรู้ว่ามันเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต แต่เขาก็เลือกที่จะไปที่แห่งนั้น


ทั้งเพื่อขอขมา และขอพบวิญญาณเจ้าตัวน้อย

มู่ชินอ๋องยืนทอดอารมณ์อยู่ค่อนคืน เห็นว่าดึกมากแล้วจึงเตรียมเข้านอน ทว่ากลิ่นหอมบางอย่างที่โชยมาตามลมทำให้เขาชะงัก

มันเป็นกลิ่นของดอกไม้ป่าหลายชนิดผสมกับกลิ่นเย็นๆ ของหิมะยามเหมันต์ฤดู สัญชาตญาณของคนเป็นนักรบมาทั้งชีวิตเตือนให้เขาเตรียมระวังตัว ชายหนุ่มคว้ากระบี่คู่กายขึ้นมาไว้ในมือ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปด้านนอกอย่างระมัดระวัง

แล้วเขาก็ได้เห็นที่มาของกลิ่นอายอันแสนอันตราย ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่ง ท่าทางงามสง่าผึ่งผาย เหยียบยืนบนกระบี่ลอยล่องจากบนฟ้า อาภรณ์สีแดงชาดไล่ระดับพลิ้วตามกระแสลมยามดึก ใบหน้าของคนผู้นั้นละม้ายคล้ายคลึงกับน้องชายของเขา 6-7 ส่วน และที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือโครงหน้าและรูปร่างที่อยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์พอๆกับเขา ไม่ใช่เด็กหนุ่มต้นยี่สิบอย่างเสี่ยวเหยียน

ส่วนที่ไม่เหมือนกันเลยคือดวงตา

เสี่ยวเหยียนมีดวงตาดั่งตากวาง สุกใสอ่อนโยน แต่ดวงตาสีอ่อนจางดุจดอกท้อของคนตรงหน้าเขากลับทอประกายเยียบเย็น ชวนให้คนถูกมองรู้สึกหนาวยะเยือก

และยามนี้ดวงตาคู่นั้นกำลังมองมาที่เขา

มู่ชินอ๋องกระโดดลงมาจากชั้นสอง ยืนประจันหน้าร่างในชุดแดงชาด พิจารณาอย่างชัดเจนอีกครั้งก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

สองมือชายหนุ่มยกขึ้นคำนับ

“ผู้น้อยแซ่ซ่ง คารวะท่านเซียน”

“สามัญชนอย่างข้ามีหรือจะกล้ารับการคารวะจากชินอ๋องแห่งต้าซ่ง”

แม้ปากบอกไม่กล้ารับหากการกระทำกลับตรงกันข้าม ร่างสูงโปร่งบนกระบี่ไม่แม้แต่จะลงเหยียบพื้น ดวงตาสีอ่อนมองต่ำไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงใดๆ

“แม้ท่านมิยอมรับการคารวะ อย่างน้อยขอให้รับการขอขมาจากข้า” พูดจบร่างสูงหนาแบบนักรบขององค์ชายสามก็ก้มลงหมายจะคุกเข่าแทบพื้น แต่ตัวเขาถูกกระแสลมจากปราณของอีกฝ่ายพัดให้มิอาจบังคับร่างกายตนได้ดั่งใจ

“ข้าไม่รับ! เป็นถึงชายชาตรีชาติทหารเสียเปล่า อย่าได้คุกเข่าขอขมาพร่ำเพรื่อในสิ่งที่ตนเองไม่ได้ทำ”

“ข้าไร้ความสามารถ มิสามารถปกป้องเสี่ยวเหยียนได้ เรื่องนี้ข้าถือเป็นความผิดต่อท่าน”

“หน้าที่ดูแลปกป้องบุตรเป็นของบิดามารดา หาใช่เจ้า หากจะถามหาคนผิดแรกเริ่มคงเป็นข้าที่ปกป้องลูกสาวและหลานชายตัวเองจากโจรชั่วบนบัลลังก์ไม่ได้”

มู่ชินอ๋องฟังวาจานั้น เขาทำได้แต่เพียงยืนนิ่งไม่แก้ต่าง ไม่สนับสนุน เพราะอย่างไรเสียคนบนบัลลังก์ที่ว่าก็คือบิดาตน

เจ้าแดนบุปผามองร่างสูงตระหง่านของคนอายุอ่อนกว่าอีกครั้ง น้ำเสียงเคร่งขรึมและดวงตาเยือกเย็นอ่อนลงหลายส่วน

“ความจริงหากข้าต้องการล้างแค้นนั้นง่ายแสนง่ายราวพลิกฝ่ามือ แต่เจ้าหลานชายตัวดียอมเล่าเรื่องทั้งหมดเสียก่อน ข้าจึงมาปรากฎตัวต่อหน้าเจ้า”

“ขอถามท่านเซียน มิทราบว่าเป็นเรื่องอะไร”

“เรื่องในท้องพระโรง ชายคนหนึ่งที่ชี้ชะตาตายให้เหยียนเอ๋อร์”

“ยามนั้นข้ารบติดพันแนวหน้า มิได้เข้าร่วม หากแต่ได้ยินได้ฟังมาเช่นกัน น่าแปลกที่พอจบศึกคนผู้นั้นกลับหายไปราวไม่เคยมีตัวตน”

“นั่นคือโอกาสที่ข้าจะให้เจ้าตามคำขอของหลานชายตัวดีของข้า มู่ชินอ๋องเจ้าจงใช้ดวงจันทร์ต่างเครื่องนับเวลา นับจากนี้จนถึงคืนเพ็ญครั้งหน้า จงหาตัวมันให้เจอ มิเช่นนั้นข้าเทียนฮวาผู้นี้จะทำแคว้นต้าซ่งให้กลายเป็นดินแดนคนตาย!”

*********



“หลันเอ๋อร์...ข้าขอโทษ เหยียนเอ๋อร์...พ่อขอโทษ” ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งผวาสะดุ้งสุดตัว


ภาพฝันหลอกหลอนจากการตายของสนมและบุตรชายอันเป็นที่รัก ทำให้ผู้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของต้าซ่งสั่นสะท้านไปทั้งร่าง


ยามนี้เขารู้สึกอ่อนแอ เขาเป็นเจ้าแคว้นที่แสนอ่อนแอยิ่งนัก ถึงยอมใช้วิธีต่ำช้าเช่นนั้นเพื่อรักษาบัลลังก์ของตน เขาผุดลุกออกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมกาย ก้าวออกจากห้องบรรทมสู่สวนกว้างข้างตำหนัก ปฏิเสธผู้ติดตามทุกคนด้วยต้องการอยู่ตามลำพัง


โอรสสวรรค์แห่งแคว้นซ่งกำลังนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ช่วงจังหวะที่เขากำลังเข้าตาจนเพราะการรุกรานจากแคว้นหวู่


ชายคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพร้อมกับฮองเฮาของเขา นางแนะนำกับเขาว่าชายชราผู้มีใบหน้าแสนเมตตานั้นเป็นเทพเซียนที่มากู้วิกฤตให้กับแคว้นซ่ง


อุปมาเหมือนคนจมน้ำ มีเพียงเส้นฟางก็คว้าเอาไว้


ประกอบกับเห็นแก่ฮองเฮาเขาจึงยอมรับฟังคำแนะนำจากผู้อวุโสเคราขาวผู้นั้น และสิ่งที่เขาได้ยินจากปากอีกฝ่ายทำให้เขาโกรธอย่างมาก จนฮองเฮาต้องรีบเข้ามาห้ามปรามมิให้เขาสั่งลงอาญามัน


จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งแรกที่เจ้านักพรตนั่นพูดคือ สาเหตุที่แคว้นซ่งถูกแคว้นหวู่รุกราน เป็นเพราะองค์ชายเจ็ดลอบฝึกวิชามาร สวรรค์จึงลงทัณฑ์


เหยียนเอ๋อร์เป็นเด็กเรียบร้อย วรยุทธ์หรือก็ไม่มี กล่าวหาเช่นนี้ย่อมเกินไป


เขาไล่คนผู้นั้นออกจากวัง คาดโทษฮองเฮาของตน แต่ไม่วายที่นักพรตนั่นยังเอ่ยถ้อยคำทิ้งท้ายก่อนจากไป ว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นเรื่องจริง หากไม่เชื่อให้ให้รอจนถึงคืนเพ็ญ ผู้ฝึกวิชามารจะออกมารับพลังหยินจากแสงจันทร์ และกระทำตัวผิดแผกจากคนทั่วไป


ตัวเขามิใช่คนงมงาย แต่คำพูดนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในหัว คืนเพ็ญที่มาถึงเขาจึงลอบเข้าไปในตำหนักขององค์ชายเจ็ด


แสงจันทร์ทำมุมตกกระทบกับหลังคาตำหนัก สะท้อนให้เห็นซ่งหมิงเหยียน บุตรชายของเขากำลังกัดกินดอกไม้


ทีละดอก…


ทีละดอก...


ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกชาไปทั้งตัว


เขาเรียกฮองเฮามาพบ สั่งให้เชิญผู้อาวุโสท่านนั้นกลับมา เขาเล่าสิ่งที่ตนเห็นให้อีกฝ่ายฟัง


คำอธิบายที่ได้รับคือสิ่งที่ลูกชายของเขาทำอยู่คือการฝึกวิชามารพิษ สะสมพิษในร่างกาย เปลี่ยนเลือดเนื้อของตนให้เป็นยาพิษร้ายแรง


เขายังคงคิดในแง่ดี มนุษย์เราจะมีพิษร้ายกาจอยู่ในร่างได้อย่างไรโดยไม่ตายเองเสียก่อน แต่สรรค์ยังคงตอกย้ำซ้ำเติมเขาอย่างหนักหน่วง เลือดของลูกชายเขาใช้ฆ่าคนได้จริงๆ


ความเสียใจของเขา ความผิดหวัง ภาระหน้าที่บ่นบ่า ทุกสิ่งทุกอย่างผลักดันให้เขามีราชโองการส่งลูกชายตัวเองสู่แคว้นหวู่ตามแผนการที่นักพรตลึกลับวางไว้ให้


และเปลี่ยนจากเรื่ององค์ชายเจ็ดฝึกวิชามารชั่วช้า เป็นวีรบุรุษผู้เสียสละพลีชีพเพื่อแผ่นดิน


เพื่อให้ราชวงศ์ซ่งยังคงอยู่


ภาพลักษณ์สูงส่งดีงามยังคงอยู่


บัลลังก์มังกรยังคงอยู่


‘ท่านทำแบบนั้นได้อย่างไร… ท่านส่งลูกเราไปตายเช่นนั้นได้อย่างไร…’


‘สิ่งที่เหยียนเอ๋อร์ทำ หาใช่วิชามาร สิ่งที่ลูกข้าทำเป็นเพียงการเริ่มต้นสร้างภูมิต้านพิษ! ท่านเคยรู้หรือไม่ว่าเราสองแม่ลูกกินอยู่อย่างไร รู้หรือไม่ว่าพิษอยู่ในอาหารแทบทุกจานที่ผลัดเวียนส่งมาให้เราสองคน!!”


หลันเอ๋อร์ นางผู้เป็นที่รักของเขาร้องไห้เจียนคลั่งไม่เหลือสภาพหญิงสาวนุ่มนวลอ่อนหวาน เมื่อรู้ข่าวว่าลูกชายคนเดียวของนางตกอยู่ในเงื้อมมือศัตรู


‘เป็นจริงอย่างที่ผู้บิดาบอกไว้ ลูกอกตัญญูมิเชื่อฟังผู้บิดา ขอผู้บิดาโปรดให้อภัยตัวลูกที่โง่งม”


พระสนมจางไฉ่หลันกล่าวเช่นนั้น ก่อนคุกเข่าคำนับแบบเต็มพิธี แต่นางมิได้คำนับเขาผู้เป็นเจ้าชีวิต นางคำนับความว่างเปล่า ทิศที่นางหันหน้าไปคือทิศเหนือ สถานที่ตั้งบ้านเดิมของนาง


ร้านหมอยาเล็กๆ ที่เขาเจอนางครั้งแรก


นางสิ้นใจไปต่อหน้าเขาในท่าหมอบคำนับราบพื้นเช่นนั้นเพราะความเศร้าโศกเหลือประมาณเกินที่จะทนรับไหว


ภาวะสงครามทำให้งานศพถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย เขาไม่มีเวลาให้ตนเองโศกเศร้ามากนัก เกาทัณฑ์เมื่อน้าวแล้วมีเพียงต้องปล่อยศรออกไป เขาบัญชาการบดขยี้แคว้นหวู่จนสิ้นซาก รวมสองแคว้นเป็นหนึ่ง ปกครองร่มเย็นเป็นสุข


แต่ในใจเขากลับไม่เคยสุขสงบเลยสักนิด...


เพราะต่อให้เขาหาเหตุผลมากมายมารองรับการกระทำของตน มันก็ไม่เคยลบเลือนความรู้สึกผิดที่อยู่ในใจ


ไม่เคยลืมสีหน้าของ ซ่งหมิงเหยียน ยามน้อมรับราชโองการตาย


ไม่เคยลืมภาพร่างบอบบางของ จางไฉ่หลัน ที่หมอบคุกเข่าราบพื้นแล้วไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย



**********


มู่ชินอ๋องกลับจากการพักผ่อนแล้ว ชายหนุ่มเหลือเวลาไม่มากนักในการตามหาคน คืนเพ็ญครั้งหน้าตรงกับเทศกาลชมจันทร์ประจำปี เป็นวันที่ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงกระจ่างสวยงามที่สุด ทั่วทั้งแคว้นซ่งจัดงานเฉลิมฉลอง ผู้คนมากมายจะออกมารวมตัวกันบวงสรวงต่อดวงจันทร์ และกินเลี้ยงรื่นเริง


ถ้ามองในเรื่องของการเอาคืน เซียนบุปผาช่างเลือกเส้นตายให้กับเขาได้ดีเหลือเกิน หากไม่ได้ตัวการก่อนสิ้นสุดยามจื่อ จากงานเลี้ยงสังสรรค์คงกลายเป็นนรกบนดินในชั่วข้ามคืน ร่างสูงแกร่งเดินวนไปมาอยู่ในตำหนักครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะตามหาคนๆ หนึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมาคนของเขาออกสืบหาคนผู้นั้นมานานแต่ก็ไม่เคยเจอ


ฝั่งตำหนักฮองเฮาซึ่งเป็นคนที่ชักนำมาก็ไม่เคยพูดอะไรอีกนอกจากบอกเพียงว่านักพรตคนนั้นกลับไปบำเพ็ญเพียร จะถามเอากับคนของนางหรือองค์รัชทายาทโดยตรงยิ่งเป็นไปไม่ได้


พระสนมซูเฟยกับลูกชายเป็นหนามตำตาฮองเฮาในด้านความรัก


ตัวเขาเองในฐานะมู่ชินอ๋องที่กุมกำลังทหารถึง 1 ใน 3 ก็เป็นเสี้ยนตำใจองค์รัชทายาทเช่นกัน


เพียงแต่เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้สองแม่ลูกได้กระทำการอะไร ตัวเขาแสดงออกชัดเจนว่าไม่สนใจในบัลลังก์มังกร อีกทั้งท่านตาของเขาเป็นเสนาบดีฝ่ายขวา และด้วยฐานะของมารดาที่เป็นถึงกุ้ยเฟย แม้จะสิ้นไปแล้วก็ใช่ว่าจะมารังแกเบียดเบียนกันได้ดั่งใจ


บางที… ครั้งนี้เขาอาจจะต้องยืมมือบิดา และใช้งานบวงสรวงดวงจันทร์ดึงเจ้านักพรตนั่นมาที่เมืองหลวง หากฮ่องเต้ออกปากเชิญนักพรตที่เคยมีบุญคุณต่อบัลลังก์ต้าซ่งมาร่วมพิธีมงคลย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก และอาจจะต้องหาเหตุกระตุ้นทางฝั่งฮองเฮาเสียหน่อยให้ขัดไม่ได้ หรือไม่ก็… จำเป็นต้องให้นักพรตนั่นมาช่วยเหลือนาง


ดวงตาคมกล้าของมู่ชินอ๋องส่องประกายอำมหิตเยือกเย็นเหมือนยามอยู่ในสนามรบ เดิมทีเขาไม่คิดจะทำร้ายพี่น้อง แต่ครานี้เขาคงเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มก่อน!


เขาสั่งองครักษ์เงาที่ตนไว้ใจให้มุ่งหน้าสู่สำนักหมื่นบุปผาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เร่งวันเร่งคืนเดินทางไปกลับไร้ร่องรอย ต่อจากนั้นคือเสียงกรีดร้องของฮองเฮา องค์รัชทายาทซึ่งเป็นลูกของนางจู่ๆ ก็ล้มป่วยด้วยโรคลึกลับ ขาของพี่ชายเขาบวมพองทั้งสองข้าง เจ็บปวดจนยืนไม่ได้ กลายเป็นคนทุพพลภาพ


ผู้แทนทำพิธีบวงสรวงดวงจันทร์ถูกเปลี่ยนแปลงในทันที


เปลี่ยนจากองค์ชายรัชทายาทมาเป็นองค์ชายสามมู่ชินอ๋อง




TBC


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

0 ความคิดเห็น