ความอยากรู้อยากเห็น

  • 100% Rating

  • 7 Vote(s)

  • 28,507 Views

  • 749 Comments

  • 666 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    65

    Overall
    28,507

ตอนที่ 47 : เสรีภาพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 775
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    13 ก.ย. 56

 

            ‘Will you choose to preserve a status quo and maintain peace the way it is? Or will you choose to destroy a status quo and reform the society the way you see fit?’

 

            สังคมโลกทุกวันนี้เป็นสังคมแห่งเสรีภาพ มนุษย์ทุกหมู่เหล่าล้วนแสวงหาเสรีภาพ ปลดแอกตนเองจากกฎระเบียบที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม เริ่มตั้งแต่เรื่องใหญ่ระดับการปกครองรัฐมาจนถึงเรื่องย่อมๆ อย่างกฎระเบียบในองค์กร เฉกเช่นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งกำลังเผชิญอยู่

            “เราขอเรียกร้องให้ทางโรงเรียนยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและจำกัดเสรีภาพ” นักเรียนทั้งชายหญิงของโรงเรียนรวมตัวกันเรียกร้องต่อผู้อำนวยการโรงเรียน หัวข้อที่เรียกร้องก็ไม่ใช่อะไร เป็นเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในระยะนี้คือเรื่องเครื่องแบบและทรงผม

            “เฮ้อ มากันทุกวันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องพักกันพอดี” ผู้อำนวยการถอนหายใจยาว เขาไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้นักเรียนได้อิสระในเรื่องพวกนี้ จะเป็นเพราะเขาเป็นพวกหัวอนุรักษ์ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงก็ตามหรือเป็นเพราะเขาคิดว่าการยอมเท่ากับแพ้ให้กับการกดดันของนักเรียน แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ทำผิดกฎอะไร พวกนักเรียนมาชูป้ายเรียกร้องกันในช่วงก่อนเข้าแถวเช้า ตอนพักเที่ยง และหลังเลิกเรียนซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาอิสระทั้งสิ้น

            “เอาไงดีคะ เคยแกล้งรับหนังสือข้อเรียกร้องแล้วทำเฉยเสียพวกเด็กๆ ก็ยังพากันมาไม่หยุดหย่อน จะปล่อยให้เลิกไปเองหรือเปล่า”

            “น่ากลัวจะไม่ยอมเลิกรากันน่ะสิ แถมยังมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย ผมเคยสั่งให้ครูประจำชั้นห้ามปรามแล้วไม่ใช่เหรอ”

            “ค่ะ แต่ก็โดนเด็กในห้องโวยวายใส่จนสู้ไม่ได้ มวลชนมันผิดกัน สมัยนี้ใครรวมคนได้มากกว่าก็ชนะไปเกือบครึ่งแล้ว”

            “โอย จะทำยังไงนะ” ผู้อำนวยการมองดูกลุ่มนักเรียนนับร้อยคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขามองเลยออกไปอีกหน่อยสายตาก็ไปสะดุดกับชายชุดดำที่กำลังเดินไปที่โรงอาหาร “เอ๊ะ คนนั้นใคร?”

            “อ๋อ ครูพิเศษที่เพิ่งจ้างน่ะค่ะ รู้สึกจะชื่อเศรษฐ์ ธาราราษฎร์”

            “ไม่ใช่ครูที่บรรจุเป็นข้าราชการประจำใช่มั้ย”

            “ไม่ค่ะ คนนี้จ้างเหมือนพนักงาน ประเมินต่อสัญญาปีต่อปี”

            “อืม... ไปตามเขามาพบผมหน่อย ผมจะให้เขาเป็นคนเจรจากับพวกเด็กๆ” ผู้อำนวยการเกิดความคิดบรรเจิดขึ้นมา บังคับเศรษฐ์ให้ไปช่วยพูดให้นักเรียนหยุดการเรียกร้องโดยเอาเรื่องการต่อสัญญามาเป็นเครื่องต่อรอง ถ้าสำเร็จตนเองก็ได้ประโยชน์ ถ้าไม่ก็จะใช้อำนาจบีบบังคับให้ทำให้สำเร็จ หรือถ้าเกิดเศรษฐ์ใช้วิธีการรุนแรงที่สังคมประนามตนก็แค่โยนความผิดแล้วไล่ออกโดยบอกว่าเป็นคนนอกที่จ้างมาสอนเป็นครั้งคราว มีแต่เจ๊ากับเจี๊ยะ ระดับผู้บริหารก็ต้องหาทางออกให้ได้ประมาณนี้ล่ะนะ

 

            “เอ่อ... ไม่เหมาะมั้งครับ ผมไม่ใช่นักเกลี้ยกล่อมฝีปากเอกเสียด้วย”

            “ผมได้ยินมาว่าคุณชอบเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้อง คุณก็น่าจะเป็นคนชอบพูดอยู่นะ”

            “เล่าเรื่องกับเกลี้ยกล่อมมันคนละส่วนกันนะครับ ผมว่าไม่น่าจะโยงกันได้”

            “ลองดูน่า ผลงานครั้งนี้จะถูกเอาไปใช้ในการประเมินต่อสัญญาด้วยนะ” ผู้อำนวยการเริ่มใช้ภาษาของผู้ใหญ่ เศรษฐ์เองก็พอจะแปลความหมายแฝงได้

            “เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมขอใช้ห้องสำหรับเจรจากับนักเรียนในช่วงหลังเลิกเรียนนะครับ”

            “ได้ ทำยังไงก็ได้ให้พวกเขาเลิกก่อนที่สื่อจะหันมาสนใจจนเป็นประเด็น”

            “ครับ ขอตัวนะครับ” เศรษฐ์เดินออกจากห้องผู้อำนวยการกลับไปที่ห้องพักครูเพื่อเตรียมการสอน ถึงจะบอกว่าตนไม่ใช่นักเกลี้ยกล่อมแต่ท่าทางเศรษฐ์กลับไม่ได้วิตกหรือหนักใจอะไรเลย นั่นต้องขอบคุณคำว่า ทำยังไงก็ได้ ที่ผู้อำนวยการบอก เขาทำการสอนไปตามหน้าที่จนกระทั่งสัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น กลุ่มนักเรียนเริ่มมารวมตัวกันที่หน้าห้องทำงานของผู้อำนวยการเพื่อกดดันตามปกติ เศรษฐ์เดินไปที่นักเรียนคนที่อยู่หน้าสุดก่อนจะยื่นข้อเสนอ “ผู้อำนวยการท่านให้ผมเป็นตัวแทนมาเจรจากับพวกคุณ ผมขอตัวแทนสักคนไปพบผมที่ห้อง 203 ด้วยครับ”

            “ต้องเจรจาอะไรอีกครับอาจารย์ ข้อเรียกร้องของพวกผมมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ตอบตรงนี้ว่าจะทำตามหรือไม่ก็ได้แล้ว” นักเรียนคนอื่นส่งเสียงห็นด้วยกับแกนนำ เศรษฐ์จ้องหน้านักเรียนชายที่ชื่อ เน็ค แล้วยิ้มออกมา

            “คุณกลัวที่จะต้องเจรจาหรือครับ ถ้าข้อเรียกร้องของคุณมีเหตุผลรองรับหนักแน่นพอก็ไม่น่าจะต้องถอย ผมจะรอแค่สิบห้านาที ถ้าไม่มาผมจะสรุปว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เอาแต่ใจและไร้เหตุผล แต่ถ้าคุณมั่นใจว่าจะสามารถใช้เหตุผลเอาชนะผมได้ก็เขียนข้อเรียกร้องให้ชัดเจนแล้วไปพบผมที่ห้อง 203 นะครับ”

 

            เศรฐ์นั่งรออยู่สิบนาทีเน็คก็มาตามคำเชิญ ในห้องเรียนนั้นเศรษฐ์ตั้งเก้าอี้ตัวหนึ่งไว้ที่หน้าโต๊ะอาจารย์ เน็คเดินไปนั่งโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเชิญพร้อมกับส่งกระดาษหนึ่งแผ่นให้ เศรษฐ์รับไปอ่านดูข้อเรียกร้องสามข้อที่เขียนอยู่บนนั้น

            “ขอยกเว้นเรื่องการไว้ผมทรงนักเรียน, ขอยกเว้นเรื่องการแต่งเครื่องแบบ, และขอยกเว้นเรื่องการทำพิธีหน้าเสาธง” เศรษฐ์อ่านแล้วก็มองหน้าคู่สนทนา “บอกไว้ตรงนี้เลยนะครับว่าผอ.เขาตั้งธงให้ผมแล้ว ให้ผมทำยังไงก็ได้ให้พวกคุณเลิกเรียกร้องเรื่องเหล่านี้”

            “พวกผมก็ตั้งธงไว้แล้วเหมือนกันว่าจะต้องเรียกร้องเรื่องพวกนี้ให้ได้ ไม่จำเป็นต้องยกเลิกพร้อมกันหมด ทยอยเลิกไปทีละอย่างก็ได้”

            “ครับ ตอนนี้เราเข้าใจตรงกันแล้วว่าแต่ละฝ่ายมีธงว่าอย่างไร ผอ.เขาตั้งธงไว้ให้ผมแล้วผมก็ต้องทำตามแต่อันที่จริงผมเองก็มีธงของผมอยู่เหมือนกัน”

            “อะไรครับ”

            “ผมสนับสนุนการเรียกร้องเพื่อเสรีภาพครับ”

            “งั้นอาจารย์ก็ต้องช่วยพวกผมผลักดันเรื่องนี้” เน็คยังแคลงใจอยู่ว่านี่จะเป็นลูกเล่นคำพูดอะไรหรือเปล่า เศรษฐ์ส่ายหน้าเป็นคำตอบ

            “คุณไม่ใช่คนที่เรียกร้องเสรีภาพครับ ผมถึงไม่สนับสนุนพวกคุณ”

            “ใช่สิครับ ในสายตาผู้ใหญ่หัวโบราณก็มองว่าการกระทำของพวกผมเป็นเรื่องไร้สาระ เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงบ้าบอเพื่อสนองความพอใจของตนเอง เพื่อจะได้ไว้ผมหรือแต่งตัวตามแฟชั่นที่ชอบ แต่จริงๆ แล้วพวกอาจารย์ก็แค่กลัวจะเสียอำนาจปกครองถ้าปล่อยให้นักเรียนมีอิสระที่จะเรียกร้องเพื่อรักษาสิทธิ์”

            “คำพูดสวยหรูดีแต่คุณยังคงไม่เข้าใจถึงเสรีภาพอยู่นั่นแหละ เชิญกลับไปที่กลุ่มของคุณแล้วเรียกร้องต่อไปเถอะครับ ผมเองก็ต้องมองหางานใหม่เอาไว้เหมือนกัน”

            “ผมรู้ครับว่าเสรีภาพคืออะไร คือการมีอิสระที่จะคิด พูด หรือทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการแต่ต้องไม่กระทบสิทธิ์ของผู้อื่น ระเบียบข้อบังคับของโรงเรียนที่ให้ไว้ผมทรงสั้นเกรียนหรือแต่งชุดนักเรียนมันลิดรอนสิทธิ์ของนักเรียนทุกคน พวกผมถึงต้องลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์”

            “ผมจะพูดอีกครั้งนะครับ คุณยังไม่เข้าใจคำว่าเสรีภาพเลย ขอบคุณที่เสียเวลาพูดคุยด้วยนะครับ” เศรษฐ์ลุกขึ้นจะออกจากห้อง

            “แล้วเสรีภาพที่อาจารย์พูดถึงคืออะไรล่ะครับ”

            “ไม่เกี่ยวกับการเรียกร้องของคุณไม่ใช่เหรอครับ เช่นนั้นก็ไม่ต้องสนใจหรอก กลับไปเรียกร้องหาสิ่งที่คุณเชื่อกันเองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพต่อไปเถอะ”

            “ผมอยากรู้ครับว่าเสรีภาพที่อาจารย์บอกว่าพวกผมไม่รู้จักมันคืออะไร”

            “ถ้างั้นผมขอยืนยันจุดยืนของคุณหน่อยนะครับ การเรียกร้องครั้งนี้คุณยืนอยู่ข้างกฎระเบียบหรือข้างเสรีภาพครับ”

            “ข้างเสรีภาพครับ”

            “ขออนุญาตบอกว่าผมไม่เชื่อนะครับ เรามาลองค่อยๆ พิจารณาไปทีละนิดคุณก็จะเข้าใจที่ผมพูดเอง” เศรษฐ์นั่งลงที่เดิม “สมมตินะครับว่าถ้าทางโรงเรียนยอมทำตามข้อเรียกร้องของคุณ ให้นักเรียนแต่งกายหรือไว้ผมอย่างไรก็ได้มาเรียน เกิดมีคนไว้ผมทรงหอยเม่น ย้อมเจ็ดสี แต่งตัวแบบฮิปปี้หรือพังค์ร็อคมาเรียน คุณคิดว่าเหมาะหรือเปล่าครับ”

            “อาจารย์อย่าดูถูกนักเรียนสิครับ พวกผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อย่ายกตัวอย่างสุดโต่งมาบอกว่าจะต้องมีคนทำแบบนี้แน่ๆ เลยครับ”

            “ตอบคำถามผมสิครับว่าเหมาะหรือเปล่า”

            “ถ้าถึงขั้นนั้นก็ไม่เหมาะสมหรอกครับ”

            “แล้วถ้าใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะมาเรียน คุณคิดว่าเหมาะหรือเปล่า”

            “ไม่ครับ”

            “ถ้ามีคนแต่งแบบนั้นมาล่ะครับ เพราะเมื่อยกเลิกระเบียบการแต่งกายแล้วแปลว่าจะแต่งอย่างไรก็ได้”

            “มันก็มีขอบเขตอยู่ครับ ไม่ต้องแต่งชุดนักเรียนแต่ก็ต้องแต่งชุดสุภาพตามกาลเทศะ”

            “นั่นแหละครับที่ผมบอกว่าคุณไม่ได้มาเรียกร้องเพื่อเสรีภาพ คุณมาเรียกร้องเพื่อกฎครับ กฎของตัวเอง กฎที่พวกคุณยอมรับและต้องการ”

            “ใช่ครับ พวกผมขอให้ยกเลิกกฎเดิมแล้วใช้กฎใหม่ที่ยืดหยุ่นกว่า”

            “ผมถึงบอกไงครับว่าคุณไม่ได้เรียกร้องเสรีภาพ คุณไม่ได้ยืนอยู่ข้างเสรีภาพครับแต่คุณยืนอยู่ข้างกฎระเบียบ ผมถามต่อนะครับ ถ้ามีคนที่ไม่พอใจกฎของพวกคุณแล้วมารวมตัวเรียกร้องบ้างล่ะครับ ถ้าเขาอ้างว่ากฎของพวกคุณลิดรอนสิทธิในการแต่งกายตามแบบที่ตัวเองต้องการ การแต่งแฟนซีมาเรียนไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน คุณจะยืนกรานรักษาระเบียบที่ตัวเองกำหนดหรือเปล่า”

            “ครับ เสรีภาพก็ต้องมีขอบเขต จะปล่อยให้ทำตามใจกันคงไม่ได้ ไม่ให้แต่งชุดนักเรียนแต่ก็ยังต้องแต่งกายให้ดูสุภาพ พวกผมเป็นนักเรียนที่มีหัวคิดครับ อยู่ที่ว่าผู้ใหญ่จะดูถูกหัวคิดของพวกผมหรือเปล่า”

            “งั้นเอาตัวอย่างนี้ดูบ้างนะครับ นักเรียนกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อสีของกลุ่มการเมืองที่ตนรักและศรัทธามาเรียน ขณะเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งก็ใส่เสื้อสีของฝ่ายตรงข้ามมา นานวันเข้าคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

            “ก็ห้ามสิครับ ห้ามแต่งกายที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองมาเรียน”

            “แล้วถ้าเป็นกลุ่มแฟนศิลปินที่ไม่กินเส้นกันล่ะครับ ผมจำได้ว่าแฟนคลับของศิลปินเกาหลีสองวงเป็นศัตรูกันรุนแรงพอๆ กับกลุ่มการเมืองเลย”

            “ก็... ก็ห้ามครับ” มาถึงตรงนี้เน็คเริ่มรู้สึกแปลกๆ เหมือนกำลังโดนต้อนด้วยคำถาม ตัวอย่างแรกเรื่องพังค์ร็อคอาจฟังดูบ้าบอไร้สาระแต่ตัวอย่างต่อมามันเป็นไปได้จริง เหนือสิ่งอื่นใดมันเป็นคำถามทั่งคับให้เขาตอบเข้าข้างกฎหรือเป็นปรปักษ์กับเสรีภาพกลายๆ ด้วย

            “เสรีภาพของคุณนี่มีข้อห้ามมากเหลือเกินนะครับ มันไม่ใช่เสรีภาพครับแต่มันเป็นกฎระเบียบใหม่ที่พวกคุณตั้งขึ้นมา แน่นอนว่าจะต้องมีคนที่ไม่เห็นด้วยโดยใช้เหตุผลเดียวกับที่พวกคุณว่าคือการถูกริดรอนเสรีภาพ เอาตอนนี้เลยก็ได้ครับ ทางโรงเรียนไม่เห็นด้วยกับกฎที่พวกคุณเรียกร้องเพราะมันละเมิดเสรีภาพในการตั้งกฎระเบียบเพื่อใช้บังคับภายในองค์กร คุณจะว่ายังไงครับ”

            “เราก็หาจุดที่ลงตัวสิครับ จุดที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย แล้วปัญหาเรื่องความบาดหมางนั่นมันเป็นเรื่องที่เกิดจากตัวบุคคล ใช่ว่าทุกคนจะเป็นแบบนั้น”

            “แต่มันมีจุดเริ่มต้นมาจากการยกเลิกกฎ จริงอยู่ว่าถึงจะใส่ชุดนักเรียนถ้าความคิดต่างกันก็ทะเลาะกันได้แต่การยกเลิกเครื่องแบบจะทำให้ความแตกต่างนั้นปรากฏออกมาชัดเจนขึ้น ถ้าเกิดการแบ่งกลุ่มแบ่งพวกตามแนวความคิดความเชื่อขึ้นมาคุณจะแก้ไขอย่างไร”

            “ก็ให้ฝ่ายปกครองจัดการสิครับ ไม่งั้นเราจะมีอาจารย์เอาไว้ทำไม”

            “... ผมเคยบอกว่าตัวผมมีธงอยู่สองอันคือทำให้คุณเลิกชุมนุมเรียกร้องและทำให้คุณเดินหน้าเรียกร้องเสรีภาพต่อไป ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจยังไงก็ถือว่าผมทำสำเร็จแล้วทั้งนั้น ที่ผมยิงคำถามใส่คุณก็เพื่อจะยืนยันจุดยืนว่าจะอยู่ข้างไหน จากคำตอบเมื่อครู่ผมพอจะประเมินได้ว่าคุณพยายามจะยืนอยู่ตรงกลาง เรียกร้องหาเสรีภาพแต่พอเกิดปัญหาก็วิ่งกลับไปหากฎแล้วเรียกร้องให้ผู้คุมกฎจัดการ แบบนี้ไม่ดีนะครับ คุณคิดแต่จะเอาเสรีภาพแต่ไม่คิดว่าจะทำยังไงกับเสรีภาพที่ได้มา คุณไม่พร้อมจะยอมรับผลของการยกเลิกกฎ พวกคุณยังครึ่งๆ กลางๆ กับจุดยืนของตัวเอง ข้อเรียกร้องของพวกคุณจึงดูไร้น้ำหนัก ข้อเสียของการอยู่ตรงกลางคือไม่มีความหนักแน่นในหลักการเพราะตัวพวกเขายังแกว่งไปแกว่งมาระหว่างสองฝั่งต่างกับคนที่เลือกข้างเบ็ดเสร็จพวกเขาจะหนักแน่นและไม่มีความลังเลที่จะตอบคำถามใดๆ” เศรษฐ์ทอดสายตาออกไปนอกห้อง “ผมจะอธิบายให้ฟังครับ อันดับแรกคุณต้องเข้าใจก่อนว่าเสรีภาพกับความวุ่นวายเป็นของคู่กันโดยไม่อาจแยกจากกันได้ ตราบใดที่มนุษย์ไม่ได้ใช้สมองเดียวกันทุกคนย่อมคิดต่างและต้องการเรียกร้องกันไปต่างๆ นานา กฎระเบียบมีไว้เพื่อความเรียบร้อยและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คน อันดับต่อมาคือกฎและเสรีภาพไม่มีทางอยู่ร่วมกันได้ครับ ที่ใดมีกฎที่นั่นไม่มีเสรีภาพ เสือที่มีอิสระคือเสือที่อยู่ในป่า ถ้าจับเสือมาไว้ในกรงก็เท่ากับมันไม่มีอิสรภาพแล้ว ต่อให้กรงนั้นใหญ่เท่าป่าก็ยังเรียกว่ามีเสรีภาพไม่ได้หรอกครับ เมื่อไหร่ที่เดินมาชนขอบกรงเสือตัวนั้นจะมองข้ามไปยังโลกภายนอกกรงพร้อมคำถามว่าทำไมเราออกไปตรงนั้นไม่ได้ มนุษย์ก็เช่นกันครับ ต่อให้คุณยืดหยุ่นกฎเพียงใดพวกเขาก็จะมองออกไปนอกข้อจำกัดพร้อมกับคำถามที่ว่าทำไมถึงทำแบบนั้นไม่ได้ มนุษย์จะเรียกร้องให้ขยายขอบเขตของกรงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การลดหย่อนกฎระเบียบไม่ใช่คำตอบครับ คุณต้องเลือกข้างให้ชัดเจนแล้วเดินไปตามหนทางนั้น ผมถึงพยายามจะยืนยันจุดยืนของคุณ... มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพแต่เพราะมันนำมาซึ่งความวุ่นวายพวกเขาจึงยอมเสียสละเสรีภาพเพื่อสร้างกฎระเบียบขึ้นมา รางวัลที่ได้รับก็คือความสงบสุข หากต้องการเสรีภาพคืนมาก็ต้องยอมเสียสละความสงบสุข... อย่างเรื่องที่พวกคุณเรียกร้องกันอยู่นี่ ชุดนักเรียนนั้นแต่งไปเพื่ออะไร แต่งแล้วมีผลกับชีวิตการเรียนหรือเปล่า ตรงนี้ผมไม่รู้ แต่ระเบียบนี้ทำให้สังคมในรั้วโรงเรียนสงบสุขมากว่าสิบปีแล้ว ถ้ายกเลิกกฎไปแน่นอนว่าคุณได้เสรีภาพที่จะแต่งตัวไว้ผมแต่มันก็เสี่ยงกับความวุ่นวายที่ผมถามไป”

            “...” เน็คนั่งนิ่งเงียบ ความมั่นใจว่าจะโน้มน้าวอาจารย์ให้เห็นด้วยกับตนเริ่มหายไป กลายเป็นว่าตนกำลังโดนโน้มน้าวอยู่แทน

            “คุณจะเลือกที่จะรักษากฎระเบียบของสังคมและคงไว้ซึ่งความสงบสุขอย่างที่เคยเป็นมา หรือคุณจะเลือกที่จะทำลายกฎระเบียบของสังคมแล้วเปลี่ยนแปลงมันไปในวิถีที่ตนเองเห็นควร”

            “ผม...”

            “ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่ข้างกฎก็ขอให้เก็บข้อเรียกร้องนี้กลับไปแล้วบอกเพื่อนๆ ของคุณให้สลายตัวไปท่องตำราเรียนแบบที่นักเรียนควรจะทำ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะอยู่ข้างเสรีภาพก็นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจกระจ่างถึงวิถีแห่งเสรีชน”

            “ผมเลือกเสรีภาพครับ พวกผมเรียกร้องเรื่องนี้และก็ขอยืนยันจุดยืนของตัวเอง”

            “ตกลงครับ งั้นมาเริ่มชั่วโมงเรียนพิเศษว่าด้วยเรื่องของเสรีภาพกันนะครับ ตอนเด็กๆ คุณเคยถูกผู้ปกครองสั่งให้ทำหรือห้ามไม่ให้ทำอะไรที่คุณคิดว่าตนสามารถทำได้หรือตนไม่อยากทำหรือเปล่า คุณเคยรู้สึกขัดใจเวลาผู้ใหซญ่หรือครูบาอาจารย์มากำหนดหน้าที่ให้คุณมั้ย”

            “ครับ”

            “แล้วทำไมคุณต้องยอมทำตามทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วย เพราะอีกฝ่ายมีอำนาจมากกว่า ถ้าขัดขืนก็จะโดนอำนาจเล่นงาน แล้วอำนาจนั้นมาจากไหนครับ อะไรทำให้พ่อแม่มีอำนาจเหนือตัวลูกหลาน อะไรทำให้ครูอาจารย์มีอำนาจเหนือนักเรียน อะไรคือที่มาของอำนาจในสังคม”

            “... ตำแหน่งหรือเปล่าครับ”

            “สถานะ ใช่ครับ สถานะคือเครื่องกำหนดอำนาจของสังคมแห่งกฎ ขอแค่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าไม่ว่าใครก็มีอำนาจได้ ต่อให้เป็นคนที่ไม่เอาไหน ไม่มีความสามารถแต่ถ้าอยู่ในสถานะหนึ่งก็มีอำนาจเหนือผู้อื่นทันที ยุติธรรมหรือครับ อำนาจหัวโขนที่ไร้พลังที่แท้จริง อำนาจที่ไม่ได้มาจากการตัดสินที่ความสามารถ ถ้าคุณเลี้ยงน้องได้ดีกว่าที่พ่อแม่เลี้ยงคุณจะได้มีอำนาจเหนือพ่อแม่หรือเปล่า ถ้าคุณสอนหนังสือได้ดีกว่าครูบาอาจารย์แล้วคุณจะสามารถออกคำสั่งให้พวกเขาทำตามต้องการได้หรือไม่... ไม่ได้ครับ ต่อให้เก่งกาจเพียงใดถ้าไม่ถูกเลือกโดยกฎเกณฑ์แล้วคุณก็ไม่มีอำนาจอะไรเลย... แต่โลกแห่งเสรีภาพนั้นไม่ใช่ครับ โลกแห่งเสรีภาพนั้นทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน โลกที่ตัดสินกันด้วยผลงานและความสามารถ โลกที่คุณจะยอมสิโรราบได้โดยไร้ข้อกังขาว่าเขามีอะไรดีกว่าเรา เขาเก่งกว่าเราตรงไหนจึงได้เป็นใหญ่ ถ้าคุณมีความสามารถคุณก็ได้เป็นใหญ่ คนที่ด้อยกว่าจะต้องสยบต่อคุณ แน่นอนว่าพวกเขาอาจลุกขึ้นต่อต้านได้ทุกเมื่อแต่หากไร้ความสามารถ ไร้พลังพวกเขาก็ต้องถูกกำราบอย่างช่วยไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิเท่ากันในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในวิถีที่ตนเชื่อมั่น ทุกคนขึ้นมาเป็นผู้นำหรือผู้ปกครองได้ไม่ว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกฎเกณฑ์ที่ไม่พอใจ โลกที่เดินตามวิถีแห่งธรรมชาติที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด อำนาจที่ได้มาจากพลังและศักยภาพเป็นอำนาจที่มีพลังอยู่ในตัว อำนาจที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้... ทุกคนเท่าเทียมกัน... เสรีภาพ... ต่างจากการเรียกร้องเสรีภาพกิ๊กก๊อกของพวกคุณแบบคนละเรื่องเลยใช่มั้ยครับ คุณจะอยู่ข้างใครครับ”

            “... เสรีภาพครับ... ผมอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผมไม่พอใจ ผมทำตามความต้องการของคนอื่นมาตลอด ผมอยากทำตามความเชื่อของตัวเองบ้าง” แววตาที่เคยลังเลบัดนี้ลุกวาวเหมือนค้นพบแสงสว่าง จิตใจของเขาเลือกข้างแล้ว “ใช่... มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ ทำไมเราต้องยอมก้มหัวให้กับกฎที่เราไม่เห็นชอบ ทำไมเราต้องยอมให้กับผู้มีอำนาจไม่กี่คน ถ้าเขาไม่ได้ดีกว่าเราก็ไม่ควรจะมาปกครอง โลกมันต้องขับเคลื่อนโดยคนที่มีความสามารถ จะมัวแต่ยึดติดกับวิถีไปเพื่ออะไร ผมเข้าใจแล้วครับ เสรีภาพที่อาจารย์พูดถึง”

            “ยังก่อนครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง เสรีภาพเป็นเรื่องของความเสมอภาค โลกแห่งเสรีนั้นทุกคนเท่าเทียมกัน ดังนั้นเสรีชนจะไม่ยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้อื่นครับเพราะการยื่นข้อเรียกร้องเป็นวิธีการของผู้ที่ด้อยกว่าขอความยินยอมจากผู้ที่เหนือกว่า อีกทั้งการเรียกร้องนำไปสู่การเจรจา การเจรจาทำให้เกิดข้อตกลง ข้อตกลงคือกฎที่ลิดรอนเสรีภาพของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนั้นๆ เสรีชนจะไม่เรียกร้องครับแต่เขาจะใช้ความสามารถไขว่คว้าเอาเองโดยไม่ต้องรอให้ใครเห็นควรหรืออนุญาต” เศรษฐ์เลื่อนกระดาษข้อเรียกร้องไปตรงหน้าเน็ค “ประตูสู่เสรีภาพอยู่ตรงหน้าคุณแล้วครับ ผมส่งคุณได้แค่นี้”

            “...” เน็คนั่งมองแผ่นกระดาษตรงหน้าตน ความคิดในหัวถูกเรียบเรียงไปในทางที่เศรษฐ์ชี้นำ อาจารย์ชุดดำเดินออกจากห้องมานิดหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงฉีกกระดาษดังตามหลังมา เน็ควิ่งออกจากห้องแซงเขาลงไปหาเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างล่าง

            “ว่าไง อาจารย์ยอมมั้ย”

            “ยอม? ฮึ ทำไมต้องรอให้ยอม พวกแกยืนอยู่ข้างกฎหรือเสรีภาพ”

            “ทำไมเหรอ?” กลุ่มนักเรียนที่เรียกร้องยังคงตามไม่ทัน

            “พวกแกอยากได้กฎหรืออยากได้เสรีภาพ”

            “เสรีภาพ”

            “งั้นมา ข้าจะอธิบายให้ฟังว่าเสรีภาพคืออะไร”

 

            วันรุ่งขึ้น ที่โรงเรียนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น นักเรียนส่วนหนึ่งแต่งกายตามใจชอบมาที่โรงเรียน บ้างก็ย้อมผมเป็นสีน้ำตาลแดงโดยไม่สนใจกฎระเบียบใดๆ แม้อาจารย์ประจำชั้นจะไล่ออกจากห้องก็ไม่ฟัง หนำซ้ำยังทำอะไรตามใจชอบ พอมีเรื่องมีราวก็ทะเลาะชกต่อยวุ่นวายไปหมด

            “เสรีชนไม่สนใจหรอกว่ามันมีกฎอะไรยังไงอยู่ เขาเดินตามความเชื่อของตัวเองแล้วกรุยทางด้วยพลังของตัวเอง พวกมึงจะทิ้งกฎแล้วลุกขึ้นมาหยุดพวกกูด้วยตัวเองหรือจะหดหัวอยู่ใต้กฎแล้วรอให้ใครซักคนมาช่วยคุ้มหัวตัวเอง”

            “นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้” ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนมองภาพความโกลาหลตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา โรงเรียนที่เคยสงบสุขมานานปีบัดนี้กลายเป็นแดนเถื่อนไปได้ยังไง “เขาอยู่ไหน เรียกตัวเขามาที่นี่ซิ”

            “ใครคะ?”

            “คนนั้นไง คนที่ผมให้ไปคุยกับพวกนักเรียนน่ะ ชื่ออะไรนะ? ใคร? อะไร?”

            “เราไม่เคยส่งคนไปเจรจานะคะ ผอ.เป็นคนบอกเองว่าจะแกล้งนิ่งรอให้พวกนักเรียนเลิกไปเอง”

            “แต่ว่า... ไม่มีเหรอ?” ยังไม่ทันได้คำตอบเน็คก้พานักเรียนกลุ่มหนึ่งตรงมาที่ห้องผู้อำนวยการก่อนจะทำการยึดอำนาจและไล่ทุบตีผู้อำนวยการกันอย่างสนุกสนาน เสียงตามสายประกาศยกเลิกกฎระเบียบทั้งมวลในโรงเรียน ให้ทุกคนทำอะไรตามใจได้อย่างเสรี ความวุ่นวายลุกลามขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นข่าวครึกโครมถึงการก่อจลาจลในโรงเรียนมัธยมกลางเมืองใหญ่

            “ครั้งหนึ่งเคยมีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎการปกครองของพระเจ้าแล้วได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพที่ตนเชื่อ น่าเสียดายที่พวกเขาพ่ายแพ้และถูกจองจำอยู่ในนรก ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครยอมจำนนต่อกฎแม้จะต้องถูกขังอยู่ในขุมนรกห้วงลึกที่สุดท่ามกลางทะเลสาปน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย แม้จะแพ้แต่อย่างน้อยผลของความพยายามของพวกเขาก็ทำให้พระเจ้าเลิกที่จะมาครอบงำบงการชีวิตมนุษย์เหมือนที่เคยทำในอดีตเพราะกลัวว่าจะเกิดการปฏิวัติต่อต้านซ้ำรอยเดิม ผมไม่ได้หวังว่าจะไปถึงจุดนั้นหรอกนะครับ ขอแค่เข้าใจถึงหัวแห่งเสรีภาพที่แท้จริงก็เพียงพอแล้ว” เศรษฐ์นั่งจิบกาแฟพลางจ้องมองเหตุการณ์ในโรงเรียนจากร้านกาแฟใกล้ๆ อย่างอารมณ์ดี “ผมมีธงสองอันคือทำให้พวกนักเรียนเลิกชุมนุมกับทำให้พวกเขาเรียกร้องเสรีภาพและผมก็ทำสำเร็จทั้งสองข้อแล้ว แก้วนี้ถือเป็นการให้รางวัลกับตัวเอง... อืม... รสชาติดีเข้ากับบรรยากาศมากครับ... ส่วนคุณผู้อำนวยการ จะหลอกใช้ผมนั้นยังเร็วไปหลายชั่วอายุคนครับ หึๆๆ”

            “เฮ้อ หวังว่าจะไม่ตีกันลามมาที่ร้านนี้นะ สามสี่วันก่อนยังเห็นชูป้ายประท้วงกันอยู่เลย เด็กสมัยนี้ดีแต่เรียกหาเสรีภาพในเรื่องไร้สาระ แต่งชุดนักเรียนแล้วมันจะตายหรือไง เขาแต่งกันมาตั้งกี่ร้อยปีไม่มีปัญหา มาเดือดร้อนกันอยู่ไม่กี่คนนี่แหละ” เจ้าของร้านบ่นอุบ เศรษฐ์หันไปมองพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ

            “เสรีภาพนั้นไม่มีอะไรไร้สาระหรอกครับ มันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนและเด็กพวกนั้นก็ตาสว่างแล้ว คุณล่ะครับ สนใจจะเรียนรู้เรื่องกฎและเสรีภาพบ้างไหมครับ มันอาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิดของตัวเองได้นะครับ”

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #550 -noeyzii- (@-noeyzii-) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2558 / 14:30
    แล้วมันเกี่ยวกับความอยากรุ้อยากเห็นตรงไหน สงสัยเฉยๆ
    #550
    0
  2. #282 ponytail (@ponytail) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 10:45
    สนุกมากครับ
    #282
    0
  3. #281 mazorini (@mazorini) (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 07:37
    หวา ไม่มีหักมุมหรอกเหรอ แบบว่า ดันหมั่นไส้เด็กขึ้นมาติดหมัดอ่ะ

    หนูๆเอย การแต่งกายด้วยชุดนักเรียน เพื่อจะได้รวบรวมหมู่เหล่าให้เป็นปึกแผ่น ไม่ว่าจะลูกท่านหลานเธอ หรือลูกคนเข็นผัก ทุกคนจะเท่าเทียมและเหมือนๆกัน ไม่มีการแบ่งชนชั้น
    นะน้องนะ (ไอ่เด็กเวร - -)
    #281
    0
  4. #280 w . (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 13 กันยายน 2556 / 17:53
    ศุกร์13เลขสวย อาจารย์เศรษฐ์กลับมาแล้ว~

    #280
    0
  5. #187 เดือนหก (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 / 09:25
    ไอเด็กเวร ทำโรงเรียนเขาเสียหายหมด (แค้นไอเด็กคนนี้ว่ะ = =")
    #187
    0