คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Tale of Vesalia - 1: The Two Swords

ตอนที่ 4 : เสนาธิการแห่งกองทัพปีศาจ


     อัพเดท 28 ก.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สงคราม, เวทย์มนต์, ดาบ, ย้อนยุค
ผู้แต่ง : SCORPIO KID. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SCORPIO KID.
My.iD: https://my.dek-d.com/asmodeus
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,075
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 4 : เสนาธิการแห่งกองทัพปีศาจ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 97 , โพส : 1 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


            “พวกเขากลับมาแล้ว รีบเรียกทุกคนมาเร็ว” อันสลาแจ้งให้เหล่าเชลยศึกในเมืองอิวาเรมรับรู้

            “เป็นยังไงบ้างท่านโซอน”

            “ไปได้สวย” โซอนตอบคำถาม เหล่าเชลยต่างพากันฉงนกับนักรบเกราะปีศาจที่พวกตนไม่เคยเห็น

            “นั่นใครเหรอ” เชลยคนหนึ่งกระซิบถามอันสลา

            “อ้อ พวกเจ้ายังไม่รู้จักนี่นะ ท่านผู้นั้นคือแม่ทัพแห่งกองทัพนักรบปีศาจ ‘ครอส’ ไงล่ะ”

            “แม่ทัพ! แต่ว่า...”

            “พวกเจ้าไม่สังเกตหรือว่าทำไมทหารในกองทัพปีศาจถึงไม่เรียกโซอนว่าแม่ทัพ อ้อ ใช่ ขอบใจมากนะที่อยู่ในความสงบจนพวกเขากลับมา” ทันทีที่พูดจบทหารส่วนหนึ่งก็ตรงเข้าจับพวกเชลยทุกคนกดลงนั่งคุกเข่ากับพื้นไม่ให้ขยับไปไหน

            “ได้มามั้ย” เมฟิสโตเฟเลสถามถึงผลการชิงผนึก เขากับนอสเฟอราตูยกทัพมายังเมืองอิวาเรมตามที่อันสลาวางแผนไว้ ครอสหันไปพยักหน้าเรียกให้ทหารของตนนำบัลลังก์เข้ามา

            “อาดามันท์รึ กว่าจะทำลายมันเพื่อเอาผนึกออกมาได้คงต้องใช้เวลา” เมฟิสโตเฟเลสวิเคราะห์

            “หึ ก็แค่แท่งหินแค่นี้ ถอยไป” นอสเฟอราตูเงื้อแขนขึ้นทุบใส่บัลลังก์สุดแรงแต่ก็ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้

            “ให้ข้าเอง ช่วยขนไปไว้ในกระโจมได้มั้ย” อันสลาเดินหายเข้าไปด้านในแล้วใช้มือแตะไปที่บัลลังก์ ส่วนที่ถูกแตะค่อยๆ สลายหายไปจนกลายเป็นรู มันง่ายราวกับใช้มือกดลงไปบนกองลูกปัดให้แยกออกจากกัน อันสลาล้วงเอาศิลาอักขระออกมาจากที่เก็บซ่อน

“ข้าไม่ไว้ใจไอ้มนุษย์คนนี้ หลังจากชิงผนึกได้ครบแล้วจงรีบหาทางกำจัดมันเสีย” เมฟิสโตเฟเลสกระซิบนัดแนะกับครอส แม่ทัพกองทัพนักรบปีศาจพยักหน้ารับพอดีกับที่อันสลากลับออกมา

“คุยอะไรกันอยู่หรือ”

“ไม่มีอะไร ข้าแค่ถามถึงกองกำลังของพวกมนุษย์ว่าเตรียมการมาดีแค่ไหน”

“เหรอ ข้านึกว่ากำลังวางแผนกำจัดข้าหลังจากหมดประโยชน์แล้วเสียอีก” เมฟิสโตเฟเลสอึ้งไปนิดหนึ่ง เขาพยายามไม่แสดงพิรุธออกมา

“ว่ายังไงบ้าง ได้ผนึกมาหรือยัง”

“หึๆ ข้าก็แค่พูดเล่นไปเรื่อยเปื่อย ท่านไม่เห็นต้องร้อนตัวเปลี่ยนเรื่องนี่นา เอ้า ศิลาผนึกชิ้นแรก” อันสลาส่งศิลาผนึกให้ครอส

            “ท่าน... ท่านทำอะไรน่ะ... ทำไมถึงส่งศิลาผนึกให้พวกปีศาจ” เชลยคนหนึ่งโวยวายขึ้น

            “ทำไมล่ะ ก็ข้าเป็นเสนาธิการของพวกเขา ช่วยเหลือพวกเขาก็ถูกแล้วนี่”

            “อะไรนะ นี่ท่านหลอกพวกข้าเหรอ”

            “มันเป็นเรื่องธรรมดาในการทำสงครามไม่ใช่หรือ พวกเจ้าไว้ใจคนง่ายเกินไป” อันสลายิ้มเยาะ

            “ใช้ทหารแค่หยิบมือชิงศิลาผนึกจากมือของทหารนับหมื่นได้ เจ้าทำได้ยังไง” แม้แต่จอมเจ้าเล่ห์อย่างเมฟิสโตเฟเลสยังอดทึ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้

            “ไม่มีอะไรมาก เป้าหมายของเราคือชิงศิลาผนึก ไม่ใช่การยึดอาณาจักร แค่ใช้ทหารส่วนหนึ่งดึงความสนใจแล้วส่งยอดฝีมือแฝงตัวเข้าไปภายในได้ ที่เหลือก็ต้องยกผลงานให้ฝีมือกับฝีเท้าของท่านครอส”

            “แล้วจะเอายังไงต่อ” เมฟิสโตเฟเลสถามถึงแผนขั้นต่อไป

            “ท่านครอสต้องรีบนำผนึกไปมอบให้กับท่านแอกเกรสเซอร์แล้วก็ต้องนำกองทัพไปปรับพื้นที่ด้วย ก็คงจะเหลือแต่กองทัพอันเดดกับกองทัพนักเวทย์ที่จะอยู่ชิงผนึกต่อไป” อันสลาพูดพลางมองหน้าครอส แม่ทัพแห่งกองทัพนักรบปีศาจพยักหน้ารับแล้วรีบถอนกำลังออกไปจากเมืองอิวาเรม เหลือแต่เพียงทหารที่คุมตัวเชลยอยู่ยี่สิบกว่าตน

            “ข้านึกว่าจะรวมกำลังสามกองทัพบุกเข้าตีพร้อมกัน ทำไมจึงให้ครอสกลับไปก่อน”

            “ท่านคงไม่อยากให้ผนึกที่ชิงมาด้วยความยากลำบากถูกพวกมนุษย์ชิงกลับไปใช่มั้ย อีกอย่างสงครามมันจะสนุกก็ต่อเมื่อไม่มีใครได้เปรียบใคร ไม่ต้องห่วง ข้าเคยบอกตั้งแต่ก่อนจะบุกวาเลเรียแล้วว่าอาณาจักรวาเลเรียจะต้องระส่ำระสายจนไม่อาจส่งกำลังไปช่วยอาณาจักรอื่นได้ ตอนนี้พวกเขาสูญเสียราชาและแม่ทัพใหญ่ไป ทั้งบ้านเมืองและกองทัพล้วนขาดผู้นำอีกทั้งยังต้องคอยระแวงว่าอาณาจักรจะโดนบุกอีกเมื่อไหร่จึงไม่อาจแบ่งกองกำลังไปไหนได้อีก ข้าทำได้อย่างที่พูดไว้ ท่านยังไม่ไว้ใจข้าอีกหรือ”

            “จะให้ข้าวางใจมนุษย์อย่างเจ้าหรือ ฮึ”

            “เจ้าคนชั่วช้า เจ้าหักหลังมนุษย์ไปเข้ากับพวกปีศาจเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่” เชลยคนหนึ่งโวยวาย

            “ข้าจะหักหลังพวกเจ้าได้ยังไงในเมื่อข้ายังไม่ได้เป็นพวกเดียวกับเจ้าเลย” อันสลาให้เหตุผลเดิมที่เคยใช้ รอยยิ้มสะใจผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา

            “เจ้าคนชั่วช้าสารเลว ผู้คนนับมากมายต้องตายเพราะแผนการของเจ้า ทุกคนจะสาปแช่งเจ้า คนที่หักหลังเผ่าพันธุ์ของตัวเองจะต้องไม่ตายดีแน่”

            “โห เป็นคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาดีจริง กล้าหาญมาก” อันสลาสาวเท้าเข้าไปหาเชลยศึกปากกล้าซึ่งจ้องมองเขาด้วยแววตาปานจะกินเลือดกินเนื้อ

            “กล้าพูดถึงขนาดนี้คงเตรียมใจไว้แล้วสินะว่าจะโดนอะไรบ้าง” อันสลาหันไปทางทหารปีศาจตนหนึ่ง

            “เอาตัวภรรยากับลูกมันออกมา” ทหารตนนั้นทำท่าไม่พอใจอยู่บ้างที่ต้องรับคำสั่งจากมนุษย์แต่ก็ขัดไม่ได้

            “ไอ้ขี้ขลาด! ข้าเป็นคนด่าว่าเจ้า จะทำอะไรก็ทำข้านี่ ภรรยากับลูกข้าไม่เกี่ยวข้องด้วย เจ้าห้ามทำอะไรพวกเขานะ” ทหารอสูรเอาตัวหญิงสองคนออกมา ทั้งคู่มองไปรอบๆ ด้วยอาการกลัวจนตัวสั่น อันสลาเดินตรงไปที่ผู้เป็นลูก

            “ลูกสาวเหรอ หน้าตาดีเสียด้วย” เขาล้วงเอายาเม็ดกลมสีแดงสดออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอกแล้วยัดลงไปในคอของสาวน้อยตามด้วยการทุบศีรษะเพื่อให้เธอกลืนยาลงไป ไม่นานนางก็ล้มลงกับพื้นแล้วชักกระตุก เนื้อตัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงทีละนิด

            “แอนนาเบล! ไอ้สารเลว! เจ้าทำอะไรกับลูกของข้า!”

            “ไม่มีอะไรมาก ยาที่ข้าให้นางกลืนลงไปมีสรรพคุณทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็จะกลายเป็นเปลวไฟแผดเผาออกมาจากภายในร่าง” อันสลาล้วงเอายาอีกเม็ดออกมาจากกระเป๋า รูปร่างของมันเป็นทรงรีขนาดเท่าหนึ่งข้อนิ้วก้อย สีของมันขาวใสจนดูราวกับเป็นน้ำแข็ง

            “ส่วนนี่คือยาที่ออกฤทธิ์ตรงกันข้าม มันจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดลงเรื่อยๆ จนเครื่องในกลายเป็นน้ำแข็ง ข้าเคลือบน้ำตาลให้กินง่ายขึ้นด้วยนะ หึๆๆ เจ้านี่กับยาที่ลูกสาวเจ้ากินลงไปนั้นออกฤทธิ์หักล้างกันเอง พูดง่ายๆ ว่ามันเป็นยาถอนพิษของกันและกัน และเม็ดนี้...” อัรสลาล้วงเอาเม็ดสีขาวใสที่รูปร่างเหมือนกันทุกอย่างออกมาอีกเม็ด

            “เป็นแค่ผลึกน้ำตาลธรรมดาที่ไม่มีสรรพคุณอะไรพิเศษนอกจากให้ความหวาน เอาล่ะ...” อันสลาสลับยาในมือทั้งสองข้างไปมาแล้วกำมันรวมกันที่มือข้างเดียวก่อนจะเขย่าเพื่อให้มันสลับกัน เสียงเม็ดยากับน้ำตาลกระทบกันเบาๆ เป็นจังหวะเหมือนเสียงเขย่าลูกเต๋า เมื่อเขาแบมือออกก็ไม่มีใครดูออกแล้วว่าเม็ดไหนคืออะไร

            “เรามาเล่นอะไรกันหน่อยดีมั้ย” อันสลายัดเม็ดผลึกเม็ดหนึ่งลงคอของเชลยและอีกเม็ดให้กับภรรยาของเขาก่อนจะสั่งให้ทหารปล่อยตัวเชลยคนนั้นแล้วมอบมีดสั้นให้

            “ยาที่จะช่วยลูกสาวของเจ้าได้อยู่ที่ใคร ถ้าเลือกถูกนางก็จะรอดแต่ถ้าเลือกผิดเจ้าจะไม่มีโอกาสครั้งที่สองอีก ลองคิดดูดีๆ” เชลยศึกคนนั้นหยิบมีดขึ้นมาจ้องมองมันด้วยความลำบากใจ ถ้าจะช่วยลูกสาวเขาต้องเลือกผ่าท้องคนที่กลืนยาลงไป คนที่ถูกผ่าท้องต้องตายแน่ๆ จึงเป็นหน้าที่ของคนที่รอดชีวิตจะต้องนำยานั้นป้อนใส่ปากของหญิงสาว

            ‘ถ้าข้าผ่าท้องตัวเองแล้วปรากฏว่ามันไม่ใช่ก็แปลว่ายาอยู่ในตัวของเธเรเซีย ถึงตอนนั้นต่อให้เธอผ่าท้องตัวเองก็คงไม่มีใครเอายาป้อนให้แอนนาเบล อันสลาพูดถูก ถ้าพลาดก็จะไม่มีโอกาสอีก กรอดดด บ้าที่สุด’ มือของเขากุมมีดแน่นเข้าจนสั่น มันคือการตัดสินใจที่มีชีวิตคนที่เขารักถึงสองคนเป็นเดิมพัน เขาไม่กล้านึกถึงผลลัพธ์ถ้าหากเขาพลาดเลย

            “เจ้ามีเวลาตัดสินใจชั่วชีวิตนะแต่ข้าไม่รู้ว่าลูกของเจ้าจะทนรอได้นานแค่ไหน” อันสลาย้ำเตือน ร่างของสาวน้อยเริ่มแดงมากขึ้นจน่ากลัว

            “อึก อึ๊ อื๊อ” จู่ๆ เธเรเซียก็ล้มลงนอนขดตัวสั่นอยู่ที่พื้น

            “เธเรเซีย เจ้าเป็นอะไร”

            “ข้า... ข้าหนาว...” น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนคำพูดไม่ต่อเนื่องกัน ชายฉกรรจ์ฉุกใจคิดขึ้นมาได้

            ‘จริงด้วย ยานั่นทำให้คนที่กินเข้าไปหนาวนี่นา ตัวข้ายังไม่มีอะไรผิดปกติแสดงว่ายาไม่ได้อยู่ที่ข้า แต่ว่า... ข้าต้องฆ่าเจ้าจริงๆ เหรอ’

            “โฮ่ เรื่องราวเริ่มน่าสนใจขึ้นเป็นลำดับแล้ว เจ้าจะว่ายังไงล่ะ ความกล้าหาญที่ใช้ด่าทอข้าหายไปไหนหมดแล้ว”

            ‘ปล่อยไว้แบบนี้พวกเขาต้องตายทั้งคู่แน่ อึก... เธเรเซีย ข้าขอโทษ’

            “อ๊า...” เขาร้องลั่นออกมาขณะที่เงื้อมีดขึ้นแล้วแทงลงที่ท้องของหญิงคนรัก คมมีดกรีดแหวกท้องของเธอออกเป็นช่องจนมองเห็นเครื่องใน เชลยศึกคนนั้นรีบผ่าส่วนที่เป็นกระเพาะออกเพื่อเอายามาป้อนให้ลูกสาว

            “อา... ลูกสาวของเจ้าจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานว่านางมีชีวิตอยู่บนความตายของผู้เป็นมารดา เจ้าไม่น่าทำกับลูกตัวเองแบบนี้เลย” อันสลาเย้ยหยัน

            “หุบปาก! ทั้งหมดเป็นเพราะแกนั่นแหละ” เชลยศึกหันมาตวาดใส่ทั้งน้ำตานองหน้า

            “เพราะข้าเหรอ แย่จริง... แต่ข้าคงผิดไม่มากหรอกกระมังเพราะนางจะไม่ได้อยู่ลิ้มรสความทรมานนั้นนานแน่” คำพูดนั้นทำให้เขาต้องหันไปดูลูกสาวของตนอีกครั้ง อาการของนางไม่ดีขึ้นเลย

            “ไม่จริง ทำ... ทำไมล่ะ”

            “หมดเวลา” สิ้นคำพูดของอันสลา เปลวไฟก็พุ่งออกมาจากในร่างของสาวน้อยตามทวารต่างๆ แผดเผาร่างของเธอจนมอดไหม้ต่อหน้าต่อตาผู้เป็นพ่อที่ได้แต่มองดูด้วยหัวใจที่แหลกสลาย

            “เชื่อมั้ย ถ้าเป็นตอนกลางคืนมันจะสวยกว่านี้ กลางวันเปลวไฟมันไม่ค่อยเด่น” กองทัพปีศาจหัวเราะชอบใจกับมุกตลกโหดร้ายนั้น เชลยศึกผู้อับโชคหันมามองอันสลาด้วยความเคียดแค้น มีดสั้นในมือถูกแทงเข้าใส่เสนาธิการชุดดำที่พรากชีวิตคนที่เขารัก

            ‘แก๊ง’ มีดนั้นถูกปัดหลุดจากมือเขาอย่างง่ายดาย อันสลาถีบหน้าอกเขาเหยียบลงกับพื้น

            “ภรรยาเจ้าเห็นเจ้าลังเลอยู่ประกอบกับอาการของลูกสาวที่เข้าใกล้ความตายเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้นางตัดสินใจสละชีวิตตนเองโดยลืมนึกถึงผลลัพธ์กรณีที่ผิดพลาด มนุษย์มีความโง่เขลาอย่างหนึ่งเป็นจุดร่วมคือเมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันหรือกดดันก็มักจะตัดสินใจผิดพลาด มุมมองของพวกเจ้าจะแคบลงจนน่าสมเพช เอาล่ะ ยาของจริงอยู่ที่ใคร” อันสลาก้มลงมองผู้ถูกถาม

            “อยู่กับข้า” เขากัดฟันตอบ

            “เหรอ แล้วทำไมเจ้ายังไม่เป็นไรล่ะ” เชลยศึกได้ยินดังนั้นก็เพิ่งสังเกต ใช่ เขาไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด อันสลาล้วงเข้าไปในถุงมือสีขาวของตนแล้วหยิบเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่ทำร้ายจิตใจของเขาเป็นอย่างมาก ยาเม็ดที่เขามองหา อันสลาซ่อนเอาไว้ในถุงมือตอนที่ทำท่าสลับยาเม็ดนั้น

            “เจ้าไม่คิดว่ามันอยู่ที่ข้าบ้างหรือ หึๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆ” เสียงหัวเราะเยาะนั้นเสียดแทงเข้าไปในจิตใจของเขาจนเจ็บปวดอย่างสุดจะบรรยาย อันสลาเตะร่างของเชลยศึกเคราะห์ร้ายจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น

            “แค้นข้ามากหรือ ถ้าเช่นนั้นจงไปบอกราชาอากริปป้าว่าอาร์คามาน่าคือเป้าหมายต่อไป ข้าจะให้กองทัพอันเดดที่เวทย์มนต์ของพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้เข้าตี หากไม่อยากเสียผนึกไปจงรีบญาติดีกับศาสนจักรแซงทัวเรียมแล้วขอกำลังเสริมซะ กล่อมเขาให้สำเร็จแล้วเอาชนะกองทัพปีศาจให้ได้ นั่นแหละคือการแก้แค้นอย่างเดียวที่เจ้าจะมีปัญญาทำได้ ไป!” เชลยคนนั้นลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งไปทางอาณาจักรอาร์คามาน่า เมฟิสโตเฟเลสทำท่าจะใช้เวทย์มนต์เล่นงานเขาแต่อันสลาห้ามเอาไว้

            “เจ้าไปบอกแผนการให้มันรู้ทำไมกัน”

            “เชื่อหรือไม่ก็ตามว่าราชาอากริปป้าไม่มีวันได้รู้ข่าวนั้นแน่ พวกท่านเตรียมกำลังประจำค่ายนี้เสร็จแล้วก็เรียกตัวข้าก็แล้วกัน เราจะได้วางแผนต่อไป”

            “แล้วพวกเชลยนี่ให้ทำยังไง” นอสเฟอราตูถาม

            “กองทัพของท่านต้องการกำลังพลเพิ่มหรือเปล่า” อันสลาบอกเป็นนัยๆ แม่ทัพกองทัพอันเดดแสยะยิ้มออกมาแล้วจะสั่งให้ทหารของตนนำพวกเชลยศึกไปจัดการ

 

            ในเวลาเดียวกัน ที่อาณาจักรวาเลเรียซึ่งต้องประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่จากการรบกับพวกปีศาจส่งผลต่อขวัญและกำลังใจของทหารและชาวเมืองเป็นอย่างมาก รองแม่ทัพโพลลุกซ์ต้องเป็นผู้ควบคุมการจัดการป้องกันอาณาจักรแทนแม่ทัพใหญ่ที่จากไป

            “ไคเซอร์” ซีล่าเดินเข้ามาหาเพื่อนสนิทของเธอด้วยความเป็นห่วง เขาเลือกที่จะหลบมาอยู่คนเดียวแทนที่จะเข้าไปร่วมพิธีศพของพ่อและพระราชา

            “...” ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร สายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นของเขาทอดยาวไปอย่างไร้จุดหมาย ซีล่านั่งลงข้างๆ เขาพร้อมยกมือขึ้นกุมไหล่อีกฝ่ายเพื่อปลอบใจ

            “พ่อของเจ้าสิ้นชีวิตในสนามรบ เป็นความตายที่ทรงเกียรติที่สุดสำหรับอัศวินแล้ว”

            “ทรงเกียรติงั้นหรือ เกียรตินั้นมันคุ้มค่ากับชีวิตของพ่อข้าหรือเปล่า เราสูญเสียพระราชา สูญเสียศิลาผนึก บอกข้าซิว่าพ่อข้าตายไปเพื่ออะไร”

            “ท่านสู้จนถึงวาระสุดท้ายเพื่อปกป้องศิลาผนึก ท่านพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ถึงมันจะไม่สัมฤทธิ์ผลข้าก็ไม่คิดว่าจะเป็นความผิดของท่านหรอก”

            “ความตายที่ไม่อาจปกป้องอะไรได้มันจะมีความหมายอะไร ท่านพ่อจะต่อสู้ไปเพื่ออะไรหากมันไม่นำมาซึ่งชัยชนะ” ไคเซอร์โวยวาย

            “ถึงไม่ชนะแต่อย่างน้อยท่านแม่ทัพก็ได้พยายามเต็มที่แล้ว แม้ความหวังจะริบหรี่แต่ถ้าพยายามก็อาจสำเร็จได้ ตรงกันข้ามหากไม่ต่อสู้เลยมันก็แน่นอนว่าจะไม่สำเร็จ” โพลลุกซ์เดินเข้ามาหาทั้งสองคน เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาปลอบไคเซอร์แต่เมื่อได้ยินที่สองหนุ่มสาวคุยกันก็อดที่จะสอนไม่ได้

            “พ่อของเจ้าคือนักรบผู้ยิ่งใหญ่ คนเป็นลูกชายอย่างเจ้าควรที่จะภาคภูมิใจไม่ใช่มัวแต่มานั่งเศร้าแบบนี้ วิญญาณพ่อของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์จะทำหน้ายังไง”

            “ท่านรองแม่ทัพ ท่านมีธุระอะไรกับข้าหรือเปล่า” ไคเซอร์ถามเพราะรู้ว่าโพลลุกซ์ไม่ใช่คนที่จะเจาะจงมาเพื่อพูดเรื่องนี้เท่านั้น

            “พวกปีศาจไม่หยุดแค่การชิงผนึกจากอาณาจักรเราแน่ อาร์คามาน่ากับแซงทัวเรียมคือเป้าหมายต่อไปของพวกมัน น่าเสียดายอาณาจากรเราสูญเสียมากเกินกว่าจะส่งกำลังไปช่วยแต่เราต้องส่งคนที่เคยเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจโดยตรงมาแล้วไปยังอาณาจักรทั้งสองเพื่อเตือนให้พวกเขาระวังถึงความน่ากลัวของพวกมัน”

            “ท่านจะให้ไคเซอร์ไปเหรอคะ”

            “ถูกต้อง บุตรชายของแม่ทัพใหญ่น่าจะได้รับการยอมรับง่ายกว่านายทหารทั่วไป จงไปยังอาณาจักรทั้งสอง รายงานให้พวกเขารู้โดยละเอียดว่าอะไรเป็นอะไร”

            “ครับ” ไคเซอร์รับคำสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้น ซีล่าสังเกตเห็นว่ามือของไคเซอร์สั่นเทาด้วยแรงโทสะ

            “ข้าจะไปด้วย” ไคเซอร์หันกลับมามองหน้าผู้พูด ซีล่ารู้จักไคเซอร์ดีพอที่จะไม่ปล่อยให้เขาไปคนเดียว

            “เจ้ามันคนเลือดร้อน หากเจอกับพวกปีศาจอาจโกรธจนลืมตัวทำอะไรเสี่ยงๆ ลงไป ข้าต้องคอยติดตามเพื่อห้ามเจ้าเอาไว้”

            “เจ้าจะห้ามไม่ให้ข้าล้างแค้นให้ท่านพ่อรึ” ไคเซอร์กัดฟันกรอด ซีล่ายังคงมีทีท่าเรียบเฉย เธอชักดาบออกมาด้วยท่าทางสงบ

            “เว้นแต่เจ้าจะหยุดข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้” ซีล่าพูดท้าทายพร้อมชี้ปลายดาบไปที่เพื่อนทหารซึ่งเป็นคู่ซ้อมของเธอ ไคเซอร์ที่กำลังโกรธเมื่อถูกท้าทายก็ตอบสนองด้วยการชักดาบออกมาฟันใส่ซีล่าสุดแรงเกิด นักรบสาวไม่จำเป็นต้องตอบโต้อะไรมาก เธอเพียงแต่เบี่ยงตัวหลบพร้อมตวัดข้อมือปัดดาบขนาดใหญ่ของชายหนุ่มออกไปด้านข้าง การโจมตีสุดกำลังทำให้ไคเซอร์ไม่สามารถหยุดมันได้ ดาบของซีล่าแทงตรงเข้าจ่อที่คอของเขาอย่างแม่นยำ

            “แค่ข้าคนเดียวเจ้ายังเอาชนะไม่ได้ แล้วคิดจะไปสู้กับพวกปีศาจเพื่อล้างแค้นงั้นเหรอ” ซีล่าเก็บดาบของตน ไคเซอร์ได้แต่ยืนอึ้งกับความพ่ายแพ้ของตน

            “การทำสงครามด้วยอารมณ์นั้นไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะหรอก เจ้าต้องควบคุมตัวเองให้เป็น ซีล่า เจ้าช่วยดูแลไคเซอร์ให้ด้วย” โพลลุกซ์ฝากฝังบุตรชายของเพื่อนสนิทของตนก่อนจะกลับไปจัดแจงดูแลกองทัพต่อ ไคเซอร์เดินมาที่คอกม้าเงียบๆ สองทหารชายหญิงเตรียมตัวออกเดินทางไปยังอาณาจักรอาร์คามาน่าซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด

            “ซีล่า”

            “หืม”

            “เมื่อกี้นี้... ข้าขอโทษนะ ข้าโมโหจนขาดสติเลยฟันลงไปเต็มแรงทั้งๆ ที่คนที่อยู่ตรงหน้าคือเจ้า ถึงแม้ผลจะออกมาว่าเจ้าชนะแต่ข้าก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี” ซีล่าได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา เธอชกไปที่ต้นแขนของไคเซอร์แรงๆ หนึ่งที

            “เอ้า ข้าทำโทษเจ้าแล้ว ทีนี้ก็ก็หายกันแล้วนะ” ไคเซอร์กุมต้นแขนของตนที่ปวดตุบๆ แต่ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้นอีกครั้ง

            “รีบไปกันเถอะ” ซีล่าชวนไคเซอร์ควบม้าตรงไปยังอาณาจักรแห่งจอมเวทย์โดยเร็ว

 

            ที่กองทัพปีศาจ เมื่อนอสเฟอราตูกับเมฟิสโตเฟเลสสั่งกองทัพของตนให้กระจายออกรักษาค่ายเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เรียกตัวอันสลาเข้าไปพบเพื่อประชุมแผนการ

            “เจ้ามีแผนการอะไรหรือยัง” เมฟิสโตเฟเลสถามทันทีที่เสนาธิการชุดดำมาถึง

            “ใจร้อนจริงนะท่าน เรื่องแผนการน่ะข้าคิดไว้เรียบร้อยแล้ว คนที่จะนำทัพบุกครั้งนี้ก็คือท่านนอสเฟอราตู เป้าหมายคืออาณาจักรอาร์คามาน่า”

            “เดี๋ยว เจ้าปล่อยเชลยมนุษย์ไปพร้อมกับบอกเรื่องนี้กับมัน แบบนี้พวกมนุษย์ไม่รู้แผนการหมดหรือ”

            “อย่างที่ข้าบอกว่าราชาอากริปป้าจะไม่มีวันได้รู้ข่าวจากเชลยคนนั้น” อันสลายังคงยืนยันคำเดิม

            “เจ้าเตรียมมือสังหารซุ่มรอไว้ระหว่างทางรึ”

            “เปล่า ข้าปล่อยให้มันไปจนถึงอาณาจักรแห่งจอมเวทย์ได้โดยสะดวก ไม่มีอะไรขัดขวาง ถ้าจะมีใครที่สังหารเชลยคนนั้นจนทำให้ไม่อาจแจ้งข่าวได้เขาก็คงจะเป็น... จอมเวทย์สักคนของอาร์คามาน่านั่นแหละ”

            “หืม มีไส้ศึกอยู่ในอาร์คามาน่าด้วยหรือไง” เมฟิสโตเฟเลสแปลกใจว่าอันสลาแอบไปติดต่อไว้ตอนไหน

            “ไม่ใช่ คนที่ลงมือคือคนที่จงรักภักดี เขาจะสังหารชายผู้คาบข้อมูลสำคัญเช่นนี้ไปบอกเพื่อประโยชน์ของอาณาจักร” คำพูดย้อนแย้งกันเองนั้นยากเกินกว่าที่ปีศาจจะเข้าใจ แม้แต่เมฟิสโตเฟเลสเองก็ตาม

            “มันจะเป็นไปได้ยังไง เจ้านี่พูดอะไรไม่รู้เรื่อง” นอสเฟอราตูทำหน้าสงสัย อันสลาดันกรอบกระจกขึ้นชิดกับดวงตาพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย

            “อะไรที่ไม่เข้าใจนั่นแหละคือจุดสำคัญ จำได้มั้ยที่ข้าบอกให้พวกท่านถอยไปตั้งทัพนอกเมืองห่างออกไป ข้าพูดว่าคนน้อยลงจะทำให้เราชนะง่ายขึ้น เพราะอะไร... เพราะถ้าพวกท่านรวมกำลังกันบุกทั้งสามกองทัพ อาณาจักรทั้งสามของพวกมนุษย์ก็จะผนึกกำลังกันเป็นทัพใหญ่จนเราไม่อาจเอาชนะได้ การที่เหลือแต่กองทัพของท่านครอสไว้ทำให้อีกสองอาณาจักรเห็นว่าเพียงแค่วาเลเรียก็รับมือไหว แผนของข้าเลยสำเร็จได้อย่างราบรื่น”

            “แล้วครั้งนี้ล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น”

            “เราอย่าไปสนใจเรื่องของพวกมนุษย์เลย เอาเรื่องของเราดีกว่า ท่านนอสเฟอราตู กองทัพของท่านน่าจะมีกำลังพลสามพันห้าร้อย มากพอที่จะต่อกรกับกองทัพจอมเวทย์แห่งอาร์คามาน่าได้ไม่ยาก ดังนั้นขอให้ท่านแบ่งกำลังเป็นสองส่วน ส่งพวกทหารเลวเดนตายออกไปเป็นทัพหน้าเข้าตีพวกมัน ส่วนท่านกับกองทัพหลักก็ให้รอจังหวะก่อน ข้าเชื่อว่าอากริปป้าต้องส่งสาสน์ไปขอความช่วยเหลือจากแซงทัวเรียมแน่”

            “แซงทัวเรียม... พวกที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง เจ้าจะให้ข้าจัดการกับผู้ส่งสาสน์สินะ” นอสเฟอราตูถาม

            “เปล่า ท่านต้องปล่อยมันไป เมื่อมันลับสายตาไปแล้วนั่นคือโอกาสของท่าน ข้าอยากให้ท่านนำกองทัพหลักบุกเข้าไปชิงเอาผนึกออกมาจากในวังให้เร็วที่สุดก่อนที่กองทัพแซงทัวเรียมจะมาถึง ท่านคนเดียวคงสามารถฝ่าการป้องกันของทหารในวังเข้าไปได้ไม่ยาก”

            “แล้วทำไมไม่ให้ข้าบุกเข้าไปเสียตั้งแต่แรกล่ะ”

            “ทำแบบนั้นมันจะไปสนุกอะไร เอาล่ะ ต่อนะ เมื่อท่านบุกเข้าไปในวังได้แล้วจงสังหารราชาอากริปป้าแล้วชิงเอาศิลาผนึกมาให้ได้โดยเร็ว” ได้ยินคำว่าสังหาร นอสเฟอราตูแสยะยิ้มออกมาอย่างยินดี มือทั้งสองข้างขยับไปมาเหมือนยืดเส้นยืดสาย

            “ท่านคงจำได้นะว่าเป้าหมายหลักของเราคือการชิงศิลาผนึก ไม่ใช่ยึดอาณาจักร” อันสลาเตือนสติแม่ทัพอันเดด

            “ข้ารู้ ชิงผนึกได้แล้วรีบถอยทัพให้เร็วที่สุดใช่มั้ย”

            “ไม่ใช่ เมื่อชิงผนึกได้แล้วท่านต้องเข้าตีต่อไป สุมไฟเผากำแพงอาณาจักรให้แรงๆ ยิ่งมากยิ่งดี อ้อ ตอนที่เข้าไปในวังขอให้ท่านอย่ายุ่งกับธงประจำอาณาจักรนะ ปล่อยให้มันแขวนประดับเล่นลมอยู่อย่างนั้นแหละ สวยดี”

            “เจ้าพูดบ้าอะไรข้าไม่เข้าใจ เมื่อชิงศิลาผนึกได้แล้วทำไมต้องอยู่ต่ออีก แล้วจะให้ข้าถอยตอนไหนกัน” นอสเฟอราตูเริ่มรำคาญ

            “เมื่อกองทัพแซงทัวเรียมยกมาใกล้เพราะกองทัพอันเดดของท่านสู้พลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกพาลาดินไม่ได้แน่”

            “ฮึ่ม ทำไมต้องทำอะไรซับซ้อนยุ่งยากแบบนั้น จะบุกเลยก็ไม่ให้บุก จะถอยเลยก็ไม่ให้ถอย รอนั่นรอนี่ ยึกๆ ยักๆ อยู่ได้”

            “นี่เป็นเรื่องปกติของแผนการรบ ถ้าทำตามแผนที่ข้าวางไว้แล้วทุกอย่างจะไปได้สวย ไหนท่านลองทวนแผนของข้าให้ฟังคร่าวๆ ซิ”

            “ยกทัพบุกอาร์คามาน่า ให้กองทัพเล็กเข้าตีก่อน รอจนกว่าพวกมันจะส่งสาสน์ขอความช่วยเหลือออกไปจึงค่อยให้ทัพหลักบุก ชิงศิลาผนึกให้ได้ก่อนที่พวกพาลาดินจะยกทัพมาถึง เมื่อสำเร็จแล้วให้ล้อมเมืองต่อไปจนกว่ากองทัพแซงทัวเรียมจะเข้ามาใกล้ค่อยถอนทัพ”

            “ท่านคงไม่ลืมเรื่องสังหารอากริปป้าและห้ามยุ่งกับธงอาณาจักรหรอกนะ”

            “ข้าไม่ลืมหรอก” นอสเฟอราตูตวาดกลับมาด้วยความหงุดหงิด อันสลายิ้มออกมาอย่างยินดี

            “เยี่ยม หวังว่าท่านจะทำเรื่องยุ่งยากนี้ให้สำเร็จเป็นรูปธรรมได้นะ ข้าขอตัว” อันสลากลับออกไปตรวจดูกองทัพปีศาจ

            “ไอ้เวรนี่ไว้ใจได้แค่ไหนข้าไม่รู้หรอกนะแต่ข้าเกลียดขี้หน้ามันยิ่งกว่าอะไร” นอสเฟอราตูพูดกับเมฟิสโตเฟเลสซึ่งมองตามหลังอันสลาออกมาด้วยสายตาครุ่นคิด



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 4 : เสนาธิการแห่งกองทัพปีศาจ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 97 , โพส : 1 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 1 : ความคิดเห็นที่ 8

ท่านอันสลาจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เหรอเนี่ย
ถึงจะรู้ว่าโหดร้ายแต่นี่มัน...มากไปรึเปล่านะ
ปัญหาโลกแตกเกิดขึ้นในสมองถ้าคนที่ชอบ
ทำไม่ดีเรายังให้โอกาสอยู่หรือไม่...อืมมมม
อ่านจบไปด้วยอารมณ์ผสมปนเป 555 คาดว่า
มาจากผู้แต่งเขียนได้ดีจนรู้สึกไปกับตัวละครได้นั่นเอง


PS.  ขอให้พานพบมิตรภาพในทุกที่ ขอให้เรามีความทรงจำที่งดงาม
Name : Ch-bangbai < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Ch-bangbai [ IP : 202.91.18.170 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 กรกฎาคม 2554 / 13:59

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android