คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Tale of Vesalia - 1: The Two Swords

ตอนที่ 3 : พ่ายแพ้


     อัพเดท 27 ก.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สงคราม, เวทย์มนต์, ดาบ, ย้อนยุค
ผู้แต่ง : SCORPIO KID. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SCORPIO KID.
My.iD: https://my.dek-d.com/asmodeus
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,075
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 3 : พ่ายแพ้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 121 , โพส : 3 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


            คืนนั้น กองทัพปีศาจเคลื่อนทัพเข้าประชิดอาณาจักรวาเลเรียตามแผน ก่อนหน้านั้นโซอนสั่งการกองกำลังที่เฝ้าค่ายทหารเมืองอิวาเรมให้ทำหน้าที่ตามที่ตนต้องการ

            “พวกเชลยมนุษย์ให้เฝ้าค่ายเอาไว้ นักรบปีศาจทั้งหมดให้เคลื่อนพลเข้าประชิดอาณาจักรวาเลเรีย อันสลาเจ้าอยู่เฝ้าค่ายกับพวกเชลย”

            “ท่านคิดดีแล้วเหรอที่ปล่อยให้มีแต่พวกมนุษย์อยู่ที่นี่” อันสลาทักท้วง

            “หึ พวกมันจะทำอะไรได้ ลองเล่นตุกติกอะไรดูสิ ข้างหน้าคือกองทัพของข้า ข้างหลังก็มีกองทัพของเมฟิสโตเฟเลสกับนอสเฟอราตูอยู่ ถ้าผิดสังเกตแม้แต่นิดเดียวพวกเจ้าได้ตายอย่างทรมานที่สุดแน่” โซอนกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเคลื่อนทัพ

            “เฮ้อ ให้ตายสิ ทำสงครามแต่กลับไม่ฟังคำพูดของเสนาธิการ มีอย่างที่ไหน ทิ้งค่ายไว้กับเชลยศึกแบบนี้” อันสลาบ่นออกมาหลังจากที่โซอนยกทัพไปแล้ว เขาหันกลับมามองเชลยศึกยี่สิบกว่าคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลค่ายแห่งนี้

            “แต่ที่โซอนพูดก็ถูก ยังไงที่นี่ก็ยังมีทหารปีศาจเฝ้าอยู่นิดหน่อย ถ้าเกิดอะไรขึ้นพวกมันจะส่งข่าวให้กองทัพรู้แล้วพวกเจ้าก็ต้องตายแน่ ฉะนั้นถ้าเป็นข้าๆ จะแอบหนีออกไปเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ เอาของสำคัญของพวกมันหนีไปด้วย ราชครูฟลอรอสน่าจะรู้ว่าควรจะทำยังไงกับลูกแก้วแห่งความมืดนั่น” คำพูดตอนท้ายที่ดูเหมือนชี้ช่องกลายๆ เรียกความสนใจจากเหล่าเชลยศึกได้อย่างดี

            “เจ้าจะพูดอะไร” เชลยคนหนึ่งถามขึ้น อันสลามองหน้าเขาพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก เขากระชับหมวกลงกับศีรษะ สายตาจ้องมองมาที่เชลยศึก นัยน์ตาสองข้างที่ต่างสีกันนั้นให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด ดวงตาข้างซ้ายเป็นสีแดงก่ำราวอัญมณีสีเลือดในขณะที่ดวงตาข้างขวาเป็นสีดำสนิทราวกับหลุมที่ลึกอย่างไร้ที่สิ้นสุด

            “ข้าวางแผนให้โซอนบุกเข้าตีที่ประตูทางทิศใต้เท่านั้นเพราะถ้าปิดล้อมไว้หมดพวกมนุษย์คงสู้ตาย อันที่จริงทหารสามพันก็ไม่มีทางล้อมได้อยู่แล้วต่อให้อยากจะทำ การเปิดช่องเอาไว้จะทำให้ความรู้สึกอยากหลบหนีบั่นทอนใจสู้ แต่เหตุผลแท้จริงคือข้าจงใจเปิดช่องให้มีคนนำอะไรบางอย่างกลับไปที่อาณาจักรได้” เชลยทุกคนนิ่งเงียบรอฟังว่าอันสลาจะพูดอะไรต่อ เมื่อเห็นทุกคนสนใจฟังเสนาธิการชุดดำก็บอกแผนของตนต่อไป

            “กองทัพของโซอนต้องนำเครื่องยิงหินไปด้วยทำให้ไม่สามารถเคลื่อนทัพได้เร็ว ถ้ามีม้าฝีเท้าดีซักตัวก็จะสามารถอ้อมไปถึงเมืองหลวงได้ก่อนพวกมัน อย่างแบล็คเมนของข้าก็น่าจะพอไหว”

            “เจ้าจะหักหลังกองทัพปีศาจเรอะ” เชลยศึกคนหนึ่งถามเพื่อความแน่ใจ

            “อย่าใช้คำน่ารังเกียจแบบนั้น ข้าจะหักหลังพวกมันได้ยังไงในเมื่อข้ายังไม่ได้เป็นพวกเดียวกับมันเลย ข้าอยู่กับกองทัพปีศาจด้วยเหตุผลบางอย่าง”

            “เหตุผล?”

            “ถ้ากองทัพปีศาจกับกองทัพมนุษย์ปะทะกันตรงๆ พวกเจ้าคิดว่ากว่าจะรู้ผลแพ้ชนะกันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วต้องเกิดการสูญเสียมากแค่ไหน ข้าอยู่ที่นี่เพื่อทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย เจ้าคิดว่าข้าจะหักหลังพวกมนุษย์อย่างนั้นเรอะ” เหล่าเชลยได้ยินคำอธิบายก็เข้าใจการกระทำของอันสลา

            “ม้าของข้ารับน้ำหนักได้แค่สองคน พวกเจ้าเลือกกันเองแล้วกันว่าจะให้ใครไป ข้าขอไปจัดการธุระก่อน” อันสลาเดินตรงไปยังกระโจมของโซอน ทหารปีศาจสี่ตนที่ยืนเฝ้ารักษาความปลอดภัยมองมาที่เขาด้วยท่าทางเอาเรื่อง

            “มาทำอะไรที่นี่ล่ะ ไอ้มนุษย์”

            “ข้ามาดูให้แน่ใจว่าลูกแก้วแห่งความมืดยังอยู่ดีหรือเปล่า” อันสลาทำท่าจะเข้าไปในกระโจมแต่ถูกขวางไว้

            “คำสั่งของโซอน ห้ามใครเข้าไปข้างในเด็ดขาด”

            “ได้ๆ งั้นอย่างน้อยช่วยเปิดช่องให้ข้าดูให้แน่ใจหน่อยว่ามันยังปกติดีอยู่ เจ้าก็รู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นข้าต้องเป็นคนรับไปเต็มๆ โทษฐานที่ดูแลค่ายไม่ได้”

            “ก็ช่างสิ ข้าก็อยากเห็นเจ้าโดนฟันขาดเป็นสองท่อนเหมือนกัน” ทหารอสูรทั้งสี่หัวเราะออกมา

            “พวกเจ้าก็จะพลอยโดนไปด้วยนา คุ้มกันอย่างไรให้เกิดเรื่องกับลูกแก้วได้” คราวนี้เสียงหัวเราะเงียบหายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสี่มองหน้าอันสลาด้วยความไม่พอใจแต่แทนที่จะกลัวอันสลากลับหัวเราะออกมา

            “ข้าคนเดียวจะหนีไปไหนก็ได้แต่พวกเจ้าล่ะ ปีศาจไม่สามารถอยู่บนโลกมนุษย์ได้โดยปราศจากพลังหล่อเลี้ยงไม่ใช่รึ” อันสลากวาดสายตามองยามเฝ้ากระโจมก่อนจะชี้มือเข้าไปข้างในเป็นเชิงบอกให้เปิดช่องให้ตน ทหารยามตนหนึ่งเลิกผ้าขึ้นเผยให้เห็นลูกแก้วแห่งความมืดที่วางอยู่บนแท่นในกระโจมนั้น ทันทีที่เห็นอันสลาก็มีสีหน้าฉงน

            “ข้าคิดไปเองหรือเปล่าว่ามันลูกเล็กลง” ทหารยามทั้งสี่มองเข้าไปในกระโจม สายตาพุ่งไปที่ลูกแก้วสีดำสนิทเป็นจุดเดียวกัน ในช่วงที่พวกมันสนใจลูกแก้วอยู่นั้นดาบเล่มยาวสีดำสนิทก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อของอันสลาและชั่วพริบตาเดียวทหารปีศาจทั้งสี่ก็ถูกชำแหละกลายเป็นเศษเนื้อกองอยู่กับพื้น เมื่อปล่อยมือออกดาบเล่มนั้นก็หดกลับเข้าไปในแขนเสื้ออีกครั้ง เสนาธิการชุดดำเดินเข้าไปหยิบเอาลูกแก้วแห่งความมืดออกมาอย่างง่ายดาย

            “อืม ไม่ได้เล็กลงนี่นะ ข้าคิดไปเองจริงๆ หึๆๆ” เขาถือลูกแก้วเดินตรงไปหากลุ่มทหารเชลย

            “เลือกได้หรือยัง เจ้าสองคนเหรอ อืม... ท่าทางใช้ได้ น่าจะไปถึงเมืองหลวงได้ก่อนกองทัพของโซอนอยู่หรอก เอ้า มอบมันให้ราชครูฟลอรอส ม้าของข้าอยู่ทางโน้น” อันสลายื่นลูกแก้วให้ตัวแทนของเชลยพร้อมกับชี้ไปยังจุดที่ตนผูกม้าไว้

            “เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก”

            “รีบไป ชักช้าอาจเสียการ พวกที่เหลือให้ไปตรวจตราค่ายตามปกติ พยายามอย่าให้มีพิรุธอะไร” เชลยสองคนรับลูกแก้วไปแล้วก็รีบออกจากค่ายตรงไปยังเมืองหลวงแห่งวาเลเรีย คนที่เหลือก็แยกย้ายกันออกไปลาดตระเวนตามที่อันสลาสั่ง ปีศาจที่ดูแลเรื่องเสบียงตนหนึ่งเดินตามกลิ่นเลือดมาจนถึงจุดที่ทหารปีศาจทั้งสี่ถูกฆ่าตาย เหล่าเชลยทั้งหลายเห็นแล้วก็รู้สึกหวั่นๆ ว่าความจะแตกหรือเปล่า

            “อ้าว มาหาวัตถุดิบเหรอ” อันสลาออกไปรับหน้า

            “พวกนี้เป็นอะไรไป” ปีศาจร่างกายใหญ่โตกว่ามนุษย์สองเท่าถามเขา ศีรษะคล้ายหมูป่ามีน้ำลายหยดลอดเขี้ยวลงพื้น

            “ไม่รู้สิ ฆ่าตัวตายมั้ง” หนึ่งมนุษย์กับหนึ่งปีศาจมองหน้ากันแล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมา สำหรับผู้ดูแลเสบียงแล้วมันไม่สนใจหรอกว่าใครจะตาย มันสนใจแต่ว่าอะไรกินได้หรือไม่เท่านั้น และเนื้อของปีศาจทั้งสี่ตนนี้ก็ใช้เป็นอาหารได้เหมือนกัน มันแลบลิ้นเลียปากตนเองพลางใช้แขนหอบเอาซากศพเหล่านั้นกลับไป

            “ให้ตายสิ ก็รู้อยู่หรอกว่าปีศาจไม่มีคำว่าพรรคพวกหรือเพื่อนฝูงแต่ถึงขนาดกินพวกเดียวกันนี่มันก็พาให้ขนลุกเหมือนกันนะ” อันสลามองไปยังบรรดาเชลยพร้อมกับพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าไม่มีอะไรแล้ว โชคดีที่ม่านกระโจมไม่ถูกเปิดออกมันจึงไม่รู้ว่าลูกแก้วหายไป

            “นี่ ท่านอันสลา เราไม่ลอบเผาคลังเสบียงมันเสียเลยล่ะ” เชลยคนหนึ่งเข้ามากระซิบ

            “ไม่มีประโยชน์หรอก เจ้าก็เห็นแล้วนี่ พวกปีศาจกินได้ทุกอย่างแม้แต่ปีศาจด้วยกัน เสบียงของพวกมันมีอยู่ทุกที่ไม่มีขาด ถ้าจุดไฟเผาก็เท่ากับบอกให้สามผู้นำทัพรู้ตัวแล้วกลับมาขยี้พวกเรา ตอนนี้อย่าผลีผลามทำอะไรไม่เข้าท่า กลับไปทำงานต่อเถอะ”

 

            “เปิดประตูหน่อย เราเป็นชาวเมืองอิวาเรม” ตัวแทนเชลยสองคนควบม้าอ้อมหลบกองทัพปีศาจมาถึงประตูเมืองทางตะวันตกในที่สุด ทหารที่คุมประตูเมืองอยู่เพ่งมองฝ่าความมืดลงมาจากบนกำแพง

            “เมืองอิวาเรมโดนพวกปีศาจยึดไปแล้ว พวกเจ้าหนีออกมาได้ยังไง” นายกองที่คุมกองทัพรักษาประตูเมืองตะโกนถามลงมา

            “ในกองทัพปีศาจมีหนอนบ่อนไส้ เขาแอบช่วยให้พวกเราหนีออกมา พวกเราเอาลูกแก้วสำคัญของพวกมันมาด้วย” เชลยทั้งสองชูลูกแก้วแห่งความมืดขึ้นให้พวกทหารเห็นชัดๆ นายกองมองดูรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขามากันแค่สองคนจริง

            “พลธนูเตรียมพร้อมเอาไว้ ข้าจะเปิดประตูให้พวกเขาเข้ามา ถ้าเกิดมีอะไรไม่ชอบมาพากลให้ยิงทันทีที่ข้าสั่ง” นายกองส่งสัญญาณให้ทหารของตนเปิดประตู เมื่อผู้รอดชีวิตทั้งสองเข้ามาได้เขาก็ขอตรวจดูลูกแก้วที่ว่า

            “มีพลังความมืดอัดแน่นอยู่ภายในจริง ต้องรายงานเรื่องนี้ให้ท่านแม่ทัพรู้ เจ้าสองคนไปพบท่านกับข้า” นายกองพาทั้งสองคนไปพบกับคาสเตอร์ที่ประตูฝั่งทิศใต้

“ผู้รอดชีวิตรึ สถานการณ์ของกองทัพปีศาจเป็นยังไงบ้าง” แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรวาเลเรียเริ่มถามข้อมูล

            “พวกมันได้กองทัพนักเวทย์กับอันเดดมาช่วยแต่ทั้งสองกองทัพนั้นถอยไปตั้งทัพห่างออกไปทางใต้ ตอนนี้มีแต่กองทัพนักรบปีศาจของโซอนเท่านั้นที่บุกมา” คำตอบนั้นสร้างความงุนงงให้กับคาสเตอร์

            “ทำไมถึงเป็นแบบนั้น พวกมันน่าจะบุกเข้ามาพร้อมกันหมด”

            “ในกองทัพปีศาจมีคนคอยวางแผนให้แต่จริงๆ แล้วเขาแอบวางแผนที่เป็นผลร้ายกับพวกมันอยู่เงียบๆ เขาเป็นคนเสนอให้พวกปีศาจแบ่งกองทัพแบบนี้”

            “นั่นมันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว ถ้าความแตกขึ้นมาเขาไม่ได้ตายง่ายๆ แน่ ใครกันถึงกล้าทำอะไรเสี่ยงๆ แบบนี้”

            “พวกเราได้ยินแต่ชื่อของเขา ‘อันสลา มานา’ ชายคนนี้แอบช่วยให้พวกข้าหนีออกมาได้ ทั้งยังขโมยลูกแก้วแห่งความมืดของพวกปีศาจมาด้วย” ทั้งสองคนส่งลูกแก้วให้คาสเตอร์ดู

            “เป็นลูกแก้วที่บรรจุพลังความชั่วร้ายของพวกปีศาจไว้จริงๆ นี่อาจจะเป็นขุมพลังที่หล่อเลี้ยงพวกปีศาจอยู่ก็เป็นได้”

            “ขุมพลังอะไรเหรอท่านพ่อ” ไคเซอร์ที่หลับในห้องเรียนจนไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ถาม

            “พวกปีศาจต้องอาศัยพลังของไอปีศาจหล่อเลี้ยงเหมือนกับที่มนุษย์ต้องใช้อากาศหายใจ พวกมันไม่สามารถอยู่บนโลกโดยไม่มีไอปีศาจ ลูกแก้วนี่อาจทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังของพวกมัน”

            “งั้นเราก็ทำลายมันทิ้งเลยสิ” ไคเซอร์ชักดาบออกมา

            “อย่าใจร้อน ถ้าเกิดภายในนี้บรรจุคำสาปอะไรไว้แล้วรั่วไหลออกไปผู้คนจะเดือดร้อนเอาได้” แม่ทัพใหญ่รีบห้ามเอาไว้

            “เสนาธิการคนนั้นบอกว่าราชครูฟลอรอสอาจรู้อะไรก็ได้” เชลยศึกบอกกับคาสเตอร์

            “อย่างนั้นเหรอ อาจจะจริง เจ้ารีบนำลูกแก้วนี่ไปมอบให้ราชครูฟลอรอส” คาสเตอร์สั่งการนายกองคนหนึ่ง เขารับมันแล้วรีบตรงไปที่พระราชวังโดยเร็ว

            “มันมาแล้ว กองทัพปีศาจเคลื่อนทัพมาแล้ว” ทหารคนหนึ่งตะโกนแจ้งให้ทุกคนรู้ คาสเตอร์รีบขึ้นไปบนกำแพงเพื่อดูกำลังพลของศัตรู กองทัพนักรบปีศาจสามพันตนเคลื่อนมาพร้อมกับเครื่องยิงหินห้าเครื่อง พวกมันหยุดกองกำลังอยู่ห่างจากกำแพงปราสาทออกไปนอกระยะธนู

            “เตรียมการให้พร้อม เข้าประจำตำแหน่ง” หัวหน้ากองทัพทั้งสองฝ่ายสั่งการกองทัพตนด้วยคำพูดเดียวกัน ไคเซอร์กับซีล่ายืนประจำการอยู่หลังประตู ในมือกุมอาวุธแน่นด้วยความตื่นเต้นเช่นเดียวกับทุกคน การรบกันระหว่างกองทัพมนุษย์กับปีศาจครั้งแรกในรอบห้าพันปีกำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว

            “จุดไฟ” โซอนสั่งทหารของตน พวกปีศาจนำกระสุนเครื่องยิงหินที่ทำขึ้นมาโดยการเอาชุดเกราะเหล็กมามัดรวมกันด้วยเชือกหนังให้เป็นก้อนขนาดใหญ่แล้วราดด้วยน้ำมันจนชุ่มก่อนจะจุดไฟ

            “ยิง” เครื่องยิงหินทั้งห้าทำหน้าที่ของมันโดยการส่งกระสุนปลิวข้ามกำแพงไปตกในเมือง กระสุนชุดเกราะแตกกระจายออกจากกันเมื่อกระทบกับพื้น

            “หมอบลง เข้ามาหลบหลังกำแพง” คาสเตอร์สั่งทหารที่ประจำอยู่ภาคพื้น ทุกคนรีบทำตามอย่างรวดเร็ว กระสุนชุดที่สองปลิวข้ามหัวพวกเขาไปตกทางด้านหลัง

            “น่าแปลก พวกมันรู้จักใช้เครื่องยิงหินด้วย ในบันทึกกล่าวว่าพวกปีศาจชอบใช้แต่กำลังของตนนี่นา” ซีล่าวิเคราะห์

            “คงเป็นฝีมือของเสนาธิการอะไรนั่นล่ะมั้ง” ไคเซอร์เดา

            “อาจจะใช่ ดูจากวิธีใช้เครื่องยิงหินก็พอจะรู้ว่าพวกมันยังใช้ไม่เป็น ปกติเครื่องยิงหินจะใช้กระสุนที่ทำจากก้อนหินใหญ่ เล็งไปที่ตัวปราสาทหรือกำแพงเพื่อกระแทกให้เกิดความเสียหายแต่พวกมันกลับใช้ชุดเกราะมัดรวมกัน แบบนี้ยิงมาเท่าไหร่ก็เสียเปล่า” ซีล่าพูดพลางมองกระสุนที่ถูกยิงลอยข้ามหัวทุกคนไปตกลงที่พื้น

            “ทางเราก็ได้ชุดเกราะไว้ใช้ฟรี ฮะๆๆ” เพื่อนทหารที่หลบอยู่ด้วยกันหัวเราะเยาะพวกปีศาจที่โดนมนุษย์หลอก

 

            ในระหว่างที่โซอนนำกำลังเข้าตีอาณาจักรวาเลเรียนั้น นายกองที่ได้รับคำสั่งให้นำลูกแก้วแห่งความมืดมามอบให้ราชครูฟลอรอสก็มาถึงปราสาท ฟลอรอสรีบตรวจสอบลูกแก้วนั้นทันที

            “ว่าอย่างไรบ้าง” นายกองถาม

            “อืม... มีพลังปีศาจบรรจุอยู่ภายในค่อยๆ ซึมผ่านผิวลูกแก้วออกมาทีละน้อยตลอดเวลา นี่เป็นเหมือนภาชนะที่ใส่พลังสำหรับหล่อเลี้ยงอะไรบางอย่าง แต่ปริมาณมันน้อยเกินไปสำหรับกองทัพปีศาจจำนวนมากขนาดนั้น แค่นี้อย่างมากก็มีไว้ให้ปีศาจตนเดียว” ระหว่างที่ฟลอรอสวิเคราะห์อยู่นั้นลูกแก้วแห่งความมืดก็ลอยขึ้นกลางอากาศท่ามกลางความตกตะลึงของเสนาอำมาตย์ที่ช่วยกันวิเคราะห์ บรรดากระสุนชุดเกราะที่ถูกยิงข้ามกำแพงมานั้นมีชุดเกราะพิเศษปะปนมาด้วยและมันก็ตอบสนองกับปฏิริยาของลูกแก้ว เกราะสีน้ำเงินครามหกส่วนลอยขึ้นจากกองชุดเกราะที่กระจายอยู่บนพื้นแล้วพุ่งตรงไปที่พระราชวัง ชุดเกราะส่วนหัว, ลำตัว, แขน และขาประกอบรวมกันกลายเป็นเกราะนักรบเต็มตัว ลูกแก้วแห่งความมืดลอยไปฝังในช่องกลางหน้าอกของชุดเกราะ พลันเกราะนักรบปีศาจก็ขยับตัวราวกับมีผู้สวมใส่ มันชูมือขึ้นเรียกดาบที่ยาวเท่าความสูงของมันและมีรูปร่างคล้ายกางเขนออกมา ก่อนที่ทุกคนจะได้ขอความช่วยเหลือ ดาบเล่มนั้นก็ปลิดชีวิตพวกเขาหมดแล้ว

            “เกิดอะไรขึ้นน่ะ หา!” ทหารยามในปราสาทถูกสังหารตายอย่างง่ายดาย นักรบเกราะวิ่งปีศาจตรงไปที่ท้องพระโรง ทหารที่พยายามขัดขวางมันถูกสังหารคนแล้วคนเล่าจนในที่สุดมันก็มายืนอยู่ต่อหน้าพระราชาทราวิส

            “ปีศาจ... เป็นไปได้ยังไง ทำไมมันถึงเข้ามาในวังได้ ทหา...!” ยังไม่ทันได้พูดจบ นักรบเกราะปีศาจก็ตวัดดาบอย่างแรงเกิดเป็นคลื่นดาบตัดคอราชาทราวิสขาดออกจากลำตัวอย่างง่ายดาย แม้แต่ผนังหินที่อยู่ด้านหลังยังโดนกรีดจนเป็นรอยไปด้วย นักรบนั้นเดินตรงไปที่บัลลังก์ซึ่งทำจากวัสดุที่ต่างไปจากพื้นหรือกำแพง มันทำมาจากแร่อาดามันท์ที่แข็งและหนักที่สุดในโลก ใต้บัลลังก์นั้นเขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณของมาลิส ศิลาผนึกถูกฝังอยู่ใต้บัลลังก์นี่ เขาเงื้อดาบขึ้นสุดแขนแล้วฟันลงเต็มกำลัง

            ‘กึ้ง’ ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเกิดขึ้น เขาตระหนักแล้วว่าการจะทำลายบัลลังก์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญเขาต้องแข่งกับเวลา นักรบเกราะปีศาจเงื้อดาบขึ้นอีกครั้งแล้วตวัดลงเฉือนเอาพื้นที่ตั้งบัลลังก์นั้นให้หลุดออกก่อนจะแบกบัลลังก์นั้นไว้บนบ่า มันจัดการเผาธงประจำอาณาจักรเพื่อแสดงให้เห็นว่าปราสาทถูกยึดแล้วก่อนจะรีบหนีออกมาพร้อมกับบัลลังก์

            “อะไรกัน! ปราสาทโดนยึดไปตั้งแต่เมื่อไหร่!” คาสเตอร์แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ทหารคนอื่นๆ เริ่มแตกตื่นและเสียขวัญ ไม่นานนักเงาสีดำที่แบกบัลลังก์ของอาณาจักรก็เดินมาจากทิศทางของปราสาท

            “คะ... ใครน่ะ” ทหารคนหนึ่งพยายามเพ่งฝ่าความมืดเข้าไป

            “พวกปีศาจ มันแบกบัลลังก์มาด้วย” ไคเซอร์ร้องบอก

            “ว่าไงนะ บัลลังก์นั่นคือที่เก็บศิลาผนึก รีบชิงกลับมาให้ได้” คาสเตอร์รีบสั่งการ

            “ครับ/ค่ะ” ไคเซอร์กับซีล่าและทหารอีกสิบกว่านายเข้าไปขวางนักรบเกราะปีศาจไว้ ทหารทั้งสิบคนตรงเข้าเล่นงานนักรบนั้นแต่ก็ถูกสังหารในดาบเดียวอย่างง่ายดาย

            “ระวังนะไคเซอร์ ฝีมือมันร้ายกาจมาก” ซีล่าร้องเตือนเพื่อนของตน ทั้งคู่บุกเข้าไปพร้อมกัน นักรบปีศาจตวัดดาบใส่อีกครั้ง ไคเซอร์ยกดาบขึ้นรับ ความแตกต่างของพละกำลังทำให้ทหารหนุ่มถึงกับถูกดันไถลไปกับพื้น ซีล่ารีบเข้ามารับการโจมตีนั้นช่วยจึงสามารถหยุดดาบขนาดใหญ่ไว้ได้

            “ระวัง” คาสเตอร์ร้องเตือนทั้งสองแต่ไม่ทันแล้ว นักรบเกราะปีศาจเหวี่ยงบัลลังก์ที่แบกอยู่ฟาดใส่ไคเซอร์กับซีล่าจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น เมื่อเห็นว่าไม่มีใครหยุดมันได้แน่แม่ทัพคาสเตอร์จึงต้องลงมือเอง เขาชักดาบคู่กายออกมาแล้วยืนประจันหน้ากับนักรบลึกลับแห่งกองทัพปีศาจ แม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรอัศวินพุ่งเข้าเล่นงานอีกฝ่ายซึ่งทิ้งบัลลังก์ลงกับพื้นเตรียมรับมือ แม้จะชราแล้วแต่ความสามารถของเขายังร้ายกาจอยู่ คาสเตอร์ต่อสู้กับนักรบปีศาจได้อย่างสูสี พลังและความเร็วของเขาทัดเทียมกับนักรบปีศาจตนนี้

            “ข้าฝึกฝนฝีมือมาทั้งชีวิตเพื่อสถานการณ์แบบนี้ เพื่อหยุดยั้งพวกปีศาจอย่างเจ้า ข้าจะแสดงให้ดูว่ามนุษย์ทำอะไรได้บ้าง” คาสเตอร์ยกดาบขึ้นระดับไหล่ของตน ปลายดาบชี้ไปที่เป้าหมาย ย่อขาลง รวบรวมกำลังทั้งหมดแล้วถีบตัวออกไปอย่างรวดเร็วจนคนทั่วไปมองแทบไม่ทัน นักรบเกราะปีศาจยกดาบขึ้นป้องกันแต่ก็ไม่ทันการณ์ ดาบของคาสเตอร์แทงทะลุคอของมันออกไปถึงครึ่งความยาวตัวดาบ

            “...” เป้าของคมดาบยืนแน่นิ่งไร้ซึ่งปฏิกิริยาใดๆ แล้วสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อนักรบตนนั้นยกแขนขึ้นชกใส่คาสเตอร์จนกระเด็นไปด้านหลัง ตามด้วยการใช้ดาบกระหน่ำฟันจนแม่ทัพใหญ่เริ่มเป็นฝ่ายถอย แม้จะมีฝีมือร้ายกาจแต่เขาก็เอาชนะความชราไม่ได้ อีกทั้งเขาทุ่มกำลังไปกับการโจมตีเมื่อครู่ทำให้แรงตกลงไปมาก ที่สำคัญตอนนี้นักรบเกราะปีศาจใช้มือทั้งสองข้างในการฟันทำให้พลังทำลายมากกว่าเดิม ในที่สุดคาสเตอร์ก็พลาดท่า แขนทั้งสองข้างของเขาถูกฟันจนขาด ดาบกางเขนยักษ์แทงเข้าใส่เป้าหมายทะลุศีรษะออกไปทางด้านหลัง หัวของคาสเตอร์แบะออกจากกันก่อนจะถูกฟันซ้ำจนขาดออกจากลำตัว

            “พ่อ!” ไคเซอร์ร้องลั่นเมื่อต้องเห็นความตายของพ่อตัวเอง ทหารคนอื่นๆ พากันเสียขวัญหนักขึ้นเมื่อต้องเสียแม่ทัพไป นักรบเกราะปีศาจฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังตกตะลึงแบกบัลลังก์วิ่งขึ้นไปบนกำแพงเมืองแล้วกระโดดข้ามออกมานอกอาณาจักรกลับไปยังกองทัพของตน

            “ปล่อยข้า ข้าจะฆ่ามัน” ไคเซอร์อาละวาดด้วยความโกรธแค้น เขาพยายามบุกออกไปด้านนอกกำแพงเพื่อไล่ตามนักรบเกราะปีศาจไป ซีล่ากับเพื่อนทหารอีกสามคนต้องช่วยกันรั้งตัวเขาไว้

            “อย่าไคเซอร์ เจ้าจะออกไปหาที่ตายเหรอ” ซีล่าพยายามดึงรั้งเพื่อนของเธอ ไม่นานนักกองทัพของโซอนก็ถอนกำลังกลับไปที่เมืองอิวาเรม ทิ้งไว้แต่เพียงซากชุดเกราะที่ลุกติดไฟกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด กับความตายของพระราชาและแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักร เหนือสิ่งอื่นใดคือพวกเขาสูญเสียศิลาผนึกที่เฝ้าระวังมานานแสนนาน การรบครั้งแรกระหว่างกองทัพมนุษย์กับกองทัพปีศาจในรอบห้าพันปีแม้จะไม่สูญเสียอาณาจักรไปแต่ก็นับได้ว่าจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของกองทัพมนุษย์



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 3 : พ่ายแพ้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 121 , โพส : 3 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 2 : ความคิดเห็นที่ 7
วางไว้ดีมากครับ ถึงจะเดาออกก็ไม่ได้ทำให้ความสนุกลดลงเลย
Name : Jammaster X < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Jammaster X [ IP : 184.221.248.12 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 สิงหาคม 2554 / 03:45
# 1 : ความคิดเห็นที่ 6

ฉากต่อสู้นี่สุดๆ ^^ มันไม่ซับซ้อนจนงง
บางครั้งถ้าต้องอ่านฉากต่อสู้ข้าพเจ้าจะอ่านข้ามๆ
ให้พอจับใจความได้ เพราะจินตนาการตามไม่ถูก
แต่ตอนที่สามนี้ เรียบเรียงได้ดีนะคะ อ่านตามแล้ว
ไม่งง

ปล.ท่านอันสลานี่ช่างน่ากลัว โดยเฉพาะสมอง..
นี่เขาคิดอะไรอยู่นะ


PS.  ขอให้พานพบมิตรภาพในทุกที่ ขอให้เรามีความทรงจำที่งดงาม
Name : Ch-bangbai < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Ch-bangbai [ IP : 202.91.19.169 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 22 กรกฎาคม 2554 / 06:57

หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android