คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Tale of Vesalia - 1: The Two Swords

ตอนที่ 17 : ความพ่ายแพ้ของนอสเฟอราตู


     อัพเดท 8 ต.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สงคราม, เวทย์มนต์, ดาบ, ย้อนยุค
ผู้แต่ง : SCORPIO KID. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SCORPIO KID.
My.iD: https://my.dek-d.com/asmodeus
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,075
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 17 : ความพ่ายแพ้ของนอสเฟอราตู , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 244 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ชัยชนะที่เมืองเซอรานอสช่วยเพิ่มพูนขวัญกำลังใจของกองทัพพันธมิตรแห่งเวสซาเลียอย่างมาก มันคือประกายแสงแห่งความหวังที่ทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่ามนุษย์สามารถเอาชนะปีศาจได้หากร่วมมือกันเป็นหนึ่ง

“เก่งมากไคเซอร์ นำทัพครั้งแรกก็ได้ชัยแล้ว พ่อของเจ้าต้องภูมิใจมากแน่ๆ” โพลลุกซ์เอยชมอัศวินหนุ่ม

“ไม่หรอก เป็นเพราะแผนการของท่านอากับท่านโครวลี่ย์ต่างหาก”

“ลำพังแผนการเอาชนะใครไม่ได้หรอกหากไม่มีคนทำให้สำเร็จ นี่เป็นผลงานของเราทุกคน แต่คนที่รับบทหนักที่สุดก็คือโซอา... อ้าว ไปไหนแล้ว” โครวลี่ย์มองหานักรบปีศาจ

“อ๊ะ! อาเรียก็ไม่อยู่” ซีล่าเพิ่งสังเกตเห็น

“ข้าเห็นเดินออกไปทางประตูทิศใต้” โรเซ่ชี้มือออกไปข้างนอก

“อาเรียกับโซอาไปด้วยกันเหรอ...”

“มีอะไรเหรอ ไคเซอร์” ซีล่าถามเพื่อนที่ทำท่าใช้ความคิดอยู่

“โซอาเป็นคนขัดขวางอาเรียตอนที่พระสันตะปาปาโจเซฟถูกสังหาร  ข้ากลัวว่าอาเรียจะยังผูกใจเจ็บอยู่”

“ไม่หรอกน่า อาเรียไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบนั้น”

“แต่เท่าที่ข้าเห็น อาเรียไม่เคยมองโซอาในแง่ดีเลยนะ ข้ากลัวว่าถ้าเกิดเธอทำอะไรลงไปแล้วโซอาอาละวาดขึ้นมา กองทัพเราจะเสียหายเอาได้” ไคเซอร์อดหวั่นใจไม่ได้ ตอนนี้พวกเขาเข้ามาในเขตของศัตรูแล้ว จะโดนบุกเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก การต้องสูญเสียกำลังพลไปในช่วงเวลาแบบนี้นับเป็นความเสียหายที่ใหญ่หลวงเกินไป

“ถ้าจะทำอาเรียคงทำไปตั้งแต่ตอนที่อยู่ในถ้ำแห่งการหลอกหลอนแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก” โรเซ่ยืนยันแต่สีหน้าของไคเซอร์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย

“การรอบคอบระมัดระวังนั้นนับเป็นเรื่องดีแต่เจ้าก็ต้องหัดเชื่อใจพวกพ้องด้วย กองทัพย่อมไม่อาจรวมกันเป็นหนึ่งได้หากเกิดความหวาดระแวงขึ้น” โพลลุกซ์สอนบุตรของสหายรักที่เป็นเสมือนหลานชายเขา

“ใช่ อีกอย่างข้าว่าอาเรียเองก็มีกำแพงที่อยากจะลองข้ามดูให้ได้อยู่เหมือนกัน” โครวลี่ย์กล่าวเสริมขึ้น

“กำแพง?”

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวของอาเรีย เจ้าต้องปล่อยให้เธอจัดการเอง ตอนนี้เราควรสนใจเรื่องแผนการต่อไปจะดีกว่า” โครวลี่ย์บอกกับไคเซอร์ก่อนจะกางแผนที่ออกเพื่อวางแผนต่อไป

 

ที่ประตูทางทิศใต้ของเมืองเซอรานอส โซอานั่งอยู่ผู้เดียวบนยอดกำแพงโดยไม่แสดงอาการสะทกสะท้านต่อสายตาเคียดแค้นราวกับจ้องจะเอาชีวิตของเหล่าพาลาดินทั้งหลาย สายตาของเขาทอดยาวออกไปที่นอกเมืองเพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัย

“มานั่งทำอะไรที่นี่ล่ะ เจ้าปีศาจ” อาเรียเดินเข้ามาพร้อมกับยิงคำถาม

“พวกเจ้าฉลองชัยกันเร็วเกินไป ที่เราเอาชนะได้เป็นเพียงแค่ทหารเลวเท่านั้น เทียบกับสามขุนพลไม่ได้หรอก” โซอาตอบโดยไม่หันมามอง

“เจ้าเลยออกมานั่งเฝ้ายามให้ ช่างใจกว้างเหลือเกินนะ”

“พวกเจ้าก็เตรียมตัวให้ดีเถอะ ข้าได้ยินว่าเมืองถัดไปเป็นฐานทัพของพวกอันเดด ดูจากนิสัยแล้วนอสเฟอราตูคงต้องออกมานำทัพด้วยตัวเอง” โซอาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ไร้ดวงดาว “คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ช่วงเวลาของพวกอันเดดโดยแท้”

“สามารถหันคมอาวุธเข้าหาพวกพ้องได้โดยไม่ลังเล ปีศาจนี่หาความไว้วางใจไม่ได้เลยสินะ” อาเรียกล่าวเสียดสีโซอา

“เจ้าก็หัดทำให้ได้อย่างข้าเถอะ การต่อสู้กับกองทัพอันเดดเจ้าอาจต้องสังหารพวกพ้องเดิมอีกรอบก็ได้”

“อย่ามาเสี้ยมให้ข้าเป็นเหมือนปีศาจไร้หัวใจอย่างเจ้าเลย”

“จะทำหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า ว่าแต่เจ้าจงใจขึ้นมาหาเรื่องทะเลาะกับข้าแค่นี้รึ” โซอาหันมาจ้องหน้าอาเรีย

“เปล่า ข้าแค่อยากจะทดสอบตัวเอง” อาเรียกุมหอกในมือแน่น “สมเด็จท่านเน้นย้ำเรื่องความเมตตาและการให้อภัย ข้าอยากพิสูจน์ว่าตัวเองสามารถให้อภัยแม้แต่ผู้ที่เป็นสาเหตุให้สมเด็จท่านต้องตายได้ พิสูจน์ว่าข้ายังคงยึดมั่นในคำสอนของสมเด็จท่านไม่เสื่อมคลาย”

“แล้วถ้าไม่สำเร็จหอกในมือของเจ้าก็จะแทงทะลุร่างข้าไปใช่มั้ย”

“ดูเจ้าไม่หวาดกลัวความตายเอาเสียเลย ไม่เห็นกระทั่งคุณค่าของชีวิตตัวเองเชียวหรือ โซอา” ได้ยินคำพูดนั้น โซอาแค่นหัวเราะออกมา มันเป็นเสียงหัวเราะของผู้ที่เย้ยหยันชะตาชีวิตตัวเอง

“ชะตาชีวิตข้าถูกกำหนดมาให้วิ่งเข้าหาความตาย อยู่กับพวกปีศาจก็รอเวลาจะถูกกำจัดทิ้ง อยู่กับพวกมนุษย์ก็รอเวลาโดนล้างแค้น ความตายเหรอ ฮึ ข้าไม่มีสิทธิ์หนีหรือกลัวมันหรอก”

การสนทนาของทั้งคู่ถูกขัดด้วยการปรากฏตัวของดวงวิญญาณหลายสิบดวง มันเป็นวิญญาณของผู้หญิงที่รูปร่างซีดเซียวเหมือนหนังหุ้มกระดูก นั้ยน์ตาลึกโหล ผมยาวกระเซิง ดูราวกับเป็นพวกแม่มด พวกมันเหาะข้ามกำแพงเข้าไปในค่ายแล้วบินวนไปเวียนมาพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะแหลมเล็ก

“ศัตรู! ศัตรูบุก!” ทหารยามตะโกนบอกพรรคพวก ดาบ หอก ธนู และเวทย์มนต์ระดมโจมตีเข้าใส่ผู้บุกรุกแต่สิ่งเหล่านั้นกลับทะลุผ่านพวกวิญญาณไปเหมือนโจมตีใส่อากาศธาตุ

“ตัวอะไรกันน่ะ!” อาเรียมองลงมาจากยอดกำแพง

“โกสท์ วิญญาณเร่ร่อนที่ไร้ร่างกาย โจมตีพวกมันไปก็ไม่ได้ผลหรอกแต่พวกมันเองก็โจมตีใครไม่ได้เหมือนกัน”

“วิญญาณเหรอ... ถ้าอย่างนั้นต้องใช้คาถา ‘Purify’ (ชำระล้าง) ส่งวิญญาณไปสู่สุขคติ” อาเรียตะโกนบอกวิธีรับมือให้เหล่าพาลาดินทราบ เวทย์มนต์แสงศักดิ์สิทธิ์ถูกร่ายเข้าอาบวิญญาณผีทำให้พวกมันสลายไป

“ดูเหมือนพวกเจ้าจะโดนโกสท์ดึงความสนใจไปหมดเลยนะ” โซอามองไปนอกกำแพงเมือง เมื่ออาเรียมองตามไปภาพที่เธอเห็นก็คือกองทัพซอมบี้และนักรบโครงกระดูกเคลื่อนฝ่าความมืดเข้ามาห่างจากกำแพงเมืองไม่กี่ร้อยเมตร

“พวกมันใช้โกสท์เป็นตัวเบี่ยงเบนความสนใจ! ศัตรูอยู่ข้างนอก! โกสท์เป็นแค่ตัวหลอก พวกอันเดดเคลื่อนทัพเข้าประชิดแล้ว” อาเรียตะโกนบอกทุกคนที่อยู่ข้างล่าง

“อะไรนะ” บรรดาทหารที่มัวแต่สนใจพวกโกสท์เริ่มแตกตื่นกับการบุกที่คาดไม่ถึง ต่างคนต่างยืนหันรีหันขวางไม่รู้จะทำอะไร

“ให้เอลฟ์กับจอมเวทย์รักษากำแพงเมือง โจมตีสกัดพวกมันเอาไว้ก่อน อัศวินกับพาลาดินรีบรวมกำลังพลยกออกไปต้านพวกมันไว้นอกเมือง ให้เหลือพาลาดินส่วนหนึ่งไว้จัดการพวกโกสท์กับคอยป้องกันเมืองไว้” ไคเซอร์รีบตะโกนบัญชาการทัพ คำสั่งนั้นทำให้ความวุ่นวายโกลาหลเมื่อครู่สงบลง เมื่อมีแผนให้ปฏิบัติทหารทุกนายก็รีบทำตามทันที

“พวกปีศาจที่กลายเป็นอันเดดจะมีร่างกายที่ต้านทานเวทย์มนต์ อีกทั้งพวกมันไม่รู้จักความเจ็บปวด ลูกธนูกับเวทย์มนต์ของพวกเจ้าสกัดพวกมันได้ไม่นาน” โซอาบอกกับเหล่าทหารที่ขึ้นมาบนกำแพงเมือง

“ถ้าอย่างนั้นจะให้พวกเราทำยังไง” โครวลี่ย์ขอความเห็น

“อย่าคิดจะฆ่าพวกมัน พวกเจ้าทำไม่สำเร็จหรอก สิ่งที่พวกเจ้าทำได้คือเด็ดแขนขาเพื่อทำลายความสามารถในการรบแล้วปล่อยให้พวกพาลาดินจัดการที่เหลือ เอลฟ์ให้เล็งเล่นงานไปที่เนโครแมนเซอร์ พวกมันคือกลุ่มที่คอยปลุกซากศพขึ้นมาใช้งาน”

“ได้ยินแล้วนะ เล็งไปที่พวกหมอผีเป็นหลัก” โรเซ่สั่งการทหารเอลฟ์

“พาลาดินให้คอยระวังพวก Wraith ที่ชอบเล็งดูดพลังเวทย์จากศัตรู กับพวก Banshee ที่ใช้คลื่นเสียงโจมตี สองกลุ่มนี้จะพุ่งเป้าไปที่จอมเวทย์กับพลธนูเป็นหลัก”

“ทำไมข้าต้องฟังที่ปีศาจอย่างเจ้าสั่งด้วย” กองทัพพาลาดินแสดงอาการแข็งขืน

“นี่ไม่ใช่เวลามาพูดแบบนี้นะ ศัตรูบุกมาอยู่ตรงหน้าแล้วยังทิฐิอะไรอีกนักหนา” โรเซ่โวยวาย ถึงกระนั้นเหล่าพาลาดินก็ยังไม่ยอมทำตามที่โซอาพูด

“มันไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นคำแนะนำ พวกเจ้าจะทำหรือไม่ก็ได้ ถ้าทำมันคือการตัดสินใจของพวกเจ้าโดยอิสระ ไม่ใช่การทำตามคำสั่ง” โครวลี่ย์ที่คุมกองทัพจอมเวทย์พูดให้ทางออกกองทัพพาลาดินจึงยอมเตรียมอาวุธคอยระวังภัย

“ข้าจะลงไปช่วยพวกนั้น” โซอาบอกกับคนอื่นๆ แล้วกลายร่างเป็นแวร์วูล์ฟกระโดดลงไปร่วมกับพวกไคเซอร์

 

ที่หน้าประตูทิศใต้ของเมืองเซอรานอส กองทัพอัศวินกับพาลาดินกำลังประจัญบานอยู่กับกองทหารอันเดดอย่างดุเดือด ฝ่ายหนึ่งมีร่างกายคงกระพันส่วนอีกฝ่ายก็มีเกราะคุ้มกัน ต่างฝ่ายต่างสามารถทนรับการโจมตีของกันและกันได้ตามรูปแบบของตน

“พวกโครงกระดูกมันประกอบตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ ส่วนพวกซอมบี้ก็มีร่างกายที่ทนทรหด สู้กันยืดเยื้อไปฝ่ายเราจะหมดแรงเสียก่อน” โพลลุกซ์พูดกับไคเซอร์

“มีแต่พาลาดินที่สามารถกำจัดพวกมันได้อย่างถาวร... อัศวินแห่งวาเลเรียจงสนับสนุนกองทัพพาลาดิน ตัดแขนตัดขาศัตรูให้ได้ก็พอ อย่าให้พวกมันเล่นงานกองทัพของแซงทัวเรียมได้” อัศวินหนุ่มผู้นำกองทัพตะโกนสั่ง เหล่าทหารเมื่อได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนวิธีการรบ กองทัพอันเดดเมื่อสูญเสียแขนขาก็ไม่สามารถเล่นงานศัตรูได้และโดนพลังเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ส่งวิญญาณไปสู่ปรโลกพร้อมกับสลายกายเนื้อให้กลับสู่เถ้าถ่าน

“อะ อ๊า...” กองทัพพันธมิตรร้องเสียงหลงเมื่อเห็นภาพเพื่อนร่วมรบของตนที่เพิ่งถูกสังหารลุกขึ้นมาไล่เข่นฆ่าพวกเดียวกัน

“อะไรกัน พวกมันปลุกศพขึ้นมาใช้งานได้” ซีล่าปัดป้องการโจมตีของเหล่าซากศพพร้อมกับสวนกลับไปแต่พวกมันก็ไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ

“พวกเนโครแมนเซอร์ใช้วิชาปลุกศพคืนชีพ ตราบใดที่ไม่จัดการพวกมันซากศพพวกนี้ก็จะยังอยู่ หืม?” โซอามองขึ้นไปบนท้องฟ้าทางด้านหลังกองทัพอันเดด ประจุไฟฟ้าปรากฏขึ้นบนก้อนเมฆค่อยๆ เพิ่มพลังขึ้นเรื่อยๆ แล้วฟาดเปรี้ยงลงมาที่พื้น กองทัพเนโครแมนเซอร์ที่ยืนร่ายมนต์อยู่แนวหลังถูกคาถาสายฟ้าเล่นงานจนบาดเจ็บล้มตาย อีกส่วนก็โดนธนูของเอลฟ์ปักเข้าใส่ทั่วร่าง

“ไม่ต้องเล็ง! ไม่ต้องมองหาศัตรู! พุ่งเป้าไปที่แนวหลังของจุดปะทะ พวกหมอผีต้องอยู่แถวนั้นแน่” โรเซ่ตะโกนบอกกองทัพเอลฟ์ที่กำลังระดมยิงธนูจากบนกำแพงเมืองโค้งข้ามไปตกที่แนวหลังของกองทัพอันเดดเป็นห่าฝน

“พวกเราเป็นจอมเวทย์ ลองคิดดูว่าในสนามรบพวกเราจะยืนอยู่ส่วนไหนของกองทัพก็ให้เล็งไปที่จุดนั้น” โครวลี่ย์บอกกับจอมเวทย์

“อะไรน่ะ! เหวอ...” กองทัพเจตภูตสวมผ้าคลุมศีรษะสีน้ำตาลเหาะตรงมายังกองทัพนักเวทย์ พวกมันอ้าปากกว้างขึ้นแล้วเริ่มดูดพลังเวทย์ของศัตรู เหล่าจอมเวทย์ที่โดนเล่นงานต่างพากันทรุดลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง ผิวกายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด

“กรี๊ด เสียงหวีดร้องแหลมเล็กของเหล่า Banshee เสียดแทงโสตประสาทของพลธนูจนต้องพากันเอามืออุดหู

“พวกมันบุกมาแล้ว! ‘Holy Barrier’ (ม่านศักดิ์สิทธิ์)” เหล่าพาลาดินที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วรีบร่ายคาถาม่านคุ้มกัน แสงสว่างปรากฏขึ้นล้อมรอบด้านบนกำแพงเมืองช่วยปกป้องกองทหารจากการโจมตีของพวกอันเดด

“’Holy Light’ (แสงศักดิ์สิทธิ์)” แสงสว่างปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของนักรบศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนจักรควบรวมกันเป็นลูกบอลแสงสว่างก่อนจะถูกยิงใส่เหล่าผู้มาจากหลังความตาย บอลแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกยิงออกไประเบิดออกสาดแสงสว่างปกคลุมไปทั่วบริเวณสลายร่างของ Wraith และ Banshee ไปทีละสามสี่ตน

“ถ้าไม่ได้โซอาเตือนไว้คงแย่... พวกผีถูกจัดการแล้ว โจมตีพวกหมอผีต่อ ถึงไม่ได้ลงไปรบก็จงสนับสนุนแนวหน้าให้เต็มที่” โครวลี่ย์สั่งให้กองทัพโจมตีพวกเนโครแมนเซอร์ต่อ

 

“นะ... นายท่าน... กองทัพของเรากำลังโดนดันกลับมา... ไอ้พวกชุดสีเงินขาวนั่นสามารถทำลายกองทัพของเราได้” อิกอร์รายงานสถานการณ์รบให้กับนอสเฟอราตูที่นำกองทัพมาบุกเมืองด้วยตัวเอง

“พวกพาลาดิน... ได้ยินเมฟิสท์บอกว่าพวกมันแพ้เวทย์มนต์สายโจมตี ถ้างั้นก็ปล่อยพวกมันออกมา”

“ครับ” อิกอร์รับคำสั่งแล้ววิ่งไปยังเกวียนที่บรรทุกโลงศพนับสิบโลงเพื่อปล่อย ‘ไพ่ตาย’ ของกองทัพอันเดด

“ถ้าเป็นพวกเจ้าคงจัดการพวกมันได้ไม่ยากเย็น ไป! ฆ่าพวกมันให้หมด! ข้าจะเอาพวกมันมาเป็นสมุนแทนพวกที่โดนกำจัดไป” เหล่านักรบที่เพิ่งตื่นขึ้นมารับคำสั่งแล้วพากันบินตรงไปยังสนามรบทันที

“นายท่าน เอาไพ่ตายออกมาใช้ตอนนี้จะดีเหรอ ข้านึกว่าควรจะเก็บไว้ป้องกันปราสาทอสูร อ๊อก พูดยังไม่จบศีรษะของอิกอร์ก็ถูกชกจนหมุนกลับไปด้านหลัง

“ตั้งรับเป็นวิธีของพวกขี้ขลาด อย่าได้บอกให้ข้าทำแบบนั้นอีก”

 

“ดี หยุดการบุกของพวกมันได้แล้ว ตีโต้กลับไป ไล่มันไปให้ไกลจากเมือง” ไคเซอร์ให้สัญญาณบุก กองทัพพาลาดินรวมตัวกันบุกขึ้นเป็นแนวหน้าคอยกำจัดเหล่าซอมบี้และนักรบโครงกระดูก พวกเขามั่นใจว่าไม่มีอันเดดหน้าไหนเอาชนะพลังศักดิ์สิทธิ์ของตนได้จนกระทั่งเหล่าไพ่ตายของนอสเฟอราตูบินมาถึงสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

“อ๊าก...”

“อะไร? เกิดอะไรขึ้น อาเรียถามถึงที่มาของเสียงกรีดร้อง

“เวทย์มนต์! พวกมันใช้เวทย์มนต์ ลูกไฟสีดำถูกเรียกตกลงมาจากท้องฟ้าแผดเผาร่างของพาลาดินจนมอดไหม้ บ้างก็โดนสายฟ้าฟาดเข้าใส่

“กองทัพจอมเวทย์รึ? ถอยก่อน! ให้กองทัพอาร์คามาน่ารับมือ... หา?” สิ่งที่กระเด็นมากระทบร่างของอาเรียทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิด จะมีจอมเวทย์ที่ไหนแข็งแรงขนาดจะสามารถตบศีรษะศัตรูให้หลุดกระเด็นมาไกลขนาดนี้ได้

“ไม่ใช่ ไม่ใช่จอมเวทย์... แต่เวทย์มนต์ดำเหล่านั้น... มันเป็นตัวอะไรกันแน่...”

“เหวอ! พวกมันมาแล้ว” เหล่าพาลาดินเริ่มเสียขวัญกับศัตรูปริศนาที่แข็งแกร่งและไปมาไร้ร่องรอย แนวหน้าเริ่มเสียขบวนและถูกดันกลับมา อาเรียไม่มีทางเลือกนอกจากสั่งให้ถอย

“เกิดอะไรขึ้น” โพลลุกซ์ถามผู้นำทัพพาลาดิน

“ศัตรูลึกลับ พวกมันใช้มนต์ดำได้ แถมมีพลังมหาศาล กองทัพของข้าต้านพวกมันไม่ไหว”

“กองทัพจอมเวทย์เหรอ” ไคเซอร์เดา

“ไม่ใช่ จอมเวทย์ไม่น่าจะมีพลังกายแข็งแกร่งแบบนี้ แต่ข้าก็ไม่เคยได้ยินว่ามีอันเดดที่ใช้เวทย์มนต์ได้”

“มีสิ ไพ่ตายของนอสเฟอราตู ‘แวมไพร์’” โซอาให้คำตอบ

“แวมไพร์ เจ้าแห่งรัตติกาล จริงสิ ถ้าเป็นพวกนี้...”

“นี่ไม่ใช่เวลามาทึ่งในฝีมือของพวกมัน แวมไพร์แข็งแกร่งในความมืดแต่แสงสว่างจะปิดกั้นประสาทสัมผัสของพวกมันทำให้ไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งของศัตรูได้” โซอาเตือนอาเรีย

“แสงสว่าง... ได้ ส่งคนไปบอกทหารของเราในเมืองให้ใช้เวทย์มนต์สร้างแสงสว่าง” อาเรียสั่งพาลาดินคนหนึ่ง

“วาเลเรีย! ยันพวกมันให้ได้ ไคเซอร์ออกคำสั่งกับอัศวินให้ตั้งรับ

ทางด้านพาลาดินที่อยู่ในเมืองเมื่อได้รับแจ้งแล้วก็เริ่มเตรียมการโดยสลักอักขระเวทย์ลงบนพื้นเป็นวงกลมมีสัญลักษณ์รูปดาวสิบสองแฉกอยู่ตรงกลาง นักรบแห่งศาสนจักรสิบสองคนยืนล้อมรอบวงกลมแล้วเริ่มตั้งสมาธิ

“พระผู้เป็นเจ้าผู้สถิตอยู่บนสรวงสวรรค์และคอยชี้นำทางแก่มนุษย์ผู้หลงทาง พวกข้าขอหยิบยืมวจีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งท่านเพื่อขจัดความมืดมิดที่คอยหลอกหลอนและกลืนกินความสงบสุข... ‘Let there be light’ (แสงสว่างจงบังเกิด)” สิ้นเสียงร่ายคาถา วงกลมอักขระเวทย์ก็เปล่งแสงสีขาวขึ้นมา ดาวแห่งแสงสว่างพุ่งขึ้นจากวงเวทย์ลอยสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะเปล่งแสงสว่างสาดส่องไปทั่วบริเวณขับไล่ความมืดมิดทั้งมวล

“ฮ้าก” เหล่าแวมไพร์เมื่ออาบแสงต่างพากันรีบเอาแขนป้องตาของตน ประสาทสัมผัสทั้งห้าเสื่อมลงจนไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งรอบตัวได้อีก

“เห็นศัตรูแล้ว ฆ่ามัน” กองทัพแซงทัวเรียมบุกกลับอีกครั้ง

“แทงทะลุหัวใจพวกมัน นั่นคือวิธีฆ่าพวกแวมไพร์” โซอาตะโกนบอก ไพ่ตายของกองทัพอันเดดเมื่อมองไม่เห็นก็ไม่สามารถป้องกันตัวได้และเริ่มทยอยถูกกำจัดไปทีละตัวสองตัว ไคเซอร์ทำท่าจะนำทัพบุกแต่โซอากลับห้ามไว้

“แวมไพร์เป็นพวกที่แข็งแกร่งจนควบคุมลำบาก การที่พวกมันมาอยู่ที่นี่แปลว่านอสเฟอราตูต้องอยู่ไม่ไกล” โซอาคิดถูกเพราะหลังจากพวกแวมไพร์ถูกกำจัดไปไม่นานร่างของพาลาดินสี่นายก็กระเด็นมาตกตรงจุดที่พวกไคเซอร์ยืนอยู่จนกระจายกันหลบแทบไม่ทัน

“พละกำลังขนาดนี้ หรือว่า...”

“พอกันที ข้าจะขยี้พวกเจ้าด้วยมือของข้าเองนี่แหละ” ร่างของอันเดดที่ตัวใหญ่กว่ามนุษย์เกือบสามเท่ายืนสยายปีกค้างคาวอยู่หน้ากองทัพเวสซาเลีย พาลาดินที่เข้าไปเล่นงานต่างโดนท่อนแขนมหึมาหวดจนกระเด็น นอสเฟอราตูจิกมือลงที่พื้นแล้วยกแผ่นดินขนาดพอให้ทหารหลายร้อยคนยืนอยู่ขึ้นดันจนพลิกกลับมาทับร่างของทหารมนุษย์นับร้อยก่อนจะกระโดดขึ้นเหยียบซ้ำอัดร่างของพวกเขาจนแหลกเละอยู่ใต้พื้นดิน สายตาของผู้นำกองทัพอันเดดสอดส่ายหาเป้าหมายจนไปหยุดอยู่ที่ไคเซอร์

“นั่นรึดาบของบัลธาซาร์” นอสเฟอราตูกระโจนฝ่ากองทัพนับพันตรงมาทางผู้นำกองทัพพันธมิตรเวสซาเลียประดุจกระทิงวิ่งฝ่าฝูงชน ใครที่ขวางทางต่างถูกอัดกระเด็นหรือโดนเหยียบจนกระดูกหัก

“มันจ้องเล่นงานไคเซอร์ คุ้มกันเขา หยุดไอ้ปีศาจนั่นให้ได้” โพลลุกซ์ตะโกนออกคำสั่ง แต่นี่เป็นอีกครั้งที่คำว่า ‘พูดง่ายกว่าทำ’ เป็นความจริง ระยะห่างระหว่างนอสเฟอราตูกับไคเซอร์ลดลงเรื่อยๆ โดยไม่มีใครสามารถหยุดมันได้

“เสร็จข้า” จ้าวแห่งอันเดดกระโจนเข้าใส่ไคเซอร์เมื่อได้ระยะ แขนของมันเหยียดตรงมาข้างหน้าหมายจะขยี้ศีรษะของอัศวินหนุ่มให้แหลก มันเร็วมากจนไคเซอร์ตั้งสติเพื่อหลบหลีกไม่ทัน

‘ตูม’ ก่อนที่มันจะทำสำเร็จ หน้าของนอสเฟอราตูก็โดนกำปั้นปริศนาชกใส่จนกระเด็นกลับออกมา ผุ้ที่ขัดขวางมันคืออดีตราชาแห่งเผ่ายักษ์ที่มีร่างกายใหญ่โตไม่แพ้กัน

“นะ... นั่นมัน... ยักษ์...” กองทหารที่ไม่เคยเห็นร่างนี้พากันตกตะลึงและหวาดกลัวกับร่างปริศนานั้น

“ไม่ต้องกลัว นั่นมันโซอาที่กลายร่างเป็นราชาแห่งยักษ์บาลอร์” อาเรียที่เคยร่วมทางกับโซอาไปยังถ้ำแห่งการหลอกหลอนบอกให้ทุกคนรู้

“ไอ้หมาเลี้ยงไม่เชื่อง เจ้าสินะที่บอกความลับของกองทัพข้าให้พวกมันรู้ ฮึ่ม” นอสเฟอราตูตรงเข้าเล่นงานโซอาที่ตั้งท่าเตรียมพร้อมอยู่ หมัดต่อหมัดชกสวนใส่กันไปมาจนผู้ที่ดูอยู่ถึงกับต้องกลืนน้ำลายด้วยความหวาดเสียวเมื่อได้ประจักษ์ต่อพลังอันมหาศาลทั้งสอง ทั้งคู่โดนอีกฝ่ายชกใส่นับไม่ถ้วนแต่ก็ยังไม่มีใครยอมถอยให้กัน

“อย่ามัวแต่ยืนดู! รีบเข้าไปช่วยโซอา” อาเรียตะโกนบอกเหล่าพาลาดินแล้ววิ่งเข้าใส่นอสเฟอราตู เธอเรียกพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาปกคลุมหอกแล้วแทงเข้าใส่ร่างของจ้าวแห่งอันเดด มันยกแขนขึ้นป้องกันไว้ได้แต่นั่นก็ทำให้ใบหน้าของมันมีช่องว่างและโซอาก็ไม่รอช้าที่จะอัดหมัดเข้าใส่เต็มรัก

“อึ้ก นอสเฟอราตูเซถอยหลังไปตามแรงหมัด มันร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้นก่อนจะจิกมือลงพื้นเพื่องัดแผ่นดินขึ้นมาอีก

“ฮู่ม โซอาในร่างบาลอร์วิ่งขึ้นไปเหยียบบนแผ่นดินนั้นแล้วชกกดลงไปไม่ให้นอสเฟอราตูพลิกมันกลับมา นอสเฟอราตูก็ไม่ยอมหยุดและพยายามดันแผ่นดินที่โดนเหยียบให้พลิกกลับมาให้ได้ จอมพลังทั้งสองวัดพลังกันอยู่นิดหนึ่งนอสเฟอราตูก็หมดความอดทน มันดูดเอาวิญญาณของกองทัพอันเดดของตนไปเพิ่มพลัง แผ่นดินขนาดยักษ์เริ่มถูกยกขึ้นทีละนิดๆ

“’Reinforce’ (เสริมพลัง)” อาเรียร่ายมนต์ขาวเพิ่มพลังให้โซอา พาลาดินคนอื่นที่สามารถใช้เวทย์นี้ได้ก็ช่วยร่ายเสริมอีกแรง โซอาที่ได้พลังเพิ่มขึ้นก็สามารถชกกดแผ่นดินที่ถูกงัดขึ้นมากลับลงไปได้ ขาของนอสเฟอราตูย่อลงตามแรงที่ถูกอัดกลับลงมาแล้วในที่สุดมันก็ทานกำลังไม่ไหว โซอายกขาขึ้นกระทืบแผ่นดินนั้นจมกลับลงไปที่เดิมฝังร่างของนอสเฟอราตูไว้ข้างใต้

“ชะ... ชนะแล้วเหรอ...” ซีล่าที่ลุ้นจนแทบลืมหายใจกล่าวออกมา แล้วเธอก็ได้รู้คำตอบเมื่อพื้นดินเริ่มสั่นไหว นอสเฟอราตูกระแทกพื้นดินกลับขึ้นมา

“กรร... อ๊าก...” แม้ว่าจ้าวแห่งอันเดดจะทะนงตนในพลังและศักดิ์ศรีว่าเหนือกว่าพวกมนุษย์เพียงใดแต่เมื่อเห็นว่าตนไม่มีทางเอาชนะได้มันก็จำต้องกล้ำกลืนความอับอายเพื่อรักษาชีวิต นอสเฟอราตูกระโดดขึ้นไปกลางอากาศแล้วกางปีกบินหนีไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

“ชนะแล้ว พวกเราชนะ ไคเซอร์ประกาศชัยชนะออกมา ทหารทุกนายที่ได้ยินพากันส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องยิ่งตอกย้ำความอับอายของนอสเฟอราตู พวกที่ป้องกันเมืองอยู่เมื่อได้ยินเสียงร้องแห่งชัยชนะของกองทัพตนก็พากันกระโดดโลดเต้นยินดี เป็นค่ำคืนที่ยาวนานนักแต่ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเอาชนะได้อีกครั้ง ที่สำคัญเป็นชัยชนะเหนือหนึ่งในสามแม่ทัพของกองทัพปีศาจด้วย

“รอให้เช้าแล้วค่อยบุกไปที่เมืองเพลเซีย กองทัพพวกมันเสียหายอย่างหนักจากการรบครั้งนี้ ต้องอาศัยจังหวะที่พวกมันยังไม่ฟื้นตัวยึดเมืองนั้นมาให้ได้” โพลลุกซ์เสนอแผนการซึ่งไคเซอร์ก็เห็นด้วย

“พวกปีศาจถอนทัพไปจากเมืองเพลเซียหมดแล้ว” กองสอดแนมเข้ามารายงานในเวลาก่อนรุ่งสาง

“คงเห็นว่าอยู่ต่อไปก็หยุดพวกเราไม่ได้เลยถอนกำลังไปหมด ดี ทีนี้เราก็เข้าใกล้ปราสาทอสูรเข้าไปอีกก้สวหนึ่งแล้ว”

 

“อะไรกัน แม้แต่เจ้าก็ยังแพ้ไอ้พวกมดปลวกนั่นเหรอ” เมฟิสโตเฟเลสแปลกใจกับผลการรบ

“กรร... ไอ้หมาของเจ้ามันเผยไต๋กองทัพของข้าให้พวกมนุษย์รู้จนหมด แถมมันยังได้พลังของยักษ์จนสูสีกับข้าอีกด้วย” นอสเฟอราตูกล่าวด้วยความเจ็บแค้น

“แค่หมาตัวเดียวเจ้าเอาชนะไม่ได้หรือไง” ทันทีที่พูดจบกำปั้นของนอสเฟอราตูก็ตรงเข้าใส่ร่างของเมฟิสโตเฟเลส จอมเวทย์ปีศาจร่ายคาถาป้องกันเป็นวงกลมรูปดาวห้าแฉกหยุดหมัดนั้นไว้ได้แบบเฉียดฉิว

“ไม่ใช่เพราะเจ้ากับไอ้ตัวตลกปากมากปล่อยให้มันรอดชีวิตไปได้เหรอ มันถึงกลับมาแว้งกัดข้าได้แบบนี้” นอสเฟอราตูดันกำปั้นของตนใส่เป้าหมาย วงคาถาของเมฟิสโตเฟเลสถูกดูดกลืนพลังไปเรื่อยๆ จนเริ่มอ่อนกำลังลง

‘แกร๊ก’ เสียงเสียดสีของชุดเกราะดังขึ้นขัดจังหวะการวิวาทกันของจอมทัพทั้งสอง แม่ทัพแห่งกองทัพนักรบปีศาจเตรียมจะออกไปรบกับกองทัพมนุษย์เพื่อหยุดยั้งการบุก

 “เดี๋ยวก่อนครอส เจ้าไม่ต้องไป ข้ามีวิธีแล้ว” จอมเวทย์ปีศาจรามือจากการวิวาทแล้วหันไปสั่งทหารนายหนึ่ง

“ตามตัวโซอนมา” ทหารนายนั้นรับคำสั่งแล้วออกไป ไม่นานก็พาผู้ที่ถูกระบุมา

“ท่านเมฟิสโตเฟเลส มีอะไรจะบัญชาข้าหรือ”

“พวกมนุษย์รุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ข้าต้องการให้เจ้าหยุดพวกมันและชิงเอาดาบของบัลธาซาร์มาให้ได้”

“รับบัญชา”

“ดี ชักดาบออกมา” เมฟิสโตเฟเลสร่ายคาถาใส่พลังเวทย์ลงไปในดาบกับเกราะของโซอน

“ข้าใส่พลังเวทย์ให้กับดาบของเจ้าเพื่อให้มันสามารถฟันหมาทรยศได้ และพลังเวทย์ที่ชุดเกราะจะช่วยป้องกันความเสียหายจากเวทย์มนต์ได้ระดับหนึ่ง เจ้าจงอย่าล้มเหลวกลับมาเด็ดขาด”

“ขอบคุณท่านมาก ข้าสัญญาว่าจะต้องหยุดพวกมันให้ได้” โซอนให้คำมั่นแล้วรีบออกไปเตรียมตัว

“ทำไมถึงให้หมอนั่นไป” นอสเฟอราตูถามจอมเวทย์เจ้าเล่ห์

“มันเป็นนักรบที่เหมาะการรบถ่วงเวลามากที่สุด ที่สำคัญมันเป็นแค่หมากทิ้ง ถึงตายไปก็ไม่เสียหาย ตอนนี้ที่ต้องห่วงก็คือเมื่อไหร่นายท่านจะปลดผนึกสำเร็จเสียที ฝ่ายเราจะตั้งรับได้อีกนาแค่ไหนก็ไม่รู้” เมฟิสโตเฟเลสหันไปมองทางห้องพิธีกรรมของแอกเกรสเซอร์



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 17 : ความพ่ายแพ้ของนอสเฟอราตู , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 244 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android