คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Tale of Vesalia - 1: The Two Swords

ตอนที่ 14 : มุ่งสู่ยอดเขา


     อัพเดท 23 ก.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สงคราม, เวทย์มนต์, ดาบ, ย้อนยุค
ผู้แต่ง : SCORPIO KID. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SCORPIO KID.
My.iD: https://my.dek-d.com/asmodeus
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,075
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 14 : มุ่งสู่ยอดเขา , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 68 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


“ฝั่งของเราได้มาเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้โครวลี่ย์กับอาเรียจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ซีล่าคุยกับไคเซอร์ระหว่างเดินทางไปที่อาร์คามาน่า

“ให้ข้าใส่เกราะสำคัญไว้กับตัวแบบนี้จะดีเหรอ ข้าไม่ได้มีสายเลือดกษัตริย์เลยซักนิดนะ” ไคเซอร์มองดูเกราะโอริฮาลคอนที่ตนสวมอยู่ ชุดเกราะสีเทาอ่อนๆ นั้นปกคลุมลำตัว ไหล่ และต้นแขนของนักรบหนุ่ม มันเบามากราวกับทำมาจากขนนกจนไม่น่าเชื่อว่าวัสดุที่เบาเพียงนี้จะแข็งแรงขนาดป้องกันศาสตราได้

“ท่านแม่ทัพสั่งไว้ให้เจ้าสวมติดตัวตลอด เกิดอะไรขึ้นเจ้าจะได้สามารถหลบหนีไปพร้อมกับมันได้”

“แล้วทำไมเจ้าไม่เป็นคนใส่ล่ะ”

“ไม่ไหวหรอก ใส่เกราะหนาแบบนั้นแล้วข้าขยับตัวไม่ถนัด ต่อให้มันเบาแค่ไหนก็เถอะ” ซีล่ารีบปฏิเสธ ไคเซอร์จึงต้องจำใจสวมเกราะของพระราชาต่อไป ทั้งคู่เดินทางมาจนถึงอาร์คามาน่าด้วยความคาดหวังว่าจะได้รับข่าวดีเช่นเดียวกับที่ตนเคยได้รับ

“ท่านโครวลี่ย์ ว่าอย่างไรบ้าง” ไคเซอร์ถามทันทีที่พบกับจอมเวทย์สูงวัยในปราสาท

“ข้าเพิ่งเห็นข้อดีของความแก่ก็วันนี้แหละ การเป็นขุนนางใหญ่ผู้อาวุโสก็ช่วยให้ข้าขอยืมวัตถุสำคัญได้ง่ายขึ้น” โครวลี่ย์ล้วงเอาตราสัญลักษณ์ดาวหกแฉกออกมาให้ทั้งสองคนดู

“เยี่ยมเลย ทีนี้ก็เหลือแต่อาเรียคนเดียว แซงทัวเรียมเป็นศาสนจักรที่เน้นคำสอนเรื่องความรักและเมตตา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” ทุกคนเริ่มมีความหวัง พวกเขารีบออกเดินทางไปที่แซงทัวเรียมต่อทันทีโดยไม่มีการหยุดพัก แต่แล้วความหวังของพวกเขาก็ต้องดับลงเมื่อได้รับคำตอบจากอาเรีย

“ไม่ไหว เหล่าพระสังฆราชไม่ยอมมอบคทาแห่งเซราฟให้ข้า ขอร้องยังไงก็ไม่ยอมท่าเดียว” อาเรียมีน้ำเสียงผิดหวัง

“ทำไมกัน เราแค่ขอยืมไปชั่วคราว พอได้ดาบของบัลธาซาร์แล้วก็จะนำมาคืนให้” ไคเซอร์ถามถึงสาเหตุ

“ข้าก็แจ้งกับพวกท่านตามนั้นแต่พวกท่านก็ยังปฏิเสธ บอกว่ามันขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติ”

“ธรรมเนียม? ธรรมเนียมอะไร?”

“คทาแห่งเซราฟเป็นคทาที่เซราฟซึ่งเป็นเทวดาระดับสูงที่สุดมอบให้กับพระสันตะปาปาเพื่อเป็นหลักฐานความศรัทธาของเรา มันเป็นสมบัติที่มีแต่พระสันตะปาปาเท่านั้นจึงจะครอบครองได้เหมือนกับสมบัติในอาณาจักรของพวกท่าน” อาเรียอธิบายความเป็นมา

“แต่ตอนนี้พระสันตะปาปาโจเซฟสิ้นพระชนม์ไปแล้วนี่” ซีล่าพูดขึ้น

“ใช่และนั่นก็คือธรรมเนียมที่ข้าพูดถึง เมื่อพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์จะมีการวางคทาแห่งเซราฟบนพระศพจนกว่าเราจะมีพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่”

“นานแค่ไหน” ไคเซอร์ถาม

“การเลือกพระสันตะปาปานั้น เหล่าพระสังฆราชจะประชุมกันเพื่อคัดเลือกผู้ที่สมควรจะสืบทอดตำแหน่งนี้ ซึ่งเท่าที่ข้าได้ยินมาบางครั้งก็ใช้เวลานานเป็นเดือนกว่าจะหาข้อสรุปได้”

“เป็นเดือน! เราไม่มีเวลารอนานขนาดนั้นหรอก”

“พาข้าไปเข้าพบพระสังฆราชได้มั้ย ข้าอยากลองคุยกับพวกเขาดู” โครวลี่ย์กล่าวกับอาเรีย

“ได้ แต่ข้าไม่คิดว่าพวกท่านจะยอมรับฟังคนที่มาจากอาร์คามาน่าอย่างท่านหรอกนะ”

 

อาเรียพาโครวลี่ย์ไปยังห้องโถงที่ใช้ในการประชุมเหล่าพระสังฆราชซึ่งอยู่ด้านในสุดของมหาวิหาร

“เราต้องรอก่อน ตอนนี้พวกท่านกำลังประชุมกันอยู่” ทั้งสองยืนรออยู่หน้าประตูห้องที่สร้างจากแร่เงินบริสุทธิ์แกะสลักลวดลายเป็นรูปปีกนกชี้ขึ้นฟ้า ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากในห้องนั้น นั่นก็เพราะประตู หน้าต่าง และผนังห้องถูกฉาบไว้ด้วยเวทย์มนต์เพื่อเป็นกำแพงป้องกันเสียงไม่ให้สิ่งที่ประชุมกันเล็ดลอดออกมาและเพื่อไม่ให้เสียงจากภายนอกเข้าไปรบกวน

“พวกเขาจะประชุมกันนานแค่ไหน”

“คงอีกไม่นานแล้วพวกท่านก็จะพักกัน เราจะเข้าไปตอนนั้น” ทั้งสองคนยืนรอต่อไปจนกระทั่งประตูห้องเปิดออกด้วยตัวเอง เหล่าพระสังฆราชที่นั่งอยู่ในห้องทำท่าจะลุกออกจากที่นั่งเพื่อออกมาผ่อนคลายความเมื่อยล้า

“พระคุณท่าน ได้โปรดช่วยรับฟังคำขอร้องจากข้าก่อนเถิด” อาเรียรีบเข้าไปคุกเข่ากับพื้นต่อหน้าพระสังฆราชทั้งสามสิบรูปที่นั่งล้อมเป็นวงกลมรอบห้อง

“หัวหน้าพาลาดินองครักษ์ อาเรีย เฟธ เราพิจารณาเรื่องที่เจ้าขอร้องไปแล้วและจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก” พระสังฆราชที่มีอาวุโสที่สุดกล่าว

“ทุกท่าน ข้ามีนามว่าโครวลี่ย์ เซลซัส อำมาตย์หลวงแห่งอาณาจักรอาร์คามาน่า ข้าเองก็ขอร้องพวกท่าน ให้เรายืมคทาแห่งเซราฟซึ่งเป็นสมบัติของแซงทัวเรียมไปเป็นการชั่วคราวด้วยเถิด” โครวลี่ย์เดินมายืนข้างๆ อาเรียพร้อมกับประกาศ

“อาร์คามาน่า สถานที่รวมตัวของเหล่าผู้ใช้มนต์ดำ เราไม่มีธุระจะคุยกับผู้ที่นำเวทย์มนต์ไปใช้ในทางชั่วร้าย”

“อะไรคือทางชั่วร้ายของท่าน ในอดีตก็มีผู้ที่ใช้เวทย์มนต์สายจู่โจมเข้าต่อกรกับกองทัพปีศาจและขับไล่พวกมันไปได้สำเร็จ มันอยู่ที่จุดประสงค์ต่างหากไม่ใช่วิธีการ ยิ่งกว่านั้นข้าไม่เห็นว่าการที่ข้าเป็นชาวอาณาจักรอาร์คามาน่าจะเกี่ยวข้องกับธุระที่ข้าแจ้งไป” โครวลี่ย์ตอบโต้

“หึ ผู้ที่โง่เขลาก็ย่อมเชื่อว่าความเขลาของตนคือความถูกต้อง จะอย่างไรเราก็มอบคทาให้แก่ท่านไม่ได้ จนกว่าจะเลือกพระสันตะปาปาองค์ใหม่สมเด็จท่านก็ยังคงเป็นผู้ครอบครองคทานั้นอยู่”

“หากท่านให้พวกเรายืมไปพวกเราจะสามารถนำเอาดาบของบัลธาซาร์ลงมาจากยอดเขาเรโทว์ได้ เราสามารถช่วยชีวิตทหารหาญจำนวนนับไม่ถ้วนไม่ให้พวกเขาต้องถูกสังหาร ไยท่านจึงเป็นห่วงคนตายมากกว่าคนเป็น”

“เจ้าเป็นคนนอกจึงไม่รู้อะไร คทานั้นเป็นสิ่งที่ได้รับมอบมาจากเทวดาระดับเซราฟ การที่เราวางคทาไว้บนศพของสมเด็จท่านก็เพื่อเป็นเครื่องหมายให้เซราฟมารับตัวพระองค์ไปสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้าบนสรวงสวรรค์” พระสังฆราชอธิบาย

“เฮอะ แล้วท่านเรียกข้าว่าผู้ที่โง่เขลา ข้าว่าท่านหมายถึงตัวเองมากกว่า” บรรดาสังฆราชที่ได้ยินคำสบประมาทเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ

“เจ้าหมายความว่ายังไง”

“พระสันตะปาปาโจเซฟทรงทุ่มเทชีวิตของพระองค์เพื่อเผยแพร่คำสอนและสร้างสันติสุขให้แก่ชาวแซงทัวเรียม คุณงามความดีของพระองค์ที่มีมากมายนั้นไม่ว่าคิดอย่างไรพระองค์ก็ต้องได้ขึ้นสวรรค์หลังจากที่สวรรคตไปแล้ว ข้ามองไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้คทาแห่งเซราฟนำทางทูตสวรรค์มารับตัวพระองค์ท่านเลย พวกท่านทั้งหลายต่างยึดติดกับประเพณีโบราณที่อุปโลกขึ้นมาเท่านั้น”

“ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่อาจมอบสมบัติประจำศาสนจักรให้กับเจ้าได้ คทานั้นมีความสำคัญกับศาสนจักรมาก”

“วาเลเรียกับอาร์คามาน่าเองก็มีสมบัติประจำอาณาจักรที่สำคัญไม่แพ้กัน ถึงกระนั้นขุนนางผู้บริหารแผ่นดินก็ยังเสียสละให้พวกเราหยิบยืมเพื่อไปทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่พวกท่านที่พร่ำสอนถึงความเมตตาและการเสียสละมานานปีกลับไม่อาจปฏิบัติได้” เหล่าสังฆราชต่างนิ่งเงียบเมื่อโดนพูดจี้ใจดำ

“พวกท่านคงไม่ลืมนะว่าปีศาจแค่สองตนก็สามารถบุกเข้ามาสังหารพระสันตะปาปาและชิงเอาศิลาผนึกไปได้ แล้วถ้าพวกมันยกทัพใหญ่นับแสนมาพวกท่านคิดว่าแซงทัวเรียมจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้หรือ หากผู้คนทั้งอาณาจักรถูกสังหารหมดแล้วพวกท่านจะอธิบายต่อวิญญาณของพระสันตะปาปาบนสวรรค์ยังไง” คราวนี้บรรดาสังฆราชมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“เราขอหารือกันก่อนจึงจะให้คำตอบแก่ท่านได้” พระสังฆราชอาวุโสกล่าว อาเรียรู้สึกเหมือนเห็นเปลวไฟแห่งความหวังถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอกล่าวขอบคุณพระสังฆราชทุกพระองค์ก่อนจะกลับออกมารอคำตอบข้างนอก

“ว่ายังไงบ้าง” ไคเซอร์ถามถึงผลลัพธ์

“พวกเขาขอปรึกษากันก่อน”

“ยังต้องปรึกษากันอีกเหรอ”

“ใจเย็นไว้ ให้เวลาพวกเขาหน่อย อย่าบีบคั้นพวกเขานัก” โครวลี่ย์ปราม เขารู้อยู่แล้วว่ายังไงบรรดาสังฆราชต้องยินยอมตามคำขอร้องของพวกตน การปรึกษาเป็นเพียงแค่การรักษาหน้าของตนเองเท่านั้น

“เจ้าทำอะไรอยู่น่ะ อาเรีย” ซีล่าเห็นอาเรียประกบมือหลับตานิ่ง

“ข้ากำลังภาวนาขอให้วิญญาณของสมเด็จท่านช่วยดลใจเหล่าพระสังฆราชให้ตกลง” เธอตอบแล้วกลับไปสวดมนต์ต่อ เวลาผ่านไปราวสองชั่วโมงในที่สุดพวกเขาก็ได้คำตอบ

“เราตกลงให้พวกท่านยืมคทาแห่งเซราฟไปได้” อาเรียดีใจจนน้ำตาไหลเมื่อได้ยินคำตอบนี้เช่นเดียวกับทุกคนที่แสดงอาการโล่งใจออกมา

“ข้าขอขอบพระคุณท่านมาก และต้องขออภัยอย่างสูงหากข้ากล่าววาจารุนแรงล่วงเกินพวกท่านไป” โครวลี่ย์คุกเข่าลงกับพื้น

“ลุกขึ้นเถิด ผู้อาวุโสจากอาร์คามาน่า คำพูดของท่านช่วยเปิดตาที่มืดบอดของเรา เราควรจะต้องขอบคุณท่านต่างหาก”

“กล่าวเกินไปแล้ว อ้อ ข้ามีเรื่องที่จะต้องขอให้พวกท่านช่วยอีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรหรือ หากเราช่วยได้เราก็ยินดี”

“การจะขึ้นไปยังยอดเขาเรโทว์นั้นเราไม่สามารถปีนได้ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน หนทางเดียวที่จะขึ้นไปได้คือต้องให้วิหคพาเราบินขึ้นไป” โครวลี่ย์เท้าความ

“ท่านกำลังจะพูดว่าท่านต้องการให้เราอัญเชิญวิหคสวรรค์ร็อคมาช่วยท่านหรือ” โครวลี่ย์พยักหน้ารับ

“พิธีอัญเชิญร็อคนั้นเป็นพิธีใหญ่ซึ่งต้องอาศัยพลังแห่งศรัทธาอันมหาศาล วิหคสวรรค์จึงจะตอบรับคำภาวนาของพวกเรา ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำพิธีนี้สักครั้ง บอกตรงๆ ว่าพวกเราไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จ”

“ไม่เป็นไร หากท่านพยายามเต็มที่แล้วแม้ล้มเหลวก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ”

“ได้ เราจะลองดู ยามที่พวกปีศาจเป็นภัยคุกคามแบบนี้ข้าเชื่อว่าสวรรค์ต้องไม่ทอดทิ้งพวกเรา”

 

พิธีการอัญเชิญวิหคสวรรค์ถูกเตรียมการขึ้นในวันรุ่งขึ้น ลานกว้างรูปร่างสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาดกว้างยาวร้อยเมตรหน้ามหาวิหารถูกพรมด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จนทั่วพร้อมทั้งมีการใช้เกลือบริสุทธิ์สาดไล่ความชั่วร้ายทั้งหลายไป พระสังฆราชทั้งสามสิบรูปนั่งอยู่บนปรัมพิธีหน้าลานนั้น รอบๆ มีพาลาดินนับพันนายมาร่วมพิธีนี้ อาเรียเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ฟังให้ดี พิธีอัญเชิญนี้จะสำเร็จได้พวกเจ้าต้องมีความศรัทธาอันบริสุทธิ์และแรงกล้าเพื่อที่จะส่งไปถึงสวรรค์ จงตั้งจิตมั่น อย่าวอกแวก อย่าสงสัย เติมศรัทธาให้เต็มหัวใจ เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะประทานปาฏิหาริย์มาให้” พระสังฆราชอาวุโสประกาศ เมื่อบาทหลวงรูปหนึ่งตีฆ้องให้สัญญาณทุกคนก็หลับตาแล้วเริ่มสวดภาวนา

“เจ้าว่าจะสำเร็จหรือเปล่า” ไคเซอร์กระซิบถามซีล่า

“ชู่ว์ อย่ารบกวนพวกเขา”

พิธีกรรมดำเนินไปเรื่อยๆ นับชั่วโมงก็ยังไม่มีเค้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

“ไม่ไหว แบบนี้ไม่สำเร็จแหง”

‘เพียะ’ ซีล่าตบปากไคเซอร์ให้หยุดพูด พิธีนี้สำคัญมากเกินกว่าจะปล่อยให้ล้มเหลวได้ง่ายๆ หากแต่ว่าเธอไม่รู้จักการสวดภาวนาของชาวแซงทัวเรียมจึงไม่อาจส่งแรงศรัทธาไปช่วยได้ ซีล่าพยายามเค้นสมองคิดหาวิธีช่วยแล้วเธอก็นึกออก

“ไคเซอร์ โครวลี่ย์ โรเซ่ ข้าขอแรงหน่อย”

“อะไรหรือ” นักเวทย์ถาม

“พลังของคนแค่นี้อาจไม่พอแต่ถ้าเราเพิ่มจำนวนคนให้มากกว่านี้ล่ะ”

“จะทำยังไง”

“พวกเราต้องไปบอกให้ผู้คนในศาสนจักรร่วมกันสวดภาวนาด้วย”

“เข้าใจแล้ว แม้ชาวเมืองจะมีพลังไม่มากเท่าพาลาดินแต่ถ้ารวมกันทั้งหมดก็กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้” เมื่อตกลงกันแล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไป แน่นอนว่าชาวเมืองทุกคนยินดีให้ความร่วมมือ จากปากต่อปากไม่นานข่าวก็แพร่ไปทั่ว ประชาชนกว่าครึ่งอาณาจักรเริ่มสวดภาวนา

“รบกวนท่านช่วยสวดภาวนาด้วยนะ” ซีล่าขอความร่วมมือจากชายคนหนึ่ง

“น่าเสียดาย ข้าเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่ชาวแซงทัวเรียม ข้าช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

“ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก” ชายคนนั้นยิ้มรับแล้วยกขวดเหล้าขึ้นดื่ม สายตาจ้องมองมายังมหาวิหารไม่กะพริบ

“พลังนี่... หรือว่า... คำสวดของทุกคนส่งไปถึงร็อคแล้ว” พระสังฆราชพูดออกมาเมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนลานพิธี นั่นช่วยเพิ่มกำลังใจให้ทุกคนที่เริ่มอ่อนล้ากลับมาตั้งใจสวดภาวนาต่อ เมื่อผู้คนทั้งอาณาจักรรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด แสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นรอบตัวของชาวแซงทัวเรียมทุกคนแล้วไหลไปรวมกันที่ลานพิธี มันก่อตัวกันใหญ่ขึ้นๆ จนกลายเป็นเสาแห่งแสงที่พุ่งสูงทะลุเมฆขึ้นไป เงาของสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากพื้นดินลาที่เป็นลานพิธี เมื่อแสงสว่างดับลงสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนคือวิหคยักษ์สีขาวพิสุทธิ์ราวกับสีของเมฆในวันท้องฟ้าสดใส

“สำเร็จแล้ว วิหคสวรรค์ตอบรับคำภาวนาของเราแล้ว” พระสังฆราชอาวุโสอดที่จะประหลาดใจกับปาฏิหาริย์นี้ไม่ได้ ทุกคนที่รู้เรื่องต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดีจนเสียงดังกึกก้องไปทั่ว พวกของไคเซอร์พากันมารวมตัวที่หน้าวิหคยักษ์แล้วคุกเข้าลงทำความเคารพ ร็อคเองก็ย่อตัว ผงกหัวตอบรับ

“ดีล่ะ เป็นแบบนี้เราต้องไปถึงยอดเขาเรโทว์ได้แน่ ข้าขอขอบคุณท่านมาก พระสังฆราช” โครวลี่ย์พาพวกไคเซอร์มาแสดงความขอบคุณ

“เราก็แค่ทำในสิ่งที่ควรทำ พวกท่านเองก็ทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่เถิด เราขอภาวนาให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองท่าน” ทั้งห้าคนอำลาพระสังฆราชแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของร็อคเพื่อให้วิหคยักษ์พาพวกเขาไปยังยอดเขาเรโทว์

 

ที่เชิงเขาเรโทว์ โซอาซึ่งกำลังรออยู่ไม่ยอมปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เขาฝึกฝนฝีมือของตนไปพร้อมกับทำความคุ้นเคยกับพลังของบาลอร์ที่ได้มาใหม่ เวลาสามสี่วันที่ผ่านไปเขาไม่มีโอกาสได้รับรู้ความคืบหน้าใดๆของพวกไคเซอร์เลยจนกระทั่งได้เห็นเงาของวิหคยักษ์บินผ่านไป

‘มาแล้วรึ’ โซอามองดูร็อคบินตรงไปที่ยอดเขาแล้วกลับมาสนใจกับการฝึกของตนต่อ

“ไง ยืดเส้นยืดสายหรือ ระวังอย่าหักโหมนักล่ะโซอา” นักเดินทางแปลกหน้าที่บอกวิธีพิชิตยอดเขาเรโทว์ให้กับโครวลี่ย์ควบม้าเข้ามาใกล้พร้อมคำทักทาย โซอาแสดงอาการแปลกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน

“อันสลา เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

“ข้าแค่อยากมาดื่มเหล้ากับคนรู้จัก เอ้า” อันสลายื่นขวดเหล้าให้โซอา

“คนอย่างเจ้าคงไม่ต้องการแค่เพื่อนดื่มเหล้าหรอก”

“ก็จริง” อันสลาเดินไปนั่งพิงภูเขาเรโทว์แล้วยกขวดเหล้าของตนขึ้นดื่มก่อนจะชี้นิ้วขึ้นไปที่ยอดเขา

“ข้าเป็นคนบอกวิธีขึ้นไปให้พวกเขาเอง”

“เพื่ออะไร”

“เจ้าก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าข้าต้องการอะไร”

“สงคราม” โซอาจำคำพูดของอันสลาได้

“ถูกต้อง สงคราม ข้าวางแผนชิงศิลาผนึกให้พวกปีศาจ ตอนนี้พวกมันยกทัพหลักขึ้นมาข้าก็นึกว่าพวกมันจะยกทัพบุกเลยแต่กลับเอาแต่ตั้งรับ มันน่าเบื่อออก” อันสลายกเหล้าขึ้นดื่มก่อนจะเล่าต่อ

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ต้องดันให้พวกมนุษย์เป็นฝ่ายบุกแทน พวกเขาหวาดกลัวพลังของมาลิสและมองหาสิ่งที่จะสามารถต่อกรกับพลังนั้นได้”

“ดาบของบัลธาซาร์ อย่างนี้นี่เอง ทันทีที่ได้ดาบมาพวกมนุษย์ก็จะเปิดฉากบุก เจ้าถึงช่วยบอกวิธีให้พวกเขา”

“ตามนั้นเลย น่าเสียดายที่ข้าไม่ได้ลงไปเล่นด้วย แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้เล่นแค่ได้เป็นคนดูก็ยังดี ว่าแต่เจ้าเถอะโซอา ทำไมถึงมาเข้ากับมนุษย์ได้”

“เมฟิสท์หักหลังข้า เพื่อแก้แค้นข้ายอมเข้าได้กับทุกเผ่า” โซอาพูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น

“ข้าเข้าใจ ข้าเองก็โดนมาเหมือนกัน ได้พลังของใครมาบ้างแล้วล่ะ”

“แวร์วูล์ฟ จูเวร่า กับบาลอร์”

“ยังไม่พอสินะ ถ้าจะล้มเมฟิสท์ก็คงพอไหวแต่ถ้าจะปลดปล่อยผู้นั้น... อยากได้คำใบ้มั้ย” โซอาจ้องมองอีกฝ่าย

“เจ้ารู้อะไร”

“ไม่มากก็น้อย สร้อยของท่านคือคำใบ้ ข้าบอกแค่นี้ก็แล้วกัน” อันสลาชี้ไปที่สร้อยคอของโซอาก่อนจะดื่มเหล้าที่เหลือจนหมดแล้วใช้พลังสลายขวดเหล้าจนหายไป

“เจ้ารู้มั้ยว่าร็อคน่ะ จริงๆ แล้วมันเป็นแค่นกยักษ์ธรรมดาที่ค่อนข้างเชื่อง ไม่ใช่วิหคสวรรค์อะไรหรอก เมื่อมันตายโครงกระดูกของมันถูกฝังอยู่ที่ลานหน้ามหาวิหารของแซงทัวเรียม พิธีอัญเชิญแท้จริงแล้วก็คือคาถาชุบชีวิตที่ต้องอาศัยพลังเวทย์จำนวนมหาศาล เจ้าน่าจะได้เห็นนะ ตอนที่นกตัวนั้นคืนชีพขึ้นมา อลังการมากจริงๆ... ถึงผลของคาถาจะอยู่ได้ไม่นานก็ต้องขอชมเชยพวกเขาล่ะนะ”

“งั้นรึ ข้าก็หลงเชื่อว่ามันเป็นวิหคสวรรค์จริง”

“ความเชื่อของมนุษย์น่ะกำหนดง่ายจะตายไป แค่บันทึกลงไปในอะไรที่มันเก่าแก่ซักอย่าง ตั้งชื่อมันว่าจารึกแล้วเล่าขานต่อกันมาก็กลายเป็นประวัติศาสตร์แล้ว... ว่าแต่เจ้าไม่สนใจพลังของร็อคหรือ”

“หึ ได้พลังของร็อคมาแล้วข้าก็จะได้ศัตรูเป็นมนุษย์ชาวแซงทัวเรียมทั้งหมดมาด้วย” โซอายกขวดเหล้าขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแล้วโยนคืนให้อันสลา

“มันก็จริง ถ้าเจ้าอยากได้พลังอะไรก็บอกข้าก็แล้วกัน ข้าอาจรู้ว่าควรไปหาจากไหน”

“ดูเจ้าจะพยายามทำดีกับข้าเหลือเกินนะ หวังผลอะไรจากข้ากัน” อันสลาจ้องมองโซอาด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ทุกครั้งที่ข้ามองเจ้าเหมือนข้ากำลังมองตัวเองในอดีต ถูกเจ้านายหักหลังและกำจัดทิ้ง ถูกเผ่าพันธุ์เดียวกันเกลียดชัง ไม่แปลกที่ข้าอยากจะช่วยผู้ที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน ที่ข้าเลือกเข้าข้างพวกปีศาจก็ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เจ้าเลือกเข้าข้างมนุษย์เพียงแต่กลับด้านกันเท่านั้น อีกอย่างเราทั้งสองต่างก็โดนเมฟิสท์หักหลังและกำจัดทิ้งเหมือนกัน ช่วยเจ้าก็เท่ากับข้าได้ล้างแค้นไปด้วย มันก็เท่านั้น เอาล่ะ ข้าคงต้องไปก่อนที่พวกนั้นจะกลับลงมา ลาก่อน เราอาจได้พบกันอีกถ้าโชคชะตากำหนดให้เป็นเช่นนั้น” อันสลาโดดขึ้นหลังม้า ก่อนไปเขาหันกลับมาถามโซอาอีกเรื่อง

“โซอา เจ้ามาร่วมมือกับมนุษย์แบบนี้ รู้หรือเปล่าว่าปลายทางที่เจ้าเลือกจะไปจบที่ไหน” โซอานิ่งไปครู่หนึ่ง

“ข้ารู้ แต่ถึงตอนนั้นข้าก็ไม่มีอะไรคาใจอีกแล้ว”

“งั้นหรือ ถ้าทำใจไว้แล้วก็ดี... แล้วพบกันใหม่” อันสลาขยับปีกหมวกเอาลาแล้วควบม้าจากไป



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 14 : มุ่งสู่ยอดเขา , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 68 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android