คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

Tale of Vesalia - 1: The Two Swords

ตอนที่ 13 : ภูเขาที่ไม่อาจปีนได้


     อัพเดท 22 ก.ย. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: ฟรีสไตล์/แฟนตาซี
Tags: แฟนตาซี, สงคราม, เวทย์มนต์, ดาบ, ย้อนยุค
ผู้แต่ง : SCORPIO KID. ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ SCORPIO KID.
My.iD: https://my.dek-d.com/asmodeus
< Review/Vote > Rating : 0% [ 0 mem(s) ]
This month views : 0 Overall : 1,075
13 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 4 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 13 : ภูเขาที่ไม่อาจปีนได้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 72 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


ในระหว่างที่พวกโรเซ่ไปที่ถ้ำแห่งการหลอกหลอน กลุ่มของไคเซอร์ก็มุ่งหน้าไปยังภูเขาเรโทว์ ภูเขาหินสีเทาเข้ม ผิวนอกราบเรียบราวหินขัด ความกว้างของตัวภูเขานั้นเท่ากันตลอดตั้งแต่ฐานจนถึงยอดจนดูราวกับเป็นเสาหินธรรมชาติที่ค้ำท้องฟ้าเอาไว้มากกว่า

“ไม่มีทางลาดเลย มีแต่ทางชันอย่างเดียว แบบนี้ก็เหมือนปีนต้นไม้ยักษ์ที่ไม่มีกิ่งก้านให้ยึดเกาะเลยสิ” ซีล่ามองดูภูเขาที่เป็นสถานที่เก็บรักษาดาบของบัลธาซาร์

“พอมีจุดที่เป็นตะปุ่มตะป่ำให้เหยียบขึ้นไปได้อยู่ แบบนี้ยังพอปีนได้ แต่ท่านจะไหวเหรอ” ไคเซอร์หันมาถามโครวลี่ย์

“ไม่ไหวหรอก ข้าจะรออยู่ข้างล่างคอยเฝ้าม้าให้ คนหนุ่มคนสาวอย่างพวกเจ้าพากันปีนขึ้นไปเถอะ ระวังด้วยล่ะ ถ้าพลัดตกลงมาจะแย่เพราะมันไม่มีที่ให้ยึดเกาะ ยิ่งสูงยิ่งอันตราย”

“ดีล่ะ ข้าจะพิชิตภูเขาที่ปีนไม่ได้นี่ให้ดู มาแข่งกันมั้ยซีล่าว่าใครจะไปถึงยอดเขาก่อนกัน” ไคเซอร์ปลดชุดเกราะเหล็กของตนเพื่อลดน้ำหนัก

“เราไม่ได้มาเล่นนะไคเซอร์ บนยอดเขามีอะไรอยู่บ้างก็ไม่รู้ ออมแรงไว้เผื่อเหตุการณ์เลวร้ายเถอะ”

“ซีล่าพูดถูก อีกอย่างภูเขาชันเป็นแนวตั้งแบบนี้ไม่มีที่ให้พัก ถ้าหมดแรงเจ้าก็จะจบสิ้นทันที”

“เข้าใจแล้ว ไปกันเถอะ”

ไคเซอร์กับซีล่าค่อยๆ ไต่ไปตามจุดที่ยึดเกาะได้ สายตาพวกเขามองหาจุดที่จะเกาะขึ้นไปต่อขณะที่มือเท้าก็ต้องคอยพยุงน้ำหนักตัวเอาไว้ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปซีล่าก็หยุดพักหายใจ เธอมองกลับลงไปที่เชิงเขาเพื่อดูว่าขึ้นมาสูงแค่ไหนแล้ว ภาพที่เห็นทำเอาเธอเกือบปล่อยมือหลุดจากจุดที่เกาะอยู่ เธออยู่สูงจากพื้นไม่ถึงยี่สิบเมตร

‘เป็นไปได้ยังไง ข้าปีนมาตั้งนานน่าจะขึ้นไปได้สูงกว่านี้นี่นา’ เธอจ้องมองโครวลี่ย์ที่มีสีหน้าประหลาดใจไม่ต่างจากเธอ

“ไคเซอร์ ดูข้างล่างสิ” ชายหนุ่มหยุดปีนแล้วมองกลับลงมา สีหน้าของเขาแสดงอาการประหลาดใจไม่ต่างกับอีกสองคน

“อะไรกัน ทำไมมาได้เท่านี้เอง ข้าน่าจะปีนได้อย่างน้อยห้าสิบเมตรแล้วนะ”

“โครวลี่ย์ นี่มันอะไรกันแน่” ซีล่าร้องถามลงมา

“พวกเจ้า... ถูกพาตัวกลับลงมา...”

“อะไรนะ”

“ผิวนอกของภูเขามันเลื่อนลงมา พวกเจ้าเลยปีนไปไม่ถึงไหน”

“บ้าน่า” ไคเซอร์ลองปีนอีกครั้ง คราวนี้เขากับซีล่าสังเกตเห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มเลื่อนกลับลงมาอยู่ที่ระดับเดียวกับซีล่าไม่ว่าเขาจะพยายามปีนเร็วแค่ไหน ความรีบร้อนบวกกับความเหนื่อยล้าทำให้ไคเซอร์พลาดตกลงมา

“ซิลฟาย” โครวลี่ย์รีบร่ายคาถาลมพยุงร่างของนักรบหนุ่มเอาไว้ ซีล่าไต่กลับลงมาดูด้วยความเป็นห่วง

“บ้าที่สุด แล้วแบบนี้เราจะขึ้นไปได้ยังไง”

“ภูเขาที่ปีนไม่ได้ เพราะอย่างนี้เองสินะบัลธาซาร์ถึงเลือกที่นี่เป็นที่เก็บรักษาดาบ”

“แล้วเราจะทำยังไงดี” ซีล่ายืนมองดูภูเขาประหลาดนั้นพลางครุ่นคิดหาวิธี

“ไม่รู้... เราคงต้องกลับไปที่อาร์คามาน่าก่อน อาจมีใครรู้วิธีขึ้นไปที่ยอดเขาได้ ไม่อย่างนั้นก็คงต้องรอพวกโรเซ่กลับมาแล้วค่อยปรึกษากัน”

 

ที่อาร์คามาน่า โครวลี่ย์พาไคเซอร์กับซีล่าไปที่ร้านเหล้าที่พักคนเดินทาง สถานที่รวมตัวเขาเหล่านักเดินทางจากต่างแดนซึ่งเหมาะแก่การหาข้อมูล

“ข้าจะไปคุยกับมาสเตอร์ พวกเจ้าก็สั่งอะไรทานไปก่อน ปีนเขามาเหนื่อยๆ คงจะหิว” โครวลี่ย์เดินไปหาเจ้าของร้านเหล้าผู้เป็นเสมือนแหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลในร้าน

“ภูเขาเรโทว์เหรอ...” มาสเตอร์ทวนคำ สายตาเขามองไปที่ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียวที่โต๊ะตรงมุมร้าน

“ท่านรู้อะไรหรือเปล่า”

“เปล่า ข้าแค่ประหลาดใจ เห็นผู้ชายคนนั้นมั้ย เขาบอกข้าว่าถ้ามีคนมาถามถึงเรื่องภูเขาเรโทว์ให้ข้าบอกให้ไปคุยกับเขา” โครวลี่ย์มองตามไปยังชายคนนั้น

“เขาเป็นใคร”

“ไม่รู้สิ ไม่เคยเห็นหน้าสงสัยจะเป็นนักเดินทาง”

โครวลี่ย์จ้องมองนักเดินทางแปลกหน้าด้วยความฉงน เขาเป็นใครและรู้ได้อย่างไรว่าพวกตนกำลังหาข้อมูลเรื่องภูเขาเรโทว์อยู่ จอมเวทย์สูงวัยพยักหน้าเป็นสัญญาณบอกให้ไคเซอร์กับซีล่าตามตนไปที่โต๊ะ

“ท่านคือคนที่รู้เรื่องของภูเขาเรโทว์หรือ” ชายแปลกหน้าเงยหน้าขึ้นมองโครวลี่ย์ รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นเหมือนจะบอกว่ากำลังรออยู่เลย

“และพวกท่านก็คือผู้ที่อยากรู้เรื่องของภูเขานั้น... นั่งสิ”

“ท่านรู้ได้ยังไงว่าพวกเรากำลังมองหาข้อมูลของภูเขาเรโทว์อยู่”

“เป็นใครก็รู้ อาณาจักรทั้งสามพ่ายแพ้และเสียศิลาผนึกให้กับกองทัพปีศาจ ตอนนี้พวกมันกำลังพยายามปลดผนึกเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของมาลิส แน่นอนว่าฝ่ายมนุษย์ก็ต้องหาอะไรที่พอจะสูสีกับพลังของจอมปีศาจในอดีตมาเป็นอาวุธ อะไรซักอย่างที่ถูกเก็บอยู่บนยอดเขาที่ไม่มีวันปีนได้”

“ท่านเป็นใครกัน ทำไมถึงรู้เรื่องพวกนี้” ไคเซอร์รู้สึกไม่ไว้ใจในตัวนักเดินทางคนนี้

“ข้าจะตอบคำถามพวกท่านแค่เรื่องเดียวเท่านั้น อยากรู้เรื่องอะไรล่ะ เรื่องของข้าหรือเรื่องของภูเขาเรโทว์”

“ภูเขา” โครวลี่ย์เลือกเรื่องที่สำคัญกว่า

“ตกลง” ชายคนนั้นใช้นิ้วดีดที่ขวดเหล้าเปล่าของตนโดยไม่ยอมพูดจาอะไรต่อ โครวลี่ย์เข้าใจได้ไม่ยากว่าเขาต้องการบอกอะไร

“มาสเตอร์ เอาเหล้ามาขวดนึง” ชายคนนั้นยิ้มกว้างต้อนรับสุราที่ถูกนำมาเสิร์ฟ

“ภูเขาเรโทว์... เป็นภูเขาที่ปีนไม่ได้” เขาเริ่มเล่า

“เรื่องนั้นเรารู้แล้ว”

“ที่ปีนไม่ได้ก็เพราะผิวนอกของภูเขาจะเลื่อนกลับลงมาส่วนด้านในจะเลื่อนขึ้นไปแทนที่เหมือนการชักรอก”

“เรื่องนั้นเราก็รู้แล้ว”

“บนภูเขาที่ไม่มีทางปีนนั้นเป็นที่เก็บรักษาดาบของบัลธาซาร์ ผู้กล้าในอดีตที่สามารถเอาชนะมาลิสได้”

“นั่นเราก็รู้แล้วเหมือนกัน” ชายคนนั้นหยุดเล่าไปนิดหนึ่ง

“ถ้าพวกท่านรู้หมดทุกอย่างแล้วข้าก็ไม่มีอะไรจะเล่าอีก”

“เดี๋ยวก่อนสิ แล้วเรื่องวิธีปีนภูเขาเรโทว์ล่ะ” ไคเซอร์ร้องทักไว้

“ข้าบอกแล้วไงว่ามันปีนไม่ได้”

“อ้าว นี่เจ้าหลอกให้พวกข้าเลี้ยงเหล้าฟรีเหรอ” นักรบหนุ่มเริ่มโมโห

“ปีนไม่ได้ก็คือปีนไม่ได้ ไม่ว่าเจ้าจะทำยังไง ถ้าอยากขึ้นไปบนยอดเขาเจ้าก็ต้องหาวิธีขึ้นไปโดยไม่ต้องปีน” ชายแปลกหน้าตอบโต้

“ยังไง จะให้พวกข้าบินขึ้นไปหรือไง”

“พวกเจ้าก็รู้วิธีอยู่แล้วนี่” ชายแปลกหน้ายิ้มออกมาอีกครั้ง

“ใจเย็นก่อนไคเซอร์... ท่านพูดจริงหรือที่ว่าจะให้บินขึ้นไป” โครวลี่ย์สังเกตสีหน้าผู้พูดแล้วรู้สึกว่าเขาพูดจริง

“แน่นอน มันเป็นวิธีเดียวที่จะขึ้นไปได้”

“ท่านพอจะชี้แนะวิธีการให้พวกเราได้หรือเปล่า” ชายแปลกหน้าไม่ตอบแต่กลับยกขวดเหล้าขึ้นดื่มจนหมดพร้อมกับทำท่าเทขวดเปล่าดูว่าไม่เหลือสักหยดแล้ว

“มาสเตอร์ ขอเหล้าอีก” โครวลี่ย์ตะโกนสั่ง

“อา... ท่านนี่รู้ใจข้าจริงๆ ถึงไหนแล้วนะ อ้อ ทำยังไงจะบินขึ้นไปได้ อืม... เรื่องวิธีการคงต้องถามทางอาณาจักรแซงทัวเรียม ข้าเห็นพวกเขามีรูปเคารพที่เกี่ยวกับนกซึ่งพวกเขาคงไม่ได้ปั้นขึ้นมาโดยไม่มีที่มาที่ไป”

“แซงทัวเรียม... คงต้องรอปรึกษาอาเรีย”

“แต่การจะบินขึ้นไปก็ใช่ว่าจะทางสะดวก บัลธาซาร์คงไม่ปล่อยให้ดาบสำคัญตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นง่ายๆ หรอกว่ามั้ย”

“ท่านหมายถึงอะไร”

“ไวเวิร์น มังกรศักดิ์สิทธิ์ผู้ทำหน้าที่ปกป้องดาบ หากมันเห็นอะไรบินเข้าใกล้ยอดเขามันจะเล่นงานทันที ถ้าร่วงจากความสูงเสียดเมฆขนาดนั้นพวกท่านไม่รอดแน่ แฮ่มๆ” นักเดินทางกระแอมเหมือนคนคอแห้ง แม้แต่โครวลี่ย์ผู้ใจเย็นยังอดรำคาญกับเขาไม่ได้

“มาสเตอร์ เหล้า”

“อึกๆๆ ฮ่า... บัลธาซาร์ให้ไวเวิร์นเฝ้าดาบไว้ก็จริงแต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่ให้ใครเอาดาบนั้นไปได้เลย เขาหลงเหลืออาวุธวิเศษไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังใช้ต่อสู้กับกองทัพปีศาจ เขาย่อมต้องเหลือวิธีการไปเอามันมา ความลับก็คือสมบัติของอาณาจักรทั้งสาม” เขาหยุดเล่าเพื่อให้ผู้ฟังเรียบเรียงสิ่งที่เขาพูด

“หากพวกท่านแสดงสมบัติประจำอาณาจักรทั้งสามให้ไวเวิร์นเห็น มันจะยอมให้พวกท่านไปที่ยอดเขาได้”

“สมบัติประจำอาณาจักร หรือว่าจะหมายถึงสร้อยคอแห่งโซโลมอน สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรอาร์คามาน่า” โครวลี่ย์นึกถึงสร้อยที่มีตราสัญลักษณ์รูปดาวหกแฉกซึ่งเป็นสิ่งที่กษัตริย์รุ่นก่อนจะมอบให้รัชทายาทที่ตนเลือกให้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากตน

“วาเลเรียก็มีเกราะโอริฮาลคอนซึ่งเป็นเกราะสำหรับกษัตริย์สวมยามออกศึก” ซีล่านึกถึงสิ่งที่เคยได้ฟังมา

“เอาล่ะ ข้าก็บอกเรื่องที่ควรบอกไปหมดแล้ว ข้าขอตัวก่อน มาสเตอร์ ขอเหล้าสองขวด อันนี้ข้าออกเอง”

“ท่านเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้เรื่องเหล่านี้ละเอียดนัก” ไคเซอร์ยังไม่หายสงสัย ชายคนนี้รู้ละเอียดเกินกว่าที่จะเป็นแค่นักเดินทางธรรมดา

“ข้าบอกแล้วไงว่าจะตอบคำถามแค่เรื่องเดียว” เขาตอบแค่นั้นก็ออกจากร้านไป

 

“ปีศาจ! ปีศาจกลับมาอีกแล้ว!” ทหารแห่งอาร์คามาน่าตะโกนบอกกันเมื่อเห็นโซอาซึ่งเดินทางมาพร้อมกับโรเซ่และอาเรียหลังจากที่เอาธนูเดลเฟียคืนมาได้

“เดี๋ยวก่อน เขาเป็นพวกเรา” โรเซ่รีบร้องห้ามแต่เหล่าจอมเวทย์ไม่ฟัง เดือดร้อนถึงอาเรียต้องออกไปเจรจาให้อีกครั้ง

“นี่ข้าต้องคอยออกหน้าให้เจ้าอีกกี่ครั้งกันนะ” อาเรียบ่นออกมา นายกองทหารแห่งอาร์คามาน่ายอมปล่อยให้เข้าไปได้โดยต้องมีทหารของตนตามไป

“นก? ท่านคงหมายถึงร็อค (Roc) ผู้นำสาสน์จากสวรรค์ มีบันทึกในพระคัมภีร์ว่าเมื่อครั้งที่พระสันตะปาปาพระองค์แรกจะสร้างอาณาจักร พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งวิหคสวรรค์ร็อคมาชี้ทางให้สมเด็จท่านสร้างอาณาจักรลงยังดินแดนที่เป็นอาณาจักรแซงทัวเรียมในปัจจุบัน” อาเรียอธิบายเมื่อได้ยินเรื่องราว

“แล้วเจ้าพอจะเรียกร็อคมาพาเราไปที่ยอดเขาได้หรือเปล่า” ไคเซอร์ถาม

“อย่าใช้คำว่าเรียก ต้องใช้คำว่าอัญเชิญ ข้าคงทำไม่ได้แต่ถ้าเป็นพระสังฆราชท่านก็อาจจะเป็นไปได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็เหลือแค่สมบัติทั้งสาม ถ้าเหล่าขุนนางไม่ขัดข้องก็คงจะดี” โครวลี่ย์นึกถึงความยุ่งยากของการขอสมบัติประจำอาณาจักร

“ยังจะหวงอะไรกันอีก โลกกำลังจะโดนพวกปีศาจยึดครองอยู่แล้ว” โรเซ่โวยวาย

“เฮ้อ มนุษย์ก็อย่างนี้แหละ ยึดติดกับธรรมเนียมขั้นตอนจนบางครั้งก็ตึงเกินไป”

“ข้าไม่ไปกับพวกเจ้านะ” โซอาบอกกับทุกคน

“ทำไม”

“ข้าไม่ใช่มนุษย์แต่ก็พอจะเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเจ้าพาปีศาจอย่างข้าไปขอสมบัติจากหัวหน้าของพวกเจ้า”

“มันก็จริง ถ้าเห็นโซอาไปด้วยล่ะก็ต่อให้อธิบายยังไงพวกนั้นก็คงไม่ฟัง แล้วเจ้าจะไปรอพวกเราอยู่ที่ไหน”

“ข้าจะไปรอที่ตีนเขา พวกเจ้าได้ดาบแล้วค่อยลงมาพบข้า” โซอารู้ว่าไวเวิร์นผู้พิทักษ์ดาบของบัลธาซาร์คงไม่ยินดีต้อนรับปีศาจขึ้นไปยังยอดเขาแน่

 

“เกราะโอริฮาลคอน? เจ้าจะเอาไปทำอะไร” โพลลุกซ์อดแปลกใจไม่ได้ที่จู่ๆ ไคเซอร์มาขอชุดเกราะที่เป็นสมบัติประจำราชวงศ์ ไคเซอร์อธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้โพลลุกซ์ฟังอย่างละเอียด

“ดาบของบัลธาซาร์... ถ้าได้มาจริงๆ ล่ะก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเรามาก แต่ว่าข้ายังติดใจอยู่เรื่องหนึ่ง เรื่องที่เจ้าได้ยินมานั้นมีมูลมากแค่ไหน ข้าไม่อยากให้เอาเกราะโอริฮาลคอนออกไปนอกอาณาจักรด้วยเหตุที่ไม่น่าไว้ใจหรอกนะ”

“ข้าก็ไม่รู้... ข้ารู้แต่ว่านี่เป็นวิธีเดียวที่เราค้นพบในตอนนี้และเราก็ควรจะลองดู”

“เจ้าคิดว่ายังไง ซีล่า” แม่ทัพใหญ่หันไปถาม

“ตอนนี้พวกปีศาจยึดครองเมืองทางทิศใต้เป็นฐานทัพสำหรับตั้งรับ พวกมันจะรอจนกว่าผนึกของบัลธาซาร์จะถูกคลายและวิญญาณของมาลิสถูกปลดปล่อย พวกมันคงไม่ส่งใครมาดักชิงสมบัติเหล่านี้”

“มันก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น...” โพลลุกซ์ยังไม่วางใจ

“ท่านแม่ทัพ ข้าขอร้อง ยิ่งเราเสียเวลามากเท่าไหร่พวกปีศาจยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น”

“อาณาจักรเราเพิ่งสูญเสียพระราชา ถ้าหากสูญเสียสมบัติสำคัญไปอีกเจ้าคิดว่ากำลังใจของผู้คนในกองทัพจะเป็นยังไง”

“ข้าไคเซอร์ เทโอเรียส ขอรับรองด้วยเกียรติของอัศวินแห่งวาเลเรียและด้วยเกียรติของบุตรชายอดีตแม่ทัพใหญ่ว่าข้าจะปกป้องเกราะโอริฮาลคอนด้วยชีวิต ข้าขอให้ท่านเชื่อใจข้า ท่านแม่ทัพโพลลุกซ์” ไคเซอร์ปฏิญาณตนหนักแน่น โพลลุกซ์มองเห็นแววตาของไคเซอร์แล้วก็นึกถึงเพื่อนคาสเตอร์สนิทของตน

“แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวไม่ผิดจากพ่อของเจ้าแม้แต่น้อย ได้ ข้าจะลองไปปรึกษากับท่านราชครูให้” โพลุกซ์เดินทางไปที่วังเพื่อขอชุดเกราะออกมาจากพระคลังสมบัติ

“ไม่ได้ เกราะนั่นสำคัญแค่ไหนท่านก็รู้” ราชครูโฟคาลอร์ปฏิเสธเสียงแข็ง

“ข้ารู้และข้าเชื่อว่าหากยอมให้ไคเซอร์ยืมไปจะเป็นประโยชน์มากกว่าการเก็บมันเอาไว้เฉยๆ”

“เกราะนั่นตีขึ้นมาจากแร่โอริฮาลคอน แร่ชนิดเดียวกับที่ใช้ตีเป็นดาบของบัลธาซาร์ ความแข็งแรงของมันถึงขั้นที่ไม่มีอาวุธใดๆ สามารถสร้างรอยขีดข่วนได้ มันจึงเป็นเกราะที่มีไว้ปกป้ององค์ราชาจากอันตรายในสนามรบ ไร้ซึ่งมันก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงให้พระองค์เมื่อเกิดสงคราม ข้าให้ไม่ได้”

“ตอนนี้เรายังไม่มีพระราชา ท่านราชครู เกราะโอริฮาลคอนจึงยังไม่มีผู้สวมใส่ ที่สำคัญเกราะนั่นไม่ได้สร้างมาจากโอริฮาลคอนบริสุทธิ์อย่างดาบของบัลธาซาร์ ต่อหน้าพลังของมาลิสมันก็ไม่ต่างอะไรกับเศษเหล็กธรรมดา ต่อให้องค์ราชาสวมใส่มันออกรบก็ไม่อาจได้รับความปลอดภัย หากจะใช้มันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ทรงพลังกว่าและสำคัญกว่าท่านไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือ” โพลลุกซ์พยายามยกเหตุผลมาชี้แจง

“กองทัพเราเคยเสียท่าให้กับพวกปีศาจมาแล้ว ข้ากลัวว่าเหตุการณ์มันจะเกิดซ้ำอีก”

“อย่าให้ความผิดพลาดครั้งเดียวหยุดยั้งไม่ให้เรากล้าที่จะก้าวต่อไปสิ ท่านราชครู”

“แต่นี่มันเป็นก้าวที่เสี่ยงเกินไป โพลลุกซ์” ราชครูโฟคาลอร์กล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ

“ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่ต้องลงทุน และไม่มีการลงทุนใดที่ไม่ต้องเสี่ยง ยิ่งผลตอบแทนสูงความเสี่ยงก็ยิ่งสูง ถึงกระนั้นหากเราไม่ทำอะไรเลยเราก็จะไม่ได้อะไรกลับมาเช่นกัน”

“แต่เราก็จะไม่เสียอะไรไม่ใช่หรือ กลับกันหากเสี่ยงแล้วพลาดนอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังต้องพบกับความเสียหายอีก”

“ข้าเป็นอัศวินออกรบในสมรภูมิต่างๆ มามากมาย ข้าไม่เคยบอกให้คนของข้าคิดถึงความพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่ออกรบ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ข้าจะไม่คิดถึงความล้มเหลวทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำ”

“ข้าไม่ใช่ทหารอย่างท่าน ข้าเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ข้าต้องคิดคำนวณความเป็นไปทุกๆ ด้านเพื่อประโยชน์และความปลอดภัยของอาณาจักร” สองผู้นำฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นั่งมองหน้ากันเงียบ ต่างฝ่ายต่างยกเหตุผลของตนขึ้นอ้างไม่ใช่ด้วยเจตนาจะเอาชนะคะคานแต่เป็นเพราะความเป็นห่วงอาณาจักรของตน หากแต่เพียงมุมมองและวิธีคิดเท่านั้นที่แตกต่างกัน

“ข้าจะขอร้องท่านเป็นครั้งสุดท้าย หากท่านปฏิเสธข้าก็จะไม่รบเร้าอีก และยามที่กองทัพปีศาจบุกมาข้าก็จะนำกองทัพของข้าเข้ารบกับพวกมันเท่าที่กำลังของพวกข้ามี ถึงตอนนั้นหากต้องพ่ายแพ้และถูกสังหารจนล้มตายหมดข้าก็จะถือว่ามันเป็นชะตากรรมของพวกข้า” โพลลุกซ์ยื่นคำขาด เขาลุกขึ้นยืนก่อนที่จะให้เหตุผลสุดท้าย หากยังได้รับการปฏิเสธเขาก็จะไปจากห้องนั้นทันที

“นี่เป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับปีศาจ และในการสงครามข้าขอให้ท่านฝากการตัดสินใจใดๆ ที่จะส่งผลต่อสงครามไว้กับผู้เป็นแม่ทัพ ท่านจะยอมให้ข้าได้หรือเปล่า” โฟคาลอร์นิ่งเงียบไตร่ตรองเหตุผลที่ได้รับฟัง แล้วในที่สุดเขาก็ให้คำตอบ

“ข้าหวังว่าท่านจะไม่หักหลังความเชื่อใจข้านะ ท่านแม่ทัพ”



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
Tale of Vesalia - 1: The Two Swords ตอนที่ 13 : ภูเขาที่ไม่อาจปีนได้ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 72 , โพส : 0 , Rating : 0% / 0 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android