THE GUARDIAN I ผู้พิทักษ์ป่วนต่างโลก

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 7 เมืองฟรานซิส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 93 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60

THE GUARDIAN I  ผู้พิทักษ์ป่วนต่างโลก
ตอนที่ 7 เมืองฟรานซิส



          "ข้าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้" เสียงของชายชราคาดว่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้นภายในโบสถ์ ขณะผงกหัวให้กับกาเดี้ยนหนุ่มสวมชุดเซ็ตสีดำทั้งตัวด้วยความซาบซึ้ง ส่วนเอิร์ธก็กำลังดมกลิ่นตามร่างกายว่ายังมีกลิ่นคาวเลือดติดอยู่หรือไม่หลังจากใช้เวทมนต์ทำความสะอาดร่างกายไปแล้ว

          เอิร์ธเลิกดมกลิ่นตัวหันมาให้ความสนใจกับชายแก่ตรงหน้า "ไม่เป็นไรหรอกครับ... มันเป็นหน้าที่น่ะครับ" ชายหนุ่มตอบกลับไปพลางกวาดสายตามองชาวบ้านทั้งผู้หญิง เด็ก และคนแก่ที่กำลังนั่งนั่งมองล้อมรอบกายเขาอยู่ด้วยนัยตาซาบซึ้ง ส่วนพวกผู้ชายก็ออกไปขนซากศพของพวกออร์คมากองรวมกัน และศพของคนในหมู่บ้านเพื่อนำมาประกอบพิธีฝังศพ 

          "ถึงกระนั้นพวกเราก็ติดหนี้บุญคุณท่านต่อให้ชดใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ข้าต้องขอบพระคุณท่านจริงๆ"

          "พอเถอะลุง..."

          ชายแก่ก้มหัวให้อีกครั้งพร้อมกับชาวบ้านในโบสถ์ทุกคนเองก็ก้มให้ด้วย ส่วนพวกเด็กเล็กก็ยืนมองบุรุษชุดดำด้วยนัยตาเป็นประกายราวกับได้พบเจอฮีโร่ในดวงใจ การกระทำนี้ส่งผลให้ชายหนุ่มรู้สึกเคอะเขินขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

          ทางด้านคานาโกะนั้นก็กำลังยืนแฝงตัวอยู่ในมุมมืดของโบสถ์ ดูเหมือนว่าในฐานะนักลอบสังหารเธอจึงไม่อยากจะเผยตัวตนซักเท่าไหร่ เอิร์ธที่พอเข้าใจความคิดของหล่อนจึงไม่ได้ทักออกไป ทำราวกับว่าหญิงสาวในมุมมืดเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น

          ต่อให้เขาจะไม่เห็นตัวของคานาโกะก็ตาม แต่ระบบกาเดี้ยนมีระบบตรวจจับสิ่งมีชีวิตอยู่ ต่อให้หลบซ่อนอยู่ในมุมอับ หรือหายตัวก็ตาม ระบบกาเดี้ยนก็จะช่วยบอกตำแหน่งที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตในระยะ 100 เมตร มันเป็นระบบออโต้ที่จะทำงานเองโดยอัตโนมัติเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของกาเดี้ยนให้สูงขึ้นตอนไปปฏิบัติภารกิจ

          หัวหน้าหมู่บ้านเสนอว่าจะเป็นคนเลี้ยงอาหารพร้อมกับมอบที่พักให้อยู่ฟรี แต่เอิร์ธก็ต้องปฏิเสธเพราะเขาต้องการเดินทางไปยังเมืองฟรานซิสให้เร็วที่สุด ต่อให้หัวหน้าหมู่บ้านจะตื้อมากเท่าไหร่ชายหนุ่มก็ไม่เปลี่ยนเป้าหมายอยู่ดี เห็นดังนั้นหัวหน้าหมู่บ้านจึงมอบเหรียญทองถุงใหญ่แก่เขา ตอนแรกก็คิดว่าจะปฏิเสธอยู่หรอก แต่พอได้สบเข้ากับสายตาเป็นประกายในมุมมืดแล้ว เขาก็ต้องรับเงินมาอย่างช่วยไม่ได้

          เมื่อออกมานอกโบสถ์แล้วเอิร์ธก็พบกับกองซากศพของพวกออร์คกองเป็นพะเนินรอถูกเผา ส่วนอีกฝั่งนึงก็มีศพของชาวบ้านที่เสียชีวิตทอดยาวเรียงราย พวกญาติ หรือเพื่อนของผู้ตายที่พึ่งออกมาจากโบสถ์ก็รีบวิ่งไปที่ศพของพวกเขาพลางร้องห่มร้องไห้ออกมา สร้างความหดหู่แก่กาเดี้ยนหนุ่มได้เป็นอย่างดี

          ตอนแรกเมื่อมาถึงหมู่บ้านเอิร์ธก็พยายามประนีประนอมกับพวกออร์คทันที เพราะหน้าที่ของกาเดี้ยนคือการรักษาทุกชีวิตในจักรวาล แถมออร์คพวกนี้ยังมีพลังประมาณ 50-200 ดังนั้นเขาจึงไม่อยากทำอะไรรุนแรง แต่ทันทีที่ได้เห็นเด็กชายคนหนึ่งถูกพวกออร์คฟันคอขาดไปต่อหน้าต่อตา ก็ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของชายหนุ่มขาดสะบั้นลง

          แล้วก็มาลงเอยอย่างที่เห็น...

          เอิร์ธหันไปมองกองซากศพของพวกออร์คด้วยความรู้สึกยากจะบรรยาย หนึ่งในนั้นมีร่างของหัวหน้าออร์คตัวใหญ่ติดกรงเล็บที่ตัวขาดครึ่งนอนอยู่ในกองซากศพของลูกน้องของมันด้วย ถึงแม้ว่าร่างมันจะถูกแยกออกจากกันแล้ว  แต่นัยตาของมันก็ยังคงเบิกกว้างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อให้ตายไปแล้วก็ตาม

          "ไปกันเถอะ" คานาโกะเดินออกมาจากมุมหนึ่งของบ้านพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เอิร์ธพยักหน้ารับเงียบๆก่อนจะเดินออกไปจากหมู่บ้าน โดยมีร่างของชาวบ้านที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งเดินออกมาส่ง ถึงแม้ว่าจะสงสัยว่าสาวงามเรือนผมสีแดงที่เดินอยู่ข้างกายของผู้มีพระคุณคนนั้นเป็นใครก็เถอะ
 
          หลังจากนั้นพวกชาวบ้านก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรูปปั้นของบุรุษชุดดำแบกดาบเล่มใหญ่ไว้บนบ่า เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ให้แก่ลูกหลานจดจำไปชั่วอายุคนว่าครั้งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้เคยรอดชีวิตจากภัยคุกคามของปีศาจด้วยความช่วยเหลือของชายผู้นี้ที่พวกเขายกย่องเป็นผู้พิทักษ์ประจำหมู่บ้าน แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวในอนาคตน่ะนะ

          ระหว่างการเดินทางเอิร์ธก็ชวนคนข้างกายคุยไปด้วย "หมู่บ้านต่อไปอยู่อีกไกลไหม?" คานาโกะที่ได้ยินคำถามก็ครุ่นคิดอยู่ซักพักก่อนจะตอบ

          "เดินอีกราวๆหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้วล่ะ หลังจากนั้นก็ตรงไปที่เมืองฟรานซิสเพื่อหาที่พัก"

          "อ่อ" กาเดี้ยนหนุ่มพยักหน้ารับรู้ อันที่จริงเขาอยากจะวิ่งไปให้ถึงเมืองไวๆ แต่ด้วยสภาพเหนื่อยอ่อนของนักฆ่าสาวจากการวิ่งไล่ตามเขามาเป็นระยะเวลานานนั้นมันก็ไม่เอื้ออำนวยซักเท่าไหร่

          เอิร์ธจึงหยิบเครื่องดื่มชูกำลังออกมาจากฟังก์ชั่นช่องเก็บของส่งให้แก่คานาโกะ หญิงสาวรับมาพลางมองขวดพลาสติกในมือตนที่บรรจุน้ำสีทองเป็นประกาย ด้วยความสงสัยตนจึงหันหน้าไปมองชายหนุ่มข้างกายด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม

          "เครื่องดื่มชูกำลังน่ะ ลองดื่มดูสิ"  คำตอบยืนยันสิ่งของที่อยู่ในมือของนักฆ่าสาวทำให้เธอต้องลองเปิดฝาขวด แล้วกระดกดื่มมันเข้าไปหนึ่งอึก รสสัมผัสแรกคือความเปรี้ยวผสมหวานที่กระจายไปทั่วปากส่งผลให้เธอถึงกับตื่นเต็มตาเลยทีเดียว

          คานาโกะไม่ปริปากพูดนอกจากดื่มของเหลวสีทองในขวดเข้าไป ความเหนื่อยล้าค่อยๆจางหายไป พร้อมกับเรี่ยวแรงที่ฟื้นฟูกลับมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าแผ่ซานไปทั่วกายทำให้รู้สึกอยากเคลื่อนไหวขึ้นมา เธอคิดว่าผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างขององค์กรกาเดี้ยนมันช่างน่าแปลกใจเสียจริง

          "ขอได้ไหม?" หญิงสาวเอ่ยขณะจ้องมองของเหลวสีทองในขวดที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง 

          "ตามสบาย" ชายหนุ่มยิ้มบางพร้อมกับพยักหน้า เห็นดังนั้นหล่อนจึงเก็บเครื่องดื่มชูกำลังเข้ากระเป๋าสะพายข้างเอวอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาเช่นนั้นดูก็รู้เลยว่ามันจะต้องเป็นที่ชื่นชอบของเธอมากเป็นแน่

          หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ระหว่างเดินก็เหม่อมองไปตามทุ่งหญ้าที่มีสัตว์กินพืชจำพวกวัว หรือกระต่ายตัวน้อยเป็นระยะๆ ถือว่าสงบสุขพอสมควร ต่างจากหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยความหดหู่ที่พึ่งเดินจากมาอย่างเห็นได้ชัด

          "ไม่เหมือนในนิยายเลยแฮะ นึกว่าจะมีมอนสเตอร์เดินเพ่นพ่านไปมาซะอีก" เอิร์ธพูดขึ้นลอยๆ คานาโกะเหล่มองครู่หนึ่งก่อนจะเลิกให้ความสนใจเดินไปข้างหน้าต่อโดยไม่แม้แต่จะตอบรับคำพูดของเขาเลย

          เอิร์ธยักไหล่ต่อท่าทีอันเฉยเมยของคานาโกะ "เหอะ... ไม่มีสีสันในชีวิตเอาซะเลยนะเธอเนี่ย" แล้วกล่าวพาดพิงหญิงสาวผมแดงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าด้วยความเบื่อหน่าย ถึงกระนั้นผู้ถูกพูดถึงก็ยังคงทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจอย่างที่คาดเอาไว้

          ชายหนุ่มเอามือจกกระเป๋ากางเกงขณะเดินไปตามถนนดิน พลางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อเช้ากับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป มันถูกต้องแล้วหรือที่ต้องมาพรากชีวิตของผู้อื่นด้วยอารมณ์ชั่ววูบเช่นนั้น ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นสัตว์ประหลาดหรือปีศาจก็ตาม แต่สิ่งมีชีวิตพวกนี้มันก็มีอยู่มากมายในองค์กรกาเดี้ยน สิ่งที่เขาทำมันไม่ต่างไปจากการฆาตกรรมเลยแม้แต่น้อย

          กาเดี้ยนมีหน้าที่ในการหยุดสงครามในดวงดาวต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือกับการรุกรานของพวก Darkside แต่มันก็มีกฎอยู่ในหน้าที่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือห้ามกาเดี้ยนทุกคนพรากชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาและอารยธรรมในสงคราม ต่อให้กาเดี้ยนคนนั้นจะเข้าข้างฝ่ายใดก็ตาม อย่าได้เอาเหตุผลส่วนตัวมาทำลายกฎข้อนี้อย่างเด็ดขาด

          สงคราม ไม่มีใครผิดใครถูก...

          เอิร์ธจำคำนี้ได้ขึ้นใจ แต่เขาก็ยังคงใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง เข้าข้างสิ่งมีชีวิตที่มีรูปลักษณ์เหมือนกับเผ่าพันธ์เดียวกัน หากเขายังอยู่ในสัญญาณขององค์กรล่ะก็ ป่านนี้คงจะถูกองค์กรตามตัวพาไปขึ้นศาลกาเดี้ยนแล้ว

         ถึงแม้ว่ามนุษย์จะขึ้นชื่อว่าเป็นเผ่าพันธ์ที่เป็นแกนนำขององค์กร แต่มันกลายเป็นอดีตไปแล้ว ในตอนนี้ทุกเผ่าพันธ์ในจักรวาลนั้นล้วนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร กฎก็ว่ากันไปตามกฎ ปัญหาเรื่องเงินใต้โต๊ะในศาลนอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังโดนโทษหนักเพิ่มขึ้นไปอีก

          "เป็นอะไร" ทันใดนั้นเสียงเรียบนิ่งของคนข้างหน้าก็ได้ดังขึ้น เรียกชายหนุ่มให้ตื่นจากภวังค์ความคิด เมื่อมองไปข้างหน้าเขาก็เห็นร่างของนักฆ่าสาวกำลังยืนกอดอกจ้องมองมาที่ตนอยู่

          เอิร์ธขมวดคิ้วเล็กน้อย "ไม่มีอะไร" ก่อนจะตอบปัดคำถามของคานาโกะออกไป หญิงสาวกระพริบตาปริบๆ กับท่าทางที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจากชายสุดแกร่งผู้นี้ เห็นดังนั้นหล่อนจึงยักไหล่ก่อนจะหันกลับไปเดินต่อ

          "เรื่องที่นายฆ่าพวกปีศาจสินะ" คำกล่าวของคานาโกะส่งให้คนที่อยู่ข้างหลังถึงกับต้องสะอึก ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็ตาม แต่การที่เอิร์ธเงียบนั้นถือว่าเป็นคำตอบยืนยันได้เป็นอย่างดี

          คานาโกะพ่นลมหายใจออกมา "หึ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าในองค์กรกาเดี้ยนมันมีกฎอะไรบ้าง หรือไม่นายก็ยังไม่เคยฆ่าพวกปีศาจรูปร่างแบบมนุษย์ก็ตาม แต่สิ่งที่นายทำมันคือสิ่งที่ถูกต้อง การช่วยเหลือผู้อ่อนแอจากปีศาจร้ายมันคือสิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอ?" คำกล่าวของเธอส่งให้เอิร์ธต้องครุ่นคิดอีกครั้ง หญิงสาวเงยหน้ามองขึ้นท่องฟ้าก่อนจะพูดต่อ

          "แทนที่นายจะไปจดจำความรู้สึกนั้น หรือใบหน้าของพวกมัน ฉันว่านายควรจดจำแววตาของพวกชาวบ้านหลังจากที่นายได้ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้จะดีกว่านะ"

          "..."

          หลังพูดจบคานาโกะก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ทิ้งเอิร์ธเอาไว้ข้างหลังให้ตกอยู่ในภวังค์ความคิดแต่เพียงผู้เดียว ชายหนุ่มยังคงจดจำใบหน้าของพวกชาวบ้านได้ดี หญิงสาวมองมาที่เขาด้วยนัยตาลุ่มหลง เหล่าเด็กน้อยมองมาที่เขาด้วยนัยตาเป็นประกายเหมือนพบเจอฮีโร่ในดวงใจ ชายหนุ่มมองมาที่เขาด้วยนัยตาแสดงความเคารพนับถือ พวกคนแก่มองมาที่เขาด้วยนัยตาแสดงถึงซาบซึ้ง ถึงแม้ว่าสายตาของแต่ละคนจะต่างกัน แต่สิ่งที่กาเดี้ยนหนุ่มรับรู้ได้ก็คือสายตาพวกนั้นมันคือ ประกายตาของการมีชีวิต
 
           เอิร์ธครุ่นคิดมาตลอดการเดินทางจนกระทั่งพวกเขาก็ได้มาถึงหมู่บ้านถัดไป ด้วยความที่ว่าพวกเขามาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ก่อนเวลาที่คาดไว้ คานาโกะจึงได้เดินไปซื้ออาหารมาตุนเอาไว้โดยมีชายหนุ่มตามหลังมาอยู่ไม่ห่าง พอเสร็จสิ้นธุระแล้วเธอก็พาเขาไปกินอาหารในร้านอาหารเผื่อเอาไว้ก่อนออกเดินทาง

          ถึงแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าร้านอาหาร แต่มันก็มีแค่เนื้อตากแห้ง ซุปผัก และขนมปังก้อนแข็งก็เท่านั้น ซึ่งมันแทบจะไม่มีรสชาติเลยสำหรับเขา เพียงคำแรกที่ได้ชิมเอิร์ธก็ยกส่วนของตนแก่คานาโกะทันที แล้วหยิบเอากล่องโปรตีนขึ้นมากินแทน ส่วนหญิงสาวก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรนอกจากรับส่วนของชายหนุ่มมากินด้วยความยินดี

          "ถ้านายไม่จัดการกับพวกปีศาจ หมู่บ้านนี้เองก็จะโดนโจมตีไม่ต่างกัน" ระหว่างทานอาหารคานาโกะก็พูดขึ้นมา เอิร์ธเหม่อตามองออกไปนอกร้านอาหารก็ได้พบเห็นความสงบสุขของหมู่บ้านแห่งนี้ พลางพยักหน้ารับคำพูดของหญิงสาวโดยไม่พูดอะไร

          หลังมื้ออาหารอันจืดชืดจบลง พวกเขาก็เริ่มออกเดินทางกันต่อ ตอนแรกคานาโกะคิดว่าจะทำการเช่าม้าเพื่อเดินทางไปเมืองฟรานซิสให้ถึงก่อนค่ำ แต่เมื่อมองพระอาทิตย์ที่ยังเคลื่อนมาไม่ตรงศรีษะ หล่อนจึงเปลี่ยนใจไปเดินเท้าเหมือนเดิมดีกว่า เอิร์ธเองก็ไม่พูดอะไรออกมา ไม่ใช่ว่าไม่ขัดข้อง แต่เขาขี่ม้าไม่เป็นต่างหาก

          ใครจะไปยอมบอกให้โง่เล่า...

          ทั้งสองก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้งทั้งที่พระอาทิตย์ยังเคลื่อนมาไม่ตรงศรีษะเลยด้วยซ้ำ แต่ยิ่งเดินทางเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะได้เข้าเมืองไปจองห้องพักในโรงแรมทัน ก่อนจะโดนพวกนักเดินทาง หรือนักผจญภัยจองตัดหน้าเสียก่อน

          การเดินทางผ่านไปอย่างราบรื่น ไม่ได้มีอีเว้นท์หวือหวา หรือแปลกประหลาดแต่อย่างใด หากเบื่อเอิร์ธก็จะยกเรื่องต่างๆขึ้นมาชวนคานาโกะคุยไปด้วย บางครั้งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลจำเป็นสำหรับการสำรวจ อย่างเช่น ตอนที่พวกผู้กล้าถูกอัญเชิญมาที่ดาวดวงนีัมีปัญหากับสภาพอากาศ หรือการหายใจหรือไม่ คำตอบที่ได้รับก็คือไม่มีปัญหาใดๆ เลยแม้แต่น้อย

          พวกเขาเดินสวนกับขบวนรถม้าบ้างเป็นบางครั้ง กาเดี้ยนหนุ่มก็ทักทายด้วยความเป็นมิตร คนในขบวนรถม้าบางคนก็ทักทายกลับมาบ้างตามประสานักเดินทางที่ได้พบหน้ากัน ส่วนทางด้านนักฆ่าสาวนั้นก็ยืนมองอยู่เงียบๆ ถึงแม้ว่าจะถูกพวกผู้ชายในขบวนรถม้าจ้องมองเธอก็ไม่สนใจ 

          "ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เลยนะเธอเนี่ย"

          "..."

          กาเดี้ยนหนุ่มพูดแซวต่อท่าทางเฉยเมยของหญิงสาวข้างหน้า แต่สิ่งที่ได้ตอบรับกลับมามีเพียงความเงียบเท่านั้น เห็นดังนั้นเอิร์ธจึงยักไหล่ไม่ใส่ใจ พลางเอามือจกกระเป๋ากวาดสายตามองข้างทางฆ่าเวลา

          หากเดินไปตามปกติจะใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองฟรานซิส หากพวกเขาออกเดินทางกันหลังเที่ยง แล้วต้องการจะไปให้ถึงเมืองก่อนค่ำจะต้องเช่าม้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ด้วยความที่เอิร์ธวิ่งไปจัดการกับพวกออร์คแล้วเดินทางมาหมู่บ้านถัดไปนั้น ทำให้เวลาถูกย่นลงจนไม่จำเป็นต้องรีบเดินทางแต่อย่างใด

          "หือ... นั่นมันอะไรน่ะ?" เดินเท้ากันมาสองชั่วโมงในที่สุดก็ได้พบกับอีเว้นท์ประจำต่างโลกเสียที ข้างหน้าไม่ไกลมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ข้างทาง มีคนอยู่ประมาณ 6 คน โดยมี 2 คน สวมชุดเนื้อผ้าอย่างดีคล้ายพ่อค้า กับอีก 4 คนสวมชุดเกราะหนังคล้ายคนคุ้มกัน กำลังเดินวนรอบๆรถม้าอยู่ เอิร์ธหรี่ตาลงด้วยความสงสัยขณะเดินไปข้างหน้าด้วยความเร็วปกติ

          ทางด้านคานาโกะ เธอแทบจะไม่สนใจกลุ่มรถม้าเลยแม้แต่น้อย แค่เหล่ตามองครู่เดียวก่อนจะเดินตรงไปข้างหน้าต่อ ต่างจากคนข้างหลังที่ให้ความสนใจแบบออกหน้าออกตา

          เมื่อเข้ามาใกล้ชายหนุ่มก็พบว่าสาเหตุที่รถม้าคันนี้จอดอยู่ข้างทางนั่นก็ เพราะว่าล้อรถม้าข้างหนึ่งได้หลุดออกมากองแผ่อยู่บนพื้น คนที่เหมือนจะเป็นพ่อค้าทำสีหน้าลำบากใจ แต่พอได้เห็นกลุ่มของเอิร์ธแล้วเขาก็โบกมือเรียกด้วยสีหน้ามีความหวัง

          การกระทำนั้นส่งให้นักฆ่าสาวต้องเบ้ปาก "พวกเจ้าทั้งสองคนช่วยพวกข้าหน่อยจะได้หรือไม่?" คนที่ใส่ชุดเหมือนพ่อค้าส่งเสียงเรียก กาเดี้ยนหนุ่มเห็นท่าทางของหญิงสาวแล้วก็ยักไหล่ก่อนจะเดินตรงไปหากลุ่มคนตรงหน้าอย่างช่วยไม่ได้

          "รถม้าเสียเหรอครับ?" เอิร์ธถามทันทีที่ไปถึง พลางมองล้อซ้ายด้านหลังที่หลุดออกมา พ่อค้าหนุ่มพยักหน้าด้วยสีหน้าลำบากใจแล้วกล่าว

          "ก็ไม่เชิงหรอก แต่ล้อด้านหลังมันดันหลุดออกเนี่ยสิ แค่ตอกตะปูยึดติดก็เดินทางต่อได้แล้ว แต่เผอิญพวกข้าไม่มีใครพกอุปกรณ์การช่างมาเลยเนี่ยสิ"

          "อ่อ... เหรอครับ"

          กาเดี้ยนหนุ่มส่งเสียงตอบรับพลางเดินอ้อมรถม้าไปด้านที่ล้อหลุดออก ก่อนจะทำการหยิบตะปูยาวออกมาจากช่องเก็บของจากมุมอับขณะเดินอ้อมรถม้า แล้วหยิบล้อที่ตกขึ้นมาจ่อกับตรงจุดที่ล้อหลุดออกมา เขาทำการยกตัวรถขึ้นด้วยมือข้างซ้ายแล้วใช้ตะปูยาวในมือแทงตรงกลางล้อทะลุเข้าไปยึดติดกับตัวรถโดยไม่ต้องใช้ค้อนเลย

          ความรู้สึกไม่ต่างจากการสอดเข็มเล็กเข้าไปในโฟมเลยแม้แต่น้อย "เอาล่ะเสร็จละ" เอิร์ธยันตัวลุกขึ้นพร้อมกับพูดออกมาท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เพื่อไม่ให้ล้อรถแน่นเกินไปชายหนุ่มจึงยกตัวรถม้าขึ้นให้ล้อลอย แล้วทำการหมุนล้อไปมา

          "ข้าต้องขอบคุณท่านจริงๆ ท่านนักเดินทาง" เมื่อกาเดี้ยนหนุ่มวางรถม้าลง พ่อค้าชราอีกคนก็เดินเข้ามาก้มหัวขอบคุณเขาด้วยความซาบซึ้ง ส่วนเอิร์ธนั้นก็ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับพวกเขา

          "ไม่เป็นไรหรอกครับ พวกเราก็แค่ผ่านทางมาเท่านั้นเอง" ชายหนุ่มตอบกลับไปด้วยท่าทางถ่อมตน เห็นดังนั้นพ่อค้าชรา และพ่อค้าหนุ่มก็ยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งที่ได้มาพบกับคนดีๆ ซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคสมัยนี้

          ทางด้านผู้คุ้มกันทั้ง 4 นั้น พวกเขากำลังจ้องมองความงดงามของคานาโกะไม่วางตาด้วยความหลงไหล แต่นักฆ่าสาวก็มิได้นำพา ยืนกอดอกมองเอิร์ธว่าจะทำอย่างไรต่อไปอยู่เงียบๆ

          พ่อค้าชราคุยกับชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม "ท่านสนใจจะเดินทางไปเมืองฟรานซิสกับพวกข้าหรือไม่? ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณท่านที่ช่วยพวกเรา" พอพ่อค้าชราได้ยินว่าเอิร์ธจะเดินทางไปพักที่เมืองฟรานซิส ตนจึงเสนอให้การช่วยเหลือด้านการเดินทาง

           เอิร์ธยืนครุ่นคิดซักพัก ถึงแม้ว่าการเดินเท้าจะไม่มีปัญหาอะไร ด้วยแรงโน้มถ่วงอันน้อยนิดทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย แต่การที่ได้นั่งบนรถม้าสบายๆก็เป็นความคิดที่ไม่เลว พอลองเหล่มองปฏิกิริยาของคานาโกะก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีท่าทางปฏิเสธแต่อย่างใด "ถ้าอย่างงั้นผมก็ขอติดตามไปด้วยละกันครับ ผมกับเพื่อนเองก็เดินเท้ากันมานานพอสมควรแล้วด้วย" ชายหนุ่มตอบตกลงข้อเสนอของพ่อค้าชรา ได้ยินดังนั้นพ่อค้าชราก็สั่งให้ทุกคนออกเดินทางต่อ โดยมีพ่อค้าหนุ่มเชื้อเชิญพวกเขาทั้งสองให้ขึ้นไปนั่งบนรถม้าขนของที่ยังพอเหลือที่นั่งอยู่

          พ่อค้าชราขึ้นไปนั่งหน้ารถม้าเพื่อทำหน้าที่สารถี ขณะเดียวกันพวกผู้คุ้มกันก็กระจายกำลังกันล้อมรอบรถม้าเอาไว้ แต่ละคนมีพลังต่อสู้ประมาณ 10-18 ถือว่าแข็งแกร่งพอๆกับทหารธรรมดา อาจจะพอต้านทานพวกโจรเกือบสิบคนได้อยู่

          ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าพวกผู้คุ้มกันมักจะชอบแอบมองเข้ามาในรถม้าเป็นครั้งคราวจากทางด้านหลังเพื่อเชยชมความงดงามของหญิงสาวผมแดงเป็นครั้งคราว พวกเขาสลับที่กันแทบจะทุกๆห้านาที เปลี่ยนคนคุ้มกันจากข้างหน้ามาที่ข้างหลังเพื่อมองดูสาวงาม ถือว่าเป็นการแบ่งปันอาหารตาให้เท่าเทียมกันได้ดีเลยทีเดียว

          มีบางครั้งที่พวกเขาจะมองมาที่เอิร์ธด้วยสายตาอิจฉาเล็กน้อย ถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้ให้ความสนใจ คุยเล่นกับพ่อค้าหนุ่มซึ่งเขาพึ่งจะมารู้ทีหลังว่าเป็นลูกชายของพ่อค้าชรานั่นเอง "ปกติพวกคุณจะค้าขายอะไรกันเหรอครับ?" กาเดี้ยนหนุ่มชวนพ่อค้าตรงหน้าคุยเล่นฆ่าเวลา ผู้ถูกถามเหล่มองกล่องสินค้าที่กินอาณาเขตในตัวรถม้าไปเกินครึ่งก่อนจะตอบ

          "ปกติข้า กับพ่อข้าจะนำเข้าเสบียงให้กับกิลด์การค้าบ่อยๆน่ะ อย่างพวกเนื้อแห้ง หรือขนมปังพวกนี้"

          "อ่อ... เดี๋ยวนี้อาหารค่อนข้างขาดแคลนเหรอครับ?"

          "ก็ไม่เชิงหรอก มันมักจะเกิดการปะทะระหว่างพวกปีศาจกับทหารแถวชายแดนบ่อยมากขึ้น เหล่าหัวเมืองต่างๆที่อยู่ใกล้ชายแดนก็เริ่มกว้านซื้อเสบียงจากกิลด์การค้า หรือเมืองใกล้เคียงเพื่อส่งไปช่วยเหลือทหารที่ประจำอยู่บริเวณชายแดน ทำให้การนำเข้าเสบียงให้กับกิลด์การค้าถือว่าให้กำไรได้ดีเลยทีเดียว"

          พ่อค้าหนุ่มตอบคำถามของเอิร์ธโดยไม่มีความหวงแหนข้อมูลเลยแม้แต่น้อย แสดงถึงวิกฤตสงครามในสมัยนี้ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่พ่อค้าหนุ่มต้องการจะสื่อก็คือต้องการช่วยเหลือทหารที่ปกป้องประเทศตนจากการรุกรานของพวกปีศาจ

          ส่วนคานาโกะนั้นก็ไม่ค่อยให้ความสนใจกับบทสนทนามากนัก เธอกลับนั่งกอดอกหลับตาบนรถม้าอยู่เงียบๆ ปล่อยให้พวกผู้คุ้มกันจ้องมองเธอต่อไปอย่างไม่สนใจ ราวกับถูกมองจากพวกแมลงอย่างไรอย่างนั้น

          ความสงบของการเดินทางผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นแต่อย่างใด จนกระทั่งรถม้าขนสินค้าได้เคลื่อนตัวเข้ามาในเขตของผู้อยู่อาศัยที่มีบ้านเรือนอยู่ตามรายทาง สุดสายตาเองก็มีกำแพงเมืองอันเป็นเป้าหมายตั้งตระหง่านอย่างน่าเกรงขาม รถม้าค่อยๆเคลื่อนตัวไปจนกระทั่งถึงประตูเมืองที่มีทหารคอยทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง มีผู้คน และรถม้าต่อแถวกันเพื่อเข้าเมืองไม่ยาวมากนัก

          รอไม่นานนักก็มาถึงคิวรถม้าขนสินค้าที่ทั้งสองโดยสารอยู่ พ่อค้าชราทำการหยิบเหรียญตราสีทองขึ้นมาให้ทหารดู พวกทหารตรวจเหรียญตราซักพักแล้วคืนให้กับพ่อค้าชรา ก่อนจะอนุญาตให้พวกเขาเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย

          พ่อค้าหนุ่มสังเกตเห็นสีหน้าสงสัยของกาเดี้ยนหนุ่มจึงเปิดปากอธิบาย "นั่นเป็นเหรียญตราที่แสดงถึงการเป็นสมาชิกของกิลด์การค้า หากมีมันก็สามารถเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องตรวจสอบประวัติ เหมือนกับเหรียญตราของนักผจญภัยที่คุ้มกันพวกเราทั้ง 4 คนนั้น" เขาอธิบายพลางชี้ไปยังผู้คุ้มกันทั้งสี่ยื่นเหรียญตราสีแดงให้ทหารดู ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้เข้าเมืองได้อย่างง่ายดายเช่นกัน

          ผู้คุ้มกันทั้งสี่เดินมาคุยกับพ่อค้าชรา พลางยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับปากกาขนนก และกล่องใส่หมึกให้กับพ่อค้าชรา พ่อค้าชราหยิบกระดาษ และปากกาขนนกไป จุ่มปลายปากกาขนนกลงในกล่องหมึก ก่อนจะเซ็นลงบนกระดาษ แล้วยื่นคืนให้กับพวผู้คุ้มกันทั้งสี่ 

          พวกผู้คุ้มกันกล่าวลาก่อนจะเดินจากไป จากคำอธิบายของพ่อค้าหนุ่มดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำภารกิจคุ้มกันรถม้าสินค้าคันนี้ ส่วนกระดาษที่ให้พ่อค้าชราเซ็นนั้นคงจะเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าทำภารกิจสำเร็จ คาดว่านอกจากกิลด์การค้าแล้ว อาจจะมีกิลด์นักผจญภัยเหมือนกับในนิยายเป็นแน่

          เมื่อมาถึงเมืองอันเป็นเป้าหมายแล้วเอิร์ธ และคานาโกะก็ได้ลงจากรถม้า ชายหนุ่มกล่าวลาพ่อค้าพ่อลูกก่อนจะแยกตัวออกมาเพื่อค้นหาโรงแรมที่พักสำหรับคืนนี้ โดยมีหญิงสาวผมแดงทำหน้าที่เป็นผู้นำทางเช่นเดิม

          "หาอะไรกินก่อนไหม? มันใกล้จะมืดแล้วนะ" เอิร์ธเอ่ยถามพลางมองท้องฟ้าเริ่มย้อมไปด้วยสีส้ม แสดงถึงพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับขอบฟ้าอยู่รอมร่อ

          "เราควรจะหาที่พักกันก่อน" คานาโกะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงยักไหล่ว่าอย่างไรก็ว่าตามอย่างนั้นปล่อยให้ผู้ชำนาญเป็นคนตัดสินใจ ส่วนเขาก็เป็นผู้ตามที่ดีก็พอ

          คานาโกะนำทางไปตามถนนอันเต็มไปด้วยผู้คนอย่างชำนิชำนาญ หลบหลีกผู้คนที่เดินสวนมาอย่างคล่องแคล่ว ทางด้านเอิร์ธเองก็ตามมาติดๆไม่ห่างกัน จนกระทั่งมาหยุดยืนตรงหน้าอาคารหลังหนึ่งคล้ายโรงแรม โดยไม่รอช้าหญิงสาวก็ได้เดินนำเข้าประตูโรงแรมทันที

          คานาโกะเดินไปหยุดยืนหน้าเคาเตอร์ด้วยสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ ส่งผลให้พนักงานต้อนรับถึงกับชะงักเลยทีเดียว "ม... มากี่คนคะ?" พนักงานโรงแรมสาวถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พลางเหล่มองบุรุษร่างสูงชุดดำเดินตามมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังของหญิงสาวผมแดง

          "มา 2 คน ขอ 2 ห้อง พัก 1 คืน"

          นักฆ่าสาวตอบกลับไปด้วยประโยคสั้นกระทัดรัด พร้อมกับวางเหรียญทองแดง 10 เหรียญลงบนโต๊ะอย่างช่ำชอง "เข้าใจแล้วค่ะ" พนักงานสาวเอ่ยตอบรับพลางหยิบกุญแจห้องขึ้นมา 2 อัน ยื่นให้แก่หญิงสาวผมแดง "เดี๋ยวทางเราจะเรียกคนนำทางไปห้องพักให้นะคะ เรีย! มานี่หน่อยสิ" พนักงามสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะหันไปตะโกนเรียกเด็กสาวผมยาวสีเขียวคนหนึ่ง เด็กสาวคนนั้นตอบรับด้วยน้ำเสียงสดใสร่าเริง แล้ววิ่งมาที่เคาเตอร์อย่างกระตือรือร้น

           "มาแล้วค่า~ ต้องการให้หนูช่วยอะไรเหรอคะ?" เด็กสาวนามว่าเรียถามด้วยน้ำเสียงสดใส พลางหันมามองสำรวจเอิร์ธ และคานาโกะไปด้วย

          "ช่วยนำทางลูกค้าทั้งสองท่านไปห้อง 34 กับห้อง 35 หน่อยนะจ๊ะ" พนักงานสาวลูบผมของเรียอย่างอ่อนโยน เด็กสาวเรือนผมสีเขียวได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับอย่างแข็งขัน 

          "เข้าใจแล้วค่า~ ท่านลูกค้าเชิญทางนี้เลย" เรียเดินนำทางออกมาพร้อมกับเรียกพวกเขาด้วยน้ำเสียงสดใส คานาโกะหยิบกุญแจสองอันขึ้นมาก่อนจะเดินตามเด็กสาวขึ้นบันได พร้อมกับเอิร์ธเดินตามหลังมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดูต่อท่าทางของเด็กสาวคนนั้น

           เรียเดินขึ้นบันไดอีก 2 ชั้น ก่อนจะเดินนำทางไปตามทางเดินของชั้นที่สาม พวกเขาเดินผ่านห้องพัก 3 ห้อง ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูของห้องหนึ่ง "นี่คือห้องของพี่สาวนะคะ ส่วนห้องด้านข้างก็เป็นห้องของพี่ชาย ถ้าต้องการจะสอบถามอะไรก็ลงไปถามหน้าเคาเตอร์ชั้นแรกนะคะ หนูขอตัวไปทำงานต่อก่อนนะคะ" เด็กสาวเรือนผมสีเขียวชี้ไปไปยังบานประตูไม้ตรงหน้า และประตูไม้บานถัดไป ก่อนจะขอตัววิ่งลงบันไดไป

          "เป็นเด็กสาวที่กระตือรือร้นดีนะ" เอิร์ธเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มเอ็นดู คานาโกะไม่ตอบอะไรนอกจากโยนกุญแจ 1 อัน ส่งให้แก่เขา ก่อนจะไขประตูเดินเข้าไป ชายหนุ่มรับกุญแจมาด้วยรอยยิ้มเจื้อนพลางไขประตูห้องของตนเข้าไปด้วยเช่นกัน

          ห้องพักของเขาเป็นห้องที่มีขนาดเล็ก มีแค่เตียง 1 ตัว  และโต๊ะข้างเตียงที่มีตะเกียงวางอยู่บนโต๊ะ ส่วนผนังข้างเตียงอีกฝั่งก็เป็นหน้าต่างเผยให้เห็นบ้านเรือนที่ทำจากไม้ และหิน ตัวเตียงทำจากไม้ที่นอนถูกปูด้วยฟางแห้งและขนสัตว์เท่านั้น ส่วนหมอนหนุนหัวก็ทำจากขนแกะยัดใส่ในถุงหนังสัตว์เท่านั้น

          "โคตรไฮเทค" กาเดี้ยนหนุ่มกล่าวประชดก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง พลางเหล่มองออกไปนอกหน้าต่าง ทว่าทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นส่งให้ชายหนุ่มต้องยันตัวลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู เผยให้เห็นหญิงสาวผมแดงที่กำลังยืนกอดอกรออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าตายด้าน

          "ไปหาข้าวกินกันได้แล้ว... เอ่อ... ถ้าฉันมากวนนายตอนกำลังสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอยู่ก็ขอโทษด้วยนะ"

          "ใช่ซะที่ไหนล่ะเฟ้ย!!!"



_______________________________________________________________________________________

           มาต่ออีกตอนแล้วนะครับ~ ตอนนี้อาจจะอัพช้าหน่อยเพราะผมเปิดเรียนแล้ว อาจจะได้อัพสัปดาห์ละ 1-2 ตอน ยังไงก็ขออภัยด้วยนะครับ รู้สึกว่าคอมเม้นมันเริ่มน้อยลงยังไงไม่รู้สิ แต่ก็ไม่เป็นไร ถ้าท่านนักอ่านอ่านแล้วสนุกผมก็ดีใจแล้วล่ะครับ สุดท้ายนี้ก็อย่าลืมคอมเม้นเป็นกำลังใจให้กับผมเยอะๆนะครับ~~~~~



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 93 ครั้ง

282 ความคิดเห็น

  1. #139 pegger15384 (@pegger15384) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 / 15:01
    555+ ตลกดี
    #139
    0
  2. #131 livlivliv (@lastathenaclub) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 00:02
    เล่นมุขหน้านิ่งก็ได้หรอ 5555
    #131
    0
  3. #123 Waiwit (@Waiwit) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 18:40
    อย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้งแล้วปล่อยให้หมู่บ้านโดนโจมตีเหรอ หึ ไม่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สักหน่อยตัวไหนทำเลวก็แค่ฆ่ามันก็จบก่อนที่มันจะไปก่อเรื่องที่อื่น
    #123
    1
    • #123-1 Angel war (@asdfghjkl12) (จากตอนที่ 8)
      26 มิถุนายน 2560 / 19:13
      คุณนี่ดาร์กใช้ได้เลยนะครับเนี่ย หึหึ 'w'
      #123-1
  4. #34 Mr_EarthQuake (@Mr_EarthQuake) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 21:10
    ฮือ สงสารเด็ก T_T
    #34
    0
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. #27 FUS RO DAH (@chainpotha) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 19:51
    ที่คานาโกะพูดมันก็ไม่ถูกนะ ถึงแม้แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกนั้นอาจจะทำเพื่อความอยู่รอดก็ได้ เอิร์ธนี่ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ในเมื่อมีกฎที่ถูกสอนมาว่าทุกเผ่าพันธ์ต้องเท่าเทียมกันก็น่าจะตระหนักในเรื่องนี้ได้ดีไม่ใช่เรอะ แต่ก็ว่าอะไรไม่ได้เห็นเด็กถูกฆ่าตายต่อหน้าเป็นใครก็ต้องของขึ้ันกันทั้งนั้นแหละ
    #27
    2
    • #27-2 FUS RO DAH (@chainpotha) (จากตอนที่ 8)
      24 เมษายน 2560 / 15:45
      พอดีผมเป็นพวกรักเด็กน่ะครับ รู้สึกเห็นคุกอยุ่รำไร '-')
      #27-2
  7. #26 baimon2003 (@baimon2003) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2560 / 19:25
    เอิร์ธอย่าไปคิดแบบคานาโกะเอาตามสภากาเดี้ยนสิทุกเผ่าพันธ์ต้องเท่าเทียมอย่าเห็นแก่เผ่าเดียวกันอย่าเห็นแก่เพศอย่าเห็นแก่อายุ และคราวหลังอย่าเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง!~
    #26
    0