THE GUARDIAN I ผู้พิทักษ์ป่วนต่างโลก

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 5 ภายในความมืดมิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,823
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 123 ครั้ง
    10 พ.ย. 61

THE GUARDIAN I  ผู้พิทักษ์ป่วนต่างโลก
ตอนที่ 5 ภายในความมืดมิด



          ในตอนนี้เอิร์ธ และคานาโกะกำลังยืนอยู่บนถนนที่ตัดผ่านป่าเพื่อมุ่งสู่ท่าเรือ แต่คาดว่าคงจะยังไปไม่ถึงในเร็วๆนี้หรอก เนื่องจากพระอาทิตย์เองก็ใกล้จะลาลับขอบฟ้าอยู่รอมร่อ นอกจากนี้พวกเขายังถูกล้อมรอบด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนประมาณสิบกว่าคนสวมชุดที่ทำจากหนังสัตว์ พร้อมกับถือดาบ และขวานไว้ในมือ

          "เฮ้! พวกแกทั้งสองคนน่ะ! ถ้ายังไม่อยากตาย ก็ส่งของมีค่ามาให้หมด! แล้วก็ผู้หญิงผมแดงคนนั้นต้องมากับพวกข้า! หึ หึ" เสียงคำรามของชายหน้าบากร่างโตคาดว่าจะเป็นหัวหน้ากลุ่มดังขึ้น พร้อมกับใช้สายตาอันน่ารังเกียจโลมเลียร่างกายของคานาโกะตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

          "ไอหยา~ อีเว้นท์ตามคอนเซ็ปนิยายต่างโลกโผล่มาแล้ว" เอิร์ธพูดออกมาพลางยิ้มแห้งๆ เมื่อได้พบกับฉากอันแสนจะคุ้นตา ซึ่งมีแทบทุกเรื่องในนิยายแฟนตาซีที่เขาเคยอ่าน ในตอนนี้กาเดี้ยนหนุ่มไม่ได้สวมเซ็ตเสื้อผ้าชุดดำแล้ว แต่เป็นเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กับกางเกงลายพลาง ส่วนรองเท้าก็เป็นรองเท้าแทคติคอลสีดำแบบที่ทหารใช้สำหรับการเดินทางไกล

          เอิร์ธกวาดสายตาไปโดยรอบก่อนจะหันไปกระซิบกับคานาโกะ "นี่ๆ เธออยู่ที่นี่ในฐานะผู้กล้ามาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเจ้าพวกนี้ถึงไม่รู้จักเธอล่ะ?" คำถามของชายหนุ่มส่งให้นักฆ่าสาวต้องมีสีหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบด้วยเสียงอันเบาหวิว

          "ฉันทำหน้าที่เป็นสายลับประจำประเทศ คนที่รู้ว่ามีฉันอยู่ก็มีแค่พระราชา ทหารองครักษ์ แล้วก็พวกคนรับใช้เท่านั้นแหละ"

          "จืดจางจังนะ เธอเนี่ย"

          "..."

          นักฆ่าสาวไม่ตอบกลับนอกจากส่งสายตาอำมหิตใส่คนข้างกายเท่านั้น ส่งให้กาเดี้ยนหนุ่มต้องถอยออกไปพร้อมกับรอยยิ้มเจื้อน "พวกแกซุบซิบอะไรกันอยู่วะ!? ถ้าไม่รีบส่งของมีค่ามาล่ะก็... ระวังจะศพไม่สวยนะโว้ย!" หัวหน้าโจรบันดาลโทสะตะคอกออกมาอย่างเหลืออดเมื่อตนโดนเมินจากสองหนุ่มสาวตรงหน้า ส่วนพวกลูกน้องเองก็มีสีหน้าแววตาอันแสนน่ารังเกียจขณะจ้องมองเรือนร่างของคานาโกะ โดยเฉพาะสะโพกของหล่อนที่เด่นชัดเป็นพิเศษ

          "เอาไงต่อ?" เอิร์ธเอ่ยถามคนข้างกายซึ่งน่าจะคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ที่สุด คานาโกะปรายตาไปรอบๆก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

          "ฆ่าหมกป่าให้หมด"

          "ห้ามทำแบบนั้นเลยนะเฟ้ย!"

          หัวหน้าโจรมองภาพการตบมุกระหว่างทั้งสองก็เริ่มโกรธจัด ก่อนจะชี้ปลายดาบไปยังทั้งสองอย่างเหลืออด "ฆ่าไอผู้ชายนั่นซะ! ส่วนผู้หญิงก็ฉุดมันมาเป็นของเล่นของพวกเรา!" สิ้นเสียงคำรามของหัวหน้าโจร พวกลูกน้องโจรก็พากันร้องเฮโลบุกเข้าใส่พวกเขาทันที

          "ห้ามฆ่านะ!" เอิร์ธร้องเตือนเมื่อเห็นว่าคานาโกะกำลังชักมีดสั้นออกมา เธอเม้มปากด้วยความไม่พอใจก่อนจะเก็บมีดกลับเข้าซอง พลางตั้งท่าเตรียมต่อสู้ด้วยมือเปล่า

          หลังจากลองสแกนพลังของโจรพวกนี้ดูแล้ว พวกลูกน้องมีพลังแค 8 - 16 เท่านั้น ส่วนหัวหน้าโจรก็มีพลังเพียงแค่ 19 เรียกได้ว่าแค่ให้คานาโกะคนเดียวรับมือกองโจรพวกนี้ด้วยมือเปล่าก็เหลือแหล่แล้ว

          โจรสามคนวิ่งมาทางเอิร์ธ ในขณะที่โจรอีกสองคนวิ่งไปทางคานาโกะ ส่วนพวกที่เหลือก็ยืนดูเชิงอยู่วงนอก คมดาบ และคมขวานต่างพุ่งฟันใส่เขาโดยไม่ลังเล บ่งบอกได้ว่าโจรพวกนี้ทำเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่กระนั้นเมื่อศาสตราวุธได้ปะทะเข้ากับร่างของชายหนุ่ม คมอาวุธก็พลันถูกสะท้อนกลับไปราวกับฟันใส่กำแพงเหล็กมิปาน โดยที่กาเดี้ยนหนุ่มไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนต์ป้องกันเลยแม้แต่น้อย

          ไม่เสียเวลารอให้พวกโจรทั้งสามคนหายจากอาการงุนงง ชายหนุ่มก็ได้ฟาดสันมือหักแขนข้างที่ถือดาบของพวกโจร พร้อมกับเตะหักขาพวกมันให้ไม่สามารถขยับตัวได้อีก แล้วจัดการรวบเอาดาบ และขวานมาไว้ในมือ ก่อนจะจัดการบี้อาวุธของพวกมันโดยการใช้มือข้างซ้ายดันส่วนปลายของดาบ และขวานลงไป ส่วนมือขวาก็จับด้ามของอาวุธทั้งสามชิ้นเอาไว้ แล้วทำการปั้นมันให้กลายเป็นก้อนเหล็กต่อหน้าต่อตาพวกโจร

          ในขณะเดียวกันคานาโกะเองก็เตะต่อยโจรสองคนให้ลงไปหมอบกับพื้น ทั้งกระดูกแขนขาหักบ้าง กระดูกซี่โครงหักบ้าง แต่ก็ไม่ถึงแก่ชีวิตตามที่เอิร์ธได้ขอไว้ ส่วนพวกโจรที่ล้อมรอบอยู่นั้นก็อ้าปากค้างต่อการกระทำอันเหนือมนุษย์ของทั้งสอง โดยเฉพาะชายหนุ่มในชุดเดินป่าที่โยนก้อนเหล็กซึ่งเคยเป็นอดีตอาวุธทิ้งไปข้างหลังอย่างไม่แยแส

          หัวหน้าโจรได้เห็นภาพตรงหน้าก็ลอบเหงื่อตก "ย... ยืนบื้ออะไรอยู่วะ! พวกเรามีเยอะกว่านะ อย่าไปกลัวมันสิวะ!" คำสั่งของหัวหน้าโจรหน้าบากแทบจะไม่เข้าหูของลูกน้องโดยรอบเลยแม้แต่น้อย พวกมันเริ่มถอยหลังด้วยความหวาดกลัวที่เริ่มเกาะกุมจิตใจ

          คานาโกะเริ่มรำคาญจึงพุ่งตัวเข้าไปซัดพวกโจรที่ยังคงยืนอ้ำอึ้งเสียเอง เห็นดังนั้นพวกมันจึงได้สติง้างอาวุธฟาดคมดาบ และคมขวานเข้าใส่สตรีสาวตรงหน้าโดยไม่สนใจอีกต่อไปแล้วว่าคนที่ตนคิดจะเอามาเป็นของเล่นจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

          นักฆ่าสาวเบี่ยงตัวหลบด้วยความว่องไว แล้วซัดหมัด และเท้าใส่พวกโจรให้ล่วงไปทีละคน ใครที่คิดจะหนีก็จะโดนเข็มอาบยาชาของเธอซัดเข้าใส่บริเวณลำคอจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ ส่วนกาเดี้ยนหนุ่มน่ะหรือ? กำลังยืนมองฉากการไล่กระทืบอยู่ฝ่ายเดียวของหญิงสาวอย่างสบายใจเฉิบอยู่น่ะสิ

          หัวหน้าโจรกัดฟันแน่น ก่อนจะรีบวิ่งเข้าข้างหลังของเอิร์ธพร้อมกับง้างดาบในมือฟันเข้าใส่ด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ยังไม่ทันที่ปลายดาบจะทันได้สัมผัสปลายเส้นผมของคนตรงหน้า ชายหนุ่มก็ได้เอี้ยวตัวเอามือมาปัดดาบเบาๆ ส่งผลให้ดาบถึงกับหักครึ่งปลิวไปปักบนต้นไม้

          ประจวบเหมาะกับลูกน้องโจรคนสุดท้ายได้ถูกคานาโกะซัดจนสลบเหมือดไป หัวหน้าโจรก้าวถอยหลังด้วยใบหน้าซีดเผือด เอิร์ธส่งยิ้มให้ก่อนจะจัดการเตะหักเข่าข้างขวาของหัวหน้าโจรให้ล้มลงไปร้องโอดโอยอยู่กับพื้น "อ้าก!!! ขาข้า! ขาข้า!!!" เสียงคร่ำครวญของมันดังระงมสอดประสานกับเสียงร้องของพวกลูกน้องที่มีชะตากรรมไม่ต่างกัน

          "เอาไงต่อดี?" เอิร์ธหันไปถามคานาโกะพลางกวาดสายตามองสภาพอันน่าอนาถของพวกโจรแต่ละคน หญิงสาวครุ่นคิดซักพักก่อนจะตอบกลับมา

          "มัดมากองรวมๆไว้ข้างทางละกัน เดี๋ยวก็คงจะมีทหาร หรือพวกพรานป่ามาเจอเข้าเองแหละ" นักฆ่าสาวตอบด้วยความไม่ค่อยมั่นใจนัก เพราะพวกเขาเดินออกมาห่างจากเขตที่อยู่อาศัยมากพอสมควร กาเดี้ยนหนุ่มยักไหล่ไม่ขัดข้อง เพราะตนเองก็ไม่รู้จะทำยังไงกับพวกโจรพวกนี้ดี ไม่ฆ่าทิ้งก็ถือว่าบุญโขแล้ว เขาหยิบเชือกออกมาจากฟังก์ชั่นช่องเก็บของมามัดพวกมันทีละคน แล้วนำมากองรวมกันที่ข้างทางใต้ต้นไม้ 

          ส่วนอาวุธก็กองไว้ข้างๆพวกมันนั่นแหละ ต่อให้พวกมันใช้อาวุธที่กองไว้ข้างตัวมาตัดเชือกก็ตัดไม่ขาดหรอก เพราะเชือกของเขามีความหนาเป็นพิเศษยากจะตัดให้ขาด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธธรรมดาของคนบนโลกนี้เลย ถ้าต้องการจะแก้เชือกให้ได้ก็คงต้องคลายปมกันเอาเอง

          เมื่อจัดการมัดพวกโจรที่กลายเป็นคนพิการเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เดินทางกันต่อ จนกระทั่งพระอาทิตย์ได้ลาลับขอบฟ้าไป "ตั้งแคมป์กันเถอะ เดินทางตอนกลางคืนมันลำบาก" เอิร์ธมองท้องฟ้าที่ใกล้จะหมดแสงลงไปทุกทีจึงได้กล่าวแนะนำคานาโกะที่เดินอยู่ข้างหน้า หญิงสาวเองก็ไม่ขัดข้องก่อนจะช่วยกันหาพื้นที่โล่งเพื่อตั้งแคมป์

         หากันอยู่ซักพักพวกเขาก็เจอที่โล่งเหมาะสมสำหรับตั้งแคมป์กลางป่า แถมบริเวณนี้ยังมีร่องรอยว่าเคยมีคนมาตั้งแคมป์หลายครั้งแล้วด้วย สังเกตได้จากเศษถ่านตรงกลางของที่โล่ง และหลุมเล็กๆที่ถูกเจาะทำฐานกระโจม

          เอิร์ธหยิบไฟฉายสองกระบอกออกมาจากช่องเก็บของยื่นให้คานาโกะหนึ่งอัน ทั้งสองช่วยกันค้นหากิ่งไม้แห้งตามพื้นมาวางสุมไว้ตรงกลางก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบไม้ติดไฟง่าย และไฟแช็คออกมา แต่ก็ต้องเก็บไม้ติดไฟกลับเข้าไปเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าไฟในไฟแช็คนั้นน่าจะร้อนมากกว่าไฟในโลกนี้หลายขุม

          เป็นไปตามคาด เพียงแค่เขาจุดไฟไม่ติดเกิดเป็นประกายไฟเพียงครั้งเดียว มันก็เพียงพอจะให้กิ่งไม้แห้งที่นำมาสุมกองไว้ติดไฟได้อย่างง่ายดาย ส่วนคานาโกะก็สำรวจไฟฉายในมือ และไฟแช็คด้วยดวงตาเป็นประกาย หลังจากห่างเหินจากสิ่งของในโลกเก่ามานาน

          ต่อมากาเดี้ยนหนุ่มก็เริ่มตั้งเต็นท์ขนาดเล็กสำหรับนอนคนเดียว แต่เขาก็เป็นอันต้องชะงักเมื่อนักฆ่าสาวกลับยืนมองเขาตั้งเต็นท์โดยไม่ตั้งกระโจมของตนเอง แถมเท่าที่สังเกตดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้พกอะไรมาเลยนอกจากกระเป๋าสะพายข้างเอว

          "เออ... เธอไม่เอากระโจม หรือที่นอนมาเลยเหรอ?" คานาโกะได้ยินเช่นนั้นจึงส่ายหน้าเบาๆ

          "ไม่ได้เอามาหรอก เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปนอนบนต้นไม้เอง"

          คำตอบของนักฆ่าสาวทำให้ชายหนุ่มต้องตบหน้าตัวเองเบาๆ สุดท้ายเขาก็ต้องหยิบเต็นท์อันสำรองออกมากางให้หญิงสาว พร้อมกับยื่นถุงนอนอันสำรองออกมาแล้วยื่นให้กับเธอ

          "จะดีจริงๆเหรอ?" คานาโกะขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย เอิร์ธยักไหล่ไม่ใส่ใจพลางกับยัดเยียดถุงนอนใส่มือของเธอ

          "เอาไปเถอะ จะให้ผู้ชายอย่างฉันนอนในเต็นท์ แต่ผู้หญิงต้องนอนบนต้นไม้งั้นเหรอ แบบนั้นมันไม่ดูน่าเกลียดไปหน่อยรึไง" กาเดี้ยนหนุ่มกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินไปนั่งหน้ากองไฟ ส่วนนักฆ่าสาวก็มองถุงนอนในมือก่อนจะแบกถุงนอนเข้าไปวางในเต็นท์ แล้วเดินออกมานั่งหน้ากองไฟฝั่งตรงข้ามกับเอิร์ธ

          เธอมองชายหนุ่มหยิบเอากล่องอาหารออกมาจากช่องเก็บของ ก่อนจะเปิดฝากล่องเผยให้เห็นซุปสีขาว และก้อนกลมสีขาวอยู่ข้างใน เขาหยิบช้อนพลาสติกออกมาจากก้นกล่องแล้วทำการจ้วงตักซุปสีขาว พร้อมกับก้อนกลมสีขาวขึ้นมากิน

          ส่วนเธอเองก็เปิดกระเป๋าข้างเอวหยิบห่อใบไม้ออกมาเปิด เผยให้เห็นเนื้อแห้งแข็งๆ ที่ไม่ต่างจากเนื้อคลุกเกลือ เพื่อฆ่าเชื้อมันจึงถูกแช่ในแอลกอฮอล์ดีกรีสูง ซึ่งนั่นทำให้มันมีกลิ่นที่แย่มาก เพียงแค่เปิดใบไม้ที่ห่อมันเอาไว้ก็ทำให้กลิ่นนี่โชยหึ่งออกมาเลย

          กัดเข้าไปเพียงคำแรกเธอก็ถึงกับหน้ากระตุกต่อรสชาติของมัน แถมพอกินเข้าไปแล้วยังทำให้คอแห้งอีกต่างหาก "ถามจริง... อร่อยเรอะ?" เอิร์ธมองเนื้อแห้งในมือของคานาโกะด้วยความรู้สึกสยองก็ถามออกมา พลางพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกรัวๆ จากการไม่ถูกกับกลิ่นของเนื้อแห้งอย่างแรง

          "ไม่... แต่เพื่อความอยู่รอด" หญิงสาวตอบสั้นๆ ก่อนจะกัดเนื้อแห้งเข้าไปอีกคำ ด้วยสีหน้าเรียบเฉยอันเป็นปกติ ต่างจากเมื่อครู่ที่หน้ากระตุกรัวๆ ใครมาเห็นก็คงเดาได้เลยว่าหล่อนกำลังอดทนอยู่เป็นแน่แท้

          ด้วยความรับไม่ได้เอิร์ธจึงหยิบกล่องซุปโปรตีนออกมาจากช่องเก็บของ "อ่ะ เอานี่ไปกินแทนเจ้าเนื้อเน่านั่นดีกว่านะ" พูดจบกาเดี้ยนหนุ่มก็โยนกล่องซุปข้ามกองไฟโดยกะแรงโยนให้พอดี คานาโกะยื่นมือซ้ายที่ว่างอยู่มารับพลางมองกล่องซุปในมือ

          "จะดีเหรอ?"

          "เอาไปเหอะน่า เห็นเธอกินเนื้อเน่านั่นแล้วรู้สึกกินไม่ลง"

          นักฆ่าสาวห่อเนื้อแห้งแล้วเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าสะพาย เธอทำตามกาเดี้ยนหนุ่มหยิบเอาช้อนพลาสติกใต้กล่องออกมา ก่อนจะเปิดฝากล่องเผยให้เห็นซุปสีขาว และก้อนโปรตีนกลมสีขาวอยู่ข้างใน "นี่คือ?" คานาโกะเงยหน้าขึ้นมาถาม คนถูกถามเคี้ยวก้อนกลมเหนียวๆกลืนลงคอก่อนจะตอบคำถาม

          "ก้อนโปรตีนแหล่งพลังงานที่สำคัญสำหรับกาเดี้ยนน่ะ" ตอบเสร็จก็จ้วงช้อนลงไปตักขึ้นมากินต่อ หญิงสาวไม่ถามต่อนอกจากใช้ช้อนพลาสติกในมือตักซุปพร้อมกับก้อนกลมสีขาวขึ้นมา

          รสแรกที่สัมผัสได้คือความเหนียวนุ่มของก้อนโปรตีนที่อยู่ในปาก พร้อมกับน้ำซุปอันกลมกล่อมมีรสจืดค่อนไปทางหวาน เพียงคำแรกเธอก็รู้สึกได้ถึงแรงกายที่ฟื้นฟูขึ้นมาจนเต็มเปี่ยม ไม่รอช้าหญิงสาวจ้วงช้อนตักขึ้นมากินต่อทันที

          เพียงไม่นานท้องก็ถูกเติมเต็มพร้อมกับความรู้สึกแน่นท้องชวนให้รู้สึกง่วงนอน "ขอบคุณสำหรับอาหาร" คานาโกะกล่าวพลางยื่นกล่องอาหารอันว่างเปล่าให้กับเอิร์ธ กาเดี้ยนหนุ่มรับกล่องอาหารมาเก็บเข้าไปในช่องเก็บของก่อนจะยันตัวลุกขึ้นยืน

          "ไม่เป็นไร เข้านอนกันเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางกันแต่เช้า" เอิร์ธกล่าวพลางบิดขี้เกียจไปมา ทำให้มีเสียงกระดูกลั่นดังขึ้นได้ยินชัดเจน 

          คานาโกะยังคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ก่อนจะถาม "แล้วใครจะเฝ้าเวรก่อน?" คำถามของเธอส่งให้กาเดี้ยนหนุ่มผู้รักการนอนเป็นอันต้องชะงักกึก "หรือว่านายอยากให้ฉันเฝ้าคนเดียวทั้งคืน?" ตามมาด้วยคำถามต่อมาพร้อมกับคิ้วของนักฆ่าสาวที่ขมวดเข้าหากัน

          "อ่า... เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก" กาเดี้ยนหนุ่มฉีกยิ้มก่อนจะหยิบลูกบอลกลมสีเงินออกมาจากช่องเก็บของ เขาตั้งค่าบนหน้าต่างโฮโลแกรมของลูกบอลซักพักท่ามกลางสายตาสงสัยของหญิงสาว

          เมื่อจัดการตั้งค่าเสร็จสิ้นแล้วชายหนุ่มก็ยิ้มบางๆ "เอาล่ะนะ" แล้วทำการโยนลูกบอลสีเงินขึ้นฟ้า ลูกบอลสีเงินลอยขึ้นไปซักพักก็หยุดลอยค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะปล่อยม่านพลังสีใสออกมาครอบคลุมพื้นที่โล่งแห่งนี้

          "นี่คือ?" คานาโกะถามด้วยความสงสัยขณะมองบาเรียที่ครอบคลุมพื้นที่โล่งกลางป่าแห่งนี้ด้วยความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ

          กาเดี้ยนหนุ่มยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ "บาเรียน่ะ เอาไว้ปกป้องกาเดี้ยนขณะนอนหลับพักผ่อนระหว่างปฏิบัติภารกิจ ต่อให้เป็นขีปนาวุธยังยิงไม่เข้าเลยนะเออ" คำกล่าวของเขามันเกินจริงจนยากจะเชื่อ นักฆ่าสาวจึงเดินไปที่ม่านบาเรียก่อนจะชักมีดออกมาฟันสุดแรง แทนที่บาเรียจะได้รับความเสียหาย แต่มันกลับถูกสะท้อนกลับมาส่งร่างของเธอให้กระเด็นออกมา หญิงสาวตั้งสติหมุนตัวกลางอากาศก่อนจะลงเหยียบบนพื้นอย่างแผ่วเบา

          "ถ้าเชื่อแล้วก็เข้านอนกันเถอะ" เอิร์ธยักไหล่กล่าวพลางเดินกลับเข้าไปในเต็นท์ของตน คานาโกะจ้องมองบาเรียจุดที่ตนโจมตีซึ่งไร้รอยขีดข่วนซักพักก่อนจะหันหลังเดินเข้าไปในเต็นท์ของตน

          "ราตรีสวัสดิ์นะ"

          "อืม"

          กาเดี้ยนหนุ่มโบกมือกล่าวลาก่อนมุดเข้าไปนอน ส่วนนักฆ่าสาวเองก็ตอบกลับมาสั้นๆ แล้วมุดเข้าไปในเต็นท์ของตนเช่นเดียวกัน ทันทีที่ศรีษะถึงหมอนเธอก็ผลอยหลับไปด้วยอาการเหนื่อยล้าจากการเดินทางของวันนี้ในบันดล





          ณ สถานที่แห่งหนึ่งอันมืดมิด บนท้องฟ้านั้นมืดไร้แสงดาวอย่างน่าประหลาด ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงเท้าของคนผู้หนึ่งเดินอยู่ภายในความมืดคล้ายกับเสียงของรองเท้ามีส้น ก่อนที่เท้าของบุคคลปริศนาจะหยุดลง ตามมาด้วยเสียงทุ้มแหบแห้งของใครบางคนดังขึ้นมาภายในความมืดมิด

          "สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง... อานัวร์ รายงานมา" เสียงทุ้มดุดันของบุคคลปริศนาดังขึ้นก้องไปทั่วบริเวณเกิดเป็นเสียงสะท้อนไปมา ภายใต้ความมืดมิดก็ได้มีเสียงหวานพูดของอิสตรีนางหนึ่งดังขึ้นมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นเจ้าของเสียงเท้าในตอนแรก

          "สิ่งมีชีวิตที่เรียกตัวเองว่ากาเดี้ยนกระจายไปทั่วจักรวาลแล้วล่ะ เวลาเคลื่อนไหวไปทางไหนก็ลำบากไปซะหมด ส่วนอสูรสงครามที่ข้าส่งไปจัดการกับกาเดี้ยนกลุ่มหนึ่งตอนนี้มันก็กลับมาแล้ว แต่สภาพค่อนข้างเละไม่ใช่น้อย แต่ถ้าทำการรักษาไม่นานก็คงจะหาย" คำอธิบายคล้ายกับคำบ่นดังออกมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย เสียงทุ้มปริศนาครางออกมาเบา ๆ ก่อนจะคำรามด้วยน้ำเสียงดุดัน

          "ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว! ให้เรียกพวกมันว่าสวะ!!!"

          "อ... อึก ข... เข้าใจแล้ว..." อิสตรีปริศนาตอบรับด้วยน้ำเสียงอดกลั้นจากความกดดันที่บุคคลปริศนาแผ่ออกมา อีกฝ่ายครางออกมาก่อนจะถามอีกคำถาม

          "แล้วพวกของเราที่เจ้าส่งออกไปโจมตีเจ้าสวะที่ถือครองศาสตราศักดิ์ศิทธ์ล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?"

          "อ๋อ... ถ้าหมายถึงยานเดินทางของเจ้านั่นที่ข้าส่งพวกของเราไปโจมตีล่ะก็ มันล้มเหลวน่ะ ยานเดินทางของพวกกา... สวะ มันเปิดประตูมิติหนีไปก่อน" คำตอบของอิสตรีปริศนาสร้างความไม่พอใจแก่บุคคลปริศนาจนต้องพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ

          เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มไม่พอใจเธอก็พูดต่อ "แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่พวกของเราตนหนึ่งตามเข้าไปในประตูมิติไปสู่กาแล็คซี่อีกแห่งที่พวกกา... เอ่อ... สวะพวกนั้นยังไปไม่ถึง แต่น่าเสียดายที่พวกของเราตนนั้นได้สิ้นชีพไปเสียก่อน ทั้งที่ยังตามรอยไปไม่ถึงเลยแท้ ๆ" คำอธิบายของอิสตรีปริศนาเรียกความสนใจของบุคคลปริศนาขึ้นมาทันที มันเงียบไปซักพักก่อนจะพูดออกมา

          "ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็จงค้นหากาแล็คซี่แห่งนั้นให้พบ แล้วเจ้าก็ต้องส่งพวกของเราไปกลืนกินทีนั่นซะ ก่อนที่พวกสวะมันจะไปถึงก่อน"

          "รับทราบ"

          สิ้นคำรับเสียงรองเท้ามีส้นก็เดินจากไปทิ้งไว้แต่ความเงียบสงัดในความมืดมิดแห่งนี้อีกครั้ง "หึ หึ อีกไม่นานหรอก พวกสวะเอ๋ย... ข้าจะต้องทำให้จักรวาลกลับไปมืดมิดอีกครั้งให้ได้" เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าสะอิดสะเอียนดังก้องสะท้อนไปทั่ว

          ส่วนทางด้านอิสตรีปริศนานั้นก็ยังคงก้าวเดินต่อไปภายใต้ความมืดมิดไร้ซึ่งประกายแสง "เกลียดชะมัดเลยแฮะ เจ้าหมอนั่น" เสียงบ่นของเธอดังขึ้นเบา ๆ ขณะก้าวเดินต่อไปท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด ทันใดนั้นภาพ ๆหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาในความนึกคิดของเธอ

          มันเป็นภาพของท้องฟ้าสีครามยามบ่าย มันเป็นวันที่อากาศสดใสเหมือนกับทุกวัน แต่ทว่ามันก็ได้ปรากฏช่องว่างสีดำใจกลางท้องฟ้าขึ้นพร้อมกับสายฟ้าสีดำทมิฬแล่นไปมาอยู่ภายในนั้น นึกมาจนถึงตรงนี้อิสตรีปริศนาก็ต้องส่ายหัวสลัดความทรงจำนั้นออกไป

          "ไร้สาระชะมัด!"

          เธอสบถออกมาด้วยความฉุนเฉียวจากความทรงจำในสมัยก่อน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในความมืดมิดพร้อมกับเสียงเท้าที่ได้จางหายไป...






_______________________________________________________________________________________


          ลงสองวันติดเลย~ ทดแทนที่อาทิตย์นี้แทบไม่ได้อัพตอนใหม่เลย ปริศนาเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว แล้วบุคคลปริศนา และหญิงสาวปริศนาเป็นใครกันแน่!? ยังไงก็ต้องติดตามกันต่อไปนะครับ สุดท้ายนี้ก็ขอฝากนิยายของผมให้อยู่ในอ้อมอกของทุกๆท่านด้วยนะคร้าบ~


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 123 ครั้ง

282 ความคิดเห็น

  1. #205 inner (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 01:00
    เหมือนจะใจดีนะคับ มัดแล้วปล่อยทิ้งไว้น่ะ (ถ้าคนถูกมัดทิ้งไว้เนี่ยหมาดุๆหน่อยกัดตายได้นะคับ)
    #205
    0
  2. #78 Th_S (@bestzapasongsook) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 20:40
    นั้นนางเอกใช้ไหม???...นางเอกสิน่ะ (เดา)
    #78
    1
    • #78-1 Angel war (@asdfghjkl12) (จากตอนที่ 6)
      13 พฤษภาคม 2560 / 20:44
      หึหึ (ยิ้มแบบมีเลศนัย)
      #78-1
  3. #32 Mr_EarthQuake (@Mr_EarthQuake) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 20:36
    เดี๋ยวซักพักคงได้บวก กับคนที่เรียกว่าสวะละ555
    #32
    0
  4. #22 FUS RO DAH (@chainpotha) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 เมษายน 2560 / 21:18
    ระหว่างสองคนนี้ท่าทางดูจะมีซัมติงกันในอนาคต ส่วนสองคนที่อยู่ในความมืดนี่เป็นพวกที่รุกรานจักรวาลสินะ อาจจะเป็นระดับหัวหน้า
    #22
    0
  5. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  6. วันที่ 15 เมษายน 2560 / 23:08
    อยากตบไอคนที่ยอกให้เรียกสวะมากเลยครัว
    #20
    0