สายใยสวาท

ตอนที่ 37 : เผชิญหน้าอีกครั้ง...15/1...รีอัพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,683
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    4 พ.ค. 62


บัดนี้เขานั่งอยู่ตรงหน้าเธอ ใบหน้าเขาดูคมเข้ม แววตาดุดันกำลังจ้องมาที่เธอ กรอบหน้าล้อมด้วยไรหนวด ผิวหน้าเข้มลงกว่าแต่ก่อน รูปร่างบึกบึนขึ้น หญิงสาวหยุดหายใจไปเสี้ยววิเมื่อได้สบตากันตรงๆ ใกล้ๆ ห่างเพียงโต๊ะไม้กั้น ก่อนจะยกมือพนมไหว้

สวัสดีค่ะ

เสียงเอ่ยแผ่วเบา ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มออกเพียงเสี้ยวนาทีตามมารยาท ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามยังจ้องหน้าเธออยู่อย่างไม่ไหวติงราวกำลังมองสำรวจสิ่งของที่ชำรุดเสียหาย

...เขายังทำข้อความในจดหมายที่แสดงถึงความอวดอีของเธอได้แม่นยำ...ขอให้เราจบกันเพียงเท่านี้ หากพบหน้ากันอีกก็ขอให้ทำเหมือนคนไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกันมาก่อน... หล่อนกล้าดีมาสั่งให้เขาต้องปฏิบัติตนแบบนั้นแบบนี้ตามหล่อนเชียวหรือ อิสระที่เขาได้ปล่อยให้หล่อนได้โบยบินออกไปใช้ชีวิตของตัวเอง มันไม่ได้ไปได้ไกลเลย สองปีเท่านั้น...สุดท้าย...เธอก็ต้องเป็นฝ่ายซมซานกลับมาของานเขาทำ...ตรงนี้...เวลานี้

ครั้นเขายังเงียบอยู่นานเธอก็เริ่มทำตัวไม่ถูก แลสบตาเขาเป็นพักๆ สัมผัสได้แต่ความเย็นชา กับไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเขา สบได้ไม่นานก็ต้องหลุบหลบ จนเมื่อเขากล่าวว่า

เงินหมดแล้วเหรอถึงได้ซมซานกลับมา

ร่างสูงไหวตัวเอนหลังพิงลงกับพนักเก้าอี้ มือประสานกันไว้หลวมๆ เบื้องหน้า สีหน้าท่าทางเขาผ่อนคลาย ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากคล้ายกำลังเยาะหยันเธอ แต่นัยน์ตาที่มองลุ่มลึกซับซ้อนแฝงความรู้สึก

คล้ายกับใครโยนของหนักมากระแทกที่ใจให้รู้สึกเจ็บ และหน่วงๆ เพียงคำถามแรกก็ทำให้คนฟังแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ดวงตากลมเหลือบมอง แต่เธอเลือกที่จะเงียบ ไม่พูดเรื่องเก่า

หากอาการเงียบก็ใช่ว่าจะทำให้สงครามสงบเสมอไป เพราะความเงียบก็มีความหมายว่ายอมรับได้เช่นกัน

แต่งตัวสวย แต่ข้างในเน่าเฟะ ไม่รู้ว่าโดนใครต่อใครตอกตะปูใส่บ้าง

หญิงสาวสะท้านเฮือกขึ้นทันทีทั้งที่พยายามระงับใจให้นิ่ง แต่คำพูดของเขาเหยียบลงหัวใจเธออย่างแรง

ได้ยินเสียงแค่นหัวเราะผ่านลำคอเขาออกมาหนึ่งคำ แล้วคำถามเรื่องงานก็ตามมาก่อนเธอจะทนไม่ไหว

ทำงานที่ไหน เสียงถามติดห้วน หญิงสาวเหลือบตามองสบ ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยออกมา

บริษัทนำเข้า ส่งออก สินค้าจากต่างประเทศค่ะ เสียงหวานสั่นนิดๆ

แล้วทำไมถึงออก เขาถามเกี่ยวกับงาน แต่น้ำเสียงยียวน ไม่สุภาพอย่างยิ่ง

...เพราะ อยากกลับบ้านมาดูแลแม่ค่ะ

เธอตอบด้วยท่าทางสงบ

เพิ่งคิดได้เหรอว่าต้องดูแลแม่

...ก็...คิดได้อยู่ตลอดค่ะ เธอตอบสั้นๆ ไม่เอ่ยบอกเหตุผลที่ล้ำลึกกว่านั้น

เหตุผลแค่นี้เหรอที่ต้องลาออกจากงานเก่า

เธอเงียบไปราวห้าวิ ก่อนตอบคำถามนี้

ก็มีหลายเหตุผลประกอบกันค่ะ

อะไรอีก เขาถามจี้

ดวงตากลมหลุบต่ำ คิดหาคำตอบที่เหมาะสม เธอคงไม่ตอบออกไปตามตรงได้ ว่าที่ต้องลาออกเพราะไม่อยากทำเรื่องผิดจรรยาบรรณในสายอาชีพ เพราะถ้าบอกอย่างนั่นก็จะกลายเป็นการให้ร้ายบริษัทเก่า

อันที่จริงเธอควรคิดคำตอบที่ดีก่อนจะสัมภาษณ์งานที่ใหม่ มันควรจะเป็นเช่นนั้นหากวันนี้เธอไม่ได้มาสมัครทำงานในที่ของเขา ซึ่งหากเขาจะไม่รับเธอเข้าทำงานมันจะทำให้เธอดีใจมากกว่า เพราะก็มาเพื่อให้แม่สบายใจเท่านั้น

ขณะคิดหาคำตอบก็มีดวงตาอีกคู่จ้องมองดวงหน้าที่ก้มเล็กน้อยอยู่ตลอดเวลา...ดวงหน้าเธอยังสวยแฉล้มแช่มช้อย บุคลิกดูเป็นสาวทำงานเต็มตัว มีความมั่นใจในตัวเองสูง ภาพสาวน้อยขี้อ้อนขี้ประจบออเซาะสมัยก่อนแทบไม่เหลือเคล้า แต่ทว่า...ไม่เจอหน้ากันตั้งสองปีเต็ม หรือเธอจะปล่อยให้แมลงตัวอื่นเจาะเกสรจนรูพรุนไปหมดแล้วจริงๆ

ริมฝีปากหยักจึงเหยียดเป็นรอยยิ้มเยาะ ก็เป็นจังหวะเดียวกันที่เสียงเครื่องติดต่อบนโต๊ะทำงานเขาดังขึ้น

กริ๊งๆ...ชายหนุ่มยื่นมือมารับ พูดตอบสั้นๆ ว่า

ให้เข้ามา

เขาวางโทรศัพท์ลงบนแป้นไม่ถึงสองลมหายใจ บานประตูก็ถูกผลักเข้ามาทันที ขิงไม่ได้หันไปมองด้านหลังแต่ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นดัง กึกๆ เป็นจังหวะ รับรู้ทันทีว่าเป็นฝีเท้าของผู้หญิงที่สวมรองเท้ามีส้น

คุณโต้ง

ผู้ที่เข้ามาเรียกชื่อเขาเสียงหวาน เป็นชื่อเล่นที่แสดงถึงความสนิทสนม ขิงสัมผัสว่าเธอคนนั้นยืนอยู่ด้านหลัง เยื้องทางซ้ายมือของตัวเธอนิดๆ เมื่อเหลือบแลมองก็เห็นว่าเป็น...หญิงสาวนางหนึ่งที่เธอรู้จักในโลกโซเซียล...ดุจดาว

หญิงสาวที่ชื่อดุจดาวก็แลตาสบกับผู้ที่นั่งอยู่อัตโนมัติ พร้อมกับฉีกยิ้มให้นิดๆ ก่อนดวงตาเฉียวคม ทาเปลือกตาสีอ่อนจะแลมองชายหนุ่มที่บัดนี้ใบหน้าเปลี่ยนมามีรอยยิ้มที่ขึ้นไปถึงดวงตา

เออ...ดาวมาขัดจังหวะอะไรรึเปล่าคะ

โตมรพ่นลมหายใจ พร้อมไหวตัวลุกขึ้นยืน บอกว่า

ไม่เลยครับ นี่ก็เที่ยงแล้ว ราไปหาอะไรทานกันดีกว่า ผู้หญิงคนนี้แค่เข้ามาสัมภาษณ์งาน เดี๋ยวผมจะให้ฝ่ายบัญชีสัมภาษณ์ต่อ

อ้อ...ค่ะ

ดุจดาวขานรับ เมื่อร่างสูงเดินออกมายืนเคียงก็พากันเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้เธอนั่งตัวแข็งดั่งถูกสาปเป็นหินอยู่ในห้องคนเดียว

ตอนนี้ขิงเองก็บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร มันแปลบๆ หน่วงๆ กับกิริยาท่าทางที่สองคนนั้นคุยกัน ผู้หญิงคนนี้ที่เธอเฝ้าส่องความเคลื่อนไหวในเฟสบุ๊คในช่วงแรก แล้วเจ้าตัวก็ปิดเป็นส่วนตัวไปในภายหลังเธอจึงส่องดูความเคลื่อนไหวไม่ได้อีก ทั้งเขาคนนั้นก็ลบเธอออกจากการเป็นเพื่อน ตั้งค่าเฟสบุ๊คเป็นส่วนตัวเช่นกัน ทำให้ระยะเวลาที่ผ่านมาแม้ยังอยากรู้ความเคลื่อนไหวของเขาแต่เธอก็ไม่สามารถมองเห็นผ่านหน้าเพจเฟสบุ๊คได้ มาวันนี้เองที่เธอได้ประจักษ์เต็มตา

พวกเขาคบกันอยู่ และคงจะคบกันมานานแล้ว

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น แล้วหลับตาลง ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามระงับความสั่นไหวในหัวใจ เฝ้าเตือนเฝ้าย้ำว่าเรื่องของเธอว่า มันจบแล้ว...จบแล้ว

ไม่นานประตูห้องทำงานเสี่ยใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้ง พนักงานคนเดิมที่พาเธอเข้ามาเดินมาหา บอกว่าให้ไปสัมภาษณ์กับผู้จัดการฝ่ายบัญชีต่อชื่อพี่สุรีย์ ร่างบางจึงลุกตามออกไป

 

อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเธอก็กลับมาถึงบ้านหลังการสัมภาษณ์กับบุคคลที่สองจบลง ตอนเย็นได้มานั่งกินข้าวร่วมกันกับแม่ และลุงปราชญ์ พวกท่านก็ถามว่า

เป็นไงลูก

ดวงหน้าหวานเรียบนิ่ง ยังไม่รู้เลยจ้ะแม่ เขาบอกว่าให้รอผลหนึ่งอาทิตย์มือบางตักข้าวใส่ปาก สีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อนใดๆ

ก็ดี ไม่ได้ทำก็ดีแล้ว เธอจะได้ไปสมัครที่อื่น

ขิงว่าจะหาดูงานในเน็ตแถวๆ บ้านเรา มันก็ต้องมีแหละ ขิงจะไปสมัครไว้เธอหาทางออกให้ตัวเองแล้ว แต่เพ็ญศรีก็ค้านขึ้นว่า

อย่าเพิ่งเลย รอทางไร่เขาติดต่อมาก่อน แม่ว่ายังไงลูกแม่ก็ต้องได้ทำ แม่ก็อุตส่าห์พูดกับเสี่ยแล้ว ตาปราชญ์ก็ช่วยพูดแล้ว เสี่ยต้องเมตตาเอ็งแหละ

แต่เหมือนยังมีลูกคนงานคนอื่นอีกนะจ๊ะ ขิงไม่ทำในไร่ก็ได้

เอาน่า อย่าเพิ่งไปที่อื่น รอก่อน

เพ็ญศรีโบกมือ ทำหน้าเป็นเชิงบอกว่าให้เชื่อตนก่อน อย่าเพิ่งไปสมัครที่อื่น ได้ยินแบบนี้หญิงสาวก็พ่นลมหายใจอ่อน หน้ามุ่ยใส่มารดา

ระหว่างรอการตอบรับจากทางไร่ แต่ละวันขิงก็อยู่ที่บ้าน ปัดกวาดบ้านยามที่แม่กับลุงปราชญ์เข้าไปทำงาน อ่านหนังสือเล่น จนวันคืนผ่านพ้นมาครบกำหนดรู้ผล

เลยห้าโมงเย็นมาแล้วของวันจันทร์ แต่เธอยังไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ เพ็ญศรีรู้สึกร้อนใจแทนลูก นั่งหน้าเศร้า ขณะที่ลูกสาวปัดกวาดบ้านอย่างสบายใจ

เขาโทร.มาแล้วเอ็งไม่ได้ยินรึเปล่าขิง

ไม่มีใครโทร.มาหรอกจ้ะแม่ เขาไม่รับขิงแล้วล่ะ แต่แม่ไม่ต้องกังวลหรอก พรุ่งนี้ขิงจะไปสมัครที่อื่นไว้ ดูๆ ไว้แล้ว เป็นพนักงานบันชีในโลตัสใกล้บ้านก็ดีเหมือนกัน

 เฮ้อ...เสี่ยเขาคงยังเคืองๆ พวกเราอยู่ที่คราวนั้นเอ็งไม่ไปทำเลยเอาคนใหม่เพ็ญศรีบ่นอย่างเสียงดาย

หญิงสาวพานคิดไปถึงรอยยิ้มที่แสยะออกมาของเขาคนนั้น บอกให้รู้ว่าเขารังเกียจเธอมากแค่ไหน บางทีเขาก็ไม่ได้อยากรับเธอเข้าทำงานด้วยซ้ำ

คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ้ะ เขามีตัวเลือก เขาต้องเลือกคนที่เก่งที่สุดเข้ามาทำงาน ขิงคงยังไม่เหมาะกับตำแหน่งงานของเขา

ความหวังลิบหรี่ลงเรื่อยๆ จนคิดว่าไม่ได้งานแล้ว ร่างบางนั่งลงข้างกายผู้เป็นแม่ยกมือลูบบ่าไหล่เป็นการปลอบใจ หากถามเธอ เธอไม่เสียใจเลยสักนิดที่ไม่ได้งานนี้ แต่ทว่า... เสียงโทรศัพท์มือถือของขิงก็ดังขึ้นในเวลา 17.31 . เพ็ญศรีตาลุก รีบบอกให้ลูกสาวกดรับ

สวัสดีค่ะ...ค่ะ...ค่ะ...ค่ะ...ค่ะ

แล้ววางสายด้วยสีหน้านิ่งๆ ผู้เป็นแม่เอ่ยถามทันใด

ใครลูก ทางไร่ใช่มั้ย

ลูกสาวพยักหน้าเนือยๆ เป็นคำตอบ

เขาว่าไง ได้ใช่มั้ยลูก

ได้จ้ะแม่ ได้น้ำเสียงนั้นเอื่อยเฉื่อยคล้ายไม่ยินดี ผิดกับผู้เป็นแม่ที่เมื่อรู้ข่าวก็ตะโกนบอกสามี

เขาให้เริ่มงานวันพุธนี้จ้ะ ทดลองงานสามเดือน ถ้าไม่ผ่านก็ต้องออก

โอ๊ย! จะไม่ผ่านได้ยังไง เอ็งก็จบสายนี้มา แล้วก็ทำงานบันชีมาแล้วตั้งสองปี

แน่ล่ะว่าคนที่เห่อดีใจกับการได้งานใหม่ของเธอก็คือแม่กับลุงปราชญ์ ไม่ใช่ตัวเธอเลย แม่บอกว่ามีเวลาเตรียมตัวหนึ่งวัน พรุ่งนี้ก็ไปหาซื้อชุดทำงาน หญิงสาวบอกปัดไปว่า ชุดทำงานเธอมีอยู่แล้วตั้งหลายชุดใส่ของเดิมก็ได้ แล้วในเย็นวันต่อมา เพ็ญศรีกับลูกสาวก็พากันไปตลาดซื้อปลาช่อนมาทำแป๊ะซะฉลองกันสามคน ขิงเป็นคนทำน้ำจิ้ม ฝีมือการทำของเธอก็อร่อยเพราะถูกถ่ายทอดมาจากผู้เป็นแม่ การกินอาหารวันนี้จึงมีแต่เสียงหัวเราะ

ลุงปราชญ์เอ่ยขึ้นว่า

ได้ทำงานดีแล้ว อยากได้รถขับเหมือนคนอื่นมั้ยล่ะขิง ถ้าอยากได้ลุงจะช่วยดาวน์ให้เอง แล้วช่วยกันผ่อนด้วยกัน

น้ำเสียงของลุงปราชญ์ สามีใหม่ของแม่บอกถึงความเอ็นดูและปราณีต่อขิงเป็นอย่างมาก และเป็นแบบนี้เสมอมาแล้ว เพ็ญศรีเงยหน้ามองลูกสาวรอฟังด้วยเช่นกัน

อย่าเพิ่งเลยจ้ะ สิ้นเปลืองเปล่าๆ ไร่อยู่แค่นี้เอง อีกอย่างมีรถก็มีภาระเพิ่ม ไม่รู้จะได้ขับไปไหน

ก็ขับเข้าไปในเมืองโก้ๆ ไง เป็นสาวแล้วมานั่งแต่รถไอ้แก่ของลุงอายเขาตาย

หญิงสาวส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่อายหรอกจ้ะ อย่าเพิ่งซื้อเลยเรายังไม่มีเงิน

เพ็ญศรีพูดขึ้น ถ้าเอ็งอยากได้รถขับเหมือนคนอื่น แม่กับตาปราชญ์ก็จะไปกู้เงินกองทุนของเสี่ยที่เขามีให้พนักงาน กู้ได้สบาย แล้วเขาก็หักเงินเดือนเราไปแต่ละเดือน คนงานหลายคนก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น ว่าไง เอ็งอยากขับรถโก้ๆ มั้ยล่ะ พวกทำงานในสำนักงานขับแต่รถเก๋งทั้งนั้นนะ

หญิงสาวยังส่ายหน้าเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไรเลย ขิงว่าออกมอไซค์ขับไปทำงานก่อนก็พอจ้ะแม่ รถใหญ่อย่าเพิ่งเลย ตอนนี้ขิงอยากทำบ้านใหม่ให้เสร็จก่อนมากกว่า เออ...งั้นลุงปราชญ์ไปถามช่างได้เลยนะ ถ้าเขาพร้อมก็ให้มาดูก่อน ขิงมีแปลนบ้านแล้ว

เมื่อลูกสาวยืนยันจะทำบ้านใหม่ก่อนผู้เป็นแม่กับลุงก็ไม่ขัด

ได้ๆ เดี๋ยวหยุดงานวันเสาร์ลุงจะไปหาช่าง

^

^

^


สั่งจองหนังสือได้ที่เพจเฟสบุ๊ค : มนสิกานต์ นิยายรัก 

 สามารถโอนจองไว้ก่อนที่ชื่อบัญชี

นางสาวอรุโณทัย กุลอัค 

เลขที่บัญชี 726-2-50833-8 ธนาคารกสิกรไทย

ยอดโอน 400 บาท และ 300 บาท สำหรับคนที่มีอีบุ๊คแล้ว มนสิกานต์จะขอหลักฐานการซื้ออีบุ๊คด้วยนะคะ :-D โอนแล้วแจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ไว้เลย หรือติดต่อมาถามที่เพจเฟสบุ๊ค : มนสิกานต์ นิยายรัก นะคะ

หรือ โหลดอ่านในรูปแบบอีบุ๊ค ที่เว็บ Meb, Ookbee, Hytexts นะคะ


คลิ๊กลิ้งที่หน้าเพจหลักนิยายเลยคร้า :-D


ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

173 ความคิดเห็น