ราคีมาร

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,117 Views

  • 0 Comments

  • 10 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    24

    Overall
    1,117

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 7...ติดบ่วงมาร 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 179
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 มิ.ย. 61

ไอศูรย์เข้าไปในไร่แล้วรีบกลับเข้ามาในตอนบ่ายหลังได้รับรายงานจากป้าจิตว่าสิตานีไม่แตะข้าวต้มหรืออาหารอื่นที่ทำไปให้ เมื่อรถจิ๊บจอดนิ่งที่หน้าบ้านชายหนุ่มก็สาวเท้าเข้ามาทันที เขาแวะพูดอะไรบางอย่างกับลูกชายที่นั่งวาดรูปกันที่ห้องนั่งเล่นแล้วลูกชายทั้งสองจึงลุกขึ้นไปหยิบหมวกในห้องคนละใบ สวมไว้บนศีรษะจากนั้นก็เดินไปรอที่รถ เขามองความพร้อมของลูกชายทั้งสองก่อนจะเดินไปที่เรือนหลังเล็ก

ประตูห้องนอนไม่ได้ล็อกร่างสูงจึงเดินเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ใครคนนั้นนั่งอยู่ตรงนั้น...

คุณรู้สึกดีขึ้นรึยัง

เสียงถามเบาๆจากด้านหลังหญิงสาวที่นั่งอิงไหล่กับเสาเตียง...เมื่อคำตอบที่ได้กลับมาคือการไม่ตอบชายหนุ่มจึงเดินมาหยุดตรงหน้าเธอ

เขาถอนหายใจเบาๆพิจารณามองใบหน้าที่หม่นหมอง ดวงตาหม่นเศร้าทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอยเหมือนคนหมดอาลัยในชีวิต

ป้าจิตบอกว่าคุณไม่กินอะไรเลย คุณต้องกินนะ ทำอย่างนี้ไม่มีประโยชน์หรอกเป็นการทรมานตัวเองเปล่าๆ

แม้ไม่อยากฟังไม่อยากได้ยินเสียงแต่คำทุกคำที่เขาพูดก็ลอยเข้าหูเธอ น้ำเสียงที่แสดงว่าห่วงใยมันช่างน่าสะอิดสะเอียน ร่างบางไหวตัวเล็กน้อย ริมฝีปากบางเหยียดเป็นรอยยิ้มขื่นขม พร้อมทั้งเค้นคำออกมาจากปากเบาๆ ทว่าหนักแน่นและชัดเจนในความรู้สึกคนฟัง

หน้าด้าน ไม่มีสามัญสำนึก

ไอศูรย์ไม่ตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่ทำให้เธอเจ็บปวดใจอีก เขาเพียงยืนเงียบให้เธอมองด้วยแววตาเชือดเฉือน

จะให้ฉันกินอยู่อย่างคนปกติได้งั้นเหรอ ทั้งที่ฉันเพิ่งจะโดนไอ้คนใจทรามขืนใจมา

เสียงหวานแว้ดขึ้นด้วยความคับแค้นใจ หน่วยตาวาวรื่นด้วยหยดน้ำ ชายหนุ่มถอนหายใจอ่อน พร้อมกับหลุบสายตามองพื้นวูบหนึ่ง

...รู้ดีว่าเขาได้ทำเรื่องอัปยศกับผู้หญิงคนหนึ่งมากขนาดไหน ผิดอย่างที่ไม่เคยมีความคิดว่าตัวเองจะทำเรื่องเลวทรามพรรค์นี้ให้เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าหากวันหนึ่งผู้หญิงตรงหน้าเขานี้ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของเขาแล้วใจเธอยังไม่คิดอย่างที่เขาคิด ไอศูรย์ก็พร้อมเดินเข้าคุกเองรับโทษอย่างสาสมเพื่อชดเชยความผิดที่เขาก่อขึ้นด้วยอารมณ์ที่ห้ามไม่ได้

ออกไปข้างนอกมั้ยเผื่อจะทำให้คุณใจเย็นลง

หญิงสาวยิ้มขื่นให้กับคนพูด คนใจหินเขาทำเหมือนที่เธอเสียไปไม่มีความหมายมากมายให้ต้องมานั่งคร่ำครวญอยู่แบบนี้

ผมจะเข้าไปในไร่ อยากพาคุณไปด้วย เอาเด็กๆไปด้วย

อย่ามายุ่งกับฉัน

ไม่ยุ่งไม่ได้หรอกเพราะคุณเป็นเมียผม

ฉันไม่ได้เป็นเมียคุณ ไม่เป็นเมียสองใครให้เมียหลวงคุณเอามีดมากรีด อกเอาหรอก

มือหนาฉุดข้อแขนเธอให้ลุกขึ้นเบาๆ แววตามองสบอย่างจริงจัง ก่อนจะดึงลากตัวเธอออกไปเขาเอ่ยว่า

ผมมีเมียคนเดียว และเพิ่งมีเมื่อคืน

สิตานีไม่รับฟังเพราะทิฐิยังเป็นกำแพงสูงขวางกั้น เขาจับแขนเธอไม่ปล่อยแม้หญิงสาวจะออกแรงขัดขืน เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านก็เห็นว่าเด็กชายทั้งสองใส่หมวกแก็ปยืนรออยู่ที่รถแล้ว ไอศูรย์จึงปล่อยมือจากเธอ สิตานีเองก็ปรับสีหน้าและท่าทางแข็งขืนให้เป็นปกติที่สุด พักความไม่พอใจเอาไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เด็กน้อยบริสุทธิ์ทั้งสองคนรู้เรื่องไม่ดีที่ผู้ใหญ่ทำไว้

คุณพ่อกับคุณครูมาแล้ว

ม่วงกระโดดชูมืออย่างดีใจ ไอศูรย์เอ่ยรับท่าทางของลูกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า

เดี๋ยวเราจะพาคุณครูไปกินข้าวก่อนค่อยไปหาเจ้าสายฟ้านะเด็กๆ

ครับ ม่วงจะไปกินไอติม

แฝดคนน้องร้องรับเสียงสดใส ขณะที่แฝดคนพี่ยืนจ้องหน้าบิดาและผู้หญิงคนที่ยืนข้างๆที่ไม่ใช่มารดาของแกในแววตานิ่งๆ ไอศูรย์เดินเข้ามาหาลูกชายคนโต เขารับรู้ลักษณะนิสัยของลูกที่แตกต่างกันดี ก้มตัวลงพูดกับแกน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

ปะมี่ขึ้นรถไปกินไอติมกันเถอะ

 

รับประทานอาหารกันเสร็จ รถจิ๊บก็เคลื่อนตัวออกจากหน้าร้านอาหารตกแต่งน่ารักสไตน์วินเทจขับปุเลงๆเข้ามาในไร่ แม้อากาศตอนนี้จะสดใส มีสายลมเย็นๆพัดมาปะทะใบหน้าอยู่เสมอ แต่สิตานีกลับรู้สึกว่ามีเมฆดำกำลังแผ่ขยายปกคลุมหัวใจเธออยู่คล้ายเป็นสัญญาณว่าทุกอย่างในชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไปเพียงเพราะเหตุการณ์เพียงชั่วข้ามคืนที่ผ่านมา

หญิงสาวนั่งเงียบอยู่ใต้ร่มไม้ ดวงตาเหม่อลอยอย่างไร้จุดหมาย บางขณะที่ได้ยินเสียงเด็กๆที่นั่งอยู่บนหลังม้าส่งเสียงดังเธอก็หันไปมองบ้าง คนงานกำลังจูงม้าพาเด็กๆขี่ม้าเล่นอยู่แถวๆนั้น ส่วนเขาหายไปจากรัศมีที่เธอมองเห็น ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน...พลันจู่ๆใครคนหนึ่งก็ก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ สิตานีมองเห็นช่วงเอวคอดกิ่วสวมด้วยชุดสีแดง ครั้นเหลือบตามองขึ้นไปถึงดวงหน้าจึงรู้ว่าเป็นญาดา...

หล่อนบิดริมฝีปากคว่ำ แววตาแสดงความเกลียดชังออกมาอย่างไม่ปิดบัง สิตานีลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ ดวงตายังคงมีความเศร้าสร้อยหลุบลงเพราะไม่อยากมีเรื่องกัน

ไง คงอยากมาแสดงตัวให้คนงานมันรู้สิว่าเธอได้เป็นเมียน้อยผัวฉันเต็มตัวแล้ว

แววตาที่หม่นหมองของสิตานีเป็นประกายวาบขึ้นมองคนที่พูดแดกดัน หากญาดาก็ใช่ว่าจะเกรงกลัวในแววตานั้น เธอยังพูดจาเหน็บแนมทิ่มแทงใจสิตานีต่อไปเรื่อย

หึ! จะบอกให้ว่า อย่างดีเธอเป็นได้แค่เมียน้อยของผัวชาวบ้าน นี่คงจะวางแผนกับพี่ชายมาเป็นอย่างดีถึงได้มาอยู่ในฐานะนี้เร็วนัก...ริมฝีปากสีสดเหยียดเป็นรอยยิ้มหยามหยัน ถึงฉันกับใหญ่เราจะมีปัญหากันแต่เราก็ไม่เคยคิดจะเลิกกันเด็ดขาด แม้ต่อหน้าใครเราจะไม่แสดงความรักต่อกัน หากเมื่อเวลาอยู่กันสองคนบนเตียงเขาพร่ำบอกรักฉันตลอด บางวันฉันเหนื่อยให้ความสุขเขาไม่ได้เต็มที่ ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกหากเขาจะไปหาเศษหาเลยบ้าง ก็เป็นธรรมดาของผู้ชายแหละ พวกเมียเล็กเมียน้อยทั้งหลายหากเขาจะมีฉันก็ไม่ว่าเพราะวันหนึ่งเขาก็ทิ้งไปเอง มาหาฉันกับลูกอยู่ดี

ญาดาจบท้ายคำพูดที่จงใจทำร้ายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

สิตานีไม่อยากรับรู้รับฟังอะไรอีก เธอจึงเลี่ยงการปะทะอารมณ์ด้วยการเดินหนีจากตรงนี้ไปหาที่อื่นนั่ง หญิงสาวเดินก้มหน้าออกไปสู่ลานหญ้าโล่งกว้างได้ระยะหนึ่ง ญาดาก็หันไปส่งสัญญาณอะไรบางอย่างแก่นายคมที่ยืนลูบสีข้างม้าตัวใหญ่อยู่ในโรงเลี้ยง เมื่อได้รับสัญญาณนายคมก็ยกมือตบหลังม้าแรงๆจนมันตกใจร้องลั่นแล้ววิ่งออกมาจากคอกอย่างรวดเร็ว ชนทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า ผู้คนต่างแตกตื่นตกใจวิ่งหลบกันเจ้าละหวั่น ทันใดนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็มีสีหน้าลุ้นระลึก อ้าปากค้าง ตามองไปที่จุดเดียวกัน ใครคนหนึ่งตะโกนคำว่าระวังเสียงดังลั่น เมื่อเจ้าม้าดีดกะโหลกกำลังตั้งท่าจะพุ่งชนกับหญิงสาวร่างเล็กที่ไม่ยอมหลบทางให้มัน

เสี้ยววินาทีที่สิตามองเห็นเจ้าม้าตัวดำทะมึนตั้งท่าใกล้เข้ามาหาตน ขาทั้งสองข้างของเธอกลับก้าวไปไหนไม่ออกเสียอย่างนั้น เหมือนเลือดในกายมันแข็งตัวไปชั่ววินาที หญิงสาวจึงได้แต่ยืนนิ่งคล้ายเป็นเป้าให้มันพุ่งเข้ามาชนตัวเธอได้อย่างง่ายๆ

วินาทีเป็นวินาทีตายใกล้เข้ามาทุกที หญิงสาวหลับตาปี๋ ความรู้สึกสุดท้ายเหมือนร่างกำลังดิ่งลงสู่เหวลึกจมอยู่ในความมืดมิด ความรวดร้าวแผ่กระจายไปทั่วร่างพร้อมสติของเธอก็หลุดหาย

คนงานทั้งหมดวิ่งกรูกันเข้ามาดู ล้อมวงส่งเสียงฮือฮาไม่รู้จะช่วยจับช่วยยกตรงไหนขึ้นเพราะไม่รู้คนเจ็บเจ็บส่วนไหนบ้าง มีกระดูกหักบ้างไหม คนงานสามคนควบม้าไปตามจับเจ้าม้าพยศตัวนั้นไม่ให้เตลิดไปไกล...แล้วนายกล้าก็แหวกวงล้อมเข้ามาดูอย่างตกใจ เขาย่อตัวลงค่อยๆคลำจับตามเนื้อตัวผู้เป็นนายเบาๆ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงเสี้ยวนาที...

นายเป็นยังไงบ้างครับ

ไอศูรย์ค่อยๆพลิกตัวหงาย โดยมีอีกคนที่หมดสติอยู่ใต้ร่างที่เขารวบกอดไว้

ฉันไม่เป็นไร

คำว่า ไม่เป็นไรของไอศูรย์ดูความรุนแรงจะต่างไปจากกับความหมายของนายกล้า เพราะในสายตาลูกน้องคล้ายว่าแขนเขาจะหัก ทว่าชายหนุ่มก็หยัดตัวขึ้นมาได้พร้อมกับโอบร่างขึ้นอุ้มไปที่รถโดยเร็วเพื่อให้หมอตรวจ

คนคนหนึ่งยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาสะใจ แต่ก็มีความเสียดาย...มันน่าจะโดนม้าเตะให้กระดูกหักเป็นอัมพาตไปเลย

^

^

^

***โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะคร้าาาาา

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น