เทพหมัดสะท้านฟ้า นามของข้าคือ!!

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 35,738 Views

  • 131 Comments

  • 874 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    16,404

    Overall
    35,738

ตอนที่ 6 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3674
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 239 ครั้ง
    14 ก.พ. 62

 

          "ทางนี้จ้าทางนี้ ยาลมปราณระดับต่ำเพียง10เหรียญเงิน"

          "อาวุธที่ดีที่สุดในเมืองสีหมอกต้องร้านเจ้เงี้ยวเท่านั้น"

          "เกราะข้าสามารถป้องกันอาวุธร้านเจ้เงี้ยวได้ใครสนใจมาซื้อเลย"

          "อะไรหะตาแก่ จะเอาเรอะ" "ใครกลัวแกกันยายแก่"

          สารพัดเสียงมากมายดังไปทั่วตลาดนัดแห่งเมืองสีหมอก

          หนิงเยว่นั้นได้เลือกมาเดินตลาดนัดเพราะว่า เขาหิว

          ใช่เขาหิว แต่ที่เขาไม่ได้บอกอาจารย์ก็เป็นเพราะท่าทางของอาจารย์ที่ดูมีความสุขมากเขาก็ไม่อยากขัด และเหตุผลที่เขาไม่โกรธเคืองอาจารย์ของเขาก็เพราะว่าเขาเข้าใจถึงตัวจิวซี่ที่ที่เป็นผู้ฝึกยุทธขั้นสูง อาหารการกินนั้นจำเป็นน้อยมากสำหรับคนระดับนั้น แต่พอดีเขาไม่มีลมปราณท้องของเขาจึงต้องการเติมเต็ม

          หนิงเยว่เดินเลือกเข้าไปที่ร้านบะหมี่เกี๊ยวเล็กๆร้านหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมออกมา

          'กลิ่นของร้านนี้ช่างยั่วยวนใจข้ายิ่งนัก จะรอช้าได้เยี่ยงไร' หนิงเยว่เดินลัดเลาะฝูงชนเข้าไปยึดที่นั่งได้สำเร็จ

          หนิงเยว่รินน้ำชาขณะรอให้คนเจ้าของร้านมารับรายการ

          "ท่านเจ้าของร้าน ข้าขอบะหมี่เกี๊ยวหมู2ที่"

          "ได้เลยค่ะ"

          ด้วยความสนใจที่มีสตรีมาเปิดร้านอาหารคนเดียว หนิงเยว่จึงทำการสำรวจนางสักเล็กน้อยด้วยความสนใจ

          นางเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างตัวเล็กสีผิวมิใช่ขาวผ่องเหมือนสตรีทั่วไปแต่ออกสีคล้ำเล็กน้อย เนื้อผิวถึงจะดูหยาบกร้านไปบ้างแต่ถ้าได้รับการรักษาคงงดงามไร้ที่ติ รวมกับหน้าอกขนาดพอดีเหมาะภายใต้เสื้อบางๆนั่นอีก

          อึก เสียงกลืนน้ำลายของหนิงเยว่เรียกให้เจ้าของร้านหันมายิ้มในทีหนึ่งก่อนจะหันกลับไปทำบะหมี่ต่อ

          "นางมีนามว่าอะไรกันหนอ" ช่วงชีวิตของหนิงเยว่ไม่ได้เผชิญกับสตรีมากมายนัก ภายในหมู่บ้านวิมานหมอกต่างมีแต่แม่เฒ่าหรือใกล้เคียง จะมีเพียงแต่ลู่หลิ่งที่เป็นสตรีเดียวที่พอจะเชยชมได้ แต่พอออกมาแล้วหลายครั้งหลายคราที่หนิงเยว่แอบสอดส่องไปทั่ว แต่คราวนี้มันพิเศษเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดมาจากตัวนาง หรือจะเป็นเพราะว่านางมีส่วนคล้ายลู่หลิ่งกันนะ?

          "ลี่มี่!! เงินที่ยืมไปเมื่อไหร่จะคืน" ขณะที่หนิงเยว่นั่งรออยู่ก็มีกลุ่มคนใส่ชุดคลุมสีฟ้าที่คำเขียนเอาไว้ว่า นภาคราม

          "กำหนดคืนคือวันนี้ อย่างบอกนะว่าลืมไปแล้ว" หนึ่งหมู่พวกนั้นเดินเข้ามาฉุดข้อมือของลี่มี่

          "ข้าก็กะจะไปคืนช่วงก่อนยามซวี่อยู่แล้ว ปล่อยข้าทำมาหากินเถอะ" ลี่มี่พยายามสลัดเแขนน้อยๆของนางให้หลุดแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

          "ท่านชายหยางเถิงต้องการเงินคืนภายในยามโหย่ว ถ้าเจ้าหามาไม่ได้ ก็ต้องไป'ทำงาน'ที่หอโคมเขียว จำใส่กระโหลกน้อยๆของเจ้าเอาไว้ด้วยละ ยิ่งสาวน้อยแบบเจ้าคงทำเงินให้ท่านชายได้พอตัวเลยละ ฮ่า ฮ่า" ชายคนนั้นกล่าวด้วยท่าทางหื่นกระหายก่อนจะสลัดแขนเธอทิ้งอย่างไม่ไยดี

          "แม่นางเป็นอะไรรึเปล่า" หนิงเยว่ที่ยืนดูท่าทีห่างๆ รีบพุ่งเข้ามาประคองร่างของลี่มี่

          "ไม่ ข้าไม่เป็นไร ท่านลูกค้ากลับไปนั่งรอเถอะ" ลี่มี่ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ก็ต้องใช้แขนของหนิวเยว่ในการประคองตัวยืนขึ้น

          เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็ทำได้เพียงเดินกลับไปนั่งรอที่โต๊ะตามเดิม

          เพล้ง

          ชามกระเบื้องแตกกระจายพร้อมกับร่างของลี่มี่ล้มไปกองกับพื้น

          "โอ้ย" ลี่มี่กำข้อมือของตัวเองเพราะความเจ็บปวด แรงบีบจากคนของท่านชายเมื่อครู่ทำข้อมือนางพลิก

          หนิงเยว่ทนดูไม่ได้ลุกขึ้นไปหาอีกครั้ง

          "ข้าขอถามอีกครั้ง มีอะไรที่ข้าพอช่วยได้รึเปล่าแม่นาง" หนิงเยว่ช่วยประคองร่างของลี่มี่มานั่งพักที่โต๊ะ

          "ข้าไม่เป็นไรปล่อยข้านะ" หนิงเยว่ที่้เห็นลี่มี่พยายามปลดมือตนก็ยอมปล่อย

          "โอ้ย" ทันทีที่นางพยายามจะยกตะแกรงลวก นางก็ทรุดลงไปกับพื้นอีกครั้ง

          ลูกค้าคนอื่นๆในร้านทนเห็นสภาพไม่ได้ต่างเดินหนีหายออกไปกันหมด

          "ท่านลูกค้าอย่าพึ่งไป ได้โปรด" ลี่มี่เริ่มร้องไห้

          หนิงเยว่ที่ทนต้องไปไม่ได้ก็เดินไปหยิบตะแกรงลวกขึ้นและพูดกับลี่มี่ว่า

          "ท่านช่วยสอนข้าทำมันได้ไหม"

          "หึ อย่าพยายามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อข้าได้ไหม เห็นแล้วชวนคลื่นไส้ยิ่งนัก"

          หนิงเยว่ที่ได้ยินแบบนี้ก็หัวใจสะท้านไปทีหนึ่ง ความอับอายเป็นของอยู่คู่กับขยะเช่นมันมานานปี แต่ครั้งนี้กลับโดนต่อว่าเพราะความหวังดีทำให้มันโกรธเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังนั้นส่วนลึกของจิตใจของมันกลับสะกดโทสะเอาไว้แล้วก้มลงไปพูดกับแม่นางลี่มี่อย่างสุภาพ

          "ที่ข้าอยากช่วยท่าน ก็เพราะไม่อยากเห็นสาวงามเช่นท่านต้องไปจบที่หอโคมเขียว" หนิงเยว่ลูบปอยผมลี่มี่เบาๆ

          หนิงเยว่เองหน้าตาก็ไม่ใช่ขี้เหร่ ทำให้การกระทำด้วยใจจริงแบบนี้ส่งผลกับลี่มี่อย่างมาก

          ลี่มี่หน้าแดงด้วยความเขินอาย นางยืนขึ้นและใช้มือข้างที่ไม่เจ็บหยิบตะแกรงขึ้นมาแล้วเริ่มอธิบายพร้อมแสดงตัวอย่างประกอบให้หนิงเยว่ดู

 

          เวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ หนิงเยว่ก็สามารถเข้าใจหลักการทั้งหมดของการทำบะหมี่ได้สำเร็จ

หนิงเยว่ลองลงมือทำชามแรกทันที ผลที่ได้ก็คือบะหมี่เกี้ยวชามแรกของเขานั้นเหมือนกับชามที่ลี่มี่ทำอย่างไม่ผิดเพี้ยน

          "เอาละต่อจากนี้ข้าจะทำเอง เจ้าไปนั่งพักก่อนเถอะ"

          "ไม่เป็นไร ข้าเกรงใจท่าน อย่างน้อยก็ช่วยให้ข้ายกชามไปส่งเถอะ"

          หนิงเยว่พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะเริ่มส่งเสียงเรียกลูกค้า

         

          เหล่าชาวเมืองที่ได้มาต่างได้กลิ่นหอมหวานของน้ำซุป ต่างก็เริ่มแวะเวียนเข้ามาจับจองที่นั่งภายในร้าน

          "เสี่ยวเอ้อ ข้าขอเกี้ยวแยกน้ำสองที่"

          "ข้า ขอเกี้ยวหมูแดงสาม"

          คำสั่งชุดแรกที่เข้ามาทำให้หนิงเยว่รู้สึกนับถือให้ตัวของลี่มี่ที่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ หนิงเยว่พยายามทำทีละขั้นตอนแต่มันรู้สึกช้าเหลือเกินทำให้มันเริ่มทำอะไรที่แปลกออกไป

          "โห้" ลูกค้ารอบๆตัวร้านต่างหยุดนิ่งมองมาที่ร้านบะหมี่เกี้ยวธรรมดาที่ผู้เป็นพ่อครัวนั้นไม่ธรรมดา ทุกท่วงท่าต่างไม่มีการเคลื่อนไหวสูญเปล่า ยกเกี้ยว ตักน้ำ ใส่ชาม ความเร็วของแขนหนิงเยว่นั้นเหมือนภาพติดตาสำหรับคนทั่วไป ส่งผลให้หลายๆคนมองเห็นเหมือนหนิงเยว่นั้นมีแขนหลายข้าง หลายคนที่สนใจในท่วงท่าอันงดงามทำให้ลูกค้าที่มากแล้วก็ยิ่งมากเข้าไปอีก

 

          เวลาผ่านไปจนท้องฟ้ากลายเป็นสีส้ม

          "แม่นางวันหลังให้ข้ามาทำอีกได้ไหม มันสนุกกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก" หนิงเยว่ยิ้มอย่างร่าเริงให้กับลี่มี่ที่กำลังนั่งนวดขาของนางอยู่

          "นี่ท่านเป็นตัวอะไรกันแน่ ทำไปตั้งขนาดนั้นกลับไม่มีความเหนื่อยล้าแสดงให้เห็นเลย"

          "นั่นสินะ หลายวันก่อนหน้านี่ข้ายังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาอยู่เลย ฮ่า ฮ่า โอ๋ย" จู่หนิงเยว่ก็ล้มลงไปกองกับพื้น

          "ท่านชาย!" ลี่มี่รีบรุดมาดูอาการของหนิงเยว่

          โครก เสียงท้องของหนิงเยว่สามารถบอกอาการของเขาได้เป็นอย่างดีว่าล้มลงเพราะอะไร

          "คิกๆ" ลี่มี่หัวเราะก่อนจะควานหาของเหลือหน้าร้านมาทำอะไรบางอย่างให้หนิงเยว่กิน

          ฟุด ฟุด

จมูกของหนิงเยว่สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของอาหารก็ดีดตัวลุกขึ้นมาอีกครั้ง

          "ที่เหลือก็มีแต่แป้งกับน้ำซุป ท่านพอจะกินได้ไหม" ลี่มี่ใช้มือเล็กๆของนางยื่นถ้วยที่มีแป้งเกี้ยวลอยอยู่บนน้ำซุปหอมกรุ่นให้หนิงเยว่

          "อ่า แค่นี้ก็ต้องขอบคุณท่านมากแล้ว" หนิงเยว่ก้มศรีษะขอบคุณก่อนจะคว้าถ้วยในมือของลี่มี่มารับประทาน

          "ข้าสิต้องขอบคุณท่าน จริงสิข้ายังไม่ได้บอกนามแก่ท่านเลย ข้ามีนามว่าลี่มี่" ลี่มี่ม้วนปอยผมขณะพูด

          "อ่วยอ่าอีอามอ่า อึก ส่วนข้ามีนามว่าหนิงเยว่" หนิงเยว่กลืนแป้งคำโตลงกระเพาะก่อนจะแนะนำตัวและกลับไปกินต่อ

          เวลาผ่านไป มีแต่เสียงซดน้ำและกัดแป้งของหนิงเยว่ที่ยังดังอย่างต่อเนื่อง

          "อ่า อิ่มมาก ไว้มีโอกาศข้าจะมากินเกี้ยวของท่านนะลี่มี่" หนิงเยว่กล่าวเสร็จก็ลุกขึ้นเตรียมกลับไปยังสำนัก

          "เดี๋ยวก่อน" ลี่มี่ดึงชายเสื้อของหนิงเยว่เอาไว้

          "หือ?"

          "ไม่ทราบว่าท่านอาศัยอยู่ที่ใดหรือ" ลี่มี่ก้มหน้าพยายามเก็บอั้นความอายของตนเอาไว้ ชีวิตนี้ของนางไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาถามที่อยู่ของบุรุษเพศ

          "ตัวข้าอาศัยที่บ้านเล็กๆหน้าตลาดนี้เอง ถ้าท่านเดินออกไปหันขวาก็จะเจอทางตรงนั่นละ เดินเข้ามาก็จะเจอสำนักที่ข้าอยู่" หนิงเยว่รีบวิ่งออกไปเพราะเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว เดียวจะผิดคำสั่งของท่านอาจารย์

          "เดียวพรุ่งนี้ข้าค่อยเอาไปมอบให้เขาดีกว่า เอาละ! ท่านชายหยางเถิง ข้ามาจ่ายหนี้ของท่านแล้ว" ลี่มี่รีบคว้าถุงเงินและไม่ลืมที่จะปิดประตูร้านและเดินออกไปด้วยใจเบิกบาน

 

 

 

         

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 239 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #4 Tronsa (@Tronsa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:34
    ขออีกงาบ
    #4
    0