เทพหมัดสะท้านฟ้า นามของข้าคือ!!

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 38,294 Views

  • 136 Comments

  • 899 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    18,960

    Overall
    38,294

ตอนที่ 26 : ตอนที่ 26

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2604
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    21 มี.ค. 62

         ตำหนักยาแห่งสำนักวารีสิ้นนั้นขึ้นชื่อเรื่องเจ้าตำหนัก ผู้อาวุโสหย่งฉือนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่ระดับสูงของจอมยุทธ หรือแม้แต่สมาคมนักปรุงยา นางเองก็เป็นหนึ่งในสิบ

          ที่นางโด่งดังเพราะหนึ่ง ฝีมืออันเก่งกาจ  แม้จะสู้กับเหล่าผู้มีพรสวรรค์ไม่ได้ แต่ผลที่ได้จากการพยายามและคำชี้แนะของคนปริศนาผู้หนึ่ง นางก็ก้าวเข้ามาในยอดปีระมิดศาสตร์แห่งการปรุงยาของอาณาจักร

          ส่วนอีกข้อนั้น เพราะนิสัยนาง..

          หนิงเยว่เป็นห่วงฉิงชวนก็เลยรีบมาหา พอเปิดประตูเข้ามาก็เจอฉิงชวนเปลือยกายอยู่!” หย่งฉือนั้นมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด โดยผลที่ตามมาหลังจากนั้นช่างน่าตลกขบขันจนนางไม่อาจกลั้นเสียหัวเราะได้อีกต่อไป

          ท่านพี่หย่งฉือ ข้าขอทีเถอะ ชายชราผู้เป็นอาจารย์ของฉิงชวนยกมือปิดหน้าจากความอับอาย เรื่องอัปยศที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์สาวของเขา เมื่อถูกเล่าขานโดยหย่งฉือแล้วมันก็กระทบจิตใจของเขาไม่น้อย

          เป็นอะไรไปหย่งหมิง สมัยก่อนเจ้าก็ชอบแอบดูบ่อน้ำไม่ใช่เรอะ!” ฝ่ามือเหี่ยวหย่นตบลงบนแผ่นหลังชายชราหลายป้าบ แสดงถึงความสนิทสนมกันเกินกว่าปกติของทั้งสอง

          หย่งฉือคือพี่สาวแท้ๆของหย่งหมิงนั่นเอง

          ท่านอาจารย์?ฉิงชวนส่งสายตาเคลือบแคลงเชิงดูหมิ่นไปทางหย่งหมิง

          นางแทบไม่เชื่อหูตัวเองที่อาจารย์ผู้สูงส่งเคยมีพฤติกรรมหยาบคาบเช่นนั้น

          เรื่องมันก็ผ่านไปร้อยปีแล้วนะท่านพี่ ข้าเองก็แต่งงานมีลูกเมียเป็นตัวเป็นตนแล้ว

        เหอะ ไม่ใช่ว่าเมียเจ้าหอบลูกหนีไปแคว้นอื่นเพรานิสัยกระล่อนปลิ้นปล้อนของเจ้างั้นเรอะ หย่งฉือกล่าวด้วยท่าทางตำหนิ สายตาแหลมคมเหมือนจะเฉือนผ่านดวงวิญญาณของผู้เป็นน้องได้

          หย่งหมิงเบือนหน้าหนีศิษย์สาวที่นับเวลาผ่านไปก็ยิ่งส่งสายตาเคลือบแคลงใจ

          อุบะ พวกเจ้านี่ห่างเหินกันจริงๆ ฮะฮะฮะ จู่ๆหย่งฉือก็หลุดหัวเราะเสียงดัง

          ข้าแค่อยากทดสอบเจ้าดูเท่านั้น เห็นไหมชวนเอ๋อร์ อาจารย์เจ้าเต็มไปด้วยความอับอาย มันหมายถึงเขาสำนึกในความผิด เจ้าอย่าไปถือโทษโกรธเขาเลยนะ

          ฉิงชวนเมื่อได้ฟังคำอธิบายของหญิงชราก็พลันสำนัก รีบค้อมตัวขอโทษผู้เป็นอาจารย์ในทันที ศิษย์ขออภัยที่เสียมารยาท

          ไม่เป็นไร ความผิดที่ข้าเคยก่อนั้นเป็นเรื่องจริง เจ้าเองก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้ในฐานะศิษย์เอกของข้า หย่งหมิงลูบศรีษะศิษย์สาวอย่างอ่อนโยน

          เอ่อพวกท่าน ข้าลุกขึ้นได้รึยัง?

          เสียงร้องทักท้วงมาจากชายผู้หนึ่งที่หน้าประตู บนหัวของเขาปรากฎถังไม้ขนาดสองคนโอบที่ใส่น้ำไว้เต็มเปี่ยม โดยเขาต้องใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวของมือแต่ละข้างยันเอาไว้ ขณะที่เท้าข้างล่างต้องนั่งคุกเข่า

          ชายผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือหนิงเยว่นั่นเอง

          ไม่ได้!” ฉิงชวนตวาดลั่นพร้อมเบือนหน้าหนี

          ก็ได้.. หนิงเยว่ตอบรับเสียงเศร้า ที่เขาทักท้วงไม่ใช่เพราะว่าเหนื่อยหรืออะไร เขาเบื่อมากที่ต้องมาเสียเวลานั่งแบกถังน้ำนี่

          เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรก็ต้องย้อนกลับไปหนึ่งชั่วยามก่อน

          หลังจากที่ฉิงชวนถีบทะลุประตูมาแล้ว นางก็ก้นด่าหนิงเยว่ต่างๆนาๆ ด้วยความที่เป็นชายชาตรี เห็นสตรีบ่นแล้วต้องรับ(?) เขาจึงยอมให้อีกฝั่งสั่งลงโทษเขาได้อย่างหนึ่ง

          และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องมาแบกถังอยู่เช่นนี้

          หนิงเยว่เองก็คิดว่ามันไม่ยุติธรรม แต่การเปิดประตูเข้าไปโดยบังเอิญกับการมองเห็นเรือนร่างของสตรีนั้นเทียบค่ากันไม่ได้ ใจของเด็กหนุ่มก็รู้ดี เพราะงั้นเขาจึงยอมรับบทลงโทษที่ไม่เป็นธรรมนี้

          แถมเขาเองก็เหมือนจะโกงนางไว้หลายส่วน เพราะบทลงโทษทางพลังกาย หากไม่ใช่ระดับบ้าบิ่นจริงๆ เขาก็ไม่เสียแรงแต่อย่างใด

          ขอโทษนะหนิงเยว่ ฉิงชวนก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ ผู้ที่คอยเฝ้ามองหนิงเยว่คือจางเฟย ในฐานะผู้มีพระคุณ นางเองก็ไม่ชอบที่เห็นหนิงเยว่ต้องมาแบกถังน้ำเอาไว้เป็นเวลายาวนาน

          นางคอยป้อนน้ำและเช็ดเหงื่อให้กับเด็กหนุ่มตลอดเวลาที่ผ่านมานี่

          แสงตะวันเบื้องบนนั้นร้อนไม่ใช่น้อย ความร้อนที่สะสมในร่างและในน้ำจึงทำให้หนิงเยว่ต้องหลั่งเหงื่อไคลออกมาเป็นธรรมดาตามกลไลของธรรมชาติ

          จะยังไงเขาก็ไม่มีปราณไว้ฝืนกฎเกณฑ์เหล่านี้เหมือนคนอื่นๆอยู่แล้ว

          อย่าได้ขอโทษข้าเลยท่านหญิงจางเฟย เป็นข้าเองต่างหากที่รีบร้อน หนิงเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิด

          ฉิงชวนยามส่งสายตามองไปยังสองชายหญิง หนิงเยว่กับจางเฟยก็รู้สึกอึดอัดประการหนึ่ง ในยามนี้นางเห็นสมควรแล้วว่าเขาควรจะพ้นโทษเสียที

          ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นแค่เรื่องบังเอิญที่เขาโผล่เขามา ความโกรธของนางเองก็บั่นทอนไปหลายส่วนแล้ว

          พอได้แล้วละหนิงเยว่ ข้ายกโทษให้ ฉิงชวนกล่าวจากใจจริงเก้าจากสิบส่วน อีกหนึ่งส่วนคือเกียรติยศของสตรีที่ไม่ยอมยกให้ เห็นกายเปล่าไม่ใช่เรื่องที่จะอภัยง่ายปานนั้น

          หึ หย่งฉือลอบยิ้ม หญิงชราจงใจขุดอดีตของหย่งหมิงขึ้นเพื่อให้เด็กสาวผ่อนคลายลง และลดทอนทิฐิไปหลายส่วน

          หนิงเยว่หลังจากเป็นอิสระก็ลุกขึ้นเตรียมกลับไปที่บ้าน เหมือนรับรู้ว่าฉิงชวนสุขภาพดีไม่มีปัญหา เด็กหนุ่มก็ไม่มีอะไรติดค้างในอาณาเขตศิษย์สายในอีกแล้ว

          เจ้าลืมใช่ไหมว่ายังต้องมาเรียนวิชาชงชากับข้าอีกสองวัน? หย่งฉือกล่าวทักเมื่อเห็นหนิงเยว่ลุกขึ้นยืน

          อะ.. เด็กหนุ่มพลันเกิดสีหน้าว่างเปล่า ก่อนจะขึ้นสีแดงจากความเขิน

          ลืมซะสนิทเลย แหะๆ หนิงเยว่หัวเราะกลบเกลื่อน การต่อสู้เมื่อครู่ทำให้เรื่องเรียกชงชากับหญิงชราลอยหายไปกับสายลม

          เจ้านี้น้า เหมือนกับท่านจิวซี่จริงๆ หญิงสาวกุมขมับพลางส่ายศรีษะอย่างเหนื่อยใจ แต่ถึงกระนั้นบนใบหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มงดงามราวสาววัยแรกแย้มประดับอยู่

          ท่านพี่ ยิ้มแบบนั้นข้าขนลุกนะ หย่งหมิงกล่าวขัดบรรยากาศ

          บนขมับของหย่งฉือปรากฎสายเลือดปูนโปน นางตั้งสติหันไปกล่างกับเด็กรุ่นใหม่ทั้งหลาย พวกเจ้าแยกย้ายไปกันเถอะ ขอให้พี่น้องชราคู่นี้ได้พูดคุยกันเพียงลำพังเสียหน่อย

          เหล่าเด็กรุ่นใหม่ทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะลุกขึ้น และแยกย้ายไปตามทางของตน

          หลังเห็นว่าเด็กจากไปแล้ว พร้อมเปิดประสาทสัมผัสธรรมชาติก็ไม่รับรู้ถึงตัวตนของผู้อื่นอีก หย่งฉือก็หันไปมองหย่งหมิงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ดูเย็นเยียบเหมือนจะแช่แข็งเขาไว้ตลอดกาล

          อยากให้ข้าเล่าเลือนหนึ่งราตรีพันนารีของเจ้าให้ศิษย์ที่รักฟังไหม?

        อย่านะ!! ข้าขอร้อง!!!”

 

        ไม่นาน หนิงเยว่ก็มาถึงหน้าทางออกหุบเขาโดยมีจางเฟยและฉิงชวนเดินมาส่ง

          จะรีบไปไหนกัน น้ำเสียงที่ฟังดูอบอุ่นราวดวงตะวันดังขึ้นในโสตประสาทของทั้งสาม

          หนิงเยว่เป็นคนแรกที่หาต้นตอของเสียงได้

          ท่านคือ?

          หลังบานประตูปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหนิงเยว่ ผมของเขาเป็นสีแดงฉานเหมือนโลหิต ดวงตาสีเหลืองสว่างดั่งดวงตะวัน รูปหน้าหล่อเหลาคมคายดั่งรูปสลัก

          ข้าหยาง ไม่มีแซ่ใดๆทั้งสิ้น หยางประกาศกร้าว ความเข้มแข็งของจิตวิญญาณแม้แต่หนิงเยว่ยังต้องสั่นสะท้านไปพริบตาหนึ่ง

          หืม? หยางเลิกคิ้วสูง มองหนิงเยว่ด้วยสายตาชื่นชม ภายในอาณาเขตรอบเมืองสีหมอกไม่เคยมีผู้เยาว์คนไหนตั้งสติได้เร็วเท่านี้

          แม้แต่จางเฟยและฉิงชวนที่คุ้ยเคยกับเด็กหนุ่มแปลกหน้าก็ยังนับว่าช้ากว่าหนิงเยว่อยู่หนึ่งก้าว

          ““ศิษย์พี่หยาง!”” หญิงสาวทั้งสองร้องร่ำอย่างดีใจ ทะยานร่างเขาไปโอบกอดเด็กหนุ่มขนาบสองข้าง สร้างความอิจฉา(ไม่)เล็กให้กับหนิงเยว่

          ปล่อยข้า!” เสียงของศิษย์พี่หยางปรากฏความอึดอัดหลายส่วน ยามเมื่อขุนเขาสี่ลูกบดขยี้ เขาก็ยากที่จะหายใจ

          หญิงสาวทั้งสองปล่อยเด็กหนุ่มก่อนหัวเราะอย่างลืมตัว พวกนางคงดีใจมากเกินไปหน่อย

          เดี๋ยวนะ หนิงเยว่ที่ยืนดูอยู่พลันนึกสิ่งหนึ่งขึ้นออก สรรพนามที่หญิงสาวทั้งสองเรียกเด็กหนุ่มอายุประมาณเดียวกับเขาว่าศิษย์พี่

        การที่พวกท่านทั้งสองเรียกเขาว่าศิษย์พี่ นั่นก็หมายความว่า

        ใบหน้าศิษย์พี่หยางปรากฏความภาคภูมิใจประการณ์หนึ่ง คนที่อายุมากกว่าเรียกเขาว่าศิษย์พี่นั้นย่อมมีสาเหตุเดียว

ท่านเป็นพวกไม่รู้จักโต? หนิงเยว่เอ่ยถามอย่างบริสุทธิ์ใจ

          ข้าอายุสิบห้าโว้ย!! ข้าแค่เก่งเฉยๆ”   

-----------------------------------------------------------------

ช่วงนี้หวัดกินนะครับ อาจจะลงช้าหน่อย

เนื้อเรื่องอาจแปลกไปบ้าง เดี่๋ยวจะกลับมาแก้บางจุดทีหลัง ช่วงนี้ปวดหัวนิดหน่อย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #50 ILOVEMRCHU (@ILOVEMRCHU) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 17:49

    เก็บเป็นคอลเลคชั่นเลย

    #50
    0
  2. #49 somkl (@somkl) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 13:45
    แม่นแม่น
    #49
    0
  3. #48 chanwut (@chanwut151237) (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 01:29
    พระเอกเป็นอะไรกับไซตะมะครับ
    #48
    0