ตอนที่ 53 : ๒๐_ชัดเจนทีละน้อย 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 315
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    29 พ.ค. 62







๒๐ : ชัดเจนทีละน้อย










...




"นี่คุณ! คุณชาย! คุณชายใหญ่!!" คุณหนูใหญ่ขึ้นเสียงเรียกคนที่กำลังลากจูงเธอไปตามทางเดินของวัง แต่เจ้าของชื่อทำท่าราวกับไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น มือแกร่งยังคงตั้งหน้าตั้งตาลากจูงข้อมือเล็กไม่ปล่อย

คนถูกลากจูงหน้าบึ้งเล็กน้อยขืนตัวเองไว้ คุณชายหนุ่มจึงหยุดเดินแล้วหันหลังมามองโดยที่ยังไม่ปล่อยมือ

"หยุดเดินทำไม"

"ก็คุณเอาแต่ลาก ๆ ไม่ฟังฉันเลย" คุณหนูใหญ่เอ่ยเสียงเง้างอน

"ผมเป็นห่วงคุณนี่" ตาคมเรียวที่แฝงไปด้วยความห่วงใยสบไปที่ตากลมใส คนถูกมองอ้ำอึงเล็กน้อย ไม่คุ้นชินกับสายตาแบบนี้ของชายหนุ่มเท่าไหร่

"รู้แล้ว แต่ฉันไม่เป็นไรแค่เข็มแทงเอง" เอ่ยเสียงอุบอิบพลางก้มหน้าหลบสายตาที่มองมา

"เข็มร้อยมาลัยนะคุณไม่ใช่เข็มเย็บผ้า" คุณชายใหญ่เอ่ยท้วง "ถ้าไม่เห็นแก่ผมก็เห็นแก่หม่อมแม่ที่เป็นห่วงคุณเถอะ"

"ก็ได้ ๆ เดินต่อไปสิ" 

ร่างสูงออกก้าวเดินอีกครั้ง คราวนี้คุณหนูใหญ่ไม่ขัดขืนอีกต่อไป มือใหญ่กระชับมือบางแน่นให้หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ มองแผ่นหลังกว้างเบื้องหน้าด้วยแววตาที่บรรยายความรู้สึกไม่ถูก








กล่องปฐมพยาบาลบนโต๊ะถูกเปิดออก บุรุษพยาบาลจำเป็นจับมือบางล้างน้ำเพื่อทำความสะอาดแผลก่อนจะซับด้วยผ้าสะอาด เบตาดีนสีน้ำตาลเข้มถูกเปิดฝาเทลงบนสำลี มือใหญ่ค่อย ๆ แตะมันลงแผลอย่างเบามือที่สุดในชีวิต ตามด้วยแบนด์เอดสีเนื้อที่ถูกปิดทับลงมา

"ขอบคุณนะ" คุณหนูใหญ่มองนิ้วชี้ที่ถูกแปะด้วยแบนด์เอดไปมา ชายหนุ่มตรงหน้าเธอมือเบากว่าที่คิด เธอไม่รู้สึกเจ็บหรือแสบเลยแม้แต่น้อย

"ไม่เป็นไร วันหลังก็ระวังหน่อย อย่าเจ็บตัวบ่อยนักล่ะคุณ"

"หืม ทำไมล่ะ" 

"ผมไม่ชอบน่ะสิ" ตาคมเรียวจ้องมองไปที่แววตาใสของหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาอ่อนแสง ทำเอาคนถูกมองรู้สึกขัดเขินอีกครา ว

"อะ อือ รู้แล้ว"

"ผมขอโทษ" จู่ ๆ ก็เอ่ยคำขอโทษ คุณหนูใหญ่มองอย่างไม่เข้าใจ 

"คุณขอโทษไปแล้วเมื่อกี้นี้"

"ผมขอโทษในเรื่องที่ผ่านมาที่เคยทำให้คุณเจ็บตัว...คิด ๆ ดูแล้วตั้งแต่รู้จักกันมาเป็นผมมาตลอดที่ทำให้คุณเจ็บตัว"  

"..." หญิงสาวอึ้งไปเล็กน้อย เรื่องก็ผ่านไปแล้ว ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะคิดมากขนาดนี้

"คุณจะยกโทษให้ผมได้ไหม" เสียงทุ้มเอ่ยพลางมองหญิงสาวด้วยแววตาเว้าวอน

"ไม่...ไม่ยกโทษให้" คุณหนูใหญ่เชิดริมฝีปากขึ้นพร้อมยกมือขึ้นกอดอก ชายหนุ่มชะงักหน้าถอดสีเล็กน้อย เธอเหลือบตามอง รู้สึกขำในใจกับท่าทางอึ้งกิมกี่นั้น ก่อนจะหลุดยิ้มออกมา "โถ่คุณ ไม่เอาน่า ฉันล้อเล่น"

"หมายความว่ายังไง" ดูเหมือนว่าคุณชายใหญ่จะงงไม่หายกับท่าทางทีเล่นทีจริงของหญิงสาว

"ฉันไม่โกรธคุณแล้ว เพราะฉะนั้นลืมมันไปเถอะ อย่าเก็บมาใส่ใจเลย" รอยยิ้มหวานถูกส่งมาให้ 

"หึ" คุณชายใหญ่หลุดยิ้มออกมา ส่ายหัวไปมาเล็กน้อย "คุณนี่มัน..."

"ฉันทำไมเหรอ" ตากลมใสแป๋วมองไปที่ชายหนุ่มอย่างใสซื่อ นี่สินะที่เค้าเรียกว่าทำเป็นหน้าซื่อตาใส

"คุณหนูตัวร้าย

"ขอบคุณที่ชม"

"ยังจะทำหน้าทะเล้น" ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความหมั่นเขี้ยว 

"ฮั่นแน่ จะหัวเราะล่ะสิ" นิ้วเล็กชี้ไปที่ใบหน้าหล่อเหลาอย่างล้อเลียน

ในห้องนั่งเล่นกว้างเสียงหัวเราะกังวานใสผสานกับเสียงทุ้มนุ่มแบบชายหนุ่มทำเอาคนได้ยินรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ 

หม่อมแขไขกับประนอมยืนมองหนุ่มสาวทั้งสองด้วยแววตายินดี นานแค่ไหนแล้วนะที่พวกท่านไม่ได้เห็นคุณชายใหญ่ยิ้มกว้างและอารมณ์ดีจนหลุดหัวเราะออกมาแบบนี้ สายธารา ธนกิจโภคิณคือผู้นำแสงสว่างกลับคืนมายังวังวิชชากรอย่างแท้จริง













"คุณหญิงจะไม่ลงมาจริง ๆ หรือคะ" ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเข้าเย็นของวันนี้คุณหนูใหญ่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคุณหญิงคนเล็กของวังวิชชากร ยิ่งได้รู้มาจากหม่อมแขไขว่าคุณหญิงเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องนับตั้งแต่วันที่ได้รู้ความจริง ทำให้เธออดเป็นกังวลไม่ได้

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าวิตกกังวลของหญิงสาว

"ใช่หนูน้ำ หญิงฟ้าคงมีเรื่องให้ทบทวนหลายเรื่องถึงเก็บตัวเงียบ อันที่จริงมันเป็นเรื่องปกตินะ หญิงฟ้าเป็นแบบนี้เสมอเวลามีเรื่องให้ต้องคิด" ท่านชายตรัส

"หนูน้ำอย่าคิดมากเลยนะคะ น้าเชื่อว่าต้องมีเรื่องดี ๆ เกิดหลังจากนี้แน่นอน" คราวนี้เป็นหม่อมแขไขที่เอื้อมมือมาจับมือบางไว้พลางส่งยิ้มให้คลายกังวล

"เข้าใจแล้วค่ะ" แม้จะพยักหน้าหน้ารับจากคนแปลกหน้าสู่แต่ก็มิวายเหลือบขึ้นไปมองชั้นสองด้วยหวังว่าจะได้เห็นร่างระหงของใครบางคน

ครอบครัววิชชากรมองแขกสาวด้วยสายตาพึงใจ หญิงสาวมีจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีต่อคนในราชสกุลวิชชากรอย่างแท้จริง จากหญิงสาวแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาในวังวันนั้นสู่การเป็นเสมือนหนึ่งในครอบครัววันนี้ คุณชายใหญ่ลอบสบตากับผู้ให้กำเนิดด้วยแววตาที่รู้กัน

"เอาล่ะทานข้าวกันดีกว่า"

สิ้นเสียงรับสั่งของประมุขของวังทุกคนก็เริ่มลงมือรับประทานมื้อเย็น แม้จะขาดสมาชิกในครอบครัวหนึ่งคนแต่โต๊ะอาหารก็ไม่เงียบเหงาเพราะมีเสียงเจื้อยแจ้วที่คอยเล่านู่นเล่านี่ให้ฟังไม่หยุด 

ถ้าเป็นแบบนี้ตลอดไปก็คงจะดี...













"อันที่จริงคุณไม่ต้องมาส่งฉันก็ได้" คุณหนูใหญ่หันมาเอ่ยกับคนที่มาส่งถึงบ้านด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

"คุณไม่ชอบเหรอ" 

"ก็...เปล่า แต่ให้คุณไป ๆ มา ๆ แบบนี้ก็ไม่โอเค ยังไงฉันก็มีการ์ดคอยไปรับไปส่งอยู่แล้ว" คุณหนูใหญ่ไม่อยากให้ชายหนุ่มตรงหน้าเหนื่อยเกินไป ระยะทางระหว่างวังวิชชากรที่ตั้งอยู่ในเขตพระนครกับคฤหาสน์ธนกิจโภคิณที่ตั้งอยู่ชานเมืองใกล้กันเสียเมื่อไหร่ไหนจะต้องฝ่ารถติดอีก

"ไม่โอเคยังไง" 

"คุณไม่เหนื่อยหรือไง ดีที่วันนี้คุณทำงานแค่ครึ่งวันแต่วันอื่น ๆ ล่ะ คุณจะคอยมาส่งฉันแบบนี้เหรอ" 

"สำหรับผมประเด็นไม่ได้อยู่ตรงที่เหนื่อยหรือไม่เหนื่อย แต่มันอยู่ตรงที่ผมอยากมีเวลาอยู่กับคุณให้นานขึ้น" คำพูดแสนตรงไปตรงไปตรงมาทำให้คุณหนูใหญ่อึ้งไปนิดก่อนจะรู้สึกสะท้านอายเมื่อสบเข้ากับแววตาคมเรียวที่สื่อความจริงใจออกมา

ตาคนนี้...ได้ทีก็เอาใหญ่ พึ่งผ่านไปไม่ถึงวันก็จู่โจมเธอไม่หยุด ท่าทางนิ่ง ๆ ก็แค่ภาพลวงตาสินะ

ให้ตายเถอะ เธอไม่ชินจริง ๆ นะ












ก๊อก ๆ...


คนที่กำลังมองตากันนิ่งชะงัก หันไปมองกระจกฝั่งที่ถูกเคาะ ร่างสูงใหญ่ของนายน้อยแห่งธนกิจโภคิณจ้องเข้ามาในรถด้วยแววตาดุ คุณหนูใหญ่กุลีกุจรลงจากรถอย่างเร็วด้วยความเกรงใจน้องชาย

"อะ อาหลง ออกมารับพี่เหรอ"

"ครับ เห็นรถจอดอยู่ตั้งนานแต่พี่ไม่ลงมาสักทีก็เลยลองเคาะกระจกดู" คนเป็นน้องพูดเสียงนิ่ง

"คือ มีเรื่องคุยกันนิดหน่อย" ปฐพีพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันกลับไปมองชายหนุ่มในรถ นัยตาคมสองคู่สบกันนิ่ง ก่อนจะเป็นนายน้อยที่ถอนสายตาออกมาก่อนพลางถอนหายใจ 

"สองคน มีเรื่องจะคุยกันหรือเปล่า" คุณหนูใหญ่มองคุณชายหนุ่มกับน้องชายสลับกันไปมาเมื่อเห็นทั้งคู่จ้องหน้ากันอยู่นาน

"อันที่จริงก็มี แต่เอาไว้ก่อนก็ได้ครับ ขอบคุณพี่ชายใหญ่ที่มาส่งพี่สาวของผม แต่คราวหลังไม่ต้องก็ได้" นัยตาคมดุมองไปที่คุณชายใหญ่

"ไม่เป็นไร ฉันยินดี" นัยตาคมเรียวมองกลับไปอย่างไม่กลัวเกรงกับสายตาเชิงข่มขู่นั่น


พูดคุยกัยอีกไม่กี่คำรถยุโรปคันหรูก็แล่นออกไป สองพี่น้องมองตามมันจนลับสายตา คนพี่มองด้วยหัวใจที่สั่นไหว วันนี้เป็นวันที่พิเศษจริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนที่พึ่งกลับไปดูจะชัดเจนขึ้นอีกระดับ ในขณะที่คนน้องมองด้วยสายตาครุ่นคิด

"เข้าบ้านเถอะครับ" แตะที่ศอกของพี่สาวเมื่อเห็นว่าเธอยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน








"พี่ขึ้นห้องก่อนนะ" 

"ครับ" 

ปฐพีมองตามพี่สาวเดินขึ้นบันไดไป แววตาอ่อนแสงที่มักจะใช้มองเธออยู่เสมอแปรเปลี่ยนเป็นแววตาที่เคร่งเครียดขึ้น เขารู้ว่าวิชชากรกรุ๊ปกำลังมีปัญหาเรื่องทุจริตซึ่งยังจัดการคนทำไม่ได้ แต่จากการรายงานว่ามีคนกำลังจับตามองพี่สาวของเขาอยู่ทำให้เขารู้ว่าเธอกำลังกลายเป็นเป้าหมายของพวกมันถ้าคิดจะเล่นงานคุณชายใหญ่ บางทีธนกิจโภคิณอาจกลายเป็นหมากที่ถูกดึงเข้ามาเล่นในเกมนี้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจก็ได้









ในห้องทำงานกว้างบนชั้นสองของวังวิชชากรเสียงพูดคุยผ่านเครื่องมือสื่อสารดังขึ้นเบา ๆ หลังจากส่งหญิงสาวถึงบ้าน ใช้เวลาไม่นานคุณชายใหญ่ก็กลับมาถึงวังก่อนจะตรงดิ่งขึ้นห้องทำงาน ราวกับตาเห็นทันทีที่เขาหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ได้ไม่เท่าไรสายตรงจากนายน้อยแห่งธนกิจโภคิณก็ส่งมาถึงเขา


"พี่ชายใหญ่คิดจะทำอะไร" เสียงทุ้มดังขึ้นมาตามสาย คุณชายใหญ่ก็กระตุกยิ้มมุมปาก

"หึ"

"ผมรู้ว่าพี่รู้ว่าพี่น้ำจะกลายเป็นเป้าหมายของพวกมัน" 

"ใช่ ฉันรู้"

"แล้วทำไม?"

"ทำใมฉันทำให้ความสัมพันธ์มันชัดเจนขึ้นน่ะเหรอ" คุณชายหนุ่มรู้ดีว่าคนรอบข้างต่างมองความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณหนูใหญ่ออก มองเผิน ๆ อาจเป็นแค่คนที่ไม่ถูกกัน แต่แท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของพวกเราซับซ้อนกว่านั้น มันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่แรกเราทั้งคู่ต่างรู้ดี 

"ใช่ ผมแค่อยากให้พี่รู้ไว้ว่าธนกิจโภคิณจะไม่มีวันยอมให้คนในตระกูลแบกรับความเสี่ยงเด็ดขาด โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่แล้วล่ะก็ไม่มีใครแตะต้องเธอได้ทั้งนั้น" ปฐพีเอ่ยเสียงเย็นเยียบ

"หึ ไม่อย่างนั้นธนกิจโภคิณจะพรากเธอไปน่ะเหรอ" 

"มันเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้"

"ฟังนะดิน ฉันไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ฉันไม่เหมือนนาย" 

"..." 

"นายอาจจะมองว่าการทำร้ายหัวใจตัวเองเพื่อแลกกับความปลอดภัยเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่เชื่อฉันสิมันมีวิธีที่เราสามารถรักษาทั้งสองอย่างได้" ใคร ๆ ก็บอกว่าการจับปลาสองมือท้ายสุดเราจะไม่เหลืออะไร แต่สำหรับคุณชายใหญ่เขาสามารถทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่เขาทำไม่ได้

"แล้วพี่ชายใหญ่จะทำยังไง" หลังจากนิ่งฟังปฐพีจึงตัดสินใจถาม บางทีชายอายุมากกว่าเขาคนนี้อาจมีวิธีที่ดีกว่า เพราะประสบการณ์คือสิ่งหนึ่งที่เงินของธนกิจโภคิณซื้อไม่ได้ 

.
.
.


100%

tbc.

_________________________________

Talk

มาคอยดูกันว่าคุณชายใหญ่แก้ปัญหายังไง ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเด็ดขาด เพราะบริบทของแต่ละคนแตกต่าง นึกถึงตอนที่อาหลงเลือกที่จะจากไป ตอนนั้นเขาเป็นแค่เด็กอายุ 18 เขามองโลกไม่ได้หลายด้านเท่าคนที่อายุมากกว่าแน่นอน ในตอนนั้นเขาวางความปลอดภัยของเพียงฟ้าไว้ที่หนึ่งและแก้ไขปัญหาได้เท่าที่ประสบการณ์มีเท่านั้น 

สำหรับผู้ชายวัย 30 อย่างคุณชายใหญ่ เมื่อต้องเผชิญปัญหาที่คล้ายคลึงกัน แน่นอนว่าอายุที่มากกว่าและประสบการณ์ที่มากกว่าเขาต้องมีวิธีแก้ที่แตกต่างกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโปรดติดตามตอนต่อไป



















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #37 Supatra_ja (@Supatra_ja) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 8 เมษายน 2562 / 21:08
    แก้ไขปัญหาอื่นมันไม่ยากนะไรท์ แต่แก้ไขปัญหาหัวใจ มือที่สามนี่ยากจริงๆ
    #37
    0