[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,474,008 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,279

    Overall
    1,474,008

ตอนที่ 53 : บทที่ 52 จู่โจม (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 72 ครั้ง
    23 ส.ค. 57

 

บทที่ 52 จู่โจม

 

         ทันทีที่ตั้งเต็นท์พักเสร็จแล้วราล์ฟก็เริ่มดำเนินแผนการที่เตรียมเอาไว้ ในสถานการณ์ที่กดดันแบบนี้การชิงเคลื่อนไหวก่อนย่อมได้เปรียบกว่ารอตั้งรับ ก่อนหน้านี้ราล์ฟเคยคิดว่าสิ่งนี้เป็นแต่คีย์ไอเทมที่ช่วยให้ได้รับข่าวสารช่องพิเศษเกี่ยวกับสมุนไพรที่จะส่งรายการสมุนไพรที่ส่งขายให้กับเมืองส่วนใหญ่ แต่พอลองคิดในทางกลับกันแล้วพบว่ามันไม่ใช่ระบบการส่งข้อความทางเดียว แต่น่าจะสามารถติดต่อกลับได้อีกด้วย

          เข็มกลัดแสงตะวันที่ได้รับมานั้นทำให้เขาได้รับสิทธิประโยชน์ในหลายๆ อย่าง ซึ่งหากใช้สิทธิ์ที่ว่านั้นในการจำกัดการส่งขายสมุนไพรจะทำให้ความต้องการในตลาดเพิ่มมากขึ้นและราคาก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ชาวบ้านถูกโกงโดยพวกพ่อค้าในเมืองใหญ่ เพราะปัจจุบันสมุนไพรที่เป็นตัวยาสำคัญนั้นจะเป็นผลผลิตจากหมู่บ้านแสงตะวันเสียส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมีเรือนกระจกที่ไว้ใช้เพาะพันธุ์สมุนไพรที่เติบโตได้ยากอีกด้วย

          เมื่อลองติดต่อหาบาฟุเดนที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านแสงตะวันโดยการส่งข้อความผ่านระบบสื่อสารแบบไพรเวทซึ่งจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีคีย์ไอเทมอยู่ด้วยก็พบว่าสามารถติดต่อกลับได้จริง สักพักหนึ่งก็มีข้อความถูกส่งมาเพื่อให้เขากดยอมรับ เมื่อกดแล้วก็พบว่ามีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้นมาในช่องสื่อสาร

          เด็กหนุ่มได้บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ให้ทราบ ซึ่งบาฟุเดนก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกันที่รู้สึกว่ามีการออกรายการสมุนไพรที่ต้องส่งให้เป็นจำนวนมากในราคาที่ขายปัจจุบันที่เรียกว่าถูกมาก โชคดีที่ราล์ฟติดต่อมาก่อนจึงยังไม่ได้ตกลงเซ็นสัญญาในใบซื้อขาย พอรู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ราล์ฟก็บอกถึงความต้องการของตัวเองทันที

          “ข้าไม่เข้าใจท่านเลยจริงๆ ทั้งก่อนหน้านี้ก็เป็นตัวแทนติดต่อเรือขนส่งให้กับพวกเราโดยไม่ต้องส่งผ่านพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้น การทำแบบนี้ข้าไม่เห็นว่าท่านจะได้รับผลประโยชน์อะไรเลย ท่านเป็นถึงผู้ช่วยเหลือหมู่บ้านของพวกเรา มาตอนนี้ยังจะขอให้พวกเราทำแบบนี้ให้ไม่ถือว่าเป็นการเอาเปรียบท่านจนเกินไปหรอกหรือ”

          “ไม่ใช่ว่าฉันไม่สนใจผลประโยชน์ แต่บางสิ่งบางอย่างเราจำเป็นต้องสละเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ”

          บาฟุเดนรู้ได้เลยว่าต่อให้พูดจนพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจในสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้วอย่างเด็ดขาด จึงยอมตกลงรับปากจะทำให้ เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณเสร็จก็ปิดการสื่อสารลงและกลับไปรวมกลุ่มกับทุกคนที่กำลังช่วยกันย่างเนื้อกิ้งก่าที่ล่าได้วันนี้ อาคมหยอกล้อกับน้องสาวเล่นกันอย่างสนุกสนาน ส่วนไวพจน์นั้นก็เอาแต่เล่าวีรกรรมของตนที่แต่งขึ้นมาล้วนๆ ให้ทุกคนได้ฟังทั้งๆ ที่ไม่มีใครสนใจเลยสักคนเดียว

          ราล์ฟนั่งลงที่หน้ากองไฟและหยิบเอาเนื้อย่างสุกได้ที่ขึ้นมาทาน

          “ทุกอย่างจัดการเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้อีกไม่นานตลาดน้ำยาจะต้องมีความเปลี่ยนแปลง ถ้าอยากจะรวยก็ต้องอาศัยช่วงเวลาแบบนี้แหละ”

          “ก็งานสร้างความฉิบหายมันเป็นของถนัดของแกไม่ใช่หรือไง” อาคมจิกกัด

          “ผมอยากรู้ว่าทำไมลูกพี่จะต้องทำอะไรให้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนด้วยละครับ ทำแบบนี้ลูกพี่จะได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมา เท่าที่ผมเห็นมีแต่เสียกับเสีย น้ำยาก็จะแพงขึ้น หรือลูกพี่มั่นใจว่าจะอยู่รอดได้โดยไม่พึ่งน้ำยาพวกนี้”

          “ถ้าถามว่าฉันจะได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมา คำตอบก็คือไม่มี นอกจากความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งฉัน อาคม และอารินก็มีน้ำยาสะสมเอาไว้เพียงพอที่จะสู้ศึกระยะยาวอยู่แล้วด้วย การที่เราสามารถจำกัดทรัพยากรส่วนหนึ่งได้เท่ากับว่าสามารถควบคุมทิศทางของสงครามได้เช่นกัน นั่นแหละคือจุดประสงค์ของฉัน”

          พอรู้เป้าหมายของราล์ฟในตอนนี้ไวพจน์ก็รู้สึกได้เลยว่าเด็กหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคนนี้ร้ายกาจมาก โดยเฉพาะการสร้างความวุ่นวาย แม้ว่านี่จะเป็นกลุ่มที่ดีมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาดูจะมีความน่าเบื่ออยู่บ้าง เพราะไม่ค่อยจะมีการพูดหยอกล้อตามประสาเพื่อนร่วมทาง ราล์ฟเป็นคนประเภทที่เงียบได้ทุกสถานการณ์และชอบที่จะอยู่กับความคิดของตัวเอง อาคมนั้นสนใจแค่น้องสาวเท่านั้นและไม่คิดจะยุ่งวุ่นวายกับใครอื่น เช่นเดียวกับอารินที่ถ้าไม่อ่านหนังสือก็วาดรูปเล่นเท่านั้น จะมีก็แค่ไวพจน์ที่เป็นนักจ้อไม่หยุดสามารถพูดได้ตั้งแต่เรื่องที่มีสาระไปจนถึงเรื่องไร้สาระ

          ตกกลางคืนพวกเขาก็แยกย้ายกันไปนอน เนื่องจากว่ายังคงอยู่ในพื้นที่ทะเลทราย สัตว์ร้ายที่หากินในเวลากลางคืนก็ยังมีอยู่ไม่น้อย ทำให้ต้องแบ่งเวรกันเฝ้ายาม ซึ่งพลัดแรกนั้นก็มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของไวพจน์ ผลัดที่สองเป็นของอาคม และผลัดสุดท้ายก็เป็นของราล์ฟ แม้ว่าไวพจน์จะสงสัยเรื่องที่ทำไมถึงไม่ให้อารินออกมาเข้าเวรด้วยเพราะอายุขนาดนี้ก็น่าจะสามารถทำอะไรแบบนี้ได้แล้ว แต่เมื่อเจอสายตาอำมหิตของนักมายากลหนุ่มที่เหมือนจะล่วงรู้ความคิดเข้าไปก็ถึงกับหน้าซีดเผือดและยอมรับโดยที่ไม่ถามอะไรให้มากความอีก

         

          ในวันถัดมากลุ่มอิฟส์ที่ทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พากันออกเดินทางทันที ราล์ฟนำแผนที่กับเข็มทิศเพื่อใช้หาทิศทางที่จะต้องเดินทางต่อไปเพราะตอนนี้พวกเขาอยู่กันกลางทะเลทรายและรอบๆ ตัวก็มีแต่ทรายทั้งนั้นมันจึงเป็นอะไรที่ทำให้หลงทางได้ง่ายมาก ระหว่างการเดินทางก็เจอกับสัตว์อสูรมาเล่นงานอยู่บ่อยครั้ง ในตอนแรกๆ นั้นอาคมกลายเป็นตัวถ่วงของทีม เมื่อคำสาปที่สุ่มได้คือ คำสาปแดนดิไลออน คำสาปแปลกๆ ที่แค่โดนลมพัดเบาๆ ก็ปลิวไปไกลหลายร้อยเมตร พอมาครั้งที่สองก็ได้คำสาปหูความไวเสียงกลายเป็นว่าแค่เสียงดาบกระทบกันก็ลงไปนอนชักดิ้นชักงอ หลังๆ ก็เริ่มปรับตัวกับมันได้และใช้ข้อได้เปรียบของคำสาปพวกนั้นมาใช้กันแบบถูๆ ไถๆ

          ในขณะที่ไวพจน์นั้นก็สุดยอดไม่แพ้กัน เพราะเพียงแค่ระบบแจ้งเตือนการโจมตีของสัตว์อสูร เขาก็วิ่งหนีไปหลบอยู่ที่จุดที่ปลอดภัยที่อยู่ห่างจากกลุ่มเกือบสองร้อยเมตร มิหนำซ้ำยังลากพวกมันกลับมาอีกเป็นโขยงเนื่องจากทิศทางที่ไปนี้เป็นรังของพวกสัตว์อสูรทั้งนั้น

          ผิดกับอารินที่ได้นัคกี้ที่ผ่านการฝึกโหดจากราล์ฟคอยช่วยเหลือ ตอนนี้มันมีเลเวล 45 ซึ่งเทียบเท่ากับอาริน ความเร็วของมันไม่ใช่เล่นๆ ถึงจะไม่สามารถต่อสู้แบบหวังผลแพ้ชนะ แต่ถ้าแค่ก่อกวนให้อารินมีเวลาหนีจึงเป็นของง่ายสำหรับมันเลยทีเดียว

          ทางราล์ฟต้องรับหน้าที่หนักกว่าใครพวก เพราะปกติแล้วหน้าที่ในการจัดการนั้นจะต้องเป็นของอาคม แต่สถานการณ์ที่อาคมติดอยู่ในคำสาปแปลกๆ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้เหมือนที่เคยเป็นได้ หน้านี้เหล่านั้นจึงต้องตกเป็นของเขาแทนโดยปริยาย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการบ่นหรือหงุดหงิดอะไรออกมา เพราะเขาเข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้จะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อให้เคยชิน คิดในแง่ดีว่าอย่างน้อยนี่ก็ช่วยพัฒนาฝีมือและทักษะติดตัวและเพิ่มเลเวลของตัวเองไปด้วยนั่นเอง

          เมื่อสังหารพวกสัตว์อสูรที่เข้ามาโจมตีจนหมดแล้วและรออยู่พักหนึ่งเพื่อให้ระบบประเมินผลลัพธ์ ทันทีที่ระบบแจ้งเตือนผลการต่อสู้ราล์ฟก็เปิดดูหน้าต่างข้อมูลของกลุ่มโดยใช้สิทธิ์ของหัวหน้าเพื่อดูเลเวลของแต่ละคน พบว่าตอนนี้เลเวลของเขาคือ 39 เลเวลของอาคมคือ 45 เลเวลของอารินคือ 46 และเลเวลของไวพจน์คือ 32

          ไวพจน์ถึงกับลิงโลดเมื่อราล์ฟบอกว่าไอเทมที่ได้มาทั้งหมดนั้นจะต้องแบ่งกันอย่างเท่าเทียม แน่นอนว่าไวพจน์ไม่เสียทีที่เป็นพ่อค้ารีบแจกแจงราคาของไอเทมแบบชิ้นต่อชิ้นอย่างไม่มีปิดบัง โดยเฉพาะโล่แมงป่องที่ตอนนี้ราคาตามตลาดตกอยู่ที่ราคาแปดสิบเหรียญทอง ยิ่งผ้าคลุมหนังกิ้งก่าที่มีคุณสมบัติในการอำพรางตัวเป็นถึงแรร์ไอเทมที่มีความต้องการในตลาดสูงมาก แม้ว่าไวพจน์จะไม่ยอมบอกความจริงเพราะหวังจะฮุบไอเทมนี้เอาไว้เพียงคนเดียว แต่ก็ผิดคาดที่ราล์ฟกลับรู้เรื่องของราคาสินค้ามากกว่าที่ตนเองรู้เสียอีกจึงชวดของมีค่านี้ไป

          มื้อเที่ยงนั้นก็ได้นำเนื้อสัตว์อสูรที่โดนจัดการไปมาประกอบอาหารให้ได้ทานกัน แต่จะว่าไปแล้วไม่ว่าจะทำอาหารออกมามากหรือน้อยเพียงใด อาคมก็สามารถทานได้เกลี้ยงไม่มีเหลือให้ทิ้งขว้าง ยังดีที่ราล์ฟพอจะเดาได้จึงเก็บเนื้อบางส่วนเอาไว้จนเต็มถังทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องมื้อเย็นอีกต่อไป

          ถ้าทำออกมาแล้วหมดตลอดแบบนี้คงต้องจำกัดปริมาณการทำอาหารลงบ้างแล้วละ

 

          “ลูกพี่ครับแวะพักก่อนได้ไหม ผมไม่มีแรงเหลือจะเดินทางต่อแล้วนะครับ”

          “อารินถ้าเหนื่อยพี่ชายให้ขี่หลังเอาไหม ต้องเดินทางอีกไกลเลยนะ”

          “นัคกี้อย่าดิ้นสิคะ พื้นทรายมันร้อนนะ”

          เท่าที่ดูแล้วคนที่ดูจะจริงจังกับสถานการณ์ตอนนี้ที่สุดเห็นจะเป็นราล์ฟคนเดียว เพราะคนพวกนี้ถ้าไม่มีอันตรายอะไรเกิดขึ้นก็จะไม่กระตือรือร้น อยากรู้จริงๆ เลยว่าหากเขาบอกว่ากำลังหลงทางกันอยู่จะพากันโวยวายแค่ไหน แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ส่วนของความคิดเล่นๆ เท่านั้น เพราะหากราล์ฟเป็นคนนำทางแล้วโอกาสที่จะหลงได้นั้นมีอยู่น้อยมาก เพราะคงมีไม่กี่คนหรอกที่จะนำแผนที่ขึ้นมาเปิดดูทุกๆ ครึ่งชั่วโมง และเพราะแบบนี้อาคมถึงได้ไม่รู้สึกกังวลสักเท่าไหร่

          เมื่อถึงจุดแวะพักที่เห็นว่าน่าจะปลอดภัยไวพจน์ก็รีบนำผ้ายางออกมาขึงเพื่อกันแดดและกันลมทะเลทราย จากนั้นก็พักดื่มน้ำกัน ราล์ฟจึงแจ้งข่าวดีให้ทุกคนทราบว่าหากการเดินทางครั้งนี้ไม่มีอุปสรรคอะไรที่วุ่นวาย ก็น่าจะพ้นเขตทะเลทรายในตอนสายของวันพรุ่งนี้ และน่าจะไปถึงเมืองกรีนเบสได้ก่อนจะออฟไลน์

          ในระหว่างนั้นไวพจน์เองก็รู้สึกสงสัยมากเพราะทุกครั้งก่อนที่สัตว์อสูรจะทำการโจมตี จะพบว่าพวกราล์ฟจะรู้ตัวก่อนอยู่เสมอ สัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังจะถูกโจมตีก็คือตอนที่ราล์ฟและอาคมนำอาวุธขึ้นมาถือเตรียมพร้อมเอาไว้ จึงพยายามที่จะเลียบๆ เคียงๆ ถาม เพราะว่าการฝึกให้ได้มาซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นความลับที่ไม่ค่อยมีคนยอมเปิดเผยสักเท่าไหร่

          “มีสมองก็หัดคิดเองสิวะ” นั่นเป็นคำตอบของอาคมที่ใช้ตัดบทสนทนา เพราะเขารู้สึกว่าเจ้าพ่อค้าหัวเขียวคนนี้ต้องการจะรู้ข้อมูลเพื่อเอาไปขายต่อ ไม่ใช่เพราะต้องการฝึกฝนจริงๆ

          ในขณะที่ราล์ฟก็ให้คำตอบที่ฟังดูแล้วแทงใจดำเป็นอย่างมาก

          “นายมีหน้าที่คอยระวังภัยด้วยยังงั้นหรือ ฉันเห็นว่าพอมีการต่อสู้ทีไรนายก็หนีหายไปทุกทีเลยไม่ใช่เหรอ”

          “แต่พวกลูกพี่ก็สอนให้ผมได้นี่นา อย่างน้อยก็มีคนช่วยแบ่งเบาภาระไม่ดีเหรอครับ”

          เป็นคำถามที่ฟังดูมีเหตุผลมาก ราล์ฟไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นความคิดเพ้อฝันอยู่แล้ว ยังไงก็ตามไวพจน์ก็ถือว่าเป็นสมาชิกในกลุ่มอินฟินิต ฟรีด้อมเหมือนกัน

          “ถ้าแกอยากจะรู้ฉันบอกให้ก็ได้ ไอ้ทักษะที่ฉันใช้หาตำแหน่งของพวกมันคือ จิตสัมผัส ส่วนวิธีได้มายังไงไม่รู้ว่ะ” อาคมตอบแบบไม่แยแส สำหรับตัวเขาแล้วไม่เคยสนใจวิเคราะห์ว่าทักษะพวกนี้ได้มาเพราะเงื่อนไขอะไร คิดง่ายๆ แค่มันมีประโยชน์ก็พอ

          “ส่วนวิธีที่ฉันใช้ไม่ใช่ความสามารถจากทักษะ แต่เป็นประสบการณ์ที่มาจากการคิดวิเคราะห์ อิงจากสภาพแวดล้อม อุณหภูมิ กลิ่น และเสียง ที่สำคัญสายตาจะต้องไวมาก เพราะแค่คิดไปเองมันใช้เป็นหลักฐานยืนยันไม่ได้ ดังนั้นแล้วถ้ารู้สึกแปลกๆ ก็จะต้องมองไปที่อาคมเพื่อดูว่ามีปฏิกิริยาหรือไม่ก็แค่นั้น” ราล์ฟตอบวิธีที่ตัวเองใช้อย่างไม่หวงแหนความรู้ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ใครคิดจะเลียนแบบได้ง่าย

          แต่ถ้าจะว่ากันตามตรงแล้วทักษะโจมตีที่ใช้ในการต่อสู้จริงของราล์ฟนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ดังนั้นรูปแบบการต่อสู้ของเขาจึงเป็นสายเทคนิคเป็นหลัก ต่างจากสายต่อสู้ที่อาจจะต้องปะทะกันแบบดาบต่อดาบ ใช้วิธีการเสริมจุดเด่นในเรื่องของความเร็วและเน้นความสามารถในการหลบหลีก ส่วนพลังป้องกันและพลังโจมตีก็ทดแทนด้วยไอเทม

          “โห...พวกลูกพี่แต่ละคนเทพจริงๆ คนหนึ่งมีทักษะหายากเพียบแถมฝีมือในการต่อสู้ก็สุดยอด ลูกพี่อีกคนนอกจากจะทำอาหารได้โคตรอร่อย ยังเก่งทั้งเรื่องบู๊และบุ๋นอีกต่างหาก กี่ชาติผมจะเก่งเท่าพวกลูกพี่ได้ละครับเนี่ย”

          “เหอะ!!! แกคิดได้แค่นี้เหรอวะ”

          “อยากเก่งก็ฝึกเรื่องง่ายๆ ว่าแต่นายคิดที่จะหยุดฝีมือไว้แค่ที่พวกเรายังงั้นเหรอ คนเราต่างก็มีแนวทางในการต่อสู้ที่ไม่เหมือนกัน เพราะมันคือข้อดีของแต่ละคน วิธีการต่อสู้ในแบบของนายก็ควรจะค้นหาด้วยตัวเองสิ ถ้ามัวคิดแค่ว่าต้องการจะเก่งเหมือนคนอื่น ก็เท่ากับว่านายยืนอยู่กับที่ นายไม่มีทางใช้มายากลในการต่อสู้ได้เหมือนอาคม หรือสามารถวิเคราะห์รูปแบบการต่อสู้ได้ดีเท่ากับฉัน”

          ไวพจน์ได้แต่เก็บคำพูดของราล์ฟและอาคมไปคิดเพื่อหารูปแบบการต่อสู้ที่เป็นของตัวเอง เพราะขนาดราล์ฟที่มีอาชีพกุ๊กยังสามารถต่อสู้ได้แถมยังเก่งมากอีกด้วย บางทีตัวเองอาจจะแค่ตีกรอบความสามารถเอาไว้ก็ได้

          พอพักกันหายเหนื่อยแล้วราล์ฟก็บอกให้ทุกคนออกเดินทางกันต่อ แต่เมื่อเดินทางได้ระยะทางประมาณห้ากิโลเมตรเท่านั้น ราล์ฟก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นอยู่บนเส้นทางด้านหน้า ซากของรถเทียมม้าที่ใช้ขนส่งระหว่างเมืองจมอยู่ในผืนทราย มีอาวุธ ชุดเกราะ และเครื่องประดับตกอยู่ตามทางแต่ไม่ห่างกันมากเท่าไหร่นัก

          อาคมเห็นว่ามันไม่น่าจะมีอะไรก็บอกให้อารินนั่งรออยู่ก่อนและเดินตามราล์ฟลงไปด้วย ไวพจน์นั้นยิ้มระรื่นขณะที่กำลังก้มเก็บไอเทมทั้งหมดขึ้นมาใส่กระเป๋าของตัวเอง การรับทรัพย์ก้อนโตระหว่างทางเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยมากนัก ราล์ฟใช้มือกวาดพื้นทรายตรงตำแหน่งหนึ่งที่มีขนกระจุกอยู่ออก สิ่งที่พบเจอนั้นไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจหรือหวาดกลัว มันคือศีรษะของม้า เมื่อนำมันขึ้นมาตรวจสอบก็พบว่ามันถูกบางสิ่งบางอย่างตัดจนขาด

          “เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย” สตรีทเมจิกเอ่ยถาม

          ราล์ฟพลิกหัวของม้าและชี้ให้ดู “เห็นส่วนที่เป็นรอยตัดนี่ไหม โดยปกติแล้วการถูกตัดด้วยของมีคมรอยแผลที่เกิดขึ้นจะดูเรียบ แต่นั่นคือในกรณีที่ผู้ที่ใช้อาวุธสามารถตัดคอของม้าให้ขาดได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว ดูจากลักษณะของรอยแผลแล้วนี่น่าจะเป็นการกระชากเสียมากกว่า คิดว่าน่าจะถูกสัตว์อสูรบางตัวโจมตีซึ่งมันก็น่าจะเป็นสัตว์อสูรที่ตัวใหญ่มาก นายเห็นพวกไอเทมที่ตกอยู่พวกนั้นไหมล่ะ จากการอนุมานคาดว่าน่าจะเป็นการถูกฆ่าระหว่างหนีเสียมากกว่า จากตรงนั้นถึงตรงจุดโน้น ระยะทางก็ไม่ห่างกันสักเท่าไหร่ เจ้าตัวนี้น่าจะร้ายกาจไม่เบา...ไวพจน์ ดาบนั่นคลาสอะไร”

          “คลาส B ครับลูกพี่ ราคาดีซะด้วยสิ” ไวพจน์ยิ้มไม่หุบ

          “เข้าใจละ ดาบนั่นราคาแพงเอาเรื่อง ไอ้คนที่ตายจะต้องมีเลเวลไม่น้อยใช่ไหม” อาคมพยายามคิดตาม เพราะราล์ฟปูทางมาให้ขนาดนี้ หากไม่รู้อะไรเลยก็โง่เต็มทน

          “ถูก...แต่นายห้ามลืมกฎเรื่องเวลาด้วย สัตว์อสูรที่ถูกฆ่าร่างกายของมันจะสามารถอยู่ในนานถึง 1-2 ชั่วโมง ส่วนไอเทมนั้นสามารถอยู่ได้นานถึง 6 ชั่วโมง สาเหตุที่มีไว้ก็เพื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแบบนี้ และก็เพื่อให้เพลเยอร์ที่ตายมีเวลาเหลือพอที่จะเดินทางย้อนกลับมาเก็บได้ ดูจากสภาพของม้าตัวนี้ที่ยังไม่หายไปแสดงว่าเหตุการณ์มันพึ่งเกิดได้ไม่นาน ฉันจึงสรุปสถานการณ์ออกมาได้ในสองกรณี คือหนึ่งมีคนสามารถฆ่ามันได้และเดินทางออกไปแล้ว หรือสองทุกคนตายหมดและสัตว์อสูรตัวนั้นยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้” ราล์ฟสันนิษฐาน

          สตรีทเมจิกได้ยินเช่นนั้นก็รีบหลับตาลงเพื่อเปิดการรับรู้เพื่อสัมผัสหาสิ่งผิดปกติในระยะรอบตัว แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่ใช่กับเด็กหนุ่มแว่นที่ไม่เคยประมาทกับทุกสถานการณ์ เขาเดินตรวจสอบดูรอบๆ และหยิบสมุดบันทึกออกมาพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วจนมาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่งซึ่งเป็นรายชื่อของสัตว์อสูรที่เพลเยอร์จะต้องพบเจอขณะเดินทางอยู่ในทะเลทรายแห่งนี้

          ไม่มี...สัตว์อสูรตัวไหนกันแน่นะ ทั้งรูปแบบของการโจมตี ลักษณะทางกายภาพ สภาพแวดล้อม สถานที่ที่อาศัยอยู่ เราเองก็มั่นใจว่าศึกษามาหมดก่อนจะออกเดินทางแล้วแท้ๆ ในรายชื่อที่มีก็ไม่มีสัตว์อสูรตัวไหนที่สามารถกระชากคอของม้าให้ขาดได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว เดี๋ยวก่อนสิ...ถ้าไม่ใช่การกระชากล่ะ ถ้าเป็นการกัดหรือวิธีอื่นที่สามารถตัดให้ขาดได้น่ะ

          ยิ่งคิดราล์ฟก็ยิ่งอับจนหนทาง ข้อมูลที่เขามีมันน้อยเกินไป สถานการณ์ที่มันผิดพลาดแบบนี้เป็นอะไรที่ทำให้ราล์ฟรู้สึกเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก สักพักหนึ่งเด็กหนุ่มก็หัวเราะออกมา ปกติแล้วเขาจะคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น อ่านความคิดของฝ่ายตรงข้ามผ่านทางแผนการ มองหาจุดประสงค์จนสามารถหาทางรับมือและหาประโยชน์ให้ตัวเองจนได้

          แต่ครั้งนี้มันอยู่นอกเหนือจากแผนที่วางเอาไว้หมด

          ที่ต้องทำตอนนี้ก็คือการใจเย็นและคิดหาวิธีรับมือกับสัตว์อสูรปริศนาที่เขาไม่รู้จัก ในบางครั้งการที่เป็นคนที่ชอบความแน่นอนมันก็กลายเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงได้เช่นกัน นับว่าเป็นโชคดีที่เขาได้รู้ข้อเสียที่ว่านั่นก่อนจะดำเนินแผนการใหญ่ ในโลกของเกมออนไลน์แห่งนี้ การคาดหวังอะไรกับความแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์มันย่อมไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว

          “ไม่คิดเลยว่าจะโดนระบบสอนการใช้ชีวิตให้นะเนี่ย” เด็กหนุ่มพึมพำ พลางถอดแว่นตาที่ตนใส่เอาไว้เพื่อปิดบังตัวเองออก เพื่อบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะไม่หนีหรือไม่ซ่อนตัว แต่จะเป็นการต่อสู้กันซึ่งๆ หน้า

          “ถ้าคิดจะเล่นกันแบบนี้ ฉันเองก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องยอมรับคำท้าสินะ”

          และในตอนนั้นเองที่ราล์ฟรู้สึกว่าความคิดมากมายในหัวของตัวเองมันหายไปจนหมด รู้สึกโล่งอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเขาพร้อมจะรับรู้เรื่องราวต่างๆ ทั้งหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ปกติแล้วจะไม่ใช่เรื่องที่มีสาระหรือสิ่งที่น่าสนใจจิตใต้สำนึกของเขาจะสั่งให้เลิกสนใจในทันที แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพราะทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวของเขาไหลเข้ามาในสมองทุกรายละเอียด ภาพของสภาพแวดล้อม จุดแปลกๆ ที่รู้สึกสงสัยอยู่ มันได้เชื่อมโยงเหตุผลไปสู่คำตอบทั้งหมด

          สิ่งที่ชวนให้รู้สึกติดใจสงสัยก็คือการที่ศีรษะของม้าและครึ่งหนึ่งของรถเทียมม้าที่จมลึกอยู่ในทราย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดพายุทรายโดยที่พวกเขาที่อยู่ห่างจากที่แห่งนี้ไม่ไกลนักจะไม่รู้สึกตัว หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือการที่อาวุธ ชุดเกราะและเครื่องประดับเหล่านั้นไม่ได้จมลึกลงไปในทรายด้วย แต่ปรากฏอยู่เหนือพื้นทรายให้เห็นเพียงเล็กน้อย

          เด็กหนุ่มแว่นก้มมองดูพื้นทรายรอบตัวเอง และในตอนนั้นก็จับความผิดปกติได้ กระแสลมร้อนที่พัดมาอยู่ตลอดเวลากับเม็ดทรายที่กำลังเคลื่อนที่อยู่ ดูผิวเผินมันก็คงไม่แปลกอะไรสักเท่าไหร่ แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ตรงที่ทิศทางการเคลื่อนที่ของเม็ดทรายที่กำลังเคลื่อนที่ย้อนทิศทางกระแสลม และพวกมันกำลังเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ตำแหน่งหนึ่ง ราล์ฟมองตามไปและพบว่าตำแหน่งนั้นอยู่ห่างจากอารินไม่กี่เมตรเท่านั้น

          “ระวังอาริน” ราล์ฟบอกสีหน้าไม่ได้ดูตื่นตกใจสักเท่าไหร่

          ทางด้านของอาคมนั้นไวมาก เพราะทันทีที่ราล์ฟเอ่ยชื่อของอารินให้ทราบก็รู้ได้ทันทีเลยว่าจะต้องมีเรื่องร้ายอย่างแน่นอน มันอาจจะเป็นสัญชาตญาณที่เรียนรู้จากการเดินทางด้วยกันมา นักมายากลหนุ่มวิ่งไปหาน้องสาวและดึงตัวขึ้นมาก็พบว่ามีมือทรายโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินหมายจะจับตัวของเด็กหญิงเอาไว้ เขาไม่รู้ว่ามันคือตัวอะไร จึงไม่คิดเสี่ยงตราบใดก็ตามที่อารินยังอยู่ด้วยจึงกระโดดถอยหนีออกมาตั้งหลัก

          เพลเยอร์พบ แซนแมน [อสูร] เลเวล 5

          เพียงแค่เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นมาเท่านั้น ราล์ฟก็แปลกใจไปชั่วขณะหนึ่ง หากระบบไม่ได้ประกาศผิดพลาดแสดงว่านี่อาจจะเป็นความลับบางอย่างของเกม เพราะการประกาศชื่อของสัตว์อสูรที่ผิดแปลกไปจากปกติ เพราะมันแจ้งเตือนว่าเป็น อสูร ซึ่งแตกต่างจากเดิมมาก ไหนจะยังเรื่องของเลเวลที่น้อยมากจนน่าสงสัย

          ตอนที่ไวพจน์ได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนเลเวลของสัตว์อสูรที่พบอยู่ตอนนี้ให้ก็หัวเราะร่า หยิบเอาดาบขึ้นมาหวังจะสร้างความประทับใจให้กับทุกคนในกลุ่ม

          “พวกลูกพี่ไม่ต้องกลัวก็ได้นะครับ แค่เลเวลห้าเดี๋ยวไอ้ไวพจน์คนนี้จะจัดการให้เอง ไม่ต้องเหนื่อยถึงมือของพวกลูกพี่หรอก” ว่าแล้วก็หันไปมองอสูรแซนแมนตรงหน้าและกล่าวต่อว่า “ชะตาของแกขาดแล้วรู้ไหมเอ่ย?”

          ฮูม!!!

          มือทรายข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้น มันมีขนาดใหญ่มากราวกับเป็นมือของคนยักษ์ ก่อนจะกวาดมือขนานไปกับพื้นหวังจะจับตัวให้ได้ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีของไวพจน์ก็ว่าได้ที่อยู่ห่างพอสมควร ทำให้การโจมตีนั้นมาไม่ถึงตัวของเขานอกจากจะโดนทรายจำนวนมากโถมเข้าใส่

          พ่อค้าหนุ่มเจื่อนยิ้มแห้งๆ เหงื่อแตกพลั่ก แขนขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจนทำให้ดาบหลุดจากมือ

          “ซวยแล้วสิ”

 

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 72 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #9685 mag 77 (@mag77) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2558 / 17:58
    เก็บไอเทมก่อนราล์ฟ แล้ววิ่งให้ทรายปลิว เชื่อเหอะปลอดภัยไว้ก่อนราล์ฟ
    #9685
    0
  2. #7646 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2557 / 14:04
    555++ ไวฯเอ๊ย
    #7646
    0
  3. #7362 MinZ@ (@min-min-za) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 12:01
    อสูรเก่งกว่าใช่ป่ะ

    #7362
    0
  4. #7062 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 00:57
    ซวยเเล้วทุกคน
    #7062
    0
  5. #4066 Exsia Satira (@godisnotreal6355) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 25 มีนาคม 2557 / 19:37
    ขอบคุณครับ สนุกจริง ๆ
    #4066
    0
  6. วันที่ 16 มกราคม 2557 / 16:02
    หึๆๆ
    #3128
    0
  7. #2720 sweet cupcake (@hongyia) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2556 / 13:12
    ไม่เอานะ ไม่อยากให้ราล์ฟ เป็นโลลิค่อน อารินน่ะน่ารัก แต่เป็นแค่น้องสาวก็พอแล้ว
    #2720
    0
  8. #2495 ttdddt (@tpnd02) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 22:36
    คำมันต่างกันแล้วจะต่างกันไงเน้อ
    #2495
    0
  9. #2235 ้heisai09 (@heisai09) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 กันยายน 2556 / 11:17
    อืมๆไวพจมันอาจจะมีประโยชน์ ละมั้งนะ      หนุกหนานๆ
    #2235
    0
  10. #2123 Alangod (@alangod) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 17 กันยายน 2556 / 18:24
    ไวพจน์ก็ประโยชน์นะ เอาไว้เป็นหนูทดลอง
    #2123
    0
  11. #1592 ยุงลำบาก (@djfbifmf) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2556 / 16:03
    อสูร ขั้นกว่าของ สัตว์อสูร รึป่าวนะ
    #1592
    0
  12. #1361 ซาลาสซา (@sasalassa) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2556 / 18:12
    คำผิดที่เห็นมาตลอด คือ บู๊ ใช้ไม้ตรี ไม่ใช่ไม้โท นักบู๊ ฉากบู๊

    ส่วนบู้ เอาไปใช้กับ ของบุบบู้บี้ เถอะค่ะ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 12 สิงหาคม 2556 / 18:12
    #1361
    0
  13. #1067 ploy5314 (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 21:56
    บางทีไวพจน์ก้ออาจจะมีประโยชน์
    #1067
    0
  14. วันที่ 23 มิถุนายน 2556 / 11:15
    สนุกมาก
    #955
    0
  15. #513 Cha:ชา (@cha24) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2556 / 18:36
    หมู่บ้านรอตะวัน?????
    ไม่ใช่ว่าคุณพ่อแนะนำให้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านไปแล้วเหรอ
    เป็นอะไรนะ หมู่บ้านแสงตะวัน หรืออะไรแระมาณนี้ไม่ใช่เหรอ??
    #513
    0
  16. #319 บังเอิญอ่าน (@rithio) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 23:46
    ซวยยยยยยยยยยยยยย
    #319
    0
  17. #163 rinray (@rrintipray) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 20:14
    รีบมาต่อน้า
    #163
    0
  18. #162 Dexsar (@dexsar) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 20:03
    ซวยแล้วๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #162
    0
  19. #158 DesTineY (@blackjoker) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 15:22
    สนุกมาค่า
    รอๆๆๆๆ
    #158
    0
  20. วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 03:07
    = =' ไวย์พจ ทำเบ่งเลยนะ โดนโจมตีทีเดียวเสียงอ่อยเชียว
    #157
    0
  21. #150 Yu-kio(怠惰) (@yukio-omine) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2556 / 19:32
    ขอบคุณครับ
    จะรออ่านต่อนะครับ
    #150
    0
  22. #149 annaaa (@anna_anna) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2556 / 18:45
    มาต่อไวไวน้า
    #149
    0