[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,887 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,158

    Overall
    1,473,887

ตอนที่ 52 : บทที่ 51 สมาชิกคนที่ 4 (รีไรท์)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12089
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 83 ครั้ง
    23 ส.ค. 57

 

บทที่ 51 สมาชิกคนที่ 4
 

 

 

 

          แม้ว่าราล์ฟจะหยุดมือเอาไว้ได้ทัน แต่ดูเหมือนว่าความกลัวนั้นจะเป็นสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการช็อกและเข้าสู่โหมดสลบไป ถึงจะไม่ได้มีความคิดที่จะทำร้ายถึงแก่ชีวิตเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีคุกคาม แต่ในฐานะที่ราล์ฟเป็นหัวหน้ากลุ่มอิฟส์ เขายอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้คนในปกครองของตัวเองถูกเล่นงานโดยที่ไม่ทำอะไร และเพราะการที่เขาเป็นคนที่จริงจังไปหน่อยทำให้มันได้ผลมากกว่าที่คิดเสียอีก

          แต่เมื่อลองทบทวนดูแล้วพบว่าการที่เขาเป็นผู้ลงมือนั้นอาจจะดีกว่าการให้นักมายากลหนุ่มเป็นผู้ลงมือ เพราะเห็นได้ชัดตั้งแต่แรกแล้วว่าอาคมนั้นทราบเรื่องที่ตัวเขาที่นั่งอยู่ที่นั่นเป็นแค่ภาพลวงตาที่ผ่านการกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวภาพซ้อนที่รวดเร็วมากจนเหมือนกับมีตัวตนอยู่จริง แถมต่อให้การมองเห็นถูกปิดกันก็ตามแต่อาคมก็มีทักษะที่จะช่วยให้สามารถระบุตำแหน่งของเป้าหมายอย่างชัดเจน แต่การที่ไม่เคลื่อนไหวก็เพราะมั่นใจว่าเขาจะสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้แน่ๆ

          เด็กหนุ่มแว่นลากคอของพ่อค้าจอมต้มตุ๋นออกมาจากตรอก ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังซุบซิบกันอยู่กัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่นอกจากแค่ตวัดสายตามองกลับไปเป็นการบอกกลายๆ ว่า อย่าเข้ามายุ่ง จากนั้นก็ไปสมทบกับสองพี่น้องที่นั่งรอกันอยู่ แต่ดูเหมือนว่าอาคมนั้นจะดูมีความสุขมากที่เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเอง

          “พี่ชายหายเจ็บหรือยังคะ” น้ำเสียงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงของน้องสาวทำเอาคนเป็นพี่ชายถึงกับเคลิ้มไปเลย ยิ่งสีหน้าของเขาตอนที่เด็กหญิงพยายามจะใช้ผ้าที่ชุบน้ำมาเข็ดหน้าให้ดูเหมือนจะหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งแล้ว

          “ฉันว่าเกิดเรื่องแบบนี้บ่อยๆ คงจะดีนะว่าไหม” อาคมพูดยิ้มๆ

          “งั้นขอแช่งให้ตาบอดเข้าสักวัน”

          ในระหว่างที่กำลังรอให้พ่อค้าจอมต้มตุ๋นผู้นี้ได้สติกลับคืนมา ราล์ฟก็ไม่ได้ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าจึงได้ตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันทั้งหมด ด้วยความที่สถานการณ์มันถูกจำกัดด้วยเวลาดังนั้นภายในระยะเวลานี้พวกเขาทุกคนจะต้องพัฒนาฝีมือและเตรียมแผนการรุกรับให้พร้อมเอาไว้แต่เนิ่นๆ และดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาพึ่งกระทำลงไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนั้นจะกลายเป็นกระทู้ที่น่าหวาดกลัวสำหรับพวกนักวาณิชที่มาขายของในเมืองโมเรสไปเสียแล้ว เมื่อได้ลองอ่านรายละเอียดของมันก็นึกขำมาก เพราะไอ้คนที่บรรยายข่าวนี้ดันใส่สีตีไข่ได้เว่อร์มาก ทั้งๆ ที่ตักวผู้เสียหายในข่าวยังอยู่ในโหมดสลบตรงนี้อยู่เลย แต่ในข่าวกลับบอกว่าร่างกายแหลกเละหาชิ้นส่วนไม่ได้ซะอย่างงั้น

          ในขณะที่อาคมก็ใช้เวลานี้พาน้องสาวไปเดินหาซื้อขนมกินใกล้ๆ บางครั้งก็นึกสงสัยเหมือนกันว่าเหตุใดอาคมถึงได้ทานอาหารได้มากโดยไม่สนใจเรื่องค่าความอิ่มของตัวเอง ถึงในเกมจะไม่จำเป็นต้องพะวงเรื่องน้ำหนักก็ตาม แต่บางครั้งมันก็ออกจะเกินไปหน่อย ส่วนทางน้องสาวหลังจากที่ได้ขนมที่ต้องการแล้วก็ไม่มีอะไรอื่นทำนอกจากนั่งวาดรูปตลาดของเมืองโมเรส และคงเพราะทักษะช่วยเหลือในเกมบวกกับการฝึกฝนตลอดเวลาทำให้ภาพที่เด็กหญิงวาดออกมานั้นดูสวยงามมาก

          ในที่สุดพ่อค้าจอมต้มตุ๋นก็ได้สติขึ้น สภาพของเขาในตอนนี้คือถูกมัดอย่างแน่นหนาอยู่บนพื้น

          “ที่นี่มันที่ไหน”

          “นรกขุมที่สองละมั้ง” หนุ่มแว่นที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตอบ ขณะที่ไล่อ่านดูความเคลื่อนไหวในเมืองต่างๆ เพื่อกำหนดทิศทางของแผนการให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น ถึงมันจะเป็นแค่ข้อมูลผิวเผินที่มีหลายคนเห็นกันโจ่งแจ้ง และต่อให้มันเป็นเพียงแค่กลลวงเขาก็มีวิธีรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการปกปิดสิ่งใดเอาไว้เช่นกัน

          “ว๊าก!!!

          เสียงร้องของพ่อค้าจอมต้มตุ๋นทำให้เด็กหญิงที่นั่งวาดรูปอยู่สะดุ้งโหยง อาคมจึงประเคนเขกหัวเจ้าพ่อค้านั่นไปหนึ่งทีโทษฐานที่ทำให้น้องสาวของตัวเองแปลกใจ พ่อค้าเจ้าเล่ห์ร้องลั่นอีกครั้งพร้อมกับร้องขอชีวิตอย่างหน้าด้านๆ

          “โคตรน่ารำคาญเลยว่ะ เชือดมันทิ้งซะดีไหม”

          “เปล่าประโยชน์ อย่างมากก็แค่ตายเพื่อรอเกิดใหม่เท่านั้น แล้วอีกอย่างฝีมือในการเอาตัวรอดแบบหน้าด้านๆ ของเจ้าหมอนี่มันก็น่าสนใจไม่เลว”

          “เฮ้ยๆ แกจะเอาจริงๆ เหรอ” ชายหนุ่มถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

          “จริง...ความสามารถแบบนี้ปล่อยให้หลุดมือไปน่าเสียดายแย่” เด็กหนุ่มตอบ

          เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องยอมรับอย่างไร้ซึ่งข้อโต้แย้ง ถึงอย่างไรอาคมก็ไม่เคยเข้าใจความคิดของเด็กหนุ่มที่ชื่อ ราล์ฟ อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าตอนนี้จะพูดอะไรออกไปมันก็คงจะเปล่าประโยชน์ เพราะจนกว่าจะได้รับในสิ่งที่ต้องการ หมอนี่จะไม่มีวันยอมหยุดมือไว้แค่นี้อย่างแน่นอน

          “นายชื่ออะไร?”

          ด้วยแววตาของเด็กหนุ่มที่ดูเรียบเย็นราวกับจะฆ่าคนได้ทำให้พ่อค้าหนุ่มถึงกับลอบกลืนน้ำลาย คิดในใจแล้วว่าหากตนเองโกหกคนคนนี้มีหวังไม่ได้เกิดแน่

          “ผมชื่อไวพจน์ ครับพี่ชาย ผมบอกแล้วห้ามฆ่าผมนะ แต่ถ้าช่วยแก้มัดให้จะเป็นพระคุณอย่างสูง”

          พูดจบเชือกที่พันธนาการร่างของพ่อค้าหนุ่มนามไวพจน์ก็ถูกตัดจนขาด เขาได้แต่อ้าปากค้างเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ใช้ตัดเชือกนั่นเป็นแค่ไพ่ธรรมดาที่ไม่น่าจะมีเหลี่ยมความคม แต่กลับสามารถตัดเชือกที่หนาขนาดนี้ได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีทักษะการใช้อาวุธลับระดับสูงมาก

          “ฉันจะไม่อ้อมค้อม แต่ฉันต้องการให้นายมาเข้ากลุ่มของฉัน ด้วยฝีมือในการสร้างกระแสข่าวบวกกับความสามารถของอาชีพของนายมันจำเป็นต่อแผนการของฉันอย่างมาก” หนุ่มแว่นพูดพลางขยับแว่นตาของตัวเอง

          ไวพจน์ตอนนี้นิ่งค้างไปแล้ว ตั้งแต่เล่นเกมมานี่ก็เป็นครั้งแรกที่ถูกทาบทามให้เข้ากลุ่มของเพลเยอร์ท่าทางมีฝีมือไม่เบา โดยเฉพาะอาชีพสนับสนุนอย่างกุ๊กหรือนักวาณิชมันเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยจะเหมาะในการร่วมกลุ่มออกไปผจญภัยสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะถูกใช้ให้เป็นตัวกลางในการซื้อขายเสียมากกว่า ดังนั้นปกติแล้วหากต้องการเก็บเลเวลถ้าไม่จ้างกลุ่มคนมาช่วยก็ต้องไปขอติดตามกลุ่มนักผจญภัยเอง  ที่สำคัญกว่านั้นสำหรับนักวาณิชจะมีฝีมือที่เรียกได้ว่ายอดฝีมือจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลมาก

          แต่นี่มันเป็นเรื่องที่ฟังดูแปลกประหลาดมากเกินไป ปกติแล้วเพลเยอร์ส่วนใหญ่ที่ต้องการจะสร้างกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งจะต้องเลือกเฉพาะเพื่อนที่สามารถพัฒนาฝีมือไปด้วยกันได้หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่มีฝีมือในการต่อสู้ที่โดดเด่น และมีเลเวลสูงมากมาร่วมทีม ไม่มีใครหรอกที่จะเลือกอาชีพธรรมดา เลเวลต่ำๆ แถมฝีมือการต่อสู้ก็กระจอกอีกต่างหาก บางทีมันอาจจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้

          “เอ่อ...ขอถามหน่อยได้ไหมพี่ชาย ทำไมถึงต้องเป็นผมด้วยละครับ คนอื่นที่ดูเก่งกว่าผมก็มีตั้งเยอะตั้งแยะไม่ใช่เหรอ”

          ราล์ฟที่เอาแต่อ่านข่าวอยู่ก็ตอบโดยไม่มองหน้าของไวพจน์

          “ฉันไม่ได้เลือกเฉพาะคนที่ต่อสู้เก่งเท่านั้นเข้ากลุ่ม แต่ฉันต้องการคนที่มีความสามารถที่หลากหลาย สิ่งที่นายสามารถทำได้แต่ฉันทำไม่ได้ก็มี สิ่งที่ฉันทำได้แต่อาคมทำไม่ได้ก็มี หรือสิ่งที่อารินทำได้แต่พวกฉันกับนายทำไม่ได้ก็มี นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ เพราะถ้าโลกใบนี้มีแต่คนที่มีความสามารถเท่าเทียมกันมันก็คงไม่จำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า การรวมกลุ่ม อยู่หรอกใช่ไหมล่ะ”

          ตอนนี้ในสายตาของไวพจน์มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเชิดชูไปซะแล้ว เอาแต่เรียก ลูกพี่ ไม่หยุดปาก ทำให้อาคมที่รู้สึกรำคาญจึงขู่ว่าหากไม่ยอมหยุดพล่ามจะตัดลิ้นดูเป็นขวัญตา แม้จะรู้ว่ามันคือการพูดขู่ แต่ท่าทางของอาคมนั้นดูจริงจังมากจนไวพจน์ไม่กล้าที่จะท้าทายอีกต่อไป

          และด้วยเหตุนี้เองทำให้กลุ่มอินฟินิต ฟรีด้อมก็ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ไวพจน์ที่เป็นสมาชิกใหม่รีบทำการตรวจสอบดูข้อมูลสมาชิกตามนิสัยอยากรู้อยากเห็นเพราะคิดว่าทุกคนน่าจะมีเลเวลสูงกันมากทีเดียว แต่กลับต้องอ้าปากค้าง เพราะไม่น่าเชื่อเลยว่าเด็กหนุ่มแว่นที่เป็นหัวหน้าทีมคนนี้แถมดูท่าทางจะเก่งไม่เบากลับมีอาชีพเป็นเพียงแค่กุ๊กเท่านั้น และที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ เด็กหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มนี้แม้จะยังไม่มีอาชีพแต่กลับมีเลเวลสูงกว่าทุกคนในกลุ่ม

          เห็นแววแพ้มาแต่ไกลเลยทีเดียว

          คิดจะมาถอนตัวตอนนี้ก็คงไม่ทันเสียแล้ว เพราะราล์ฟเดินนำทางมาถึงบริเวณหน้าประตูเมืองเป็นที่เรียบร้อย ไวพจน์พยายามดึงผ้าโพกศีรษะให้ต่ำจนปิดบังใบหน้ามากกว่าเดิมจนเห็นแค่ดวงตาเท่านั้น และพยายามจะเดินอิงแอบหลังของอาคม ถึงในตอนบ่ายจะมีเพลเยอร์เดินเข้าออกเมืองเยอะมาก แต่กิลด์อสูรทะเลทรายที่เป็นผู้คุมเมืองนี้ก็ยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยเอาไว้เป็นอย่างดี พยายามจะตรวจสอบทุกคนที่เดินเข้าออกเพื่อไปรายงานให้กับผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ให้รับทราบในแต่ละวัน แม้ตอนขาออกจะมีปัญหาเรื่องที่ไวพจน์ทำตัวลุกลี้ลุกลนก็ตาม แต่ด้วยคำสั่งของรองหัวหน้ากิลด์อย่างธิดาแห่งศาสตราที่ถ่ายทอดลงมาทำให้พวกเขารอดจากการถูกตรวจสอบมาได้

          และแน่นอนว่าข่าวการเดินทางออกจากเมืองของราล์ฟก็ถูกถ่ายทอดให้กับธิดาแห่งศาสตราอย่างรวดเร็วเนื่องจากเธอให้ความสำคัญกับข้อมูลในเรื่องนี้มากที่สุด สิ่งที่เธอทำนั้นมีเพียงแค่ยิ้มให้กับข่าวสารนี้เท่านั้น จากการประเมินคร่าวๆ เธอควรจะระวังไม่ให้ผู้ชายคนนี้คลาดสายตาอย่างเด็ดขาด ขณะเดียวกันก็มองออกไปยังนอกหน้าต่างที่ช่วยให้มองเห็นลานฝึกซ้อมฝีมือของกิลด์ซึ่งมีสัตว์อสูรจำนวนมากถูกฝึกซ้อมในขั้นประสานงานกับเพลเยอร์อยู่

          “ถ้าส่งจดหมายมาแจ้งเตือนล่วงหน้า เราก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดีแล้วแท้ๆ ฮันเนียบัล”

          นินจาหนุ่มเมื่อทราบว่าอีกฝ่ายรู้ตัวแล้วก็ไม่คิดจะซ่อนตัวอีกต่อไป ยอมที่จะปรากฏตัวออกมาแทน ธิดาแห่งศาสตราไม่ได้หันกลับไปมองเพราะกำลังรินน้ำชาให้ตัวเองอยู่

          “ไม่คิดว่าเป็นการผิดข้อตกลงหรือยังไงกัน” คำถามแรกของฮันเนียบัลทำให้หญิงสาวยิ้มเบาๆ

          “สิ่งใดที่คุณเรียกว่าถูกและสิ่งใดที่เรียกว่าผิดกันล่ะ” ธิดาแห่งศาสตราย้อนถาม “ในทางกลับกันเรากลับเห็นว่าทางทอรัสต่างหากที่คิดจะเล่นไม่ซื่อเสียมากกว่า ถึงเรื่องในข้อสัญญาที่ตกลงกันเอาไว้จะเป็นความจริงก็ตาม แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามันคือความหายนะ การที่เรายอมถอนตัวลงมาเพื่อไม่ให้เจ็บตัวมากกว่านี้ไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรกระทำเช่นนั้นหรอกหรือ”

          ธิดาแห่งศาสตราไม่ใช่คนโง่ที่ขนาดจะยอมเสี่ยงทุกอย่างไปกับผลประโยชน์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนากิลด์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้จริงก็ตาม แต่สิ่งที่จะตามมาคือการที่มีศัตรูเพิ่มมากขึ้น จากการพูดคุยกันแบบผ่านๆ ทำให้เธอประเมินได้ว่าศัตรูกลุ่มนี้มีระดับการพัฒนาที่รวดเร็วกว่าเพลเยอร์ปกติทั่วไป ซึ่งทันทีที่ได้รับข้อมูลส่วนตัวมาจากฮันเนียบัลที่เหมือนจะปิดบังความจริงเอาไว้ ก็ได้มอบหมายงานให้กับสายสืบที่แฝงตัวอยู่ในเมืองคลาเซียร์สืบข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาด มันทำให้เธอพบความผิดปกติ สมาคมนักบุกเบิกที่เคลื่อนไหวผิดปกติราวกับว่ามีใครไปเป็นตัวกระตุ้น เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลก็พอจะรู้ว่ามันเกิดจากฝีมือของใคร

          “ข้าก็แค่ทำตามคำสั่ง การวิจารณ์หรือเสนอความคิดเห็นไม่ได้อยู่ในภาระของข้า”

          หญิงสาวหัวเราะเบาๆ วางกระดาษแผ่นหนึ่งบนโต๊ะให้เห็น ไม่ต้องบอกฮันเนียบัลก็รู้ว่ามันคืออะไร

          “นี่เป็นรายงานความเคลื่อนไหวที่พวกนั้นทำตอนอยู่ในเมืองแห่งนี้ และขอแถมให้อีกด้วยนะว่าศัตรูของทอรัสเริ่มคิดที่จะต่อต้านแล้วล่ะ หากเราคาดไม่ผิดเมืองต่อไปที่พวกนั้นกำลังมุ่งหน้าไปก็คือเมืองกรีนเบส”

          ฮันเนียบัลไม่พูดอะไร ตวัดมือเบาๆ เพียงครั้งเดียวก็ทำให้กระดาษรายงานความเคลื่อนไหวแผ่นนั้นลอยเข้าไปหาได้ ธิดาแห่งศาสตราจ้องมองแต่ไม่แสดงอาการใดๆ ผ่านทางสีหน้า เพราะเธอแปลกใจมากที่อีกฝ่ายสามารถใช้ทักษะจิตขั้นสูงที่ฝึกฝนมาอย่างยากลำบากได้อย่างง่ายดาย สักพักหนึ่งนินจาหนุ่มคนนั้นก็ถอยหลังและหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน

          “ราล์ฟสินะ แค่การปรากฏตัวเพียงไม่กี่วันก็ทำให้กิลด์หลายกิลด์เริ่มเคลื่อนไหว ท่าทางจะเป็นตัวป่วนที่น่าสนใจไม่เบา” ธิดาแห่งศาสตราเผยยิ้ม ก่อนจะเรียกคนของตัวเองมาสั่งงานด่วนให้ไปทำเพื่อเตรียมการป้องกันล่วงหน้าเอาไว้ก่อน

 

          กลุ่มอิฟส์เดินทางออกจากเมืองโมเรสได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงแล้ว ด้วยความที่ไวพจน์เป็นพวกขี้ร้อนและไม่ได้ฝึกฝนร่างกายใดๆ นอกจากการเก็บเลเวลทำให้ไม่มีทักษะติดตัวเกี่ยวกับการเดินทางเหมือนทุกคน เขาจึงกระหายน้ำได้เร็วกว่าคนอื่นๆ พ่อค้าหนุ่มหยิบเอาถังน้ำสำหรับกองทัพออกมาโชว์หวังจะสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคน เพราะการร่วมกลุ่มสิ่งสำคัญก็คือการทำให้ทุกคนเห็นค่าในตัวเอง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ อาคมวิ่งเล่นกับอารินอย่างสนุกสนาน ส่วนราล์ฟก็นั่งพักผ่อนและดื่มน้ำจากกระติกดับกระหาย

          “จะว่าไปแล้วนายไปสร้างเรื่องอะไรเอาไว้ล่ะ ถึงได้ถูกเพลเยอร์ส่วนใหญ่หมายหัวจนต้องปกปิดตัวตน” อยู่ๆ เด็กหนุ่มแว่นผู้มีฐานะเป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยถามขึ้น

          “ก็แหม ลูกพี่ไม่รู้สินะ...ช่วยไม่ได้ สาเหตุมาจากการที่ผมมีสุดยอดทักษะที่สามารถทำลายกองทัพหลายร้อยคนได้ในการโจมตีทีเดียว นั้นกลัวว่าผมจะไปสร้างความเสียหายก็เลยต้องการตัวผมเข้ากิลด์เพื่อเค้นถามว่าผมไปได้ทักษะนั้นมาจากที่ไหน”

          “งั้นเหรอ” ราล์ฟไม่ได้มีท่าทีแปลกใจเลยแม้แต่นิดเดียว “ก็ดีแล้ว จากนี้คงไม่ต้องกังวลถ้าต้องเจอกับพวกนักฆ่าที่จะมาเล่นงาน”

          “นักฆ่า? ละ...ลูกพี่พูดเล่นใช่ไหมครับ”

          “หน้าฉันเหมือนคนพูดโกหกด้วยงั้นหรือ” เด็กหนุ่มแว่นถามกลับ “ถ้านายไม่พูดความจริงออกมา ฉันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยนายได้ยังไง ฉะนั้นแล้วจงบอกความจริงมาซะแล้วฉันจะหาทางช่วยแก้ไขปัญหาให้”

          ไวพจน์สะดุ้งเฮือกและเหงื่อแตกพลั่ก เขาได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก กลัวว่าหากพูดความจริงออกไปแล้วคนกลุ่มนี้นอกจากจะไม่ยอมรับ อาจจะเกลียดตัวเขาไปเลยก็ได้ แต่มันก็ไม่แปลกเพราะคนที่ทำอะไรแบบนี้ย่อมเป็นที่น่ารังเกียจของเพลเยอร์ทุกคนอยู่แล้ว และมันก็ไม่แปลกที่จะมีศัตรูอยู่เยอะมาก

          “เมื่อไหร่ก็ตามที่พร้อมจะบอกความจริงก็บอกมา เพราะฉันเองก็มีเรื่องที่บอกใครไม่ได้ ไม่สิ...ต้องพูดว่าปรึกษาใครไม่ได้มากกว่าต่างหากสิถึงจะถูก”

          สักพักหนึ่งอาคมและอารินที่วิ่งเล่นกันจนเหนื่อยก็กลับมานั่งพัก และเพราะอยู่ด้วยกันพักใหญ่ทำให้เดาความต้องการของอาคมได้ผ่านทางสีหน้า เด็กหนุ่มส่ายหน้าและหยิบป้ายไม้รถเข็นออกมาใช้ทักษะร้านอาหารเคลื่อนที่พร้อมด้วยถังแช่วัตถุดิบขนาดใหญ่ แน่นอนว่าไม่ลืมบอกให้ไวพจน์นำถังน้ำสำหรับกองทัพออกมาด้วย เพราะการเดินทางในครั้งก่อนนั้นน้ำเป็นปัจจัยที่มีอยู่จำกัดทำให้ใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้ แต่เมื่อตอนนี้มีสิ่งนี้อยู่ด้วยก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอีกต่อไป

          กุ๊กหนุ่มสอบถามอาหารที่อยากทานจากแต่ละคน อาคมนั้นหิวมากแต่ก็ขี้เกียจคิดอะไรให้วุ่นวายจึงบอกไปว่าเอาอะไรก็ได้ที่ขอเพียงแค่ให้อิ่มเป็นพอ ในขณะที่อารินอยากจะทานผัดถั่วงอก ผิดกับไวพจน์ไม่รู้ว่าราล์ฟสามารถทำอาหารเมนูไหนได้บ้าง เกรงว่าถ้าบอกเมนูสุดโอเว่อร์ออกไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่จึงตอบไปแบบเดียวกับอาคม กุ๊กหนุ่มพับแขนเสื้อให้เรียบร้อยและเริ่มทำผัดถั่วงอกให้อารินก่อน จากนั้นก็เริ่มทำสปาเก็ตตี้ มีทซอสให้กับพวกอาคมทาน

          นี่เป็นครั้งแรกที่ไวพจน์ได้เห็นเทคนิคการทำอาหารตรงๆ แถมกลิ่นหอมที่ยั่วน้ำลายนั้นก็ทำให้รู้สึกหิวมากขึ้นไปอีก สายตาเหลือบมองดูผัดถั่วงอกในจานของอารินที่มีถั่วงอกจัดเรียงเอาไว้สวยงามน่ากินมาก แต่ในตอนนั้นกลับมีดาบสั้นยื่นจ่อใบหน้าของพ่อค้าหนุ่มเอาไว้

          “ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามองน้องสาวฉันด้วยสายตาแบบนั้น ถ้าแกยังกล้าทำแบบนั้นให้ฉันเห็นอีกครั้งหนึ่ง ฉันจะควักลูกตาของแกออกมาทำเป็นลูกบอลให้ไอ้นัคกี้เอาไว้เตะเล่น”

          ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือต้องการแค่ขู่ให้กลัวตามประสาของพี่ชายหวงน้องสาว แต่ก็ได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่ากับอารินที่เป็นน้องสาว ห้ามยุ่ง ห้ามแตะ และห้ามมองตรงๆ เป็นเด็ดขาด แต่ก็น่าแปลกมากที่กับราล์ฟแล้วสามารถพูดคุยกันเล่นได้ตามปกติไม่ได้แสดงอาการหวงออกมาเลย

          ในที่สุดสปาเก็ตตี้มีทซอสก็วางลงตรงหน้าของอาคมและไวพจน์ด้วยปริมาณที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ของอาคมนั้นเป็นจานขนาดกะละมังที่สามารถทานได้ถึงสามคน แต่ของไวพจน์นั้นเป็นเพียงจานขนาดปกติ เพียงแค่คำแรกที่ตักเข้าปากไวพจน์กล้าสาบานได้เลยว่าไม่เคยทานสปาเก็ตตี้ที่ไหนที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน เส้นที่นุ่มลิ้นและเพียงแค่กัดเบาๆ คำเดียวก็กระเด้งในปาก รสชาติของซอสที่เปรี้ยวหวานลงตัวกระตุ้นน้ำลายและความเผ็ดร้อนอ่อนๆ นั่นอีกด้วย

          “โคตรอร่อยเลย...ละ...ลูกพี่ ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชาตินี้จะได้ทานของอร่อยขนาดนี้ สมกับที่เป็นลูกพี่ของผมเสียจริงๆ ถ้าแบบนี้ละก็ต่อให้ฟ้าถล่ม โลกจะแตก ไอ้ไวพจน์คนนี้ก็จะขอติดตามรับใช้ลูกพี่จนกว่าชีวิตจะหาไม่เลยครับ”

          แม้ว่าพวกเขาจะทานอาหารกันจนอิ่มแล้ว แต่ไวพจน์ก็ยังคงบรรยายถึงรสชาติของความอร่อยของอาหารที่พึ่งอ่านไปเมื่อครู่ไม่ยอมหยุด ถึงขนาดพยายามพูดเกลี้ยกล่อมเพื่อหวังจะให้ราล์ฟยอมเปิดร้านอาหาร จนเมื่ออาคมเปิดเผยเรื่องที่ราล์ฟมีแผนจะเปิดร้านอาหารในอนาคต ไวพจน์ก็วิ่งเข้าไปกอดขาของเด็กหนุ่มแว่นเสียแน่นจนโดนเตะกระเด็นออกมาเพราะความรำคาญที่ไม่ได้แสดงให้เห็นออกบ่อย

          “ฉันว่าแกคิดผิดแล้วล่ะที่เอาไอ้บ้านั่นเข้ามาร่วมกลุ่ม”

          “คงงั้นแหละ...แต่ก็ใช่ว่าหมอนี่อยากจะเป็นแบบนี้ซะหน่อยไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มบอก

         

          ราล์ฟเห็นว่ายังพอจะเหลือเวลามากพอให้เดินทางได้อีกประมาณสิบกิโลเมตรก็ให้ทุกคนเก็บของและเดินทางกันต่อทันที ตลอดระยะทางที่เดินทางอาคมก็จ้องแต่จะคอยเอาใจอารินเพราะไม่อยากให้น้องเหนื่อยหรือรู้สึกลำบาก แน่นอนว่าอารินก็รู้สึกเหนื่อยแต่การเดินทางมันสนุกมากจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร ผิดกับเจ้าพ่อค้าผมสีเขียวที่หยิบเอาน้ำยาฟื้นพลังขวดแล้วขวดเล่ามาดื่มต่างน้ำ

          “ถ้าเอาแต่พึ่งน้ำยาฟื้นพลังพวกนั้นค่าความอดทนของนายจะไม่มีทางพัฒนาขึ้นเด็ดขาด” ราล์ฟเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี แต่ไวพจน์กลับหัวเราะออกมาเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามันมีค่าความอดทนอยู่ด้วย

          “คิดคิดว่านายน่าจะอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับข้อมูลของระบบของเกมมาจากไกด์บุ๊กส์พอสมควรสินะ แต่ค่าความอดทนที่ฉันพูดถึงคือค่าสถานะที่ส่งผลต่อการต่อสู้ที่จะต้องใช้เวลานานมาก เช่นต้องสู้ติดต่อกันนานถึงหกชั่วโมง ถึงมันจะเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเลย หรือถ้านายไม่เชื่อก็ให้ดูตัวอย่างที่อาริน เธอเป็นแค่เด็กอายุสิบสี่แต่กลับสามารถเดินฝ่าทะเลทรายได้โดยที่อาศัยเพียงแค่น้ำดื่มดับกระหายเท่านั้น ต่างจากนายที่ต้องดื่มมันทุกๆ หนึ่งกิโลเมตร”

          “แกก็แค่เสียดายน้ำยาไม่ใช่เหรอวะ ก่อนหน้านี้ฉันไปดูราคา น้ำยาฟื้นพลังตอนนี้มันตกอยู่ที่ขวดละห้าร้อยเหรียญเงิน” สตรีทเมจิกพูดเสริม

          “ก็ไม่คิดจะปฏิเสธอยู่แล้ว แต่ฉันคิดว่าเกมนี้คงไม่ได้สร้างกลไกการตลาดออกมาแบบไร้ซึ่งขีดจำกัดหรอกนะ ฉันเคยสำรวจตลาดอาวุธบางเมืองนั้นของหมดสต็อกไปแล้ว แต่บางเมืองก็ยังมีอยู่ แสดงว่าไม่มีทางที่ระบบจะแทรกแซงจำกัดการค้าขายได้อย่างเด็ดขาด ยิ่งตอนนี้ฉันพบว่าหลายเมืองก็เริ่มขาดแคลนพวกน้ำยาแบบนี้แล้ว ยิ่งทางกิลด์เทพโอสถเองก็เล็งโอกาสนี้เปิดเผยยาตัวใหม่ที่มีผลต่อสงคราม พวกน้ำยา อาวุธ และทรัพยากรสำคัญๆ ที่จำเป็นราคาเลยขึ้นเร็วมาก”

          ไวพจน์คิดตาม ในฐานะที่ตนเองก็เป็นพ่อค้าคนหนึ่งก็พอจะรู้แล้วว่าสิ่งที่พูดมานั้นต้องการจะบอกอะไรกันแน่ มันเป็นหนทางการสร้างกำไรให้กับนักวาณิชทุกคน ซึ่งพวกนี้ต่างก็รอเหตุการณ์แบบนี้เพื่อกอบโกยรายได้ให้ได้มากที่สุด

          “ลูกพี่ตั้งใจจะทำให้เกิดอุปสงค์ขึ้นสินะครับ เพราะผมทราบว่าร้านค้าของระบบบางร้านก็หัวใสมาก ทำการกักสินค้าเอาไว้ในสต็อกจำนวนมากและขายออกมาเพียงเล็กน้อย แต่เมื่ออุปสงค์เพิ่มสูงมากขึ้นแต่อุปทานไม่ตอบสนองก็จะส่งให้ผลเกิดการแย่งซื้อสินค้า ราคาของมันก็จะพุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าราคาปกติหลายเท่าตัว ซึ่งทันทีที่สงครามสิ้นสุดลงราคาของมันก็จะค่อยๆ ลดลงด้วยเพราะอุปสงค์เริ่มลดลง”

          “การจะทำให้เกิดอุปสงค์ตอนนี้คงไม่มีประโยชน์เพราะความต้องการมันมีอยู่ก่อนแล้ว แต่ฉันมีวิธีที่ดีกว่านั้นคือการลดอุปทานหรือก็คือการลดสิ่งตอบสนองต่อความต้องการ ฉันจะควบคุมทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกันสงครามโดยใช้ความโลภของเพลเยอร์ให้เป็นประโยชน์” ราล์ฟบอก

          “ควบคุมทรัพยากร? จะทำได้เหรอครับลูกพี่ ลำพังแค่พวกเราทำอะไรแบบที่ลูกพี่ว่าไม่ได้หรอก”

          ราล์ฟหยิบเอาของอย่างหนึ่งออกมาแสดงให้ดู มันเป็นเข็มกลัดสัญลักษณ์ต้นหญ้าและดวงตะวัน ของตอบแทนที่ได้รับมาจากหมู่บ้านแสงตะวันที่เขาได้เคยให้ความช่วยเหลือ

          “ใครว่ามีแค่พวกเรา”

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 83 ครั้ง

31 ความคิดเห็น

  1. #9682 mag 77 (@mag77) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2558 / 00:23
    ยังสนุกได้อีก ขอบคุณมากๆครับ
    #9682
    0
  2. #7361 MinZ@ (@min-min-za) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 11:56
    เรื่องหมู่บ้านแสงตะวันนี่ก็ผ่านมานานแล้วเหมือนกันนะ
    แผนของราล์ฟนี่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นจริงๆ
    #7361
    0
  3. #7061 แสงรัตติกาล (@prang9210) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2557 / 00:50
    มันจะยึดเมืองจริงใช่ม่ะ
    #7061
    0
  4. #5994 opoceleste (@opoceleste) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 / 13:24
    หมู่บ้านแสงนะวันจะได้มีบทแล้ว
    #5994
    0
  5. #3598 ChinSarLeon (@smith1739) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 5 มีนาคม 2557 / 16:14
    สนุกๆๆๆๆ
    #3598
    0
  6. #3556 by tam (@tam-wannporn) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 4 มีนาคม 2557 / 15:14
    ไรท์น่าจะบอกความหมายของอุปสงค์ อุปทานไปเลยน่ะ เช่น ลูกพี่ตั้งใจจะทำให้เกิดปริมาณความต้องการชื้อ บลาๆ เพราะยังงัยไ้เรื่องพวกนี้มันเรียนตอนมอ3น่าไรท์ คนที่เข้ามาอ่านนิยาย ก่อเด็กๆทั้งนั้น  -- 
    #3556
    0
  7. #2494 ttdddt (@tpnd02) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2556 / 22:25
    ติดตามครับ
    แผนการดูยิ่งใหญ่มากๆ
    #2494
    0
  8. #2251 anonymity (@despond) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 25 กันยายน 2556 / 00:17
    จะเป็นเหมือนตุลาเเล้วนะ
    #2251
    0
  9. #2122 Alangod (@alangod) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 กันยายน 2556 / 18:14
    ในเมื่อพวกนั้นกั๊กยา ราล์ฟก็กั๊กสมุนไพรที่ใช้ผลิตยาซินะ
    #2122
    0
  10. #2098 กระดิ่งคู่ (@nicck) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 16 กันยายน 2556 / 22:04
    ขั่วอำนาจใหม่มาละ
    #2098
    0
  11. #2056 ้heisai09 (@heisai09) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 กันยายน 2556 / 23:03
    หนุกหนานๆ
    #2056
    0
  12. #1591 ยุงลำบาก (@djfbifmf) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2556 / 15:51
    อืม สมุนไพรหมู่บ้านแสงตะวัน
    #1591
    0
  13. #1210 ก๊วยบุ่งง้วง (@marlovobook) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2556 / 04:37
    เห็นด้วยกับ 1138 ครับ  Demand and Supply อิอิ
    #1210
    0
  14. #1121 Laziness (@nutjan) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 / 21:59
    แนะนำเล็กน้อย ไรเตอร์น่าจะเขียนรายละเอียดของคำว่าอุปสงค์ อุปทานไว้ท้ายตอนหน่อย เผื่อมีเด็กๆเข้ามาอ่าน ผมเองก็เพิ่งได้เรียนเรื่องนี้เมื่อตอนม.3เอง
    #1121
    0
  15. #1066 ploy5314 (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2556 / 21:15
    ยังไงก้อยังคิดว่าราล์ฟฉลาดเกินไป-_-แต่สนุมากค่ะ
    #1066
    0
  16. วันที่ 23 มิถุนายน 2556 / 11:12
    สนุกมาก
    #954
    0
  17. #563 ฝนธารา (@mini1234) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2556 / 12:55
    วางแผนอะไรไว้อีกนะ
    #563
    0
  18. #395 ปลาก๊ก (@because27709) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2556 / 20:25
    สุดยอดเลย ลวดพี่
    #395
    0
  19. #318 บังเอิญอ่าน (@rithio) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 / 23:35
    จะทำยังไงนะ
    #318
    0
  20. #161 rinray (@rrintipray) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 / 19:56
    พระเอกนี้มองการณ์ไกลจริงๆ
    #161
    0
  21. #147 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2556 / 17:37
    เจ้าไวพจน์จะไหวหรือเนี่ย เป็นพ่อค้าแต่ไม่พยายามเก็บของจำเป็นไว้
    #147
    0
  22. #144 Daimon (@zombiekid) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 / 13:50
    สวดยอกมากคับ กำลังสนุกเลยอ่า
    รอตอนต่อไปอยู่นะคับ
    #144
    0
  23. #143 Dexsar (@dexsar) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2556 / 12:33
    รวดเดียวเลย  สนุกมากครับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
    #143
    0
  24. #137 annaaa (@anna_anna) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 16:43
    มาต่อไวไวน้า
    #137
    0
  25. #136 Pair (@oriwaer) (จากตอนที่ 52)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2556 / 12:08
    สนุกมากเลยค่าาาาาา><
    #136
    0