[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,952 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,223

    Overall
    1,473,952

ตอนที่ 390 : บทที่ 44 เทพธิดาหยกน้ำแข็ง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6574
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 406 ครั้ง
    31 ก.ค. 61

บทที่ 44 เทพธิดาหยกน้ำแข็ง

 



       อาณาจักรเงือกตกอยู่ในความวุ่นวายนับตั้งแต่ที่ราล์ฟบุกเข้ามาสร้างความเสียหายถึงภายในปราสาทที่มีการป้องกันที่แน่นหนาที่สุด มันทำให้เนรอสโกรธจัดมากจนต้องไประบายความเกลียดชังใส่ไซเรนที่ถูกคุมขัง และเมฟิสที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษามองออกว่ามันเป็นสัญญาณบางอย่าง ถึงเธอจะไม่สามารถใช้ศาสตร์แห่งการทำนายเหมือนสายพันธุ์เดียวกันก็ตามแต่เธอกลับใช้วิธีการมองด้านสถิติและความเปลี่ยนแปลงเพื่อคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่เมฟิสได้บอกเรื่องนี้ให้เนรอสทราบก็เห็นท่าทางของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

       “ที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงงั้นรึ” เนรอสถามเสียงเคร่งขรึม

       “มันมีความเป็นไปได้ ถ้ามองจากสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดแล้วพบว่าเหตุการณ์มันเริ่มเกิดขึ้นถี่จนผิดปกติ ทั้งที่มนุษย์ผู้นั้นสามารถลอบเข้ามาช่วยเหลือและพาออกไปเมื่อใดก็ได้แต่กลับไม่ทำ ความเป็นไปได้เพียงไม่กี่อย่างก็คือมนุษย์ผู้นั้นตั้งใจจะทำสงครามกับอาณาจักรเงือกตั้งแต่แรก”

       “เจ้าจะบอกข้าว่ามันต้องการแค่เหตุผลในการก่อสงคราม?” เนรอสเองก็คาดเดาไม่ถูก เกี่ยวกับตัวตนของมนุษย์คนนั้นเท่าที่ฟังจากปากของไซเรนก็พอจะทราบว่าเขาชื่นชอบการทำสงครามในแบบที่ท้าทาย “เอาเถอะ ยังไงพวกเราก็ได้เปรียบเรื่องสถานที่อยู่แล้ว”

       เมฟิสรู้สึกแย่มากที่เนรอสไม่เปิดรับความคิดเห็นของเธอและเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามแผนของตนเอง ถึงขนาดคิดว่าถ้าสู้ในพื้นที่ที่ตนเองได้เปรียบจะไม่มีทางพ่ายแพ้ได้เลย เนรอสอาจจะเคยเป็นแม่ทัพที่เคยสร้างผลงานมามากมาย แต่นั่นก็เป็นเพราะวิธีการของเขาเน้นการใช้ความได้เปรียบด้านกองกำลังบุกกวาดล้างศัตรูด้วยความเหี้ยมโหด โดยที่ตนเองทำได้เพียงยืนมองอยู่แนวหลังคอยรับความดีความชอบ เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่เคยมีประสบการณ์ทำสงครามแบบชิงไหวชิงพริบในระยะยาว

       เมฟิสตรวจสอบจากพฤติกรรมที่ผ่านมาพบว่าเขาตั้งใจจะสร้างความโกรธแค้นต่อเนรอสโดยตรงเพื่อทำให้ขาดสติไตร่ตรอง มันทำให้ปัจจุบันเนรอสคิดหาเพียงวิธีที่จะทำให้ราล์ฟต้องเผชิญหน้ากับความทรมานอย่างถึงที่สุด จนลืมคิดไปถึงเรื่องที่อีกฝ่ายก็น่าจะมีกองกำลังเช่นกัน และทั้งหมดที่เขาทำไปก็เพื่อตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างรวมไปถึงการตัดกำลังฝ่ายของพวกเธอลงให้ได้มากที่สุด ถ้ามองจากความสามารถในการเข้าออกได้อย่างอิสระแสดงว่าเขาต้องมาสืบข้อมูลที่นี่อยู่นานมากแล้วโดยที่ไม่มีใครรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา

       เท่ากับว่าตอนนี้เป็นฝ่ายพวกเธอต่างหากที่กำลังดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์

       “เธอไปได้แล้ว” เนรอสโบกมือไล่ เอนตัวนั่งบนบัลลังก์และกินผลไม้ทะเลที่มีสาวรับใช้ป้อนให้อย่างสุขสบาย

       “แต่ว่า” เมฟิสพยายามจะเตือน แต่เนรอสทำสายตาขึงขังใส่จนเธอไม่อาจพูดสิ่งที่ไม่มีหลักฐานยืนยันออกมาได้อย่างเต็มปาก

       สุดท้ายเนรอสก็ถูกควบคุมความคิดไปโดยสมบูรณ์ การถูกทำให้เชื่อว่าตนเองกำลังเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่เป็นกลวิธีที่ยอดเยี่ยม มันใช้ได้ผลกับคนอย่างเนรอสที่มั่นใจในตัวเองมาก ยิ่งคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมฟิสก็เริ่มที่จะเชื่อเรื่องที่ไซเรนบอกกล่าว สิ่งที่ผู้ชายคนนั้นทำเหมือนกับการเล่นสนุกกับการเฝ้ามองดูพวกเธอหาทางหลีกหนีจากผลลัพธ์ที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

       พูดตามตรงเลยเธอรู้สึกหวาดกลัว

       กับคนที่สามารถควบคุมศัตรูได้ถึงระดับนี้มันคงดีกว่าถ้าเลือกจะยอมแพ้ตั้งแต่เนิ่นๆ แทนการดิ้นรนอย่างสูญเปล่า

       เดิมทีเมฟิสปรารถนาเพียงการถูกยอมรับเท่านั้น เนื่องจากสายพันธุ์โลมานั้นมีจำนวนที่น้อยและยังเป็นสายพันธุ์พิเศษที่มีพรสวรรค์ในการพยากรณ์ทำให้เป็นสายพันธุ์ที่มีสถานะใกล้เคียงกับราชวงศ์ ทว่าเมฟิสนั้นไม่ได้รับพรสวรรค์นั้นราวกับถูกกลั่นแกล้ง คุณค่าในตัวของเธอจึงต่ำลงและสุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดเห็นคุณค่า เพราะแบบนั้นเธอจึงเหมือนคนที่ไม่มีตัวตนในอาณาจักรแห่งนี้ เพื่อทดแทนพรสวรรค์ที่ไม่ได้รับสืบทอดเธอหันไปศึกษาศาสตร์โบราณอื่นแทนจนแตกฉาน จนกระทั่งวันหนึ่งเนรอสได้มาปรากฏตัวต่อหน้าของเธอพร้อมกับแผนการที่จะทำให้เธอกลายมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง

       แต่นั่นหมายความว่าเธอต้องช่วยให้เนรอสกลายเป็นราชาที่ปกครองอาณาจักรเงือก ด้วยในตอนนั้นเธอถูกทอดทิ้งจนไม่เห็นคุณค่า คำชักชวนของเนรอสจึงแทบจะไม่ต่างอะไรกับท่อนไม้ลอยน้ำที่อยู่กลางทะเล มันเป็นเหมือนความหวังสุดท้ายที่จำเป็นต้องไขว่คว้าเอาไว้

       เนรอสมีความทะเยอทะยานต้องการครอบครองพลังอำนาจทั้งหมดเพื่อปกครองท้องทะเล ตอนที่เขาทราบว่าเจ้าหญิงลำดับที่หนึ่งไซเรนเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ในการควบคุมจ้าวสมุทรก็เกิดความริษยาในพลังอำนาจนั่น ถึงขนาดที่คิดหาวิธีที่จะได้ครอบครองพลังดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการใช้เสน่ห์ในฐานะของบุรุษไปจนถึงการใช้ศาสตร์โบราณในพิธีสืบทอดพลังอำนาจ จนกระทั่งรู้ว่ามีวิธีที่จะขโมยพลังของอีกฝ่ายมาได้มันทำให้เนรอสถลำลึกคิดแผนการที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเพื่อหวังจะปกครองมหาสมุทร

       หากเนรอสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เธอก็จะถูกตั้งเป็นอาชญากรสงครามและถูกลงโทษขั้นสูงสุด

       แต่ถ้าเนรอสเป็นฝ่ายชนะและได้ทุกอย่างไปไว้ในครอบครอง ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องมีเธออีกต่อไป

       เวลานี้เมฟิสตกอยู่ในสถานการณ์ที่ถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะทางไหนอนาคตของเธอก็จบลงไม่สวย

       ยกเว้นก็แต่ว่า

       ฟุบ!

       มีเสียงเท้าสัมผัสพื้นอย่างแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลังเมฟิสไม่ไกลนัก เมื่อหันกลับไปมองก็พบร่างของมนุษย์เผ่าแมวที่สวมชุดนักบวชปรากฏตัวขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่แสนเย็นชา ดวงตาคู่สวยของเมฟิสเบิกกว้างคิดว่าคงเป็นวาระสุดท้ายของตนเองเป็นแน่ เนื่องจากว่าหากไม่มีเธอสักคนพิธีกรรมในการโอนถ่ายอำนาจจากไซเรนสู่เนรอสจะไม่มีทางเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด กล่าวได้ว่าเธอคือจุดที่กำหนดผลแพ้ชนะได้เลย มือของเขาพุ่งเข้ามาปิดปากและยกร่างของเมฟิสขึ้นเหนือพื้น พละกำลังของเขานั้นมากมายต่อให้เธอดิ้นเต็มแรงแค่ไหนก็ยากจะสลัดหลุดพ้น

       ดวงตาของเมฟิสเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ดวงตาของมนุษย์คนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว

       หยาดน้ำตาเล็กๆ ไหลออกมาจากดวงตาคู่สวย

       ข้าก็แค่ต้องการให้ทุกคนยอมรับในตัวข้าเท่านั้น เหตุใดทุกคนถึงตัดสินชีวิตของข้าเพียงเพราะพรสวรรค์ที่สืบทอดทางสายพันธุ์ด้วย

       “ถ้ากลัวได้ขนาดนี้คงไม่คิดจะเลือกข้างผิด แต่ว่าคนเราก็มักจะถูกอุปสรรคชีวิตบีบให้ต้องเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง แม้ว่าเส้นทางพวกนั้นจะเป็นเส้นทางที่ผิดก็ตาม มีคนเลือกต่อสู้กับโชคชะตาก็ย่อมมีคนที่ยอมแพ้และเลือกหนทางที่เสี่ยงยิ่งกว่า และเธอเป็นอย่างหลัง”

       นักบวชแมวเหมียวจับจ้องใบหน้าของโลมาสาวก่อนจะพูดต่อ

       “และตอนนี้ฉันอยากให้เธอเลือกอีกครั้ง”

 

       มนุษย์เงือกพเนจรไม่เคยได้มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่อาณาจักรเงือกแห่งนี้มาก่อนจึงตื่นเต้นมากและสำรวจทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนำกลับไปบอกเล่าให้คนบนเกาะได้ฟังกัน และด้วยความที่สภาพร่างกายของพวกเขาถูกปรับให้คุ้นชินกับการใช้ชีวิตบนบนและในน้ำจึงค่อนข้างรู้สึกว่าดินแดนแห่งนี้ทำให้พวกเขาอึดอัดเป็นอย่างมาก อย่างไรซะมนุษย์เงือกที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลมักจะไม่สามารถอยู่ใต้แสงอาทิตย์ได้นานนัก อย่างน้อยพวกเขาจะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่งถึงจะทานทนต่อการแห้งของเกล็ดผิวหนังได้

       สถานที่ที่ยานเลวีอาธานมาจอดเพื่อซ่อนกองกำลังนั้นถูกจัดหาโดยกลุ่มต่อต้านที่เชื่อถือได้ มีธรรมชาติเป็นแนวเขาหินปะการังรายล้อมรอบทิศทางและด้วยความช่วยเหลือจากผู้ที่สนับสนุนกลุ่มต่อต้านจึงได้มีการลักลอบนำอุปกรณ์เวทสำหรับสร้างโดมสกัดกั้นน้ำทะเลมาส่งให้เพื่อให้พวกเพลเยอร์สามารถใช้ชีวิตอยู่กันได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเม็ดอากาศ แต่เดิมมันมีไว้เพื่อสร้างพื้นที่ภายในปราสาทซึ่งอากาศภายในนี้ค่อนข้างบริสุทธิ์ และเป็นอุปกรณ์สำรองสำหรับสับเปลี่ยนยามเสียหาย เนรอสไม่ได้สนใจของพวกนี้จึงง่ายที่จะแอบลักลอบนำออกมาให้

       นั่นทำให้มีกระโจมกับเต็นท์หลากหลายสีสันถูกตั้งขึ้นเรียงกันเป็นระเบียบ มีพื้นที่ให้พวกเพลเยอร์ได้ทำหน้าที่ของตนเองโดยสะดวก ทั้งการตีเหล็ก การปรุงยา รวมไปถึงการทำอาหาร แต่มีอยู่หนึ่งเต็นท์ที่ดูจะมีความทันสมัยและได้รับความสนใจจากบรรดาเพลเยอร์ทุกคน

       มันเป็นเต็นท์ที่ถูกสร้างโดยเดฟอน แทนที่จะเรียกว่าเป็นเต็นท์น่าจะเรียกว่าเป็นบ้านแบบพกพาถึงจะถูกต้อง ภายในกว้างและสูงพอจะยัดคนเข้าไปนอนได้มากกว่ายี่สิบคนมีพื้นที่ให้นั่งเล่นอยู่ชั้นล่าง พื้นที่ส่วนหนึ่งนั้นมีไว้เพื่อใช้ประกอบอาหารโดยมันสามารถทนความร้อนได้โดยไม่ทำลายตัวเต็นท์ และชั้นที่สองเป็นระเบียงยื่นออกมาใช้สำหรับวางเตียงสองชั้นได้มากถึงห้าเตียงโดยที่ยังมีพื้นที่ให้นำของใช้ส่วนตัวจำพวกตู้ไปวางคั่นแบ่งพื้นที่ได้ พูดได้เลยว่าหากสิ่งนี้ถูกวางจำหน่ายในราคาถึง 10 ล้านเหรียญทองก็ไม่ถือว่าแพงอะไรเลย

       อารินอยู่ที่มุมห้องและกำลังสร้างสรรค์ผลงานลงบนผืนผ้าใบ แม้ว่าในเกมนี้ทักษะวาดภาพแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนอกจากการใช้ทำแผนที่ เหตุผลที่อารินมักจะมาวาดรูปในโลกจำลองอยู่บ่อยๆ ก็เพราะว่าการวาดรูปในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย ทั้งเรื่องของสี ผ้าใบ และเวลาที่ต้องสูญเสียไป การวาดรูปในชีวิตจริงของอารินจึงมีอยู่ไม่มากและส่วนใหญ่จะเป็นการวาดภาพจากความทรงจำและแรงบันดาลใจที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

       เนื่องจากเต็นท์บ้านหลังนี้เป็นสถานที่ที่สามารถปิดกั้นเสียงเอาไว้ได้อย่างดีจึงเหมาะมากที่จะใช้เพื่อประชุมงานกันทำให้มีแขกทยอยเดินทางเข้ามาทีละคนสองคนจนเริ่มครบคนแล้ว นิมป์จึงทำหน้าที่ต้อนรับด้วยตัวเอง เสิร์ฟเครื่องดื่มให้กับแต่ละคนตามที่สั่งไม่ว่าจะเป็น น้ำชา กาแฟ หรือกระทั่งน้ำผลไม้คั้นสด รีเบกก้ากวาดสายตามองไปรอบห้องไล่มองทีละคนจนรู้ว่าขาดใครไปบ้าง

       “นักบวชแมวกับนักดาบหมาไปไหนแล้วล่ะ” รีเบกก้าถามกับนิมป์ที่รับหน้าที่ดูแลอารินเป็นการชั่วคราว

       “ราล์ฟมีธุระแต่บอกว่าให้ประชุมไปโดยไม่ต้องมีเขาได้เลยค่ะ ส่วนพี่ชายของน้องอารินตอนนี้ออกไปหาสีเขียวค่ะ”

       “หาสีเขียว?”

       “พอดีน้องอารินคิดอยากจะวาดภาพแต่สีเขียวที่ใช้วาดภาพมันหมดพอดี พี่ชายของเธอเลยรีบออกจากเต็นท์บ้านไปถามหาสีจากพวกบรรดาสมาชิกค่ะ” นิมป์ตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย การรับมือกับอาคมถึงจะดูง่ายแต่บางครั้งเขาก็ชอบทำอะไรที่เข้าใจยากแบบนี้

       “ทั้งที่ผสมสีเองก็ได้เนี่ยนะ” รีเบกก้าที่ได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่วางแผนไม่เก่งยังคิดได้ถึงความจริงข้อนี้ สุดท้ายก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมอาคมถึงคิดเรื่องง่ายๆ แค่นี้ไม่ออก

       นิมป์บริการเครื่องดื่มให้ทุกคนเสร็จแล้วจึงมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ในฐานะตัวแทนของกิลด์แพนโดร่าซึ่งต้องทำงานภายใต้การกำกับดูแลของซากุระเป็นการชั่วคราว ถึงแพนโดร่าจะเป็นกิลด์เล็กๆ และมีการจัดประชุมอยู่บ้างแต่เรื่องส่วนใหญ่ก็มีแค่การให้คำแนะนำในการฝึกฝนทักษะเพื่อพัฒนาทักษะต่อสู้ของแต่ละคน ไม่มีการประชุมเพื่อวางแผนในการเคลียร์ดันเจี้ยนหรือปราบมินิบอสที่สุ่มเกิดตามจุดแผนที่ต่างๆ มันไม่เหมือนกับกิลด์อื่นที่มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันและชิงอันดับ แต่เหมือนกับกิลด์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสังคมกลุ่มเล็กๆ และเล่นเกมเพื่อความสนุกเท่านั้น

       ซากุระมองทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายและเริ่มกล่าวเปิดการประชุม

       “หัวข้อที่จะขอพูดในวันนี้คือการจัดกลยุทธ์ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนการสักเล็กน้อยค่ะ สืบเนื่องจากรายงานการสำรวจและฝ่ายตรวจสอบได้ค้นพบเรื่องสำคัญที่ว่าทางฝั่งของศัตรูได้มีการฝังซ่อนแร่ชนิดหนึ่งที่สกัดกั้นการใช้พลังพิเศษของพวกเราเอาไว้ในพื้นที่ที่จะมีการปะทะ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวถูกบังคับให้ต้องใช้เพียงอาร์ติแฟกเท่านั้นในการต่อสู้ และเป็นโชคดีมากที่ทางเราได้มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการฝึกฝนกองทัพที่สามารถใช้อาร์ติแฟกขึ้นมาจนได้ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวนั้นคือจุดนี้ค่ะ

       มันเป็นพื้นที่ใกล้กับสถานที่ที่จะใช้ประกอบพิธีสำคัญจึงมีพื้นที่กว้างเป็นพิเศษ และมันเป็นจุดที่ถูกตัดสินตั้งแต่แรกแล้วว่าจะใช้เป็นสมรภูมิรบ คาดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีสกัดความสามารถของทุกคนเอาไว้เป็นระยะทางหลายร้อยเมตร กรณีนั้นถ้าถูกโจมตีด้วยธนูหรือเครื่องยิงวัตถุโบราณหรือสัตว์ร้ายก็คงได้รับความเสียหายไปไม่น้อย ถึงจะไม่รู้ว่ามีหรือไม่แต่ในกรณีแบบนี้ให้คิดเผื่อว่ามี

       วาโยขยับแว่นตามองดูบนแผนที่ที่ให้คนไปสำรวจมาเมื่อไม่นานมานี้ ถึงมันจะเป็นแผนที่ที่วาดโดยใช้เส้นร่างแบบหยาบๆ อธิบายถึงลักษณะของพื้นที่แต่ก็ยังพอจะมองออกอยู่บ้าง กากบาทที่ซากุระชี้อยู่นั้นอยู่ในพื้นที่แรเงาด้วยเส้นทแยง

       “เดี๋ยวก่อนนะ ตรงนั้นมันน้ำทะเลนี่” สาวแว่นโพล่งพูดออกมาและหยิบแผนที่ภูมิประเทศที่อารินวาดก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบ “มันไม่เคยมีมาก่อน หรือว่าศัตรูเปลี่ยนภูมิประเทศ?”

       “คิดว่าไม่น่าจะใช่นะคะ เท่าที่ดิฉันพอจะทราบมาคืออาณาจักรเงือกแต่โบราณนั้นปกคลุมไปด้วยน้ำทะเลจนกระทั่งพวกเขามีวัตถุที่ใช้สกัดกั้นน้ำทะเลและสร้างเป็นโดมขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตอยู่ภายในนั้น เป็นไปได้ว่าอีกฝ่ายแค่ปรับแต่งอุปกรณ์เพื่อลดระยะของเขตโดมสกัดกั้นน้ำทะเลให้สั้นลง ด้วยวิธีนี้หากเกิดการปะทะฝ่ายที่เสียเปรียบจะต้องเป็นพวกเราที่เคลื่อนไหวใต้ทะเลได้ไม่สะดวกเพราะสูญเสียการใช้พลังพิเศษไป กว่าจะผ่านเข้าไปในพื้นที่แห้งได้ก็คงต้องใช้เวลาพอตัว”

       “ถึงตรงนั้นเธอน่าจะช่วยระวังหลังให้พวกเราได้” ธิดาแห่งศาสตราพูด

       ทุกคนในที่นี้ต่างก็ทราบกันดีแล้วว่าซากุระไม่ได้ครอบครองดวงตาแห่งฮอรัสอีกต่อไป แต่เธอนำมันไปแลกกับอาวุธในตำนานอีกชนิดคือธนูดาราสวรรค์ ซึ่งเป็นอาวุธคู่มือที่เหมาะมือกับเธอเป็นอย่างยิ่ง คนที่รู้จักกับซากุระในช่วงเริ่มเกมใหม่จะพบว่าอาวุธประจำกายของเธอก็คือธนู แต่ด้วยความที่ต้องผันตัวมาเป็นผู้นำคนจึงต้องเปลี่ยนแนวทางการเล่นของตนเองจนแทบจะไม่ได้ใช้ธนูในการต่อสู้อีกเลย

       นอกจากนี้ธนูดาราสวรรค์เป็นอาวุธในตำนานที่สามารถยิงได้ไกลที่สุดโดยไม่สูญเสียความเร็วหรือพลังโจมตี จัดได้ว่าเป็นอาวุธสายโจมตีระยะไกลที่น่ากลัวที่สุด

       “ถึงจะพอรวบรวมคนที่ฝึกยิงธนูมาช่วยยิงสนับสนุนจากแนวหลังได้แต่ด้วยวิธียิงแบบนั้นไม่สามารถยิงต่อเนื่องได้จึงเป็นจุดอ่อนสำคัญ” ซากุระอธิบายด้วยเหตุผลเพื่อไม่ให้ทุกคนคาดหวังจนเกินไป “แต่ว่าก็ต้องขอบคุณท่านโอดะ โนบุนากะที่คิดค้นวิธีที่เรียกว่าพลปืนไฟสามแถวขึ้นมา ถ้าใช้วิธียิงสามจังหวะพวกเราก็จะสามารถสนับสนุนกองทัพให้เคลื่อนที่ต่อไปได้ แต่วิธีนี้ในทางปฏิบัติจริงพวกเขาจะเคลื่อนที่ไม่ได้เลยกลายเป็นเป้านิ่งที่หากถูกโจมตี ดังนั้นเราจะต้องคิดหาวิธีการป้องกันเผื่อเอาไว้ด้วย ไม่ทราบว่ามีผู้ใดพอจะช่วยเสนอความคิดได้บ้างคะ”

       ซากุระมักจะเปิดโอกาสให้ทุกคนเสนอความคิดเพราะยิ่งมีคนช่วยคิดมากก็จะยิ่งมองเห็นปัญหาและแก้ปัญหาได้รวดเร็ว ความคิดของซากุระมีจำกัดจึงต้องเปิดรับความคิดเห็นของผู้อื่น ความจริงแล้วเธอมีวิธีแต่หากเธอพูดวิธีนั้นออกมาทุกคนจะไม่คัดค้านและเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่เธอพูดออกมา

       “ความเสี่ยงมีอยู่จริงๆ นั่นแหละ แต่ว่าในเมื่อพื้นที่ตรงนั้นถูกบังคับให้ต้องใช้อาร์ติแฟกทำไมเราไม่ใช่อาร์ติแฟกการ์เดี้ยนคอยป้องกันให้ล่ะ ถ้ามีกองคุ้มกันแนวหลังใช้การ์เดี้ยนจำพวกเซเวอร์รูส ไนต์มันน่าจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ” คำแนะนำลอยๆ ของราตรีทำให้สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่เธอ ส่วนซากุระก็ยิ้มบางเบาเนื่องจากเป็นวิธีสนับสนุนอีกแบบที่คิดเอาไว้ “อะไรล่ะ นี่ฉันพูดอะไรผิดไปงั้นเหรอ”

       “ไม่หรอก แค่ไม่คิดว่าเธอจะคิดอะไรแบบนี้ได้” เบลล์พึมพำ

       “เสียมารยาทจริงๆ นะหล่อน”

       “เอาเถอะค่ะ ด้วยคำแนะนำของคุณราตรีช่วยให้ดิฉันคิดออกว่าควรทำอย่างไรต้องขอบพระคุณมากค่ะ”

       “ถึงเธอจะพูดแบบนั้นแต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าเธอไม่ได้มีเรื่องอยากจะพูดแค่นี้แน่” วาโยเอ่ยขึ้น

       ด้วยการที่ในอดีตต่างฝ่ายต่างก็ต้องชิงไหวชิงพริบกันในฐานะของคู่แข่งจึงเป็นธรรมดาที่จะมีการเรียนรู้อีกฝ่าย ทั้งวาโยและธิดาแห่งศาสตราต่างก็รู้ดีว่าซากุระเป็นผู้หญิงที่มีเล่ห์เหลี่ยมเพียงใด ไม่มีทางที่เธอคนนั้นจะยอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยเด็ดขาด เธอจะต้องหาวิธีรับมือเพื่อแก้ทางนั้นให้ได้และประเมินความเสียหายก่อนจะตัดสินใจต่อว่าจะสู้หรือถอย

       “ค่ะ มันอยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับความเสียเปรียบนี้อย่างไร” หญิงสาวเผยรอยยิ้มออกมาบางเบา นำลูกแก้วบนแท่นวางขนาดเท่าลูกแก้วทำนายที่หมอดูใช้ออกมาวางบนโต๊ะ “ในเมื่ออีกฝ่ายลดระยะของโดม เราก็แค่สร้างพื้นที่โดมที่เป็นของพวกเราขึ้นมาแทนก็เป็นอันใช้ได้ใช่ไหมล่ะคะ สิ่งนี้คืออุปกรณ์ที่ช่วยให้สามารถสร้างโดมอากาศได้ซึ่งทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว อุปกรณ์ตัวนี้เป็นของที่ถูกโละทิ้งเนื่องจากมีอายุการใช้งานที่สั้นทำให้ใช้งานได้ไม่นาน และด้วยวิธีการทำงานที่ยุ่งยากทำให้มันต้องใช้เวลาในการดำเนินการถึงครึ่งวันจึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ได้ แต่ดิฉันได้ขอให้คุณเดฟอนช่วยสร้างอุปกรณ์ที่จะทำให้มันสามารถใช้งานได้ในทันทีขึ้นมาค่ะ”

       “คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว เธอนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ” วาโยแค่นเสียงกึ่งประชดประชัน

       “แล้วสรุปล่ะ?” ธิดาแห่งศาสตราถาม

       “เขาขอเวลาหนึ่งวันเพื่อศึกษาและคิดค้นความเป็นไปได้ในการสร้างอุปกรณ์ ดิฉันเองก็เผื่อใจเอาไว้ว่ามันอาจจะไม่สำเร็จจึงอยากจะให้ช่วยเตรียมแผนสำรองเผื่อกรณีที่อุปกรณ์ที่ว่าไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ เราจะต้องหาวิธีรับมือกับทุกวิธีการที่อาจจะเกิดขึ้น”

       การประชุมปรึกษาเพื่อวางแผนร่วมกับซากุระช่วยไขความกระจ่างให้กับทุกคนในห้องนี้เป็นอย่างดีว่าเหตุใดในการทำสงครามกับพวกเธอ ซากุระจึงเป็นคนเดียวที่แม้จะพ่ายแพ้แต่ก็สูญเสียน้อยทำให้ฟื้นตัวกลับมาได้เร็วมาก เป็นเพราะเธอคำนึงถึงความเป็นไปได้แม้เพียงเล็กน้อยและช่วยกันคิดหาวิธีรับมือ หากสรุปได้ว่าจะต้องพ่ายแพ้ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสูญเสียให้น้อยที่สุด สมแล้วกับที่ได้รับฉายาเป็นจ้าวกลยุทธ์สาวที่ไร้เทียมทาน

       หากเปลี่ยนเป็นใครสักคนในที่นี้ให้มาเป็นคนวางแผน เชื่อว่าจะต้องประมาทและมองความเป็นไปได้เหล่านั้นตกไป ไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ

       ภายใต้ความเป็นไปได้ต่างๆ แต่ละคนเสนอทางแก้ไขกันซึ่งมันทำให้กองกำลังของพวกเธอเสียเปรียบมาก มนุษย์เงือกกลุ่มต่อต้านเองก็เป็นเพียงชาวบ้านที่จับอาวุธขึ้นสู้พลังของพวกเขาจึงไม่ได้สูงส่งอาจจะต้องใช้ถึงห้าคนในการรับมือกับทหารเพียงคนเดียว

       “คือว่า” นิมป์ยกมือขึ้นอยากจะเสนอบางอย่าง

       “เชิญค่ะ”

       “กรณีที่เผชิญหน้ากับพวกจ้าวสมุทร ราล์ฟบอกให้มอบหน้าที่ในการรับมือกับอาคมและเด็กตกปลาเพียงสองคนพอค่ะ”

       “สองคน? ดิฉันเข้าใจดีว่าทั้งสองคนนั้นมีฝีมือค่ะ แต่กรณีแบบนี้เราไม่อาจประมาทได้”

       “แต่ทั้งสองคนมีความสามารถพอจะรับมือกับจ้าวสมุทรได้ ราล์ฟรับรองมาแบบนั้นและนอกจากนี้เขายังขอให้เรามอบของสิ่งหนึ่งให้กับคุณราตรีด้วยค่ะ” นิมป์เปิดหน้าต่างไอเทมและเรียกกล่องโลหะออกมาวางไว้บนโต๊ะ

       “ให้ฉัน?” ราตรีรับกล่องไปเปิดดูพบว่าเป็นปืนสั้นสองกระบอกวางสลับบนล่าง

       “วินเชสเตอร์ อัลเคมิส ค่ะ อาวุธปืนรุ่นพัฒนาแล้วของคุณเดฟอน ใช้ข้อมูลต้นแบบของดูลาฮานของราล์ฟและดัดแปลงให้เป็นอาวุธเฉพาะตัวของคุณราตรี เห็นบอกว่าในฐานะที่เป็นคนสำคัญในสมาพันธ์คุณเองก็ควรจะมีอาวุธคู่มือที่ช่วยให้ต่อสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี วิธีใช้เขียนอยู่ในคู่มือการใช้งานกรุณานำไปศึกษาด้วยนะคะ”

       ราตรีหยิบคู่มือขึ้นมาพลิกดู เพียงแค่วิธีใช้งานที่เขียนว่า ใช้ยิงใส่ศัตรู ห้ามยิงใส่พวกเดียวกันเด็ดขาด ก็พลันคิดจะเขวี้ยงมันทิ้งทันที แต่พออ่านไล่ลงมาดวงตาของเธอก็พลันลุกวาว

       “ขอคืนทีหลังไม่ให้หรอกนะ” ราตรีแสดงอาการหวงของขึ้นมา เธอไม่แม้แต่จะให้คนอื่นได้ดูราวกับกลัวว่ามันจะเสียหายถ้าถูกมองมากๆ

       การประชุมหาทางรับมือกับความเป็นไปได้ดำเนินต่อไปจนทุกคนรู้สึกเหนื่อยล้าเต็มที มันเป็นการประชุมที่หนักแต่ก็ต้องอดทนเนื่องจากสถานการณ์นี้พวกเธอเสียเปรียบศัตรูอย่างมาก ซ้ำยังเป็นฝ่ายบุกโจมตีที่ไม่ชำนาญพื้นที่อีก ถ้ามีเวลาให้ตรวจสอบและเตรียมความพร้อมก็น่าจะรับมือได้ดีกว่านี้ ปัญหาคือทรัพยากรที่นำมาด้วยร่อยหรอลงทุกวันและเหลืออยู่ไม่มากพอจะทำสงครามระยะยาว สุดท้ายซากุระคงได้แต่หวังพึ่งในความสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของราล์ฟที่ชำนาญกว่า

       แผนการของราล์ฟค่อนข้างบ้าดีเดือดตรงที่เขาเชื่อใจคนของตนเองมากเกินไป การให้อาคมรับมือกับจ้าวสมุทรด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องที่บ้ามากและเธอไม่สนับสนุน แต่การที่เธอไร้ซึ่งความกล้าที่จะเชื่อใจคนอื่นทำให้แผนการของเธอขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว

       เมื่อประตูของเต็นท์บ้านถูกเปิดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความตกใจของทุกคน แต่พอเห็นว่าเป็นใครก็วางใจ

       “กำลังเครียดกันอยู่สินะ”

       “คนเขาประชุมกันจนเครียด นายนั่นแหละหายไปไหนมา” ราตรีซักถามราวกับอีกฝ่ายเป็นนักโทษกระทำความผิด

       ราล์ฟไม่เปลี่ยนสีหน้าของเขายังตอบด้วยท่าทางสบายๆ “ก็แค่เตรียมความพร้อมในส่วนของตนเอง ฉันกำลังจะเปิดเควสต์ในเร็ววันนี้”

       การเปิดเควสต์เป็นสัญญาณการเริ่มต้นของสงครามและราล์ฟเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งการตัดสินใจในครั้งนี้จะว่าเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดี เรื่องดีก็คือพวกเธอมีเสบียงไม่มากพอจะทำสงครามระยะยาวเหมือนการชิงไหวชิงพริบที่ต้องสร้างความได้เปรียบให้ตนเองบีบบังคับศัตรูให้แพ้โดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ การเปิดเควสต์ทำสงครามเลยอย่างน้อยก็ไม่ต้องพะวงเรื่องสงครามยืดเยื้อ ส่วนเรื่องไม่ดีก็คือพวกเธอพึ่งจะวางแผนกันเสร็จได้ไม่นานจึงยังไม่มีโอกาสได้ซักซ้อม มันทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย

       “แบบนั้นมันเร็วไป” วาโยทักท้วง เธออยากจะให้ทุกคนมีเวลาซักซ้อมแผนการสักเล็กน้อย

       “ไม่เร็วหรอก พวกเธอยังมีเวลาอยู่อีกอย่างน้อยก็วันสองวัน”

       “สามวัน? พรุ่งนี้สินะคะ” ซากุระเข้าใจความหมายของราล์ฟทันที

       ปกติแล้วราล์ฟจะออนไลน์เพียงแค่สองวันเท่านั้นตามเวลาปกติคือช่วง 23.00 น. – 05.00 น. การมีวันเพิ่มมาหนึ่งวันก็เหมือนกับที่เขาเคยพูดเอาไว้ว่าจะออนไลน์ให้เร็วขึ้นเพื่อให้มีเวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน และตามกำหนดการเดิมจะต้องจบเควสต์นี้ให้ได้ภายในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้การที่พวกซากุระหายตัวไปมันทำให้สมาพันธ์เกิดความวุ่นวายอย่างหนักไหนจะถูกโจมตีจนมีหลายคนถอดใจยอมแพ้และขอลาออกจากสมาพันธ์ผันตัวเป็นเพลเยอร์อิสระไปหลายสิบคน

       ภายใต้แรงกดดันนี้ทำให้พวกเธอคาดหวังกับผลลัพธ์ในการทำสงครามครั้งนี้อย่างมาก ยังดีที่ทุกคนในที่นี้ล้วนมีเหตุผลและแค่อารมณ์เสียเล็กน้อย พวกเธอถึงจะยังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มสาววัยรุ่นเท่านั้นจึงมีความคิดเปิดกว้างกว่าและยอมรับความจริงได้ค่อนข้างง่าย

       “แล้วมีอะไรที่ดิฉันควรจะรู้บ้างคะ?” ซากุระถาม เธอเคยผ่านการร่วมงามกับราล์ฟในการทำสงครามมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมรู้แนวทางปฏิบัติของเขาดี เขาเป็นประเภทคนที่ชอบดำเนินการนอกแผนไม่ค่อยอยู่กับแผนการในส่วนรวมสักเท่าไหร่ อาศัยเคลื่อนไหวแก้เกมตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและพลิกกลับมาเป็นได้เปรียบ

       “ทำตามแผนของพวกเธอไปโดยคิดซะว่าไม่มีฉันอยู่ในแผนก็ได้ ว่าแต่มีใครเห็นอาคมบ้างไหม”

       “ถ้าเป็นผู้ชายคนนั้นล่ะก็ออกไปหาสีเขียวมาให้น้องสาวใช้น่ะ” รีเบกก้าตอบเซ็งๆ ราล์ฟขมวดคิ้วแล้วพึมพำว่า ทั้งที่ผสมสีเองได้เนี่ยนะ ทำให้หญิงสาวเกิดรอยยิ้มขบขันไม่คิดว่าจะมีคนคิดแบบเดียวกับเธอด้วย

       นักบวชแมวเหมียวเหลือบมองแผนที่บนโต๊ะประชุม มีการแทนตำแหน่งด้วยตัวหมากเพื่อให้ง่ายต่อการกำหนดวิธีการ พอจะคาดเดาได้ลางๆ ว่ามันเป็นการถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง คาดเดาจากตำแหน่งการวางของตัวหมากสมองของเขาเริ่มประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็วจำลองเป็นสถานการณ์ในการรบหลากหลายรูปแบบที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ก่อนจะเดินมาชี้จุดข้อบกพร่องของแผนการในครั้งนี้

       “นี่ไม่ใช่สงครามบนกระดานหมาก ไม่มีการเริ่มต้นที่เท่าเทียมหรือเผชิญหน้ากันตรงๆ ด้วยจำนวนที่เทียบเท่ากัน ถ้าถูกโจมตีเข้าที่จุดบอดตรงนี้การจัดทัพก็จะรวนและสูญเสียความสามารถในการรบทันที ขอเสนอแนะให้มีการส่งหน่วยสอดแนมกระจายออกไปเพื่อรายงานสถานการณ์และถ้าเป็นไปได้ก็วางกับดักถ่วงเวลาเอาไว้ด้วย”

       “จะว่าไปก็จริงนะคะ” ซากุระยอมรับในความผิดพลาดของตนเอง ปกติในการทำสงครามพวกเธอมักจะเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่เสมอ

       แต่ว่านี่มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริงๆ ทั้งที่ราล์ฟก็ไม่ได้อยู่ด้วยในขั้นตอนวางแผนการรบ เขาอาศัยเพียงการมองแผนที่กับตัวหมากที่คาดว่าไม่รู้ว่าหมายถึงสิ่งใดก็คาดการณ์แผนการรบที่ถกเถียงกันมาเป็นชั่วโมงจนหาข้อสรุปกันได้ในชั่วอึดใจ สำหรับคนทั่วไปคงเป็นเพียงไม่กี่วินาทีแต่สำหรับราล์ฟแล้วเขารู้สึกเหมือนเวลาในห้องนี้หยุดลงไปครู่ใหญ่จึงมีเวลาคิดวิเคราะห์ได้เท่าที่ต้องการ แต่การเร่งความสามารถสมองเพื่อประมวลผลปกติแล้วถ้าทำในโลกจริงจะรู้สึกเวียนหัวและอาจมีเลือดกำเดาออกได้จึงไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้บ่อยนัก

       สุดท้ายแผนการก็เป็นเพียงแค่กลยุทธ์สำหรับรับมือกับเหตุการณ์ในเบื้องต้น ยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมายที่ทำให้กลยุทธ์เหล่านั้นเสียเปล่า มันจึงเป็นเหตุผลที่ทุกกลยุทธ์จะต้องมีมาตรการรับมือในกรณีฉุกเฉินซึ่งทางฝั่งฝ่ายพวกเขานั้นเสียเปรียบอย่างมากในแทบจะทุกด้าน แต่ภายใต้การทำงานร่วมกับราล์ฟความกังวลเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีการใดราล์ฟจะเคลื่อนไหวนอกแผนการเพื่อปรับสถานการณ์ให้พวกเขาได้เปรียบยิ่งขึ้น

       เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นราล์ฟก็ขอตัวออกไปตามหาอาคมเนื่องจากต้องการความช่วยเหลือเป็นการด่วนที่สุด สอบถามจากคนที่อยู่บริเวณนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามหาตัวอาคมได้ เขาค่อนข้างโดดเด่นโดยเฉพาะชุดสีดำที่ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมที่สดใสของอาณาจักรเงือก อาคมกำลังถามหาสีเขียวจากคนอื่นๆ ซึ่งเหมือนจะไม่มีใครพกสีติดตัวกันเลย

       ราล์ฟร้องเรียกอาคมให้หยุด อีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตาหาเรื่อง

       “ยังไม่ตายอีกหรือไงวะ”

       ราล์ฟที่ไม่แม้แต่จะใส่ใจในคำพูดของอาคมเพราะเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ชอบขี้หน้าตนเองแค่ไหน

       “ขอความร่วมมือหน่อย”

       “ไม่ว่างว่ะ” อาคมปฏิเสธทันที “ถ้าอยากให้ช่วยนักก็ร้องเหมียวๆ ให้ฟังก่อนสิ”

       “อารินคงช่วยฉันได้ดีกว่า ถ้านายไม่คิดจะช่วยก็ไม่เป็นไร”

       “ไม่ต้องสะเออะไปหาน้องสาวฉันเลยไอ้แมวผี จะให้ช่วยอะไร”

       “ฉันต้องการอุปกรณ์สำหรับเล่นมายากล หาใครไม่ได้แล้วนอกจากนาย”

 

       คงเพราะเวลานี้อยู่ในช่วงฤดูฝนทำให้เมื่อคืนนี้ไฟฟ้าในหมู่บ้านดับเป็นการชั่วคราวเนื่องจากพายุฝนฟ้าคะนอง โชคดีที่เกมออนไลน์เสมือนจริงนั้นใช้ระบบสัญญาณพิเศษและตัวอุปกรณ์เล่นเกมสามารถใช้ไฟสำรองเพื่อให้เล่นได้นานถึงหกชั่วโมง ตอนที่เจนภพออกมาจากเครื่องและเห็นสัญญาณแจ้งการสลับการใช้ไฟสำรองเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้จึงรู้ได้ทันทีว่าระหว่างที่เล่นเกมอยู่นั้นเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนว่าคนทั้งบ้านจะไม่รับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เลย หากว่าเวลานั้นมีโจรขึ้นบ้านหรือเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจรพวกเขาจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

       ลงมาข้างล่างเปิดไฟในบ้านให้สว่าง บรรยากาศชื้นแฉะจากฝนที่ยังคงตกอยู่ทำให้เจนภพรู้สึกเหมือนจะเป็นภูมิแพ้ให้ได้ เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดนอนเป็นชุดลำลองเสื้อยืดคอกลมกับกางเกงสามส่วนเพราะต้องออกไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเช้า และก่อนที่เขาจะได้ออกจากบ้านก็มีความเคลื่อนไหวจากห้องชั้นสอง เวลาเช้าแบบนี้ไม่มีทางเป็นของวิลาวรรณแน่จึงเดาได้เลยว่าเป็นใคร เมื่อซูหลินเปิดประตูออกมาในสภาพที่สวมชุดนอนลายแสนน่ารักไม่เข้ากับบุคลิกของตัวเอง

       “ข้างนอกฝนตกอยู่นะ” ซูหลินถามด้วยภาษาไทยสำเนียงจีน “จะไปซื้อของทำไมไม่รอให้ฝนหยุดก่อนล่ะ”

       “วันนี้ฝนตกทั้งวัน ถ้ารอตามที่เธอบอกก็คงไม่ต้องไปกันพอดี”

       “ซื้อเยอะหรือเปล่า”

       “ก็สำหรับสามวัน จะไปด้วยกันไหมล่ะ”

       ซูหลินไม่ปฏิเสธคำชวน เธอมองว่าอาศัยอยู่บ้านของคนอื่นแล้วก็ควรช่วยงานบ้านบ้าง ปกติแล้วเจนภพจะเป็นคนทำความสะอาด ซักผ้า และทำอาหารจนแทบไม่เหลืองานอะไรให้เธอได้ทำเลย การไปซื้อของก็เลยพอจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยแบ่งเบาได้

       ฝนที่ตกโปรยปรายแม้จะไม่มากแต่เจนภพก็ตัดสินใจใช้รถยนต์ในการเดินทางไปตลาดที่อยู่ใกล้บ้านแทน มันยังเป็นตอนเช้ารถไม่เยอะมากจึงมีที่จอดรถเพียงพอแต่ก็ต้องเดินไกลพอสมควรเพราะทุกคนต่างก็อยากจอดรถใกล้กับตลาดเพื่อความสะดวกให้มากที่สุด เมื่อมาถึงก็เริ่มไล่รายการสินค้าที่ต้องการทันที ทั้งเจนภพและซูหลินต่างก็มีกระเป๋าตะกร้าคนละใบเพื่อความสะดวกในการจ่ายตลาด แม้จะมีรายการที่ต้องซื้ออยู่ก่อนแล้วก็ตามสุดท้ายพอได้เห็นสัตว์ทะเลแบบสดๆ ที่พึ่งจะนำมาเทใส่ถังเตรียมจำหน่ายก็รีบปรี่ไปหยุดที่หน้าร้านพอดี

       ไม่บ่อยนักที่จะได้กินอาหารทะเลกัน คาดว่าวิลาวรรณเองก็คงจะเบื่อกับอาหารเดิมๆ ที่มีแต่เนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อปลาน้ำจืด จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่บอกว่าอยากกินพวกอาหารทะเล ถึงจะเคยเห็นในตลาดมาบ้างแต่หลายครั้งพวกมันถูกเลือกตัวที่สภาพดีๆ ไปหมดแล้วเลยไม่ได้ซื้อ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาทันได้เลือกซื้อพวกมันด้วยตัวเอง

       ซูหลินยืนมองคู่หมั้นหนุ่มคัดเลือกสัตว์ทะเลด้วยตัวเอง เขามีเทคนิคการเลือกเฟ้นหาตัวที่มีคุณภาพได้ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ แถมยังต่อรองราคาได้เก่งมากอีกด้วย ซื้อเสร็จแล้วก็ไปซื้อของตามรายการเดิมต่อ ระหว่างนั้นเจนภพก็ถามถึงสิ่งที่เธออยากจะกินซึ่งการดูแลเอาใจใส่แบบนี้ตั้งแต่เกิดมาเธอยังไม่เคยได้รับจากบุรุษคนใดเลย ไม่ปฏิเสธว่าตลอดชีวิตเธอพบเจอกับเด็กผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันมามาก แต่ทุกคนถ้าไม่ใช่พวกคุยโตโอ้อวดแสดงนิสัยข่มเหงผู้อื่นยกตัวเองให้สูงขึ้น ก็มีคนที่อาศัยความร่ำรวยของครอบครัวทำตัวเสเพล แต่เจนภพแตกต่างจากคนพวกนั้นเขาเป็นคนที่ใจดีแต่แสดงออกด้วยบุคลิกที่เย็นชา

       ตอนนี้ทั้งสองคนต่างช่วยกันหอบหิ้วกระเป๋าตะกร้าที่ตุงไปด้วยเนื้อ ผัก และเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนแรงมาก มาถึงรถก็ช่วยกันย้ายของใส่ตามกล่องต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีกลิ่นมาติดภายในรถ จากนั้นจึงไปไล่ซื้อของส่วนที่เหลือต่อตามร้านค้าด้านนอกที่มีขายเฉพาะทาง

       “จะว่าไปแล้วในเกมเธอเป็นยังไงบ้าง”

       “เกม?” ซูหลินถักคิ้วสงสัย “ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม ฝึกฝนวิชาทบทวนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนท่า อย่างน้อยในเกมต่อให้ผิดพลาดจนตายก็ไม่มีผลอะไร น่าตกใจที่ประเทศไทยมีเทคโนโลยีอะไรแบบนี้ เสียดายที่มันถูกเอามาใช้ทำเป็นเกมแทน”

       “แล้วเลเวลกับคลาสล่ะ”

       “เลเวล” ซูหลินพยายามนึกแล้วตอบ “น่าจะเลเวล 512 คลาสทหาร น่าจะประมาณนี้แหละ”

       “เธอคงเข้าเมืองบ้างแล้วสินะ”

       “ยกเว้นกรณีที่ตายเท่านั้น พูดถึงเรื่องนี้เราสงสัยอย่างหนึ่งทำไมพวกเพลเยอร์ฝีมือกระจอกกันจัง มีครั้งหนึ่งที่มีคนมายึดกระท่อมพักผ่อนของเราเลยจัดการไป เห็นว่าเป็นคลาสขุนนางแล้วก็คุยโวคิดว่าจะเก่งสักแค่ไหนกันเชียว” ซูหลินบรรยายไปอารมณ์เสียไป เธอเป็นประเภทนักสู้ที่ชื่นชอบการต่อสู้กับบุคคล สบโอกาสได้ประลองวิชากับคนอื่นสุดท้ายก็เจอแต่พวกนักเล่นกล้ามธรรมดาไม่มีเทคนิคหรืออะไรให้ได้ศึกษาเลย

       “ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีวรยุทธ์ ต่อให้ฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวมาก็จะเป็นเพื่อการแข่งขันซะมากกว่า”

       ซูหลินพอจะเข้าใจที่เจนภพอธิบายอยู่บ้าง “ว่าแต่คุณถามเรื่องนี้ทำไม”

       “พอดีว่าคืนนี้พวกฉันมีกำหนดการจะทำสงครามกับอาณาจักรเงือก พวกเราเสียเปรียบในหลายด้านซึ่งถ้าปะทะกันแบบยุติธรรมก็ทำได้แค่ดื้อสู้ โอกาสชนะมันแทบจะไม่มีเลยและถึงจะมีโอกาสเพียงน้อยนิดอยู่ก็ตามแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่มากเกินไป น่าเสียดายที่เลเวลเธอน้อยเกินไปศัตรูส่วนใหญ่เป็นคลาสขุนนางกับอัศวินโดนโจมตีไม่กี่ทีพลังชีวิตเธอก็คงหมด”

       “แค่อย่าโดนก็พอสินะ อีกอย่างเราเองก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย” ซูหลินรู้สึกสนใจเกี่ยวกับสงครามไม่น้อย เพราะปกติเธอเอาแต่ฝึกฝนและขัดเกลากระบวนท่า คู่ประลองส่วนใหญ่จึงเป็นมอนสเตอร์ในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งแรกๆ ก็พอฟัดพอเหวี่ยง ปัจจุบันแค่ซัดไม่กี่ทีพวกมันก็ตายแล้ว ดังนั้นสงครามที่มีแต่คู่ต่อสู้เก่งๆ เป็นสิ่งที่เธอถวิลหาที่สุด

       “ถ้าเธอตัดสินใจแบบนั้นล่ะก็เดี๋ยวออนไลน์คืนนี้ฉันจะไปรับ”

       “จะตั้งตารอเลยล่ะ” ซูหลินยิ้ม เฝ้าฝันถึงประสบการณ์ที่หาได้ยากอย่างสงครามที่มีแต่คนเก่งๆ ให้ประลองฝีมือด้วย

       กลับมาถึงบ้านก็เกือบเจ็ดโมงได้ หลังช่วยกันขนย้ายของไปจัดเก็บเจนภพก็เริ่มลงมือทำมื้อเช้าเห็นว่าซูหลินทำท่าทางอยากจะช่วยด้วยเลยให้มาลองเป็นลูกมือชั่วคราว ติดแค่ว่าตอนอยู่เมืองจีนฐานะของซูหลินก็ถือว่าร่ำรวยมากจึงมีคนรับใช้คอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้ อาหารที่เธอพอจะทำกินเองได้ก็มีเพียงพวกอาหารแช่แข็งกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แค่ให้ลองหั่นผักกับแล่เนื้อก็กินเวลาไม่น้อย สุดท้ายเธอจึงเข้าใจแล้วว่าการทำอาหารแตกต่างจากการฝึกวรยุทธ์ แม้จะมีวิชาดาบสังหารร้ายกาจเพียงไหนแต่เมื่อจับมีดทำครัวทักษะเหล่านั้นแทบจะไร้ความหมาย

       กว่าจะเตรียมมื้อเช้าเสร็จก็กินเวลาไปเป็นชั่วโมง ตอนนี้บนโต๊ะมีกับข้าวอยู่หลายอย่างในปริมาณที่สามครอบครัวกินยังเหลือ ไม่นานวิลาวรรณในชุดนอนลายลูกหมีก็ลงมาเปิดหาน้ำในตู้เย็นดื่ม เธอหยุดมองดูลูกชายและลูกสะใภ้ทั้งสองคนและแกล้งทำเสียงกระแนะกระแหนล้อเลียน คนที่มีปฏิกิริยามากที่สุดกลับเป็นซูหลินที่เขินอายเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามัน ต่างจากเจนภพที่ทำหน้าเหมือนปลาตายไม่ต่างอะไรกับสวมหน้ากากหน้าเหมือนตนเองเอาไว้

       “เออนี่ภพ ลูกคิดว่ายังไงถ้าแม่จะลาออกจากงาน” วิลาวรรณเอ่ยขึ้น

       เจนภพที่กำลังวุ่นอยู่กับการล้างอุปกรณ์เครื่องครัวก็ทำหน้าเคร่งเครียดถามกลับ “ทำไมครับ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

       “ก็นั่นไงล่ะ แม่รู้สึกว่าเหนื่อยกับการทำงานอยากกลับไปทำงานที่บ้านใช้ความรู้กับประสบการณ์ไปบริหารรีสอร์ตยังไงล่ะ”

       “จะใช่หรือครับ ไม่ใช่ว่าภพดูถูกหรืออะไรหรอกนะครับแต่การบริหารรีสอร์ตต้องอาศัยความเชี่ยวชาญอย่างมากภพว่าไม่น่าจะใช่อะไรที่คุณแม่จะจัดการได้ด้วยตัวเอง และถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะได้รับความช่วยเหลือจากคุณตาก็ตาม แต่ข้าวของส่วนใหญ่ในบ้านแม่เป็นคนซื้อมาทั้งหมด ต้องไม่ลืมว่ารถยนต์ยังต้องผ่อนส่งอยู่อีกหลายเดือน ถ้าแม่ลาออกแล้วจะหาเงินจากที่ไหน แถมตอนนี้แม่กำลังจะรับอารินมาเป็นลูกบุญธรรมซึ่งถ้าหากว่าไม่มีหน้าที่การงานรองรับคงไม่ดีแน่”

       เจนภพรู้ว่าคุณแม่กำลังพยายามหนีบางอย่างอยู่ และไม่ต้องสืบก็พอจะเดาได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

       สมัยก่อนวิลาวรรณเคยทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่แต่ทำไปได้ยังไม่ทันพ้นช่วงฝึกงานดีก็ถูกขอให้ออกด้วยเหตุผลทางด้านธุรกิจ ซึ่งความจริงแล้วเกิดจากการที่ไพศาลซึ่งไม่ต้องการให้เกิดเรื่องผิดพลาดและส่งผลกระทบมาถึงชื่อเสียงเลยพยายามกดดันบริษัทที่คุณแม่ทำงานจนสุดท้ายทางบริษัทก็ทนต่อไม่ไหวยอมรับข้อเรียกร้องให้ไล่วิลาวรรณออก หลังจากนั้นคุณแม่ก็ย้ายกลับไปอาศัยอยู่กับคุณยายสักพักจนคลอดเจนภพผ่านไปได้เจ็ดปีก็ตัดสินใจลองเริ่มต้นใหม่จนมีทุกวันนี้ได้

       “นั่นสินะ แม่ลืมนึกไปเลย” วิลาวรรณพูด

       “เรื่องนี้เกี่ยวกับพ่อหรือเปล่าครับ”

       “ไม่หรอก แม่แค่เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ”

       “โกหกไม่เก่งเลยนะครับ ภพว่าแม่ไม่ควรหนีแต่ควรจะอยู่เพื่อเผชิญหน้ากับมันดีกว่า”

       “แต่ถ้าแม่ยังอยู่โรงแรมอาจจะเดือดร้อนได้”

       “คิดว่าไม่เป็นอะไรหรอกครับ แม่สามารถทำงานที่นั่นต่อไปได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้ เชื่อภพเถอะครับทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี”

       “ก็ถ้าลูกว่าแบบนั้นแม่จะลองเชื่อดูสักครั้ง แต่ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นแม่จะลาออกทันที ถึงอายุของแม่เกินกว่าไปจะสมัครงานที่อื่นได้แล้วก็ไม่เป็นไร แม่จะเอาเงินเก็บสะสมไปหาเช่าร้านเล็กๆ แล้วก็ให้ลูกมาเปิดร้านอาหาร แม่จะคอยนับเงินให้เองบอกเลยนะว่าแม่เชี่ยวชาญเรื่องนี้สุดๆ”

       “รู้สึกเหมือนตัวเองขาดทุนยังไงไม่รู้สิครับ” เจนภพกล่าวด้วยรอยยิ้ม

       หลังทานมื้อเช้ากันเสร็จแล้ววิลาวรรณก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวจะไปคุมงานจัดสถานที่ที่จะใช้ในวันจันทร์ที่จะถึง เจนภพไม่รู้เรื่องนี้จึงรู้สึกว่ามันกะทันหันเกินไปเลยไม่ได้เตรียมปิ่นโตเอาไว้ให้ แต่เขาไม่คิดตำหนิเพราะเข้าใจดีว่าคุณแม่คงมีเรื่องให้ขบคิดจึงลืมที่จะบอกให้เตรียมปิ่นโตเอาไว้ให้ด้วย แน่นอนว่าเจนภพไม่มีทางปล่อยให้คุณแม่ต้องไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารที่ให้ปริมาณไม่เพียงพอโดยเด็ดขาด เลยขอให้ซูหลินมาช่วยเป็นลูกมือเตรียมปิ่นโตชุดใหญ่จนเสร็จในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง

       “เดินทางปลอดภัยครับแม่”

       “จ้า พวกลูกก็เหมือนกันอยู่กันสองคนก็อย่าไปชิงสุกก่อนห่ามซะล่ะ”

       “ผลไม้สุกเหรอคะ?” ซูหลินยังไม่เข้าใจสำนวนไทยจึงไม่เข้าใจเรื่องที่ทั้งสองคนคุยกัน

       “อย่าไปใส่ใจเลย แค่เรื่องไร้สาระน่ะ” เจนภพตอบส่งๆ และเดินกลับเข้าไปในบ้าน

       ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายที่มีฝนตกด้านนอก เจนภพนั่งซ้อมบทพูดที่จะนำไปสอบเก็บคะแนนแม้จะไม่ชอบใจที่ต้องพูดตามบทเปะแต่ก็เข้าใจดีว่ามันเป็นระบบการให้คะแนนตามเป้าประสงค์ที่อาจารย์ตั้งไว้ รวมทั้งบทพูดพวกนี้ก็เป็นมาตรฐานที่นำไปใช้ทั่วไปได้เพียงแค่มันฟังดูเป็นทางการแบบสุดๆ มันจำเป็นจะต้องมีการซักซ้อมควบคู่กับอีกคนเพื่อความต่อเนื่องของบทสนทนาและคนที่เขาเลือกให้มาช่วยก็เป็นซูหลินที่กำลังว่างอยู่

       ด้วยเจนภพเป็นคนที่เรียนรู้ได้เร็วมาก เขาให้ซูหลินช่วยอยู่ประมาณสิบห้านาทีก็ไม่จำเป็นต้องซักซ้อมอีกเนื่องจากความจำของเขาค่อนข้างดีถึงจะไม่ละเอียดยิบเหมือนอารินก็ตาม ซูหลินเองก็อดสับสนไม่ได้หากเปลี่ยนเป็นเธอที่ต่อให้ฝึกฝนจนมีทักษะความจำดีขึ้นแค่ไหนก็ไม่อาจจำบทสนทนาเกือบสิบห้าประโยคได้ในระยะเวลาสั้นๆ ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ถนัดด้วยยิ่งแล้วใหญ่ แถมยังต้องจำของอีกฝ่ายด้วยเท่ากับว่าต้องจำถึงสามสิบประโยคที่ยาวเหยียดในสิบห้านาที

       “เรายังจำไม่ได้แต่คุณบอกว่าจำได้แล้ว นี่มันการกลั่นแกล้งแบบไหนกัน?” ซูหลินอารมณ์เสียเพราะเธออุตส่าห์มีใจจะช่วยแต่ขณะที่เธอต้องอ่านข้อความโต้ตอบบทสนทนา เจนภพก็จดจำและตอบโต้ได้อย่างฉะฉานเหมือนตั้งใจจะแกล้งกัน แต่พอเธอจำได้ครึ่งทางแล้วกลายเป็นว่าอีกฝ่ายพอใจกับการซักซ้อมนี้แล้ว

       ซูหลินพยายามสะกดอารมณ์และความคิดที่จะทุบเจนภพสักตุบ จ้องมองด้วยสายตาขุ่นเคืองเล็กน้อย

       “ผลไม้หรือเปล่า” เจนภพถาม

       “ก็ดี เตรียมชาไว้ให้ด้วย” เธอสั่งด้วยน้ำเสียงเผด็จการหวังจะได้เห็นท่าทางต่อต้านของเขาสักครั้ง

       “ได้ แต่ไม่เคยคิดเลยนะว่าเธอจะดื่มชาจีนกับผลไม้ ถ้าเป็นพวกขนมล่ะก็ว่าไปอย่าง”

       “แล้วมันมีไหมล่ะ”

       เจนภพเปิดปิดตู้เพื่อมองหาอะไรบางอย่างก่อนจะหันมาตอบ “อืมเหมือนจะลืมซื้อ ฉันผิดเอง”

       ไอ้คนน่าตาย ซูหลินสบถเป็นภาษาจีนในใจ

 

       ตกกลางคืนฝนก็ยังคงตกอย่างต่อเนื่องจนทำให้ถนนหน้าหมู่บ้านเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ระบายออกไม่ทัน วิลาวรรณบ่นเกี่ยวกับเรื่องที่เธอติดอยู่บนถนนเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าแต่ขยับไปได้แค่ไม่ถึงสามสิบเมตรจนรู้สึกเพลีย เธอบอกว่าจะเข้าไปในเกมและหาคู่ต่อสู้เก่งๆ มาสู้ด้วยเพื่อระบายความเครียดสะสม ซึ่งตอนแรกก็ถามซูหลินที่น่าจะว่างแต่เธอบอกว่ามีกำหนดการที่จะไปช่วยเจนภพทำสงครามก็เลยโดนล้อเลียนไปพักใหญ่ มันเลยกลายเป็นฝันร้ายของคู่ต่อสู้ของคุณแม่ไปในทันที

       แทนที่จะใช้เวลากับครอบครัวเจนภพที่มีนัดอยู่ก่อนแล้วจึงขอตัวออนไลน์ก่อนเวลาชั่วโมงครึ่ง เมื่อเขาออนไลน์ก็พบว่าตอนนี้มีเพลเยอร์มาเตรียมความพร้อมและพูดคุยถึงสงครามที่ใกล้จะอุบัติ บางคนก็เริ่มบันทึกภาพและโพสต์ลงในเว็บบอร์ดหลังได้รับอนุญาตจากซากุระให้เปิดเผยเรื่องราวสถานการณ์ปัจจุบันได้ ไม่ว่าอย่างไรต่อให้มีคนสนใจและอยากจะมาร่วมในเหตุการณ์นี้แค่ไหนก็ไม่มีทางทำได้เนื่องจากมันใช้เวลาเดินทางกันเป็นสัปดาห์

       หลังโพสต์แรกถูกตั้งขึ้นก็เกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งเกมทันที กระทั่งคนที่ไม่ได้ออนไลน์อยู่ก็ยังให้ความสนใจกับมันและตั้งกระทู้สอบถามความเป็นมาทันที ถึงตอนนั้นจะมีคนที่ทำท่าทางอวดรู้ออกมาวิเคราะห์ว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงแต่ความเห็นพวกนั้นก็ตกไปเมื่อมีคลิปวิดีโอการซักซ้อมของมนุษย์เงือกร่วมกับเพลเยอร์รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เหมือนพื้นทรายใต้ท้องทะเล หากนี่เป็นการสร้างภาพก็ดูจะเป็นการลงทุนที่มากไปหน่อย

       และนี่ถือเป็นการทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในเกม ซ้ำยังอธิบายการหายตัวไปของบรรดาตัวเป้งในสมาพันธ์บลูลิเบอร์ตี้ได้เป็นอย่างดีด้วย จากที่ทุกคนคิดว่าพวกเขาอาจจะแค่เบื่อหน่ายกับเกมหรือมีธุระสำคัญในชีวิตจริงจนไม่อาจหาเวลาออนไลน์ได้ แท้ที่จริงแล้วกลับกำลังทำเควสต์ใหญ่สู่อาณาจักรใหม่ มันเป็นเควสต์ที่เกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวดังนั้นผลกระทบที่จะตามมาจึงขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น หากสำเร็จรางวัลที่ได้รับต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ แต่ถ้ามันล้มเหลวก็จะเหมือนกับเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียเมืองแห่งทะเลทรายไป

       มีนักวิเคราะห์ออกมาประเมินความเป็นไปได้จากภาพกองกำลังที่เห็น หลายคนต่างถกเถียงกันไปต่างๆ นานา แต่ก็ไม่ลืมที่จะตำหนิความผิดพลาดของซากุระที่ทำอะไรไม่รอบคอบ หากเธอประกาศรับสมัครผู้คนคงจะมีคนให้ความสนใจเข้าร่วมศึกนี้จำนวนไม่น้อย แต่ก็มีหลายคนออกมาสนับสนุนซากุระว่าเธอทำถูกแล้วที่ปิดเอาไว้เป็นความลับเนื่องจากทุกคนรู้ดีว่าสถานการณ์ภายในเกมตอนนี้กำลังระอุแค่ไหน การที่บลูลิเบอร์ตี้ไม่ยอมเคลื่อนไหวมันทำให้วอร์ลอร์ดย่ามใจออกสร้างความวุ่นวายและยึดครองแหล่งทรัพยากรสำคัญสำหรับผลิตอาวุธจำหน่ายเป็นเงินจริง

       ราล์ฟปิดหน้าต่างข่าวสารเมื่ออ่านจบ เกี่ยวกับพวกวอร์ลอร์ดออกล่าพื้นที่ฟาร์มทรัพยากรก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้เพราะเขาต้องคอยรับมือกับการโจมตีเพื่อยึดครองพื้นที่ซึ่งกำลังรุกคืบเข้ามาใกล้กับอาณาจักรอสูรของเขาแล้ว อีกฝ่ายมีอาวุธโจมตีระยะไกลที่สร้างความรุนแรงมากซึ่งเขาได้ชิงบางส่วนมาให้พวกดวอร์ฟได้วิเคราะห์ชิ้นส่วนเพื่อสร้างอาวุธเลียนแบบ และยังให้เดฟอนช่วยอีกแรงเพียงแต่รายนั้นพอเห็นอาวุธปืนที่มีพื้นฐานเป็นปืนเล็กยาวก็เลิกสนใจทันที แถมยังพูดทำนองว่าเขาสามารถทำปืนอานุภาพร้ายแรงกว่าที่พวกวอร์ลอร์ดทำได้เสียอีก ติดแค่ว่าไม่อยากทำให้เกมมันเสียสมดุลเท่านั้น

       สุริยันและจันทราปรากฏตัวขึ้นหลังถูกปล่อยให้อยู่แต่ภายในเกาะไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกมาพบเรื่องราวภายนอก ไม่แปลกที่สุริยันจะอาละวาดกึ่งต่อต้านคำสั่งของราล์ฟ ต่างจากจันทราที่เธอมีความสุขดีกับการใช้ชีวิตที่เงียบสงบปลูกดอกไม้ทำสวนเป็นงานอดิเรก แถมที่นั่นก็มีทุกอย่างให้พร้อมสรรพอาจจะยกเว้นเพียงอันตรายอย่างที่สุริยันปรารถนาแค่นั้น อย่างไรซะเทพสงครามก็ยังไปเยี่ยมเยือนและเป็นทั้งคู่ซ้อมต่อสู้กับให้คำแนะนำในการฝึกฝนเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งมันก็ช่วยให้สุริยันพัฒนาขึ้นจนก้าวข้ามขีดจำกัดของระบบในฐานะภูติไปแล้ว

       ราล์ฟได้เริ่มงานวิจัยแบบไม่เป็นทางการเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างเพลเยอร์ สัตว์เลี้ยงอสูร และภูต ซึ่งผลการทดสอบพบว่าภูตถือเป็นตัวละครพิเศษในระบบเกมที่มีเพียงหนึ่งเดียว ความสามารถในการพัฒนาเทียบเท่ากับเพลเยอร์ แต่ค่าสถานะเบื้องต้นจะเหนือกว่าเพลเยอร์มากเพื่อให้พวกเขามีความพิเศษ ภูตบางตนจะมีความสามารถพิเศษแฝงอยู่ซึ่งต้องแลกมาด้วยความอ่อนแอในบางเรื่อง อย่างกรณีของสุริยันเป็นภูตสายต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก อ่อนแอในด้านการคิดวิเคราะห์สถานการณ์ และมีนิสัยที่ควบคุมได้ยาก เธอจะไม่ยอมรับคำสั่งซึ่งนั่นทำให้เธอเป็นภูตที่ค่อนข้างมีปัญหาไม่น้อย

       ตรงกันข้ามกับจันทราเป็นภูตเวทมนตร์สายสนับสนุน เธอไม่ต้องการที่จะต่อสู้โดยเด็ดขาดและถึงจะเรียกออกมาสิ่งที่เธอจะทำหลังจากนั้นคือการหาสถานที่เงียบๆ นั่งลง และหยิบตำราออกมาอ่าน ทักษะในการสนับสนุนของเธอนั้นยอดเยี่ยมมากและมีท่าไม้ตายเป็นการโจมตีที่รุนแรงมาก หากให้เธอได้ทำในสิ่งที่ชอบเช่นการใช้ชีวิตอย่างสงบเธออาจจะให้ความร่วมมือในบางครั้ง

       จากนี้ภูตทั้งสองและสัตว์เลี้ยงอสูรของเขาจะต้องทำงานภายใต้คำสั่งของคนอื่นเป็นการชั่วคราว เชื่อว่าด้วยความสามารถของสุริยันและการสนับสนุนของจันทราจะช่วยให้กองทัพของพวกเขามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ว่าสุริยันเป็นภูตที่เคารพคนแข็งแกร่งคนเดียวที่ยอมเชื่อฟังก็คือเทพสงครามหรือท่านแม่ ดังนั้นราล์ฟจึงได้สอนวิธีสั่งการสุริยันในเบื้องต้นให้แล้วด้วย มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรหากสุริยันต้องการต่อสู้ก็มอบการต่อสู้ให้ซะก็สิ้นเรื่อง

       จัดการเรื่องทางนี้เสร็จแล้วก็เหลือแค่ไปรับตัวซูหลินตามที่ตกลงกันเอาไว้ แม้ว่าจะมีเทเลพ็อตกับดวงตาแห่งฮอรัสก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาคนคนหนึ่งเจอจากสถานที่ไกลๆ มันอาศัยการส่งถ่ายข้อมูลจำนวนมากแม้จะเป็นราล์ฟก็ยังต้องหมดสติไป ดังนั้นเขาสอบถามมาแล้วถึงตำแหน่งสถานที่เบื้องต้นมาแล้ว เธอไม่ได้อยู่ไกลจากเมืองแห่งที่สองสักเท่าไหร่และสถานที่ที่เธออาศัยอยู่คือในภูเขาลึกที่มีความสูงที่สุดในบริเวณนั้น มีน้ำตกที่เหมาะแก่การฝึกฝนตนเอง ด้วยข้อมูลแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะหาที่ตั้งเจอ

       ราล์ฟเทเลพ็อตมาที่เมืองคลาเซียร์ เมืองท่าติดทะเลซึ่งถือว่าเป็นเมืองแห่งที่สองในเกมซึ่งเพลเยอร์ส่วนใหญ่จะเรียกกันจนติดปาก เขาหยุดอยู่ที่หน้าประตูฝั่งภูเขาและมองหาภูเขาลูกที่อยู่สูงที่สุดเมื่อพบแล้วก็ไม่รอช้าที่จะมุ่งหน้าไปที่นั่นอย่างรวดเร็ว

       ใช้เวลาไม่ถึงสามนาทีในการเดินทางจากหน้าประตูมายังบริเวณตีนเขา พื้นที่ในส่วนนี้ยังไม่เคยมีในบันทึกเดินทางจึงพูดได้เต็มปากว่าเป็นพื้นที่ใหม่สำหรับราล์ฟ แต่มอนสเตอร์แถบนี้ล้วนอ่อนแออย่างมากจึงไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ ยังคงมองเห็นพวกเพลเยอร์รุ่นใหม่จับกลุ่มกันออกเก็บเลเวลอยู่บริเวณใกล้เคียง พวกเขายังเป็นมือใหม่ซึ่งเมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนราล์ฟก็มีสภาพไม่ต่างกันมากนัก แถมตอนนั้นยังมีเงินให้ตั้งตัวซื้ออุปกรณ์ชั้นดีมาใช้ก็เลยเก็บเลเวลได้ค่อนข้างเร็วทีเดียว

       การจะหาสถานที่ตั้งก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่หาแม่น้ำให้เจอและไล่ย้อนกลับไปเพื่อหาตำแหน่งของน้ำตก

ในที่สุดราล์ฟก็พบและเคลื่อนย้ายตนเองไปยังสถานที่แห่งนั้นทันที

เมื่อมาถึงก็พบกับกระท่อมหลังน้อยที่สร้างขึ้นเพียงพอให้พักอาศัยในตอนกลางคืนได้ มีหุ่นไม้ฝึกวิชาที่ถูกทำขึ้นอย่างประณีต ร่องรอยของมันบ่งบอกว่าผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก เขาลองทดสอบขยับมันดูก็พบว่ามันค่อนข้างสนุกไม่เลว เรื่องอาหารการกินพบว่าเธอมีการต้มน้ำและทำเนื้อตากแห้งเก็บไว้เป็นเสบียง จากที่สังเกตเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ก็เป็นกระดูกสัตว์ ไม่มีเครื่องมือเหล็กเลย เป็นไปได้ว่าเธอไม่มีเงินเก็บ คงต้องยอมรับแล้วว่าซูหลินเป็นหญิงแกร่งมากคนหนึ่งต่อให้เป็นชีวิตจริงก็เชื่อว่าเธอจะสามารถเอาชีวิตรอดในป่าได้

เลเจ้นด์ออนไลน์ไม่มีระบบฟื้นฟูสภาพแวดล้อม จากรอยเท้าที่ปรากฏอยู่บนพื้นจนเห็นชัดราล์ฟสามารถวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของเธอขึ้นมาได้ จากนั้นจึงลองเคลื่อนไหวเลียนแบบดู มันมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยเพราะสิ่งที่เลียนแบบมีแค่การวางเท้าเท่านั้น การออกหมัดจึงต้องคาดเดาเอาเอง ด้วยวิชาต่อสู้ประจำตระกูลเป็นวิชาพื้นฐานการเคลื่อนไหวทำให้มันสามารถประยุกต์ใช้กับวิชาต่อสู้ทุกแขนงได้

คุณได้เรียนรู้ทักษะ หมัดหฤทัยเก้ากระบวน

เสียงแจ้งเตือนทำให้รู้ว่าตอนนี้ราล์ฟเรียนรู้ทักษะหมัดพิเศษที่มีคนคิดค้นขึ้นมาสำเร็จแล้ว หมัดหฤทัยเก้ากระบวน เป็นชื่อที่คุ้นมาก พอลองนึกดูก็จำได้ว่ามันเป็นชื่อที่ได้ยินตอนซูหลินพยายามแกะเนื้อหาวิชา เธอลองแปลชื่อเป็นภาษาไทยให้ได้ยินอยู่ตอนกำลังทำมื้อเย็น

“ยายนั่นต้องโกรธแน่ ถ้ารู้ว่าวิชาที่ตัวเองทุ่มฝึกฝนมาอย่างหนักถูกเรียนรู้ได้จากร่องรอยบนพื้น”

นั่งรออยู่นานเป็นชั่วโมงพลางนั่งอ่านกระทู้ฆ่าเวลา ทุกคนดูจะให้ความสนใจในสถานการณ์นี้เป็นอย่างมาก หากเควสต์นี้สำเร็จให้ผลลัพธ์ไปในทางที่ดีดินแดนแห่งใหม่ก็จะถูกเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่ถึงกระนั้นมันก็น่าสนุกที่มานั่งอ่านคำวิจารณ์ของคนที่นั่งดูอยู่วงนอกและทำตัวเหมือนผู้เชี่ยวชาญที่ลงมือทำด้วยตัวเอง หากว่าใช้มาตรฐานความแข็งแกร่งทั่วไปก็เป็นความจริงที่แทบจะไม่มีโอกาสชนะ แต่ราล์ฟไม่ใช่คนที่จะต้องต่อสู้ด้วยความเท่าเทียมตั้งแต่แรก

ความบันเทิงเล็กๆ จบลงเมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างภายในกระท่อม และมันเปิดออกโดยหญิงสาวคนหนึ่งในชุดมือใหม่ เธอมีใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งสวย ผมดำยาวสลวยมัดเอาไว้ด้วยเชือกผ้า น่าตกใจตรงที่เธอสามารถอยู่รอดมาได้โดยมีเครื่องป้องกันเพียงน้อยชิ้นเท่านั้น เขาใช้ทักษะตรวจสอบดูชื่อของอีกฝ่าย

เทพธิดาหยกน้ำแข็ง

คิดว่านี่คงเป็นชื่อที่อธิบายบุคลิกของเธอได้ดีที่สุดแล้ว

“คุณคือเจนภพ?”

เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบ หญิงสาวจึงพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง “ก็ดูคล้ายอยู่หน่อย ว่าแต่นั่นคือ?”

“นี่คือลักษณะหลังจากเปลี่ยนเผ่าแล้วน่ะ แล้วก็ในเกมนี้เรียกฉันว่า ราล์ฟ”

“ตกลง” ซูหลินพูดและอาศัยจังหวะในชั่วพริบตาเข้าจู่โจมเพื่อพิสูจน์ความสามารถ

ราล์ฟเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกทดสอบ แต่ด้วยคลาสที่แตกต่างกันถึงราล์ฟจะแพ้ในเชิงกระบวนท่าต่อเนื่องก็ตาม ในด้านพลังป้องกันและโจมตีเบื้องต้นเขามีความเหนือกว่าจึงใช้มือเปล่าคว้าจับข้อมือเอาไว้ได้ ถึงอย่างนั้นซูหลินก็ไม่ได้ยอมแพ้เธอยกขาเตะเข้าที่ศีรษะซึ่งหากโดนตรงๆ คงสูญเสียการทรงตัวแน่เขาจึงปล่อยมือและหลบการโจมตีนั่นอย่างง่ายดาย ซูหลินไม่หยุดโจมตีเธอเปลี่ยนกระบวนท่าใช้วิชาหมัดหฤทัยเก้ากระบวนชกต่อยต่อเนื่อง

สมกับที่เป็นครอบครัวผู้ฝึกยุทธ์ ถึงราล์ฟจะไม่เคยสนใจวิชายุทธ์แต่ก็ยังฝึกฝนเพื่อร่างกายที่แข็งแรง เขาสามารถรับมือพวกนักกีฬาต่อสู้ในระดับโอลิมปิกได้ถึงจะไม่อาจเอาชนะตามกฎกติกาการแข่งได้แต่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้อย่างน่าสมเพช เขารับมือกับซูหลินได้ดีโดยเฉพาะวิชาหมัดหฤทัยเก้ากระบวนที่เธอแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรก ขอเพียงเขาได้เห็นมันครั้งเดียวสมองของเขาจะประมวลผลจำลองภาพหาข้อบกพร่องของวิชานั้นได้และคิดวิธีโต้ตอบที่ได้ผล

       “ฝีมือเธอไม่เลว แต่อย่าลืมว่าเกมมีกฎของมัน”

       พริบตาเดียวเท่านั้นที่ราล์ฟเร่งความเร็วระดับเหนือมนุษย์ พร้อมกับใช้พลังจิตสร้างค่ายกลดาบขึ้นมาหยุดการเคลื่อนไหวของซูหลิน

       “ขี้โกง”

       “นั่นคือสิ่งที่เธอควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับมัน ในเกมนี้ไม่ได้มีแค่พวกที่สู้กันอย่างตรงไปตรงมา”

       ด้วยความแข็งแกร่งที่ซูหลินแสดงให้เห็นคงช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างมาก เธอมีความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้ระดับสูงและยังพอจะต่อกรกับระดับขุนนางระดับสูงได้ ติดปัญหาก็แค่อุปกรณ์สวมใส่ของเธอเป็นของเริ่มต้นที่ไม่มีค่าป้องกันอะไรเลย กระทั่งไอเทมทำดาเมจหลักก็ไม่มี จะว่าไปแล้วดูเหมือนเธอจะไม่ได้ไปขอรับไอเทมเริ่มต้นซะด้วย

       “ก่อนอื่นฉันคงจะต้องแปลงโฉมเธอสักหน่อยแล้ว ไปกันเถอะ”

       ราล์ฟจับมือซูหลินและพาเทเลพ็อตไปยังเมืองเจิดจรัสที่ถูกสร้างโดยบูรพา ภายใต้การปกครองของเขาทำให้มันเป็นเมืองชั้นยอดไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ หรือด้านการผจญภัย มันมีการตอบสนองต่อทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกันกับร้านอาหารเดอะมารีนก็ยังคงเป็นร้านประจำที่มีลูกค้าแวะเวียนมาใช้บริการจำนวนไม่น้อย ราล์ฟแค่มาดูแลเป็นครั้งคราวและเขียนสูตรอาหารบันทึกมอบให้กับ NPC ลูกจ้างนำไปขึ้นป้ายเมนูใหม่เสมอ

       ที่ที่ทั้งสองคนมาก็คือร้านอุปกรณ์สวมใส่ครบวงจร เป็นร้านของเพลเยอร์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรับจ้างผลิตชุดตามสั่ง มันรวมไปถึงอาวุธนานาชนิดด้วยแต่ให้เทียบกับพวกติดอันดับช่างฝีมือแล้วผลงานที่มีวางจำหน่ายนับว่ามีมาตรฐานไม่เลว

       “เธอต้องอัพเกรดอย่างแรงเลยล่ะ” เขาพูดขึ้น ยกมือเรียกพนักงานที่กำลังเซ็งอยู่กับการต้อนรับเพลเยอร์ขี้งกคนหนึ่ง

       “ไม่ทราบว่าต้องการชุดแบบไหนครับ”

       “ฉันต้องการให้ช่วยจัดชุดจอมยุทธ์หญิงคลาสทหารที่ป้องกันธาตุน้ำได้กับอาวุธที่โจมตีมอนสเตอร์ธาตุน้ำได้รุนแรงกับเธอ ภายใต้งบห้าแสนเหรียญทองแต่ต้องไม่เกินเจ็ดแสนเหรียญทอง”

       ราล์ฟแสดงตัวเหมือนเสี่ยใหญ่ที่กำลังถูกใจหญิงสาวและอวดร่ำอวดรวย ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่อวดรวยโชว์สาวในเกมมีอยู่ทุกที่ พอจะมองออกว่าพนักงานขายมองเขาด้วยสายตาอคติแต่ก็ไม่ได้ออกตัวแก้ไข ในระหว่างนั้นพนักงานขายก็แนะนำเครื่องประดับที่เหมาะกับสไตล์นักสู้ให้กับซูหลิน โดยเฉพาะสร้อยเพิ่มดาเมจเมื่อทำคอมโบได้ กับสร้อยประเภทที่เปลี่ยนความเสียหายที่ทำกับมอนสเตอร์ให้เป็นพลังชีวิตฟื้นฟูตามเปอร์เซ็นต์ ซึ่งมันเป็นเครื่องประดับที่สายนักสู้นิยมใช้กัน

       แน่นอนว่าราล์ฟให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถของซูหลิน เขากำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะเลือกสร้อยชนิดใดให้ เนื่องจากชิ้นหนึ่งคุณสมบัติดีกว่าแต่มีรูปลักษณ์น่ากลัวไม่เหมาะกับผู้หญิง ในขณะที่อีกอันสวยกว่าแต่คุณสมบัติไม่เหมาะกับนิสัยของเธอ และมันก็จะมีคนประเภทที่เข้าใจว่าราล์ฟกำลังจะซื้อใจผู้หญิงจึงมาเสนอความคิดเห็นชี้นำให้เลือกของที่ดูมีราคาแพง สุดท้ายแล้วการตัดสินใจของราล์ฟก็อยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม เลือกของที่มีคุณสมบัติเหมาะกับความสามารถมากกว่าความสวยงาม

       ใช้เวลากันนานกว่าสองชั่วโมงในการรอชุด ซูหลินเปลี่ยนชุดเป็นจอมยุทธ์หญิงที่เสริมคุณสมบัติพื้นฐานสไตล์ของนักสู้ สร้อยคอยที่ราล์ฟเลือกให้เป็นของที่ดูไม่เข้ากับชุดแบบสุดๆ แต่ซูหลินก็ยังยอมใส่มันเพราะเธอเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผล อาวุธที่ได้รับมาในเบื้องต้นก็เป็นดาบแทนที่จะเลือกอาวุธของนักสู้

       “ดาบนี้ดีมาก”

       “เธอควรจะมีดาบสำรองหลายๆ เล่ม อาวุธในเกมมีค่าความคงทนถ้าเอาไปใช้รับมือกับพวกที่เก่งกว่ามันเสียหายเร็วมาก”

       “แต่นี่เป็นเงินของคุณ”

       “ก็แค่เงินในเกม ซื้อทุกอย่างที่จำเป็นซะเรื่องเงินฉันจัดการเอง”





ราล์ฟเราไม่กลัวรถไฟชนกัน...

โคตรพ่อบ้านใจกล้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 406 ครั้ง

32 ความคิดเห็น

  1. #14489 เรื่องเงินฉันจัดการเอง (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2562 / 00:11

    ราตรีนี่ใครนะ ถถถถถถถถถถ

    #14489
    0
  2. #14408 Avaritia >///< (@11minerva) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 13:46
    สายเปย์ที่แท้ทรู อยากได้คำนี้บ้าง เรื่องเงินชั้นจัดการเอง
    #14408
    0
  3. #14400 35374 (@35374) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 / 17:55

    เมื่อไหร่จะมาหรอออออออ

    รออยู่น้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-big-11.png

    #14400
    0
  4. #14396 bigynew (@bigynew) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 12:47
    รออยู่นะจ๊ะ
    #14396
    0
  5. #14390 AfterLifeRuk (@afterliferuk) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 22:46
    ขอให้จบแบบฮาเร็มนะ

    ปูเรื่องมาขนาดนี้แล้ว
    #14390
    0
  6. #14389 Yukizome (@Yukizome) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 18:06
    เมื่อไหร่พี่จะมาต่อ
    #14389
    0
  7. #14386 RaminU-thumthong (@RaminU-thumthong) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2561 / 15:14
    ราล์ฟ นายจะพาคู่หมั้นและสนมไปช่วยภรรยาไม่ได้!!!(ฮ่า)
    #14386
    0
  8. #14382 Sirimol9236 (@Sirimol9236) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 21:27
    เขาสับรางทัน ไรท์ไม่ต้องห่วง
    #14382
    0
  9. #14381 MarsWell (@spit) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2561 / 13:25
    ตอนต่อไปมาไวๆนะ อ่านสโลว์ไลฟ์รอ อิอิ
    #14381
    0
  10. #14380 sonaa (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2561 / 17:50

    อัฟแล้วววววววววววววววววววววววววววววววววววววววววเย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆอัฟต่อด้วยนะค้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา

    #14380
    0
  11. #14379 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 07:23
    มันจะฮาเรมม้ายยยยยยย
    #14379
    0
  12. #14378 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 17:57
    สามขบวนเลยทีเดียว
    #14378
    0
  13. #14377 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 10:41
    รถไฟกี่ขบวนแล้วเนี่ยยย แต่เราก็ยัง ทีมอาคมราล์ฟ 5555555555555
    #14377
    0
  14. #14376 Droptears (@geartht) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 09:11
    ปู้นๆๆๆๆๆ
    #14376
    0
  15. #14375 PanatdaJ (@PanatdaJ) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 02:16
    พารถไฟมาเพิ่มอีกขบวนแล้วนะราล์ฟ
    #14375
    0
  16. #14374 b e l a d o n a (@sszee) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 00:53
    เฮ้อ อิฉันดันโฟกัสที่บอกให้ราล์ฟร้องเหมียว ๆ ก่อนแล้วอาจจะยอมช่วย ......
    #14374
    0
  17. #14373 lost (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 22:50

    ไม่ใช่ไม่กลัวรถไฟชนกันแล้วล่ะ ชักพาไปชนกันจังๆเลย นะแมวเหมียว

    #14373
    0
  18. #14372 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 22:27
    ขอบคุณครับ
    #14372
    0
  19. #14371 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 21:40
    ทั้ง 3 จะได้เจอกันครบซะที
    #14371
    0
  20. #14370 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 21:39
    หายไปนานคิดถึงจังงงงงงงง #อาคมราล์ฟ #อาคมเจนภพ #อาคมโอลาฟ
    #14370
    0
  21. #14369 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 21:14
    เรื่องของเรื่องก็คือ รถไฟมันหลายขบวนด้วยนี่สิ
    #14369
    0
  22. #14368 time out127 (@got7poo) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 21:11
    กี่ขบวนละนั้น
    #14368
    0
  23. #14367 OozTia (@OozTia) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 21:10
    บ้านเเตก!!
    #14367
    0
  24. #14366 Vampire_killeR (@vana_killer) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 20:20
    คู่หมั้นในชีวิตจริงกับภรรยาในเกม อืม....
    #14366
    0
  25. #14365 cheeta19 (@cheeta19) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 20:20
    หึๆๆๆๆรถไฟชนกันสนุกแน่งานนี้
    #14365
    0
  26. #14358 DanNyFilLing (@DanNyFilLing) (จากตอนที่ 390)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 18:40
    รอยันลืมแล้วว่าพระเอกชื่ออัลไล555
    #14358
    1
    • #14358-1 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 390)
      31 กรกฎาคม 2561 / 21:40
      ชื่ออาคมค่ะ ส่วนนายเอกชื่อเจนภพ
      #14358-1