[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,989 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,260

    Overall
    1,473,989

ตอนที่ 384 : บทที่ 38 คริสติน่า ไอรีส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8874
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    16 ต.ค. 60

บทที่ 38 คริสติน่า ไอรีส

 



         พุ่งออกมาจากยานจึงรู้ตัวว่าผิดพลาดอย่างแรง แรงต้านที่มหาศาลในน้ำทำให้รู้สึกเหมือนมีแรงหนืดไปทุกการเคลื่อนไหว

         ในสถานการณ์เช่นนี้ราล์ฟก็คงรู้ตัวดีว่าออกมาก็เป็นตัวถ่วงจึงไม่ได้ออกมา ทำให้คิดได้ว่าโดนหลอกให้ออกมาจัดการเอง แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าป่านนี้ราล์ฟอาจจะยืนยิ้มและมองดูว่าเขาจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร สำหรับคนอื่นคงต้องขบคิดอย่างหนักเพื่อแก้ปัญหา แต่อาคมผ่านนรกที่เลวร้ายกว่านี้มาจากการฝึกพิเศษ ย่อมต้องเคยเจออะไรที่ยากลำบากมากกว่านี้มาแล้ว

         ในการต่อสู้ไม่มีทางรู้แน่ชัดถึงสภาพแวดล้อม อาคมผลักดันตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่เลวร้ายเพื่อให้พร้อมรับมืออยู่เสมอ ใต้น้ำนี้ก็เหมือนกัน ก็แค่มีแรงดึงดูดให้จมลงเพิ่มมากขึ้น แรงบีบอัดเพิ่มขึ้น และควบคุมการเคลื่อนไหวอิสระได้ยาก

         เวลานี้อาคมเหมือนขุนศึกที่ออกรบเพียงคนเดียว ด้านหลังของเขามีเพลเยอร์ราวๆ ห้าสิบคนที่ออกมาด้วยแต่ก็ติดปัญหาในการเคลื่อนไหวอยู่บ้าง พอมีคนหนึ่งคิดเทคนิคดีๆ ขึ้นมาได้ก็ส่งต่อความลับนี้ให้กับทุกคนโดยเฉพาะสายลมปราณที่อาจจะต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นนั่นคือการโคจรลมปราณอยู่เสมอเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ปกติ นักเวทมีเวทมนตร์จำพวกม่านพลังอยู่แล้วจึงเหมือนกับมีห้องทรงกลมอยู่รอบตัว พลังจิตก็แผ่ออกมาให้เหมือนกับสวมเสื้อคลุม มันช่วยให้พวกเขาไม่ต้องทนอึดอัดกับแรงกดดันของน้ำทะเล

         คราเคน ปีศาจแห่งท้องทะเลในตำนานปรัมปรา ตัวของมันใหญ่กว่าห้าสิบเมตรและยังมีหนวดที่ยืดยาวไปอีกราวร้อยเมตร

         เผชิญหน้ากับอสูรกายแห่งท้องทะเลไม่ใช่ความคิดที่ดีสักเท่าไหร่

         การสนับสนุนจากยานดำน้ำเลวีอาธานที่ยิงทุ่นแสงออกไป ช่วยให้มองเห็นสภาพโดยรอบได้ เพียงแต่การได้เผชิญหน้ากับมันเท่านั้นร่างกายของพวกเขาก็พลันสั่นเทิ้มด้วยความกลัว แม้แต่พวกที่อยู่ภายในยานเองก็รู้สึกได้

         “ดูเหมือนพวกเธอจะยังไม่มีต้านทานความกลัวสินะ บอกไว้ก่อนว่าเจ้าสมุทรไม่ใช่มอนสเตอร์ในดันเจี้ยนที่เคยสู้ด้วย”

         คนที่ยังแข็งแรงดีอยู่ตอนนี้ก็มี ราล์ฟ อาริน นิมป์ และเด็กตกปลา ในขณะที่คนอื่นล้วนหน้าซีดกันหมด

         ต้านทานความกลัวไม่ใช่ทักษะ แต่มันเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์จนกลายเป็นความคุ้นชิน อารินได้รับการปกป้องจากระบบจึงปลอดภัย ต่างจากลาเวนเดอร์ที่แม้จะได้รับการปกป้องแต่เธอก็กลัวเพียงเพราะเห็นอสูรกายในระยะใกล้ เหตุผลนั้นก็คงเพราะอารินคุ้นชินกับพวกมอนสเตอร์ประหลาด แถมยังเคยนั่งเล่นระยะใกล้ชิดมาแล้ว แต่เหตุผลที่ราล์ฟคิดว่าอารินไม่กลัวก็น่าจะเป็นเพราะมีอาคมอยู่ข้างกาย เป็นเหมือนสัญชาตญาณที่เชื่อว่าพี่ชายจะปกป้องตัวเองเสมอ

         “พวกนายไม่เป็นอะไรเลยเหรอ” มีเสียงสั่นเครือของหงส์ดังขึ้น ชี้มือที่สั่นระรัวไปด้านหน้า “นั่นมันอสูรกายชัดๆ ใครจะไปสู้ด้วยได้”

         “ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ เจ้านั่นแค่คลาสขุนนางเอง” เด็กตกปลาตอบเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรเก็บมาใส่ใจ “และถึงจะเป็นความจริงที่มอนสเตอร์เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบจะแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณก็ตาม แต่ฉันรู้สึกว่าหมอนั่นต้องทำอะไรสักอย่างได้ ใช่หรือเปล่า?”

         คำถามนั้นพูดคุยกับราล์ฟที่เป็นหัวหน้ากิลด์และเป็นคนรับรองความสามารถของอาคมด้วยตัวเอง ได้คำตอบกลับมาเป็นการพยักหน้าเบาๆ อาจเพราะราล์ฟเองก็มั่นใจว่ามีวิธีจัดการกับคราเคนได้ แต่อาจจะต้องเสียเปรียบในด้านพลังพอสมควร ดังนั้นอาคมที่เป็นสายต่อสู้ย่อมรับมือกับเรื่องนี้ได้แน่นอน

         “เธอควรจะเตือนคนของเธอว่าไม่ควรเข้าไปขัดขวางหมอนั่นตอนเอาจริง ดาบน่ะมันไม่มีหูมีตาหรอก”

         และยังไม่ทันสิ้นคำพูดของราล์ฟดี จากหน้าต่างที่อยู่เบื้องหน้าก็เห็นฉากที่ชวนให้บรรดาเหล่าผู้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของเกมถึงกับหวาดหวั่น เมื่ออาคมสวมเกราะอสูรในตำนานแผ่อำนาจแห่งความมืดที่ไร้สิ้นสุดออกมา มันเป็นพลังที่ยังไม่เคยมีเพลเยอร์คนไหนถือครองมาก่อน อาจจะเป็นยูนีคสกิลที่ได้มาด้วยวิธีการที่แสนจะยุ่งยาก และนั่นทำให้มีหลายคนเกิดความกระหายที่จะครอบครองพลังนั้น

         ราล์ฟจำได้ว่าอาคมเคยใช้โหมดนี้ครั้งหนึ่งตอนที่อยู่โมเรสและเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์คลาสจักรพรรดิ ตอนนั้นเขายังแทบจะควบคุมสติตัวเองไม่ได้ ถึงจะรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง การที่อาคมตัดสินใจทำแบบนี้คงไม่ใช่การทำอะไรห่ามๆ เหมือนพวกคนไร้หัวคิด เดาว่าคงจะไปฝึกฝนพลังนี้จนควบคุมมันได้แล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงอาคมจะแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าตอนที่สู้กันครั้งล่าสุดไปอีกเท่าตัว แต่คนอื่นคงไม่ได้คิดเช่นนั้น และเชื่อว่าหลายคนกำลังหวาดกลัว พวกเขาทำได้เพียงมองแผ่นหลังของอาคมและจินตนาการถึงอสูรกายที่แสนน่ากลัวที่กำลังจะฆ่าฟันกัน แรงกดดันของอาคมทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเกือบจะใกล้เคียงกับมอนสเตอร์คลาสจักรพรรดิทำยามแสดงตัวออกมา

         ปีกปีศาจเหล็กกลางแผ่นหลังทำหน้าที่เสมือนหางเสือที่ช่วยบังคับทิศทางให้เคลื่อนไหวใต้น้ำได้อย่างอิสระ ยามนี้อาคมพุ่งทะยานออกไปโดยไม่สนใจแรงต้านที่เกิดขึ้น หลบหนวดที่เหวี่ยงฟาดไปมาสะเปะสะปะ หลายคนคงมองการโจมตีนี้ยากหน่อย แต่คนที่นั่งอยู่ในห้องบัญชาการที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงจะเห็นการเคลื่อนไหวในระดับที่พอรับมือได้

         เมื่อมีผู้นำก็ต้องมีผู้ตามถึงแม้ว่าพวกเขาจะเคลื่อนไหวได้ลำบากไปสักเล็กน้อย แต่คราเคนนั้นรู้ดีว่ากำลังถูกจ้องเล่นงานจึงได้เคลื่อนตัวหนีไปแต่ก็ยังมีเป้าหมายที่ยานเลวีอาธานอยู่ มันพยายามจะใช้หนวดที่ยืดยาวรัดตัวยานให้ได้ เพียงแต่อาคมไม่มีทางยอมให้ทำเช่นนั้น ด้วยการเคลื่อนไหวที่เร็วกว่าผู้ใด อาคมสามารถเข้ามาขัดขวางเอาไว้ได้เสมอ

         “พอจะหยุดการเคลื่อนไหวเอาไว้ได้หรือเปล่า” ราล์ฟถาม

         “คุณเดฟอนคะ รบกวนใช้ปืนฉมวกด้วยค่ะ อาจจะต้องสูญเสียพลังงานไปสักหน่อยแต่น่าจะช่วยให้มันอยู่นิ่งๆ ได้ คุณเด็กตกปลาก็รบกวนด้วยนะคะ เพราะเราจำเป็นต้องพึ่งการบังคับเรือของคุณ”

         ซากุระเป็นคนหนึ่งที่รู้ความลับของเลวีอาธานจากการที่กดดันเดฟอนให้เปิดเผยความลับทั้งหมด เธอตัดสินใจอย่างรวดเร็วและออกคำสั่งผ่านไปยังสมาชิกที่อยู่ในยานเพื่อให้เตรียมพร้อมรับแรงกระแทกที่จะเกิดขึ้น

         เดฟอนสั่งการเซเว่นให้ทำการล็อกเป้าหมายและยิงปืนฉมวกขนาดใหญ่ออกไป แต่ทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นเมื่อคราเคนว่ายหลบหนีไปได้ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียดาย ในขณะที่เด็กตกปลาพยายามประคองเลวีอาธานที่เสียการทรงตัวเพราะฉมวกที่ยิงออกไปนั้นพลาด และกำลังอยู่ในระหว่างดึงมันกลับขึ้นมา

         “ฉันก็ว่าฉันเล็งดีแล้วนี่นา พลาดได้ยังไง”

         “ถ้ามันเป็นบนบกอาจจะได้ผล แต่ในน้ำมันมีปัจจัยหลายอย่างทำให้การยิงฉมวกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เด็กตกปลานายพอจะทำได้หรือเปล่าถ้าส่งการควบคุมนี้ให้นาย” ราล์ฟเอ่ยถามหลังจากอธิบายเหตุผลให้ฟัง

         “แน่นอนสิ คิดว่าฉันล่าในทะเลมากี่ครั้งแล้ว แต่ปัญหาก็คือคราเคนมันไวเกินไป ถ้าจะทำจริงๆ ก็ต้องออกไปทำด้วยตัวเอง”

         “ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น อย่าลืมสิว่าฉันเป็นนักบวช หน้าที่ของฉันคือการสนับสนุนการต่อสู้ ที่นายต้องทำมีแค่ควบคุมเท่านั้น”

         ตอนนี้ซากุระเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้แล้ว เธอลืมไปเลยว่าราล์ฟมีอาชีพสายสนับสนุนอย่างแท้จริง ปกติแล้วเธอมักจะเห็นในบทบาทของนักสู้จนเผลอลืมไปแล้วว่ามีอาชีพเป็นนักบวช และเวลานี้ราล์ฟมีไอเทมในตำนานอย่างดวงตาแห่งฮอรัสอีกด้วย นั่นจะช่วยให้เขาสามารถสนับสนุนการต่อสู้จากตำแหน่งใดก็ได้โดยไม่ต้องเคลื่อนไหว ทั้งยังสามารถบัญชาการรบได้อีกต่างหาก

         “แต่คุณจะบอกคนคนนั้นยังไงคะ” ซากุระพูดถึงอาคมที่ออกไปต่อสู้ ถ้าบัญชาการรบโดยไม่ออกคำสั่งหรือเป้าหมายก็คงเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ที่เลวร้ายลงได้

         “เรื่องนั้นวางใจเถอะ หมอนั่นน่ะถึงจะสมองทึบในเรื่องการวางแผนซับซ้อน แต่ไหวพริบในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เป็นที่หนึ่ง ที่สำคัญตอนนี้เป็นเวลาแสดงโชว์ต่อหน้าน้องสาว ไม่มีทางที่หมอนั่นจะทำอะไรพลาดได้หรอก”

         ที่ด้านนอกตอนนี้ทุกคนเริ่มปรับตัวให้คุ้นชินกันได้แล้ว และเวลานี้กำลังไล่ต้อนคราเคนผ่านการสื่อสาร รูปแบบนั้นเป็นเหมือนปาร์ตี้ทั่วๆ ไปที่ใช่การสื่อสารเพื่อกำหนดทิศทางการต่อสู้เป็นหลัก แบ่งกระจายกำลังกันเพื่อขัดขวางและโจมตีจากระยะไกล นักเวทที่ถูกเลือกมานั้นใช้เวทมนตร์ประเภทลมหรือน้ำเป็นหลักทั้งสิ้น ในขณะที่สายต่อสู้ระยะประชิดหาทางเข้าใกล้และโจมตีด้วยทักษะที่มี บางคนก็ใช้อาติแฟคอย่างเซเวอร์รูส ไนท์ ในการโจมตีเพื่อสร้างความเสียหายจากตำแหน่งที่พวกเขาไม่อาจเข้าถึงได้

         อาคมมองเห็นทั้งหมดและรู้สึกว่าการมีคนพวกนี้อยู่ค่อนข้างจะเกะกะสำหรับเขา ในความคิดของอาคมนั้นไม่เคยมีคำว่าร่วมมือในการต่อสู้อยู่เลยแม้แต่นิดเดียว แต่กับราล์ฟอาจจะพูดได้ว่ามันเป็นเหมือนมือที่สามที่คอยสนับสนุนตัวเขาให้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น แม้จะเป็นพวกเจ้ากี้เจ้าการไปบ้างก็ตามที

         ยาเม็ดอากาศไม่ได้มีระยะเวลาที่นานมากขนาดนั้น อาคมรู้ได้ผ่านสัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้นในขอบเขตของการมองเห็นพร้อมทั้งตัวเลขระบุเวลานับถอยหลัง นั่นแสดงว่าเขาเหลือเวลาจำกัดในการจัดการปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ แล้วในทันใดนั้นอาคมพลันรู้สึกได้ว่าร่างกายตัวเองเบาขึ้น สัญลักษณ์ของการสนับสนุนด้านความเร็ว การป้องกัน พลังโจมตีปรากฏขึ้นมาเคียงคู่กับไอคอนยาเม็ดอากาศ

         ไอ้แมวผี

         ไม่ต้องคิดที่จะขอบคุณเพราะมันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น อาจเพราะอยู่ด้วยกันมานานจนเริ่มจะมองความคิดออก เห็นยานพาหนะกำลังเคลื่อนที่ให้ทิศทางของเขา คราเคน เป็นเส้นตรงเดียวกัน ประกอบกับที่พวกเพลเยอร์ที่คอยขัดขวางเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีเป็นการไล่ต้อนมาก็เข้าใจได้ว่าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ เวลานี้อาคมไม่มีคำถามที่ว่า จะทำยังไง เกิดขึ้น มีแต่คำว่า เข้าใจแล้ว เท่านั้น

         อาคมไม่ได้สนิทสนมกับราล์ฟขนาดที่ว่าเดาทางความคิดออกเพียงแค่มองตา แต่เข้าใจดีว่าราล์ฟเป็นคนประเภทที่ถ้ามีคนนำทางอยู่ข้างหน้าก็จะทำหน้าที่เป็นผู้ตามที่ดีคอยทำทุกวิถีทางเพื่อให้คนนำทางสบายใจและทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ถึงนิสัยจะเป็นพวกเผด็จการแต่เพื่อความสำเร็จกับผลลัพธ์ก็พร้อมจะยกความดีความชอบให้ผู้อื่น ไม่ใช่คนที่ดึงเข้าหาตัวเอง ในส่วนนี้อาคมมองว่าเป็นคนที่พอจะยอมรับได้เพราะไม่ใช่พวกเอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้คนอื่น

         “เอาแบบนั้นสินะ ได้เลยจัดให้” อาคมแสยะยิ้มก่อนจะเริ่มใช้ทักษะประจำอาชีพนักดาบ

         การยั่วยุของผู้กล้า

         ทักษะที่จะได้รับก็ต่อเมื่อเป็นนักดาบและมีเลเวลถึงตามที่กำหนด มันค่อนข้างจะได้รับความนิยมในปาร์ตี้เพราะสามารถรับความเสียหายและดึงศัตรูไปหาตนเองได้ทีละมากๆ แต่ทั้งนี้พวกเขาจะต้องมีค่าป้องกันที่สูงพอจะรับความเสียหายจำนวนมากได้ จากคราเคนที่กำลังจะโจมตีใส่เพลเยอร์คนอื่น เมื่ออยู่ในระยะทำการของทักษะนี้ก็พลันเป็นเป้าหมายไปโจมตีใส่อาคม

         มาแล้วสินะ

         มันเป็นเพียงทักษะที่ช่วยซื้อโอกาสและอาคมมั่นใจว่าราล์ฟจะใช้มันได้เป็นอย่างดี การจู่โจมแบบไม่คาดฝันของคราเคนกระแทกร่างของเขาจนกระเด็น ต้องพบเจอกับแรงต้านที่ราวกับปอดจะฉีกออกจากกันเป็นอะไรที่ทรมานมาก พลังชีวิตของอาคมลดไปราวห้าเปอร์เซ็นต์ และยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องจากสภาพการที่ถูกแรงดันบีบอัดร่างอยู่ พอตั้งตัวได้ก็บินฉากหลบไปมา ตวัดดาบฟันคอยบั่นทอนพลังชีวิตลงทีละน้อย

         ที่ต้องทำก็มีเพียงแค่ควบคุมการเคลื่อนไหวของมัน อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ แต่อาคมเคยผ่านหลักสูตรนรกมาแล้วจึงพอจะรู้หลักการควบคุมแบบคร่าวๆ เหมือนราล์ฟที่ใช้การชกต่อยหลอกเพื่อควบคุมทิศทางการหลบให้เป็นไปในทางที่ต้องการ แต่กับอีกคนหนึ่งใช้เพียงการเคลื่อนไหวเท่านั้นก็หลอกให้คู่ต่อสู้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการได้โดยไม่ต้องลงมือ

         “ไม่อยากเชื่อ”

         “นั่นใช่ความสามารถของเพลเยอร์จริงๆ งั้นเหรอ”

         ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครแต่มั่นใจได้ว่าเป็นผู้หญิง พวกเธอต่างตะลึงหลังจากที่ได้เห็นการโจมตีของอาคมพลาดเป้าหมายไปหลายครั้ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทำให้ตำแหน่งของคราเคนเคลื่อนไปจากจุดเดิม ทุกครั้งที่มันเคลื่อนที่ อาคมจะใช้ความเร็วที่อาจทำให้กระอักเลือดเข้าไปขวางและโจมตีใส่ ไล่ต้อนให้กลับไป

         “อารินยังบันทึกเวทมนตร์บาร์เรียร์ไว้อยู่หรือเปล่า”

         “ทำค่ะ แต่อารินไม่ค่อยได้ใช้เลย” พูดพร้อมกับหยิบการ์ดที่ว่าออกมาโชว์ “จะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”

         “แค่จะจับปลาหมึกให้อยู่นิ่งๆ สักพักเท่านั้นแหละ”

         ราล์ฟรู้ขีดจำกัดของเวทมนตร์ที่อารินใช้เพราะเคยทดสอบมาหลายครั้ง โดยให้อารินใช้มันให้ดูทั้งยังทดสอบจุดอ่อนและจุดแข็งทั้งหมด บาร์เรียร์ที่ว่าก็เป็นเพียงม่านพลังอย่างหนึ่งที่ใช้ป้องกันความเสียหายรุนแรงได้ระดับหนึ่งเท่านั้น

         อย่างน้อยมันก็ช่วยเปิดโอกาสให้ความสำเร็จมันเพิ่มมากขึ้น

         “พี่ให้สัญญาณก็เปิดการใช้งานมันได้เลย”

         “ค่ะ อารินจะพยายาม”

         “เด็กตกปลา”

         “พร้อมเสมอ สั่งมาได้เลย”

         ทันใดนั้นอาคมก็พลันรับรู้ได้ถึงการเสริมพลังด้วยความเร็วทับซ้อนผลเดิม ไม่ต้องให้บอกก็รู้ได้ว่านั่นคือสัญญาณสำหรับเปิดการโจมตีเพื่อดึงความสนใจ ปรายตามองข้ามคราเคนไปและเห็นยานดำน้ำใหญ่ยักษ์เคลื่อนที่มาอยู่ในระนาบเดียวกัน อาคมจึงใช้ท่าการยั่วยุของผู้กล้าอีกหนึ่งครั้งเพื่อดึงความสนใจ และเปลี่ยนจากการวิ่งหนีเป็นการทะยานเข้าไปหา

         คลื่นดาบทะลุทะลวง!

         เพียงตวัดดาบออกไปก็เกิดเป็นเกลียวคลื่นวงน้ำอัดกระแทกร่างนั้นไปราวสิบเมตร มันตั้งตัวได้และโจมตีกลับถูกม่านบาร์เรียร์ทรงลูกบาศก์กักขังเอาไว้ ต่อมาร่างของคราเคนก็เรืองแสงก่อนจะพบว่าการเคลื่อนไหวของมันอืดขึ้นจนสามารถหลบได้ทุกการโจมตี

         เลวีอาธานอาศัยช่วงจังหวะนี้ในการยิงฉมวกออกมา ด้วยแรงส่งที่มากมายนั้นส่งผลให้ฉมวกเหล็กขนาดใหญ่ทะลุผ่านร่างของคราเคนไปเกี่ยวเอาไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ เป็นการจำกัดการเคลื่อนไหวให้อยู่ในสภาพที่เสียเปรียบที่สุด และตอนนี้เลวีอาธานก็ได้ประคองและเร่งเครื่องยนต์เต็มที่ฉุดรั้งไม่ให้คราเคนหนีไปไหนได้อีก

         โอกาสเป็นของเพลเยอร์เพื่อเก็บเกี่ยวค่าประสบการณ์ ทุกคนต่างงัดทักษะโจมตีออกมาอย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้คราเคนจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหวก็ยังสามารถขยับหนวดจำนวนมากในการฟาดฟันได้ บางคนถูกจับรัดจนเสียชีวิตด้วยความประมาท แต่ในตอนนั้นก็พลันมีแสงสว่างห่อหุ้มร่างของศพนั้นก่อนที่จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการคืนชีพไม่ใช่ใครอื่นนอกจากนักบวชแมวเหมียวที่ประจำอยู่ในห้องบัญชาการ

         นอกจากนี้ก็ยังมีการปรากฏตัวของดาบจำนวนนับร้อยจากความว่างเปล่าและเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เข้าจู่โจมประสานงานกับเพลเยอร์ทุกคนทั้งโจมตีและปกป้องคนอื่นๆ ช่วยสนับสนุนให้ต่อสู้ได้โดยไม่ต้องกังวล ก็ยังเป็นอีกหนึ่งความสามารถที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ของนักบวชแมวเหมียวอีกเช่นกัน

         อสูรยักษ์ในตำนานของคนเดินทะเลหมดหนทางที่จะต่อต้านเมื่อถูกโจมตีจากหลายทิศทาง แม้จะเป็นมอนสเตอร์คลาสขุนนางก็ไม่อาจต้านทานความร้ายกาจของเพลเยอร์คลาสอัศวินลงได้ มันมีช่องว่างระหว่างพลังแม้จะได้รับผลประโยชน์จากพื้นที่มาก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วคราเคนก็เป็นได้เพียงอสูรกายใต้สมุทรขนาดยักษ์ที่ใหญ่เพียงแค่ตัว ทุกคนกลับมาถึงยานฤทธิ์ของยาก็หมดลงพอดีแต่ผลข้างเคียงจากการอยู่ใต้ทะเลก็ทำให้พวกเขาทั้งหมดอ่อนแรงลง

         “เป็นเกือบทุกคนเลยเหรอคะ” ซากุระรับรายงานผลข้างเคียงก็รู้สึกสลดใจ บางทีการต่อสู้ใต้ทะเลอาจจะอันตรายกว่าที่คิด

         “ถ้ายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้พวกเราจะเป็นฝ่ายแย่ แต่จะว่าไปผู้ชายคนนั้นไม่รู้สึกอะไรเลยหรือยังไง” วาโยมองไปที่อาคมซึ่งกำลังเล่นอยู่กับน้องสาวอย่างสนุกสนาน

         “คงจะเป็นทิฐิของคนเป็นพี่ชายนั่นล่ะนะ” ธิดาแห่งศาสตร์เป็นผู้หญิง แต่เธอก็มีน้องสาวจึงพอจะเข้าใจความรู้สึกที่ว่าอยากจะทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้อง การทำตัวให้ดูอ่อนแอจึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

         “แล้วเขาคนนั้นหายไปไหนล่ะคะ” ซากุระมองไปทั่วก็ยังไม่เห็นราล์ฟที่ควรจะอยู่

         “หมายถึงตานั่นน่ะเหรอ” เบลล์ถาม ส่งสายตามองไปยังที่นั่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นของสมาชิกคนหนึ่งของแพนโดร่า “หนีไปพร้อมกับผู้หญิงคนนั้นตั้งแต่ที่ทุกคนกลับเข้ามานั่นล่ะ คงจะใช้เวลานี้แอบไปจู๋จี๋กันสองคนล่ะมั้ง”

 

         สิ่งที่เบลล์พูดมานั้นนับว่ามีความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ราล์ฟอยู่กับนิมป์ก็จริงแต่รอบกายของเขาก็ยังมีคนที่เป็นกุ๊กอยู่ด้วยราวๆ ยี่สิบคน นับจำนวนแล้วถือว่าเยอะมากแต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้คนที่ต้องแวะเวียนผลัดกันออนไลน์เพื่อให้จำนวนสมาชิกมีมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลังจากที่นำคราเคนกลับเข้ามาในโถงใหญ่ก็เริ่มต้นจัดการชำแหละเนื้อมันมาเก็บเอาไว้ และเพื่อเป็นการประกันว่าทุกคนจะอยู่ในสภาพเตรียมพร้อม อาชีพกุ๊กจึงเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการลงดันเจี้ยน

         ความเหนื่อยล้าของทุกคนนั้นก็เป็นเรื่องปกติที่ควรจะเกิดขึ้น ราล์ฟจึงลากกุ๊กทั้งหมดที่มีมาเพื่อจัดเตรียมอาหารให้ทุกคน มันเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ ทุกคนนั้นมีทักษะอาชีพกุ๊กที่พัฒนาก้าวข้ามราล์ฟไปไกลมาก ฝีมือของแต่ละคนจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเลเวลของทักษะปรุงอาหาร ถึงจะทำออกมาเหมือนกันแต่หลังจากที่ทดสอบกันดูแล้วราล์ฟจึงได้แบ่งหน้าที่มอบหมายโดยส่งมอบหน้าที่ให้ อย่างของนิมป์อาหารที่ทำออกมาจะช่วยต้านสถานะผิดปรกติได้ หรือบางคนจะเพิ่มพลังกายให้สูงมากถึง 500 หน่วย ในขณะที่ราล์ฟจะเน้นหนักไปในด้านการฟื้นฟูความเหนื่อยล้าสำหรับอาหารทุกประเภท ดังนั้นอาจจะพูดได้ว่าอาหารแบบของราล์ฟจะได้รับความนิยมมากกว่าในการกินเพื่อลงดันเจี้ยน

         หลังจากที่เรียกให้ทุกคนมากินอาหารกันแล้ว แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ห้องช่างนั้นเป็นสถานที่ที่เดฟอนเตรียมเอาไว้สำหรับซ่อมแซมอุปกรณ์ มีพวกสายอาชีพช่างคอยทำหน้าที่ดูแลเครื่องไม้เครื่องมือให้ ห้องพยาบาลก็ได้มีการเตรียมสต็อกน้ำยาสำหรับการต่อสู้ที่แสนสาหัส ของทั้งหมดนี้เป็นของกองกลางซึ่งหลังจากหมดหน้าที่เฝ้าระวังเมื่อเหลือแล้วก็จำเป็นจะต้องนำมาคืนเพื่อสำรองเอาไว้เผื่อสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยที่ห้องนี้มีนักปรุงยาอยู่ไม่มากและต้องคอยปรุงยาเติมสต็อกเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

         ถึงจะเกิดอันตรายจากการที่มีสัตว์ทะเลเข้ามาโจมตียานดำน้ำอยู่บ้าง แต่อันตรายระดับคราเคนก็ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก และเด็กตกปลาก็บอกไปแล้วว่าการเดินทางในช่วงแรกอาจจะยังปลอดภัยอยู่ แต่เมื่อไปถึงกลางมหาสมุทรเมื่อไหร่จะต้องระมัดระวังตัวรอบด้าน ยังมีเจ้าสมุทรหลายตัวที่แม้แต่เด็กตกปลายังไม่เคยเอาชนะได้มาก่อน อาจจะพูดได้ว่านั่นคืออันตรายที่แท้จริงของการเดินทางในทะเลที่กว้างใหญ่

 

         สิ่งที่เจนภพเกลียดมากที่สุดก็คือฝน เพราะมันทำให้ผ้าที่ตากเอาไว้แห้งได้ช้า แต่ฝนก็ยังมีข้อดีก็คือทำให้สวนที่อุตส่าห์ดูแลมาอย่างดีได้รับน้ำอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามการเดินทางในช่วงเช้าที่ฝนตกเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทรมานสำหรับคนที่ต้องใช้การเดินทางสาธารณะอย่างรถโดยสาร แม้ว่าจะตื่นเร็วแค่ไหนแต่ทุกป้ายรถเมล์ก็จะมีคนขึ้นและพยายามเบียดเสียดกันจนแทบจะหายใจกันไม่ออก เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกปีจนเขาคุ้นชินกับมันไปแล้ว

         “มันคงจะดีกว่านี้ถ้าให้ท่านแม่มาส่ง” ซูหลินบ่นแก้เครียด เงยหน้ามองเจนภพที่แสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชายสละที่นั่งให้เธอและยืนขวางเอาไว้ไม่ให้ใครถือวิสาสะช่วงชุลมุนลวนลาม

         “แต่นั่นหมายความว่าแม่ฉันจะต้องไปทำงานสายเชียวนะ”

         หากสิ่งนี้จะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เจนภพยอมที่จะทนลำบากเสียยังจะดีกว่า

         “ในเมื่อคิดจะมาเรียนที่นี่ก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานที่”

         “รู้แล้วล่ะน่า” ซูหลินพูดและงัดมือขึ้นต่อยท้องของเจนภพเบาๆ แกมหยอก สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อหน้าท้องนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าพื้นฐานร่างกายของเจนภพได้รับการขัดเกลามาอย่างดี สมกับที่เป็นลูกหลานของยอดฝีมือคนหนึ่ง

         มาถึงมหาวิทยาลัยก่อนถึงเวลาเข้าเรียนราวๆ ครึ่งชั่วโมง ใต้ร่มคันใหญ่ที่ให้ความรู้สึกเหมือนคู่รัก เจนภพกับซูหลินเดินมาถึงตึกคณะของตนเองเป็นที่เรียบร้อย แยกทางกับซูหลินที่วิ่งเข้าไปทักทายเพื่อนสาวชาวจีนเหมือนเด็กนักศึกษาทั่วไป ส่วนตัวเจนภพก็เดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนที่กวักมือเรียกให้ไปนั่งด้วย เป้าหมายนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าอยากจะขอลอกการบ้านเพื่อทำส่งให้เสร็จทันก่อนจะเข้าเรียน เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาก็เลยส่งให้ด้วยความรำคาญ

         ระหว่างนั้นก็มีบทสนทนาเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ มักจะเป็นเรื่องไร้สาระ และการพูดหยอกเล่นตามประสาเพื่อนที่เริ่มจะสนิทกัน อย่างกรณีของเจนภพก็ถูกล้อเลียนเรื่องคู่หมั้นที่เป็นถึงสาวสวยชาวจีน แถมยังพาวกไปเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเจนภพกับอาคมที่สนิทสนมกันเกินเหตุ เจนภพพึ่งจะรู้ว่าเพื่อนผู้หญิงแอบจินตนาการเตลิดด้านความสัมพันธ์ของเขากับอาคมไปไกลมาก แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะมันไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว

         คาบเรียนแรกเริ่มขึ้นด้วยการออกไปรายงานหน้าห้องรายบุคคล เจนภพมักจะเป็นคนแรกเสมอจนกลายเป็นที่รู้กันแม้จะพึ่งเข้ามาเรียนได้ไม่นาน เทคนิคการนำเสนอของเจนภพดูไม่น่าเบื่อและใช้ภาษาอังกฤษที่ฟังดูเข้าใจง่าย ทั้งยังช่วยอธิบายสอดแทรกเป็นเกร็ดความรู้ให้กับผู้ที่ยังไม่รู้ แต่ขณะที่รายงานอยู่นั้นก็ถูกขัดจังหวะโดยอาคมที่แอบเปิดประตูเข้ามาอย่างเงียบๆ อาคมถูกตำหนิเล็กน้อยแต่ถึงอย่างนั้นครูก็มองข้ามความผิดเล็กๆ พวกนี้ไป

         การออกไปรายงานนำเสนอ เมื่อมีคนแรกทำออกมาได้ดีเกินคาดจะสร้างแรงกดดันให้กับคนต่อไปโดยไม่รู้ตัว พวกเขาต่างกังวลความผิดพลาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นจุดประสงค์ของการออกไปรายงานก็คือการฝึกให้มีความกล้าแสดงออก จนเมื่อไม่มีใครกล้าออกไปรายงานก็เป็นอาคมที่เสนอตัวออกไปและกล่าวทักทายทุกคนอย่างคล่องแคล่วเป็นสำเนียงอเมริกัน แม้ว่าตัวเนื้อหาที่นำมารายงานจะเป็นอะไรที่ธรรมดาและไร้ลูกเล่น แต่การนำเสนอของอาคมก็ทำให้เขาได้คะแนนผ่านเกณฑ์ไม่ต้องนำกลับไปแก้ไข

         “ไอ้แมวผี สวนสนุกเปิดใหม่ที่ชื่อดรีมแลนด์อยู่ไกลหรือเปล่าวะ”

         “ดรีมแลนด์น่ะเหรอ ก็ถ้าเริ่มต้นจากคอนโดของนายก็ไกลเอาเรื่อง ถ้านั่งรถแท็กซี่ก็กินเวลาเกือบชั่วโมง แต่ถ้าใช้เส้นทางเดินรถประจำทางจะใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมงโดยประมาณ ถามทำไม”

         “ก็ว่าจะไปสมัครงาน ฉันเห็นประกาศรับสมัครคนงาน”

         “เข้าใจล่ะ ตำแหน่งตัวตลกคงไม่เลว”

         “อาจจะได้ใส่ชุดหมียืนแจกลูกโป่งก็ได้”

         เจนภพหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตรวจสอบอะไรอยู่สักพักก็หันมาแนะนำ “นายสามารถใช้เส้นทางรถไฟได้ ราคาก็ค่อนข้างจะถูกมากถ้าเทียบกับการใช้การเดินทางโดยรถแท็กซี่ ข้อเสียก็คือจากสถานีต้องต่อรถหรือไม่ก็เดินเท้าเข้าไป นายสามารถใช้รถประจำทางตรงนั้นได้ ยุ่งยากสักหน่อยตอนต่อรถไฟ แต่นายสามารถไปถึงได้ในหนึ่งชั่วโมง”

         ฟังที่พูดจบก็ฟุบหน้าลงไปนอนต่อ อาคมมักจะเป็นแบบนี้เสมอแต่ก็ไม่เคยขาดความรับผิดชอบในการส่งงาน อาจจะมีเข้าเรียนสายบ้างเพราะต้องไปส่งอารินเข้าเรียนจนมักจะโดนครูตำหนิอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยเหตุผลที่อธิบายออกไปว่ามันเป็นหน้าที่ของคนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง ก็เลยได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้เข้าเรียนสายได้สำหรับวิชาที่มีเรียนในตอนเช้า

         อาคมหลับไปตลอดชั่วโมงเรียน รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เพื่อนนักศึกษาเก็บกระเป๋าเตรียมออกไปหาอะไรทานกันที่นอกมหาวิทยาลัย ที่ด้านนอกห้องมีนักศึกษามารอใช้ห้องเรียนต่อก็เลยต้องย้ายสถานที่กัน เวลานี้อาคมไม่ได้อยากจะตัวติดกับเจนภพสักเท่าไหร่แต่ด้วยความรู้สึกที่ว่าไปด้วยกันคงไม่มีใครมารบกวนเลยจำใจต้องเดินตามกันไป อาคมแวะซื้อชานมไข่มุกกินเพิ่มระดับน้ำตาลให้ตัวเอง เจนภพก็ซื้อกาแฟเย็นมาดื่มด้วย

         “จะว่าไปอาคม นายเคยรู้จักกับสาวต่างชาติบ้างหรือเปล่า”

         “ผู้หญิงต่างชาติ? ใครวะ” อาคมถามกลับด้วยใบหน้าแสนซื่อ “เมื่อก่อนฉันเคยเดินทางไปต่างประเทศกับพ่อแม่บ่อยๆ อย่างน้อยก็รู้จักเยอะมาก ว่าแต่แกถามทำไมวะ”

         เจนภพรู้ดีว่าอาคมเป็นกังวลเรื่องที่พักนี้ถูกจับตามองอยู่ตลอด แต่เขาก็ใช้เวลาเพียงไม่นานก็รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้เฝ้ามองคนนั้น แต่คิดว่าตอนนั้นอาจจะแค่บังเอิญก็เลยไม่ได้พูดไป คราวนี้เขามั่นใจมากว่าอาคมกำลังถูกติดตามทุกฝีก้าว ซึ่งด้วยอาคมไม่ได้มีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเหมือนเขาย่อมไม่รู้สึกอะไรอยู่แล้ว อย่างไรซะโลกจริงก็ไม่เหมือนในเกม ที่นี่อาคมไม่ใช่ยอดฝีมือทางเชิงดาบ แต่เป็นนักมายากลไส้แห้งคนหนึ่งเท่านั้น

         ในตอนแรกเจนภพกล้ายืนยันว่าสัมผัสของอาคมค่อนข้างจะแม่นเรื่องที่ถูกจับตามอง และตอนนั้นเจนภพก็ได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีคนมองมาทางพวกเขาจริงๆ แต่ที่ทำให้มั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรก็คือตอนที่ไปส่งอาคมกับอารินถึงคอนโดมิเนียม หลังจากนั้นเขาก็ได้เห็นรถแท็กซี่ขับกลับเข้ามาและเห็นผู้หญิงต่างชาติลงมาจากรถและมองมาที่รถของเขาครู่หนึ่งก่อนจะเดินหายกลับเข้าไปที่ประตูทางเข้าอีกทาง

         ถึงอย่างนั้นพอเจนภพคิดจะบอกเรื่องนี้ ผู้หญิงต่างชาติคนนั้นก็เดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เมื่อไม่มีหลักฐานมาแสดงก็เลยเก็บเงียบเอาไว้และเดินนำไปที่ห้องอาหาร อาคมเลือกสั่งข้าวจานพิเศษมานั่งกินด้วยกัน ในขณะที่เจนภพก็นั่งกินข้าวกล่องและมีกับข้าวที่แบ่งกันกินได้ ถึงจะถูกคนอื่นมองก็ทำเป็นไม่สนใจสายตาดูแคลนพวกนั้น

         “ว่าแต่คู่หมั้นแกไม่มากินข้าวด้วยหรือไง”

         “มีเรียนสองวิชาติดกัน คิดว่าเรียนเสร็จแล้วก็คงจะไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วค่อยกลับบ้าน”

         “แกนี่ไม่คิดจะหวานกันเลยหรือยังไง ปกติแล้วผู้ชายน่ะถ้ารู้ว่ามีคู่หมั้นส่วนใหญ่ก็มักจะแสดงตัวเป็นเจ้าของกันซะหมด ฉันดูมาจากในละครน่ะนะ”

         “นายก็คงจะรู้จากที่คุณตาฉันพูดสินะ ซูหลินเป็นทายาทของผู้ฝึกยุทธ์มันก็เลยมีปัญหาที่ซับซ้อนอยู่”

         “เป็นเพียงคางคกริอาจกินเนื้อหงส์ วรยุทธ์ของเจ้านั่นต่ำต้อยเกินกว่าจะมาข้องเกี่ยวกับบุตรสาวของข้า” อาคมล้อเลียนโดยงัดเอาวิธีการพูดมาจากหนังกำลังภายในที่เคยดู

         “ก็ประมาณนั้นแหละ แล้วน้องสาวนายเป็นยังไงบ้าง มีแฟนหรือยัง”

         “ไปไงมาไงถึงพาวกไปที่น้องสาวฉันได้วะ”

         “ทีนายยังเปิดประเด็นเรื่องคู่หมั้นของฉันเลย”

         “ก็มันไม่มีอะไรคุยนี่หว่า แล้วแกก็เป็นพวกเป่าสากด้วย”

         “เอาเถอะ จะทำเป็นไม่ถือสาก็แล้วกัน”

         ทานข้าวเสร็จแล้วสถานที่ที่พอจะใช้พักผ่อนกันได้ก็มีแค่ห้องสมุด อาคมมักจะใช้ช่วงเวลานี้แอบไปงีบหลับในส่วนที่ลึกและเงียบสงบ เจนภพใช้สิทธิ์ของการเป็นนักศึกษาหยิบเอาหนังสือเก่าๆ ที่หาอ่านได้ยากมาอ่านเล่นฆ่าเวลา

        

         มีหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจในมหาวิทยาลัยจนเกิดเป็นข่าวซุบซิบ หลายวันมานี้มีคนพบเห็นผู้หญิงต่างชาติมาป้วนเปี้ยนอยู่ในมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเลิกเรียน ใช้เวลาช่วงที่คนเข้าเรียนนั่งดื่มกาแฟและกินขนมเค้กราวกับว่ามาเพื่อจุดประสงค์นี้โดยเฉพาะ และนั่นทำให้เกิดข่าวลือที่ว่ากาแฟกับเค้กของร้านในมหาวิทยาลัยอร่อยถึงขั้นทำให้สาวต่างชาติจากข้างนอกเข้ามากินดื่มได้ทุกวัน จนทำให้พวกที่หลงเชื่อในข่าวลือต้องลองมาซื้อกินด้วยตัวเอง

         วันนี้เธอคนนั้นก็มานั่งอยู่ที่ร้านกาแฟที่เดิม ที่นั่งตัวเดิม สั่งเอสเปรสโซกับเค้กแยมโรลมานั่งกินเหมือนทุกวัน ไม่มีใครรู้จุดประสงค์นั้นและไม่มีใครคิดจะเข้ามาถามด้วย หากเป็นคนไทยคงไม่แคล้วมีชายหนุ่มเข้ามาพูดคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทางเจ้าของร้านค่อนข้างจะใจดีเพราะจำได้ว่าเธอมักจะมาใช้บริการบ่อยมากจึงมอบรหัสผ่านไวไฟให้ใช้ เพราะเธอไม่มีทางสั่งแค่แก้วหรือสองแก้ว แต่จะนั่งอยู่จนกว่าจะหมดคาบเรียนในแต่ละวัน

         บนหน้าจอไอแพดปรากฏเป็นบล็อกส่วนตัวที่ใช้เพื่ออัพเดตชีวิตประจำวัน มีหลายร้อยข้อความถูกส่งมาหลังจากที่เธอโพสต์บอกตำแหน่งของตนเองให้กับเหล่าแฟนคลับที่ติดตามเธออยู่ ในโลกโซเชียลเธอถือได้ว่าเป็นคนที่ได้รับความนิยมในฐานะของผู้ให้ความบันเทิง แน่นอนว่าผู้คนเพียงแค่ได้เห็นหน้าค่าตาก็จะจดจำเธอได้ทันทีเพราะชื่อเสียงที่ได้รับมาไม่ใช่น้อยๆ แต่เมื่อมาถึงประเทศไทยกลับมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเธอทำงานวงการบันเทิง

         จุดประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ก็เพื่อพบเจอกับผู้ชายคนนั้น เหตุผลที่ยังไม่ยอมปรากฏตัวและเลือกที่จะอยู่ดูห่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเขาคนนั้นจะยังไม่ทอดทิ้งตัวเธอไปมีผู้หญิงคนอื่น สิ่งเดียวที่ยอมไม่ได้คือการที่จะให้คนอื่นที่มองไม่เห็นคุณค่าได้ตัวเขาคนนั้นไปครอบครอง และจากที่ตรวจสอบมาก็เป็นโชคดีมากที่เขายังคงถือครองชีวิตหนุ่มโสด เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะยังจำสัญญาที่ให้ไว้ได้

         เธอตัดสินใจแล้วว่าวันนี้จะออกไปพบกับเขาคนนั้นหลังจากที่เลิกเรียน เพื่อทวงสัญญาที่เคยให้เอาไว้

 

         กลุ่มของเราก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ ไม่ทราบว่ามีผู้ใดสงสัยในเรื่องใดสามารถยกมือสอบถามได้ครับ”

         ในการนำเสนองานจะเป็นหน้าที่ของอาคมที่พูดได้ลื่นไหลราวกับเป็นภาษาของตัวเอง แต่พอมาในส่วนของคำถามนั้นจะเป็นหน้าที่ของเจนภพในการตอบและอธิบายด้วยคำศัพท์ทางวิชาการ แม้ว่าอาคมจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อแค่ไหนก็มีข้อจำกัดด้านคำศัพท์เฉพาะทางอยู่ การแบ่งหน้าที่กันจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

         เจนภพตอบคำถามทั้งหมดด้วยศัพท์ทางวิชาการและช่วยขยายความให้เพื่อนที่พึ่งจะเคยได้ยินได้เข้าใจตรงกันด้วย ข้อมูลรายงานนี้เจนภพทำมาโดยมีความสมบูรณ์ และมีแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ต่อให้สงสัยก็สามารถนำหนังสือดังที่อ้างอิงมาเปิดดูก็จะมีข้อมูลที่ตรงกันอยู่ด้วย ทำให้พวกเขาได้คะแนนเต็มไป

         ในชั่วโมงแรกนั้นจะเป็นการนำเสนอรายงานที่ให้ไปทำมาตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พอครบหมดทุกกลุ่มแล้วก็จะเป็นการเรียนในหนังสือ ส่วนใหญ่แล้วจะรู้สึกอึดอัดเพราะตัวอักษรทั้งเล่มนั้นเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษก็เลยมีคนที่อ่านแล้วไม่เข้าใจอยู่เยอะจึงต้องพึ่งพาดิกชันนารี่ในการแปลประโยคทีละประโยค บางคนก็พอจะทำได้แต่แปลออกมายังไม่สละสลวย พอถึงเวลาจะต้องแปลมันขึ้นมาก็จะเกิดลังเลไม่กล้าตอบจนต้องเปลี่ยนคนวนไปเรื่อยๆ กว่าจะแปลความหมายได้ครบทั้งข้อความ

         กว่าจะเลิกเรียนก็ต้องรอให้จบบทเรียนนั้นๆ ข้างนอกตอนนี้ก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝน มันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อตอนเช้าแล้ว เจนภพถูกเรียกใช้งานให้ช่วยขนอุปกรณ์เครื่องเสียงส่วนตัวไปไว้ในรถที่จอดอยู่ ยังไงอาคมก็ต้องกลับบ้านกับเจนภพด้วยกันอยู่แล้วจึงไม่มีทางเลือกต้องมาช่วยครูขนของอีกแรง อย่างไรซะในห้องเรียนเจนภพกับอาคมมีความโดดเด่นที่สุดจึงมักจะเป็นตัวเลือกสองคนแรกที่ครูจะนึกขึ้นได้ ในขณะที่คนอื่นๆ พึ่งจะได้เพื่อนใหม่ทำให้ไม่กล้าออกตัวแสดงธาตุแท้ออกมา

         “จะว่าไปเมื่อเช้านายพูดสินะว่าจะไปสมัครงานที่ดรีมแลนด์น่ะ”

         “ใช่ มัวแต่ทำงานรายวันที่รายได้ไม่แน่ไม่นอนมันอยู่ไม่ได้ว่ะ ถึงจะได้แม่แกมาช่วยหางานพิเศษให้ก็ยังไม่พอ”

         “ไม่ใช่ว่าเป้าหมายของนายคือพนักงานบริษัทหรือไง”

         “คิดว่าบริษัทจะรับฉันเข้าทำงานเพราะเก่งมายากลงั้นเหรอ อาคมวันเกิดหัวหน้าปีนี้ช่วยแสดงมายากลให้หน่อย แสดงได้ดีนี่ เอารางวัลพนักงานดีเด่นไป” อาคมพูดจิกกัดแบบไม่ทุกข์ร้อน

         “ไม่มีทางหรอก แต่นั่นก็ใช้เป็นข้อได้เปรียบให้มีโอกาสได้รับเลือกเพิ่มมากขึ้น”

         พวกเขาใช้อีกประตูเพื่อมารอขึ้นรถเมล์ในเส้นทางที่ไม่คุ้นชิน เวลาแบบนี้อาคมเลือกที่จะเชื่อเจนภพด้วยเหตุผลที่ว่า มันฉลาดพอที่จะรู้วิธีเลี่ยงรถติด และอาคมคิดถูกมากเมื่อเห็นเจนภพหยิบเอาโทรศัพท์ออกมากดดูบางอย่าง แม้จะไม่ได้สนใจแต่สายตาก็เหลือบไปเห็นภาพการจราจรบนท้องถนนในเส้นทางที่แสนจะคุ้นเคย ก่อนจะได้พูดอะไรเจนภพก็ยกนิ้วชี้จ่อริมฝีปากเอาไว้ แสดงว่าสิ่งที่ทำไปนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกกฎหมายแน่

         ที่เจนภพทำคือการใช้โทรศัพท์แฮกเข้าไปตรวจสอบเส้นทางจราจรผ่านกล้องวงจรปิด ความรู้ด้านไอทีของเจนภพก็อยู่ในระดับสูงเพราะเขาทั้งเขียนเว็บและทำบล็อกตอนสมัยที่เรียนอยู่มัธยม ฝึกฝนหนักเข้าก็สามารถสร้างแอปขึ้นมาใช้งาน ดังนั้นแค่การใช้พื้นฐานคอมพิวเตอร์ในการเข้าระบบแบบไม่ถูกต้องก็ทำได้เพียงแค่ขยับนิ้ว

         อาคมนำกระเป๋าเงินออกมาดู ในนั้นมีธนบัตรสีแดงอยู่แค่สองใบสำหรับใช้ในสัปดาห์นี้ คิดว่าจะเข้าเซเว่นเพื่อซื้อของกินรองท้องไปก่อน พอเจนภพเสร็จก็หมุนตัวจะเดินไปเซเว่นที่อยู่ไม่ไกลก็ชนเข้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

         “อ๊ะ! ขอโทษครับ” อาคมยอมรับผิด

Ça ne fait rien (ไม่เป็นไร)”

คำตอบที่ได้รับกลับมาเป็นภาษาฝรั่งเศส อาคมหยุดกึกไปครู่หนึ่ง เจนภพหันกลับมามองด้วยความสนใจและจำได้ว่าเจ้าของภาษาฝรั่งเศสเป็นคนเดียวกันกับที่เคยเจอที่คอนโดมิเนียม และยังเป็นคนเดียวที่เขาพบในวันนี้อีกด้วย

สาวต่างชาติเงยหน้ามองอาคม เธอสูงน้อยกว่าอาคมประมาณสิบเซนติเมตร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอนั้นเตี้ย ว่ากันตามจริงเธอสูงเกินมาตรฐานเฉลี่ยของผู้หญิงปกติด้วยซ้ำ

อาคมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาผู้หญิงคนนี้มาก แต่กลับบอกไม่ได้ว่าเคยพบเจอที่ไหน

“ถ้านายกำลังสงสัยว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้น น่าจะเป็นเพราะฉันถามนายวันนี้ว่าเคยรู้จักผู้หญิงต่างชาติหรือเปล่า”

“จะไปรู้จักได้ยังไง ฉันบอกไปแล้วนี่ว่าเคยรู้จักสมัยเด็กๆ แต่หลังจากนั้นฉันก็อยู่แต่ประเทศไทยไม่มีทางจะรู้จักชาวต่างชาติไม่สิ จำได้ว่าฉันเคยเล่นมายากลให้พวกชาวต่างชาติดูด้วย แต่ไม่ค่อยจะคุ้นหน้าเลย”

“แต่ดูเหมือนเธอคนนั้นจะรู้จักนายนะ”

“แล้วทำไมแกถึงได้รู้วะ”

“เพราะเธอตามนายมาตลอดยังไงล่ะ” เจนภพเฉลยให้ฟัง เพราะรู้ดีว่าถ้าไม่อธิบายให้รู้ก็คงอีกนานกว่าจะเข้าใจ “และที่สำคัญฉันคิดว่าเธอน่าจะพักอยู่ที่คอนโดมิเนียมเดียวกันกับนายด้วย”

เห็นหน้าอาคมออกจะเหวอไปเล็กน้อย ปฏิกิริยาแบบนั้นนับว่าเป็นปกติมาก ในหัวของอาคมไม่เคยมีความคิดที่จะสนใจผู้หญิงอื่นอย่างน้อยก็จนกว่าน้องสาวของเขาจะเรียนจบ มีงานทำ มีชีวิตที่สุขสบาย ที่จริงแล้วอาคมก็เคยมีความตั้งใจที่จะหาคนมาเป็นคู่ชีวิตอยู่บ้างในฐานะที่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง และกลัวว่าถ้ามีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วอีกฝ่ายจะต้องบังคับให้เขาเลือกระหว่างคนรักกับน้องสาว ซึ่งคนอย่างอาคมไม่มีทางเลือกคนรักแน่นอน

“หรือว่าที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกมองมาตลอดก็เป็นเพราะยายนี่เนี่ยนะ” อาคมหันไปมองสาวต่างชาติชาวฝรั่งเศสตรงหน้า “เดี๋ยวก่อนนะ พักอยู่ที่คอนโดเดียวกับฉันผู้หญิงคนสวยคนฝรั่งเศสหรือว่าจะเป็นคนที่ย้ายมาอยู่ห้องข้างๆ ฉัน”

ตอนนี้อาคมเริ่มจะนึกออกบ้างแล้ว จำได้ว่าอารินบอกเกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่สวยเหมือนกับนางแบบคนหนึ่ง และพี่สาวที่หน้าฟรอนท์เองก็เคยพูดกับอาคมเกี่ยวกับเรื่องคนฝรั่งเศสที่ย้ายเข้ามาพักในห้องว่างห้องนั้น แต่เดิมมันเป็นห้องที่มีใครพักอาศัย จึงรู้สึกว่ามันแปลกมากที่ชาวต่างชาติจะมาพร้อมกับคีย์การ์ดและกุญแจห้อง แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าคนคนนั้นจะไปซื้อห้องต่อจากผู้เช่าคนก่อน

เจนภพคิดจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ต้องเงียบไปเพราะสายตาของเธอคนนั้นมองมาที่เขาเหมือนจะห้ามปรามไม่ให้พูด แม้จะไม่มีการคุกคามที่รุนแรงแต่มันก็คงเหมือนอาการของผู้หญิงที่รู้สึกว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนเซอร์ไพร์สที่วางเอาไว้

         “เดี๋ยว! หมายความว่าแกรู้ตั้งแต่แรกแต่ไม่ได้บอกฉันสินะ ไอ้บ้าโอลาฟ”

         “ตอนนั้นไม่มีหลักฐาน พูดไปนายก็ไม่เชื่อ”

         อาคมกระแอมไอครั้งหนึ่ง คิดถึงคำศัพท์ภาษาฝรั่งเศสและเริ่มกล่าว

         “ต้องขออภัยด้วยครับคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครและติดตามผมเพื่ออะไรครับ”

         ฝ่ายหญิงต่างชาติฟังที่อาคมพูดเข้าใจ เธอเผยยิ้มแล้วตอบกลับมาว่า “ฉันชื่อ คริสติน่า ไอรีส บอกแค่นี้คุณก็น่าจะรู้จักฉัน”

         โชคร้ายที่เธอคาดหวังสูงเกินไป อาคมไม่ใช่ผู้ชายที่จะจดจำชื่อของผู้หญิงเพียงเพราะแนะนำตัวแบบผ่านๆ อยู่แล้ว ขืนตอบออกไปว่าไม่รู้จักก็ไม่รู้ว่าจะโดนอะไรบ้าง ถึงอาคมจะดูเป็นคนโผงผางแต่ในบางครั้งก็จะต้องสวมหน้ากากเป็นสุภาพบุรุษเอาไว้ จึงหันไปมองเจนภพเพราะคิดว่าเป็นคนที่รู้ทุกเรื่องในโลกนี้

         “คริสติน่า ไอรีส นักมายากลหญิงชื่อดังชาวฝรั่งเศส โด่งดังจากมายากลชุดที่หวาดเสียวและเสี่ยงตายมากที่สุด”

         การที่เจนภพอธิบายให้อาคมฟังเป็นภาษาฝรั่งเศสก็เรียกความสนใจได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงมองอาคมราวกับกำลังคาดหวังอะไรบางอย่างจากเขาอยู่

         “แกนี่รู้ทุกอย่างจริงๆ” อาคมพูดจิกกัดเป็นภาษาไทย แล้วหันกลับไปพูดภาษาฝรั่งเศสต่อ “ในเมื่อคุณผู้หญิงเป็นนักมายากลเช่นนี้ คิดว่าคงไม่ได้มาหาผมเพื่อติดต่อไปร่วมงานเป็นผู้ช่วยหรอกสินะครับ เพราะถ้าใช่ล่ะก็ผมขอปฏิเสธ ถึงผมจะต้องการงานแค่ไหนก็ทิ้งที่นี่ไปไม่ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าน้องสาวผมจะบรรลุนิติภาวะ”

         “ฉันไม่ได้มาเพื่อชวนคุณไปเป็นผู้ช่วย แต่ฉันมาเพื่อทวงสัญญาระหว่างเรา”

         “สัญญา? สัญญาอะไรวะ” อาคมหันไปถามเจนภพ

         “ไม่รู้ ในเมื่อเธอระบุชื่อนายได้ก็ชัดแล้วว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อน” เจนภพมองดูสภาพของท้องฟ้าที่ครึ้มจัดคิดว่ามันคงจะดีกว่าถ้ารีบจัดการความเข้าใจผิดให้กระจ่าง จึงหันไปพูดกับคริสติน่าว่า “ขออภัยด้วยนะครับคุณคริสติน่า แต่หมอนี่เป็นคนประเภทที่เข้าใจเรื่องซับซ้อนได้ยากสุดๆ จะเป็นการดีกว่าถ้าคุณบอกความจริง เพราะถ้าพวกเราพลาดรถเมล์คันนี้อาจจะต้องรออีกเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งนั่นจะทำให้พวกเราไปกินมื้อเย็นสาย”

         ปัญหาก็คือเจนภพให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าอารมณ์ความรู้สึก เขาไม่เคยมีความคิดที่จะทำอะไรอย่างการเซอร์ไพร์สด้านอารมณ์เหมือนพวกรายการแกล้งคน เพราะฉะนั้นตอนที่เขาพูดแบบนี้ออกไป คริสติน่าถึงกับมองค้อนเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับจะฆ่าคนได้ และถ้าหากว่ามันเป็นปืนล่ะก็เจนภพอาจจะถูกยิงไปแล้วหลายสิบนัด

         “ถูกของคุณ ฉันควรจะทำอะไรที่มันชัดเจนไปเลย” คริสติน่ากล่าวจบก็ได้ทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง

         อาศัยจังหวะที่อาคมไม่ได้มีความคิดที่จะต่อต้าน ประคองใบหน้าของเขาลงมาและประกบริมฝีปากลงไป ถ้าว่ากันด้วยอายุแล้วทั้งสองคนบรรลุนิติภาวะพอที่จะแสดงออกเรื่องแบบนี้ได้โดยไม่ถูกตำหนิจากผู้ใหญ่ คริสติน่าสอดลิ้นจูบอาคมแบบดูดดื่มท่ามกลางคนที่มายืนรอรถเมล์ สำหรับคริสติน่าที่เป็นชาวตะวันตกคงจะคุ้นชินกับการจูบในที่สาธารณะ แต่สำหรับผู้คนชาวไทยที่ไม่เปิดรับขนบธรรมเนียมประเพณีอาจจะหาเรื่องตำหนิอาคมที่แสดงกิริยาไม่เหมาะสมก็ได้ ตอนนั้นอาคมมั่นใจว่าได้ยินเสียง แชะ ดังขึ้นแว่วๆ จึงรู้สึกตัวและเริ่มขัดขืน

         “อะไรวะเนี่ย!” อาคมสบถ เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจเรื่องการจูบเพราะถ้าจะพูดให้ถูกแล้วอาคมก็เป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และมักจะไปอยู่ในสถานที่ที่มีชาวต่างชาติเยอะมากจึงมองว่าการจูบกันเป็นเรื่องปกติ

         แต่หญิงสาวไม่ตอบคำถาม เธอมองหน้าอาคมและยิ้มให้ จากนั้นจึงสะบัดมือตบหน้าอาคมเสียงดัง เพี๊ยะ

         “ฉันทำอะไรผิดวะเนี่ย เห็นอยู่ว่ายายนี่เป็นคนเริ่มมาทำดีปคิสกับฉันก่อน”

         “โทษฐานที่ปล่อยให้ฉันรอ” คริสติน่าอธิบายแค่นั้น และดึงใบหน้าอาคมมาทำดีปคิสอีกหนึ่งรอบ แต่คราวนี้อาคมตั้งตัวทันจึงไม่ได้จูบกันแบบดูดดื่มเหมือนก่อนหน้านี้

         “ไอ้แมวผี ทำอะไรสักอย่างสิวะ” อาคมไม่ถนัดในการรับมือผู้หญิงสักเท่าไหร่ แต่ก็ยกเว้นในโลกของเกมซึ่งอาคมมองว่าทุกคนนั้นเท่าเทียมจึงทำร้ายผู้หญิงได้ด้วยกำลังโดยไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร แต่ในโลกจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น ต่อให้เป็นคนที่โผงผางแค่ไหนก็ตามเขาก็จะไม่มีวันทำร้ายผู้หญิง

         “ทำอยู่ เซฟไฟล์รูปตั้งเป็นพื้นหลังโทรศัพท์ สนใจหรือเปล่า? กล้องของฉันภาพชัดแจ๋ว หรือจะให้แนะนำร้านอัดรูปที่ทำกรอบสวยๆ ให้ ฉันก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ”

         เห็นได้ชัดเลยว่าเจนภพจงใจทำเป็นมองผ่านปัญหาของอาคม และไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหลังจากที่รู้ว่าคริสติน่าเป็นใคร

         “ไอ้เจ้าบ้าเอ๊ย คิดแค้นเรื่องที่ฉันถ่ายรูปส่งไปให้แม่แกสินะ”

         “ทีใครทีมัน รู้ไหมว่ามันกลายเป็นตราบาปติดตัวฉันไปแล้ว”

         รถเมล์มาจอดที่ป้ายพอดี ณ ตอนนั้นทุกคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่เพราะการกระทำของคริสติน่าทำให้ทุกคนเกิดสนใจและอยากรู้ เจนภพได้ยินเสียงผู้ใหญ่บางคนไม่ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นแม้จะพูดเบาๆ แต่ก็ชัดเจนว่ากำลังตำหนิอาคมที่ไม่รู้เรื่อง ครั้นจะต่อว่าคริสติน่าแต่เจ้าตัวเป็นชาวต่างชาติที่อาจจะฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง การต่อว่าอาคมที่เป็นคนไทยจึงง่ายกว่า ดังนั้นเลยขึ้นรถและเรียกให้คริสติน่าไปด้วยกันเพื่อที่จะได้เคลียร์ปัญหาในที่ที่เป็นส่วนตัวมากกว่านี้

         พอฝนเริ่มตกการจราจรก็เริ่มที่จะเป็นอัมพาต การติดอยู่ในรถเมล์ราคาประหยัดที่ต้องเบียดเสียดกับผู้โดยสารคนอื่นเป็นอะไรที่ทำให้รู้สึกอึดอัด เจนภพตรวจสอบเส้นทางอีกครั้งก่อนจะลงที่ป้ายหนึ่งและต่อรถแท็กซี่เพื่อกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความอดทนแต่บางครั้งการซื้อเวลาก็ช่วยให้อะไรหลายๆ อย่างดีขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการที่พวกเขาไม่ต้องเจอกับฝนที่กระหน่ำตกอย่างหนักหลังกลับมาถึงบ้านได้เพียงสิบนาที

 

         “สรุปก็คือ หมอนี่สัญญาว่าถ้าคุณคริสติน่าได้เป็นนักมายากลที่มีชื่อเสียงจะมาขอคุณแต่งงานด้วยอย่างนั้นสินะ”

         ได้ฟังเรื่องราวจากปากของคริสติน่าแล้ว เจนภพก็สรุปเรื่องราวทั้งหมดให้คนสมองทึบอย่างอาคมฟังโดยเน้นเสียงตรงคำว่า แต่งงาน คล้ายจะเป็นการยั่วยุ เรื่องราวทั้งหมดลงตัวกันอย่างมากและคริสติน่าก็รู้จักอาคมเป็นอย่างดี จริงอยู่ที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการจ้างนักสืบมาสืบเรื่องนี้เพื่อความสมจริงของข้อมูล แต่เจนภพก็หาข้อมูลของคริสติน่าที่เป็นบุคคลสาธารณะ มันปรากฏชื่อและข้อมูลของเธอตลอดทุกการค้นหาในเว็บไซต์ คนระดับนั้นไม่มีทางจะมาโกหกเพื่อหลอกลวงผู้ชายคนเดียวแน่ๆ

         “กรุณาเรียกฉันไอรีส และใช่อาคมสัญญากับฉันแล้วว่าถ้ามีชื่อเสียงเมื่อไหร่จะมาขอฉันแต่งงาน”

         “เดี๋ยวสิ ขอให้ฉันพูดอะไรบ้างได้ไหม”

         “จำเลยมีอะไรจะแก้ต่างก็ว่ามา”

         “แล้วทำไมแกมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นวะ ฟังจากที่ยายนี่พูดมาก็ชัดแล้วว่าตอนนั้นฉันยังเด็กมาก ภาษาฝรั่งเศสตอนนั้นก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดอะไรมาฉันก็ทำได้แค่ตอบ วี กับ นง จะไปรู้ได้ยังไงว่าฉันรับปากอะไรไปบ้าง”

         “ถ้านายกังวลเรื่องการจัดงานฉันจะขอให้แม่ฉันช่วย รับรองว่าแม่ฉันจะคิดให้ในราคาพิเศษ นั่นสินะธีมคู่บ่าวสาวที่เป็นนักมายากลนี่คงจะเป็นอะไรที่สร้างชื่อเสียงให้กับโรงแรมไม่น้อยเลยล่ะ” เจนภพแสร้งทำเป็นส่งเสริมชีวิตคู่ให้กับอาคม เขายังจำได้ไม่ลืมเลยว่าอาคมมักจะชอบล้อเลียนเขาเสมอในเรื่องของซูหลิน สบโอกาสแบบนี้ทั้งทีมีหรือที่เขาจะพลาด

         “ไม่ตลกนะโว้ย”

         “ฉันจริงจังอยู่นะ แล้วอีกอย่างตอนนี้แม่ฉันน่าจะใกล้ถึงบ้านแล้ว ทางที่ดีมีอะไรก็ควรนัดแนะกันเอาไว้ก่อนจะได้ไม่เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องที่นายปิดบังน้องสาวเอาไว้น่ะ” เจนภพกล่าวเตือนและกลับไปจัดเตรียมมือค่ำต่อ

         อาคมนึกขึ้นได้ถึงความจริงที่ว่าหากคริสติน่ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาและน้องสาวจนเผลอพูดอะไรที่เป็นการจุดประกายขึ้นมา สิ่งที่เขาทำมาตลอดหลายปีมันก็จะกลายเป็นไร้ความหมาย ไม่ได้ต้องการจะปิดบังแต่สภาพจิตใจของอารินนั้นเปราะบางจากพรสวรรค์ที่แสนวิเศษ จึงต้องรอให้อารินเติบโตอีกสักนิดแล้วจึงค่อยบอกความจริงให้ฟัง

         การเสียชีวิตของนักมายากลชื่อดังในขณะทำการแสดงต่อหน้าผู้ชมเป็นข่าวสะเทือนขวัญอยู่พักใหญ่ เรื่องนี้ในฐานะของนักมายากลไม่มีทางลืมได้อยู่แล้ว มันเป็นบทเรียนสอนใจให้พวกเขาตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดก่อนขึ้นแสดงทุกครั้ง คริสติน่าก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวนี้เหมือนกัน และรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมากที่ เดอะ มิราเคิล คนนั้นเสียชีวิตเพราะอุปกรณ์เสียหาย และเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่เคยเป็นข่าวอยู่พักหนึ่งก็เงียบหายไปตามกาลเวลา

         อาคมยังไม่ยอมรับเรื่องที่คริสติน่ากล่าวมาทั้งหมด เป็นนิสัยดื้อรั้นเฉพาะตัวที่ยากจะมีคนเลียนแบบได้ หากเป็นผู้ชายคนอื่นและมีผู้หญิงที่สวยมากมาบอกว่าขอเป็นแฟนกันพวกเขาคงตอบรับข้อเสนอพวกนั้นไปแล้ว หลังจากที่บอกเรื่องนี้ไปแล้วคริสติน่าก็ให้สัญญาว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ก็ต้องรู้สึกขอบคุณที่ยอมให้ความร่วมมือ

         พอได้ยินเสียงประตูบ้านเปิดอาคมก็ลุกพรวดไปส่องมองที่หน้าต่าง แต่คนที่กลับมาคือซูหลินที่หิ้วถุงสินค้ากลับมาด้วย เจนภพจึงเดินมาหาพร้อมกับยื่นส่งผ้าเช็ดตัวให้ในฐานะของผู้ดูแลที่ดี ซูหลินสังเกตเห็นรองเท้าที่ไม่คุ้นตาจึงเปิดสัมผัสกลิ่นอายและพบว่าวันนี้มีแขกอื่นมาด้วย ตอนแรกเธอเกือบจะเข้าใจผิดจนกระทั่งเจนภพอธิบายจึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนรู้จักของคนที่ชื่ออาคมก็เลยไม่ได้ติดใจอะไร และกลับขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย

         ซูหลินกลับมาได้เพียงสิบห้านาที วิลาวรรณก็ขับรถเข้าจอดในบ้าน อารินหอบกระเป๋านักเรียนกลับเข้ามาและวิ่งตรงปรี่ไปที่ห้องน้ำ ไม่ทันได้สังเกตเห็นว่ามีแขกคนใหม่อยู่ในบ้านด้วย แต่คนที่รู้สึกตัวกลับเป็นวิลาวรรณแทน

         “มีแขกงั้นเหรอ?” วิลาวรรณเดินมาที่ห้องนั่งเล่นและพบเข้ากับผู้หญิงต่างชาติคนหนึ่ง

         “เป็นคนรู้จักของอาคมน่ะครับ เธอเป็นชาวฝรั่งเศสคิดว่าภาษาอังกฤษน่าจะพูดได้อยู่”

         “แบบนั้นเองเหรอ”

         “คริสติน่า ไอรีส ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณพี่สาว”

         วิลาวรรณมีภาพลักษณ์ภายนอกเป็นผู้หญิงที่อ่อนเยาว์มากทำให้มักจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพี่สาวของเจนภพอยู่เสมอ หนักที่สุดก็เหมือนจะเป็นคู่รักไปเลยก็มี แต่ทุกครั้งที่ถูกมองว่าเป็นคู่รักเจ้าตัวจะดีใจและกล้าที่จะหอมแก้มในที่สาธารณะแสดงความรักออกมาอย่างเต็มที่ พอมีใครตำหนิเรื่องความไม่เหมาะสมเธอก็จะยึดอกภูมิใจแล้วถามกลับไปว่า คนเป็นแม่จะหอมแก้มลูกชายตัวเองไม่ได้หรือยังไง ทุกที

         อ่า เหมือนฉันเลย อาคมคิดในใจ ตอนที่ไปเที่ยวบ้านเจนภพก็เคยเข้าใจผิดคิดเหมือนกัน

         “ไม่ใช่พี่สาว คุณแม่ต่างหาก” สุดท้ายอาคมก็ต้องแก้ไขให้อยู่ดี

         และเหมือนทุกครั้งที่พอรู้ว่าทั้งสองคนนี้เป็นแม่ลูกกันก็จะเกิดปฏิกิริยาตกใจกันหมด

         อารินออกมาจากห้องน้ำ คริสติน่าเห็นอารินก็เดินเข้าไปและทักทายกันแบบฝรั่งเศส อารินมองหน้าและสงสัยว่าเป็นใครอยู่พักหนึ่งจนกระทั่งเธอแนะนำตัวเองอีกครั้งและเล่าเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่พบเจอกันให้ฟัง คริสติน่าไม่ได้หวังหรอกว่าอารินจะจำเธอได้ แต่น่าเสียดายที่อารินจำได้ไม่ลืม

         “จำได้สิคะ อารินจำได้ว่าพี่ไอรีสเล่นมายากลให้อารินดูด้วย พี่ไอรีสสัญญากับอารินว่าจะสอนมายากลให้ถ้าอารินโตกว่านี้”

         ได้ยินที่อารินพูดแบบนั้น อาคมก็เริ่มหน้าเสีย เขาไม่มีอะไรจะท้วงติงความทรงจำของอาริน เพราะมันไม่เคยผิดพลาดถ้าอารินจำได้ก็แสดงว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และนั่นหมายความว่าเขาเคยพบเจอกับคริสติน่ามาก่อนตอนวัยเด็ก

         “ดูเหมือนฉันจะเจอพยานปากสำคัญแล้วสิ”

         “หุบปากไปซะไอ้แมวผี”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #14219 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 14:26
    555++ พยานปากเอกอย่างอาริน ไม่เชื่อไม่ได้ซะด้วย อิ อิ
    #14219
    0
  2. #14218 ์Nightรัตติกาล (@Nightandnice) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 14:17
    ต่อออออ ชอบมากค่ะ
    #14218
    0
  3. #14214 กิงโนคุง (@kengtaykung) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 13:05
    555 พยานปากสำคัญ
    #14214
    0
  4. #14213 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 08:50
    อ้าว มาแล้วสาวของอาคม
    #14213
    0
  5. #14212 Maizas Dragonil (@goldcremer) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 17:37
    กำลังสนุกเลย 55
    #14212
    0
  6. #14210 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 14:23
    อ่าวว่าที่เมีย
    #14210
    0
  7. #14209 SNOWSIX (@tassapoltass) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 09:07
    โอ๊ยทำไมฟินกับสตอรี่นี้
    #14209
    0
  8. #14207 มยองฮัน (@poppula09) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 00:59
    ราล์ฟคือแค้นฝังหุ่นมาก โคตรแมวผี 555
    #14207
    0
  9. #14206 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 00:35
    ดูจากพยานปากสำคัญแล้ว จำเลยคงไม่สามารถให้การปฏิเสธใดๆได้อีก



    ก็คงต้องดำเนินการพิพากษาไปตามระเบียบ
    #14206
    0
  10. #14205 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 00:27
    ชื่อตอนนี้ควรเป็นความแค้นของแมวผีและการเอาคืนที่เจ็บแสบ555 ชอบตอนสองคนนี้คุยกันจัง=.=
    #14205
    0
  11. #14204 phongphatr (@phongphatr) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 23:02
    อิอิ ชอบมากตอนสองคนนี้เอาคืนกัน มีท่านแม่กับอารินด้วย ต้องสนุกแน่เลย อิอิ
    #14204
    0
  12. #14203 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 22:50
    หึหึ โอลาฟฟฟฟฟ ได้เวลาเอาคืนนนนน
    #14203
    0
  13. #14202 Whiite Crow (@whiitecrow) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 19:09
    จำเลยดิ้นไม่หลุดหละพยานปากสำคัญขนาดนี้
    #14202
    0
  14. #14200 Razel (@kittipat159) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 18:19
    ดูราล์ฟจะแค้นฝังลึกน่าดู 5555
    #14200
    0
  15. #14199 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 17:21
    เอาละเว้ยยยยยย
    #14199
    0
  16. #14198 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 16:31
    คู่นักบวชกับปีศาจนี่ตลกดี
    #14198
    0
  17. #14197 Vezer (@gun26026) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 15:49
    หลังจากรอมานาน กลับมาทีก็เต็มอิ่มทั้งฉากบู้กับคราเคน ไหนจะสาวข้างห้องที่เปิดตัวอย่างสวยงามและหนูโอราฟที่ดูจะกวนเบื้องล่างของอาคมแบบสุดใจ (ท่าทางจะแค้นจริง)
    #14197
    0
  18. #14196 Kuroshio (@mooky-1234) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 15:40
    อือ ไม่วายแล้วสินะ เสียดายนิดๆนะ
    #14196
    0
  19. #14194 ฉันคือ GUNDAM (@peet2010) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 13:40
    ไม่ใช่ว่าอารินรู้เรื่องพ่อแม่เสียแล้วเหรอมีความจำดีนิ
    #14194
    1
    • #14194-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 384)
      16 ตุลาคม 2560 / 13:50
      เหตุผลมีอยู่ในตอนพิเศษของเล่มครับโพ้มมมมมม
      #14194-1
  20. #14193 Naratip0A0 (@Naratip0A0) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 12:09
    มีพยานยืนยันด้วย อิอิ เสร็จๆๆ
    #14193
    0
  21. #14192 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 09:59
    พยานปากเอกมาแว้วววว
    #14192
    0
  22. #14191 หนุ่มยาคู้ (@noomyakoo) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 06:50
    คุ้มค่าที่รอยคอ 
    #14191
    1
    • #14191-1 Droptears (@geartht) (จากตอนที่ 384)
      16 ตุลาคม 2560 / 08:23
      รอดอย เอ้ย รอคอย
      #14191-1
  23. #14190 Mai Phongsatorn Srikasem (@mairu55) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 05:28
    ชอบมากตอนนี้
    #14190
    0
  24. #14189 wasanalon (@wasan5871) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 04:36
    พอเห็นแจ้งเตือนปากก็มีรอยยิ้ม 55555
    #14189
    0
  25. #14188 KnightN00 (@KnightN00) (จากตอนที่ 384)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 04:16
    รู้สึกโอราฟเป็นผู้เป็นคนมากกว่าตอนแรกๆนะ
    #14188
    0