[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,474,008 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,279

    Overall
    1,474,008

ตอนที่ 383 : บทที่ 37 ออกเดินทาง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11360
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 98 ครั้ง
    11 ก.ย. 60

บทที่ 37 ออกเดินทาง (100%)

 

         ชายคนหนึ่งกำลังหวาดกลัวหลังได้เห็นภาพที่เหี้ยมโหดอยู่ตรงหน้า พวกมันเป็นเพียงมอนสเตอร์คลาสทหารที่พวกเขาสามารถจัดการได้เพียงแค่ขยับมือ แต่กลายเป็นว่าในเวลานั้นพวกเขากลับต้องเผชิญหน้ากับการลอบโจมตีด้วยยาพิษที่ทำให้ติดสถานะประหลาด จากนั้นพวกเขาก็ถูกจู่โจมด้วยวิธีการประหลาดอย่างการใช้เถาวัลย์ที่เหนียวต่างเชือก ดึงให้ห้อยหัวอยู่แบบนั้น จากนั้นพวกมันก็เริ่มการสังหารโหดทันที

         ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มอนสเตอร์พวกนี้มีสติปัญญาที่น่ากลัวระดับนี้ จากที่พวกมันใช้อาวุธเป็นแค่มีดหิน กลับพัฒนามาเป็นอาวุธจำพวกเหล็ก และจากที่เคยใส่แค่ผ้าขาดๆ ป้องกันการอุจาดตากลับเปลี่ยนมาเป็นเครื่องหนังและเกราะป้องกันบางชิ้น

         ความโหดเหี้ยมของพวกมันดุร้ายยิ่งกว่าสัตว์ป่า ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงมันก็ปฏิบัติแบบเดียวกัน คงต้องบอกว่าเป็นเคราะห์ดีที่ระบบจำลองของเกมนี้ออกแบบมาไม่ให้พวกมันคิดไม่ดีต่อเพลเยอร์หญิง แต่จะแสดงท่าทางต่อ NPC หญิงเป็นปกติ

         เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้มันได้ถูกบอกเล่าผ่านกระดานข่าวสาร แม้ตัวพวกเขาจะไม่สามารถแก้แค้นได้เพราะสูญเสียเกราะป้องกันที่ดีที่สุดไป ก็ยังมีคนเก่งอีกหลายคนอยากจะท้าทายกับเรื่องนี้อีกเป็นจำนวนมาก มันคงดีกว่าถ้าให้คนพวกนั้นล้างอายให้

         เพียงแต่ชายคนนั้นไม่ได้รู้เลยว่าการกระทำที่ไร้ความคิดนั้นจะกลายเป็นการเพิ่มผู้เสียหายให้มากขึ้น เมื่อในเวลาต่อมาที่มีคนไปท้าทายปรากฏว่าพวกเขาต่างพากันเสียท่าให้กับ หมูสองขา (ชื่อศัพท์เรียก เดบอร์ เป็นมอนสเตอร์ประเภทหมูป่าที่เดินสองขาเหมือนมนุษย์) โดยพวกมันเหล่านี้คอยสนับสนุนก็อบลินอีกที และยังมีคนที่เสียท่าให้กับออร์คที่ตามประกบลอบโจมตีข้างหลังอีกครั้ง นอกจากนี้พวกเขายังได้พบเจอเหตุการณ์วิวัฒนาการขึ้นเป็น บอส ของมอนสเตอร์อีกด้วย

         สถานที่ที่มีมอนสเตอร์สามชนิดที่อยู่ร่วมกันโดยอาศัยและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเหตุการณ์นั้นทำให้พวกเขาสังเกตได้ว่าพื้นที่ต่างๆ เริ่มมีการอพยพไปยังสถานที่อื่นแล้ว แต่เดิมเคยคิดว่าระบบน่าจะมีการปรับเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่างเพื่อความท้าทายใหม่ๆ แต่แบบนี้มันก็โหดจนเกินไป ถึงกับมีคนไปโพสต์ตำหนิที่ระบบทำออกมาได้ห่วยมาก คำตอบที่พวกเขาได้รับก็เหมือนกับการก็อบคำพูดมาวางเอาไว้ว่า ระบบดำเนินการอย่างถูกต้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเกมถูกต้องตามกฎและเงื่อนไขทุกประการ นอกจากนี้ก็ยังมีคำพูดเสริมของคนที่ล็อกอินเข้ามาโดยใช้ตัวตนสาธารณะว่า ทั้งหมดต้องโทษที่ตัวคนเล่นต่างหาก เกมพวกนี้จะเปลี่ยนเงื่อนไขไปเมื่อพบเจอกับอุปสรรค หรือค้นพบบางอย่างได้ จำได้ไหมว่าเพราะปกป้องเมืองโมเรสไม่ได้ ตอนนี้ถึงได้มีอสูรกายยักษ์คลาสจักรพรรดิยืนหัวโด่อยู่น่ะ

         ข้อเท็จจริงนี้เองทำให้หลายคนพากันจินตนาการไปต่างๆ นานา ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการที่พวกเพลเยอร์ฟาร์มไอเทมกันอย่างเมามัน ทำให้มอนสเตอร์ที่ควรจะใช้ชีวิตอยู่เหมือนปกติต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองใหม่ จนก่อให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อความอยู่รอด และความผิดทั้งหมดนี้ถูกโยนไปให้สมาพันธ์วอร์ลอร์ดที่ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

         อย่างไรก็ตามเวลานี้ความสนใจของผู้คนอยู่ที่การรวมตัวของเพลเยอร์ บางคนต้องการข้อมูลเลยจ้างคนออกไปสืบ แต่กลายเป็นว่าสถานที่แห่งนั้นเป็นเหมือนเขาวงกต ไม่สามารถหาทางไปต่อได้จนต้องหนีกลับมาตั้งหลักใหม่ ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าใดผลลัพธ์ก็คือการหลงป่า จนกระทั่งมีคนคิดใช้วิธีมองหาจากทางอากาศ จึงได้พบว่าป่านั้นมีการเคลื่อนตัวอยู่เสมอทำให้ผู้ที่เข้าไปสูญเสียทิศทาง แต่พอคิดว่าใช้เส้นทางบนอากาศก็น่าจะผ่านไปได้กลับถูกโจมตีโดยพายุใบไม้ที่คมดุจมีด และแส้เถาวัลย์ เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์สามประเภทหากเป็นสี่ประเภท

         และประเภทที่ห้า หก เจ็ด และแปดก็ปรากฏออกมาในรูปลักษณ์ของฝูงแมลงขนาดใหญ่ พวกมันเปรียบได้ดังกองกำลังอสูรที่จับมือกันพากันป้องกันพื้นที่ไม่ยอมให้มีผู้ใดลุกล้ำเข้าไปได้ เหตุการณ์นี้เองทำให้ทุกคนเริ่มตระหนักได้แล้วว่าสาเหตุที่พวกมอนสเตอร์บางแห่งหายไปน่าจะมาจากการกระทำของเพลเยอร์ โดยเฉพาะพวกแมลงที่อยู่แถบอาร์วิเนียอันเป็นที่ตั้งของสมาพันธ์วอร์ลอร์ด พวกมันอาจจะย้ายถิ่นฐานและร่วมมือกันกลายเป็นกำลังรบที่ต่อสู้ได้ในทุกพื้นที่

         เพียงแต่พวกแมลงไม่อาจบินได้สูงนัก พอคิดแบบนั้นก็เลยมีคนบินให้สูงขึ้นไปอีก กลายเป็นว่าแม้พวกแมลงจะไม่สามารถไล่ตามมาได้ สิ่งที่พวกเขาพบก็คือวิหคสายฟ้าที่เข้ามาโจมตี พวกมันมีรวมกันเป็นฝูงใหญ่ทำให้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนการจะบุกฝ่าเข้าไปเพื่อค้นหาความจริงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ พวกเขาได้แต่ตะโกนสาปแช่งสมาพันธ์วอร์ลอร์ดที่ทำให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

         เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้ ปรากฏเป็นเด็กหนุ่มแว่นเผ่าแมวคนหนึ่งที่นั่งเท้าคางอยู่บนบัลลังก์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงออกถึงความเคารพของเหล่ากองกำลังอสูร โดยมีผู้นำในแต่ละเผ่าพันธุ์มายืนแสดงตัวอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเขาดูจะไม่พอใจกับการที่ต้องมานั่งอยู่แบบนี้ เขาเปิดการทำงานของดวงตาแห่งฮอรัสทำให้รู้ว่ามีใครบางปรากฏตัวออกมาที่ไหน และสั่งการออกไปให้ทำการโจมตี ทั้งนี้เป็นเพราะรู้ว่าจะมีการบุกเข้ามาสืบข่าวกับโจมตีเพื่อลดกำลังของกองกำลังอสูร เลยต้องมาเป็นผู้นำทัพในคราวนี้ด้วย

         กองกำลังอสูรทั้งหมดนั้นมาจากพันธมิตรที่ย้ายเข้ามาใหม่ เป็นมอนสเตอร์ที่อาคมพบเจอขณะที่ถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่น เลยได้ขอให้ไปเรียกตัวพวกนั้นมาอยู่รวมกัน เป็นงานที่ทำให้อาคมด่าเขาซะเสียแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ราล์ฟให้ความสำคัญกับงานหลักมากกว่าอารมณ์ส่วนตัวอยู่แล้ว ในเมื่อจะสร้างกองกำลังอสูรก็ต้องทำให้พวกมันยิ่งใหญ่ไปเลย โดยเฉพาะบรรดามอนสเตอร์ที่อาคมพามานั้นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งไม่น่าเชื่อ ได้ยินมาว่าสถานที่ที่ถูกส่งไปมีชื่อว่า ป่าอสูรกาย เป็นที่ที่รวมมอนสเตอร์สัตว์ป่าเยอะที่สุดและแข็งแกร่งที่สุดด้วย ส่วนแมลงก็เป็นเพราะอารินเคยผูกสัมพันธ์เอาไว้เลยชวนมาอยู่ด้วยได้ไม่ติดขัด

         ในที่สุดมนุษย์ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้และยอมถอนกำลังออกไป ราล์ฟตรวจสอบดูจนไม่เห็นว่าจะมีเพลเยอร์คนไหนอยู่ในขอบเขตของการเฝ้าระวังก็มีคำสั่งให้ทุกตนยุติการซ้อมรบครั้งนี้ได้ แม้ว่าจะดูจริงจังไปบ้างแต่ทั้งหมดนั้นก็คือการซ้อมรับมือกับเพลเยอร์ด้วยกลยุทธ์ที่ไม่ทำให้เกิดความสูญเสีย ชัยชนะครั้งแรกของกองกำลังอสูรทำให้พวกมันส่งเสียงคำรามออกมาดังกึกก้อง แต่ราล์ฟไม่ประมาทให้ทุกตนจัดกองกำลังเฝ้าทางเข้าออกเอาไว้อย่างแน่นหนา เพราะว่านี่ยังไม่ใช่สงครามที่แท้จริงแต่เป็นแค่การหยั่งเชิงของเพลเยอร์ ถึงจะเป็นเพียงการหยั่งเชิงแต่ถ้าประมาทสถานการณ์อาจจะแย่กว่านี้

         ด้วยความช่วยเหลือจากบันทึกของซีกเกอร์เลยทำให้พวกมอนสเตอร์เหล่านี้พัฒนาขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว พวกมันใช้เวลาเพียงห้าวันในเกมก็วิวัฒนาการไปสู่ขั้นใหม่ได้ และนั่นทำให้ทายาทในรุ่นถัดไปจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นจนก็อบลินรุ่นเก่าๆ เทียบไม่ติด พวกมันถือได้ว่าเป็นกำลังรบที่เพิ่มจำนวนได้รวดเร็วมาก

         “ท่านจอมมาร” ชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือทาบอก เขามีใบหูที่แหลมชี้ และหางขนาดใหญ่ที่คล้ายกับเกราะหนา รูปร่างของเขาคล้ายกับแมงป่อง เพียงแต่ความจริงแล้วเขาคนนี้คือก็อบลินที่พัฒนาขึ้นมาเป็นเดมอนลอร์ด ด้วยการเปิดภูมิปัญญาด้านเวทมนตร์

         โดยตำแหน่งจอมมารนี้เกิดจากการยอมรับความแข็งแกร่งในอดีตที่ผ่านมา และส่งเสริมให้พวกมันพัฒนามาอยู่ในจุดนี้ได้ ทั้งยังสร้างดินแดนแห่งใหม่ขึ้น เดมอนลอร์ดตัวนี้เลยเคารพในตัวของนักบวชแมวเหมียวจนถึงกับยัดเยียดตำแหน่งจอมมารให้

         นอกจากนี้ก็ยังมีมอนสเตอร์อีกหลายประเภทที่ถูกพัฒนาภายใต้คำชี้นำของราล์ฟ ซึ่งก็ต้องบอกเลยว่าบันทึกของซีกเกอร์ให้ผลมากกว่าที่คาด แม้จะเป็นมอนสเตอร์แมลงก็สามารถทำให้มันวิวัฒนาการได้ด้วยเงื่อนไขพิเศษ จนมีรูปร่างคล้ายมนุษย์และพูดโต้ตอบกันได้ ยิ่งไปกว่านั้นฝีมือยังจัดอยู่ในระดับที่น่ากลัวมาก เป็นถึงคลาสอัศวินที่แข็งแกร่งเอาเรื่อง

         เดาว่าบันทึกที่ซีกเกอร์ให้มาคงได้มาจากการใช้พลังพิเศษอ่านข้อมูลเงื่อนไขภายในเกมและเขียนออกมาส่งให้ ถึงจะยังไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องช่วยเหลือเขามากถึงขนาดนี้ แต่ซีกเกอร์ก็คอยช่วยเหลือทุกคนโดยไม่แบ่งแยกมิตรหรือศัตรู เพียงแต่ช่วยเหลือเขามากกว่าที่คิดเสียอีก

         “เพราะการคาดการณ์ของท่านจอมมารพวกเราถึงได้รับชัยชนะในครั้งนี้”

         “คาดการณ์งั้นเหรอ?” ราล์ฟเลิกคิ้ว มองเดมอนลอร์ดแล้วกล่าวว่า “ยังไงครึ่งหนึ่งฉันก็เป็นพวกนั้น ย่อมรู้สถานการณ์ภายในเป็นอย่างดี”

         ราล์ฟเป็นคนที่ล็อกอินเข้าไปโพสต์เพื่อชี้นำความคิดผู้คนให้เพ่งเล็งไปที่ความเคลื่อนไหวเฉพาะของวอร์ลอร์ด หรือก็คือตั้งใจจะสร้างประเด็นขึ้นมาเพื่อให้กลายเป็นที่จับตา เนื่องจากไม่รู้ว่าการเดินทางไปช่วยไซเรนจะกินเวลานานกี่วัน แต่ในระหว่างนั้นสมาพันธ์วอร์ลอร์ดจะเป็นอิสระ เมื่อรวมเข้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เงียบผิดปรกติดูเหมือนทางฝ่ายนั้นจะเริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่างเมื่อเห็นว่าพร้อมแล้ว ดังนั้นเลยคิดจะใช้คนอื่นช่วยกันจับตาเพื่อดูความเคลื่อนไหวโดยรวม

         แต่อย่างไรก็ตามด้วยการพัฒนาที่รวดเร็วและก้าวกระโดด ใช้เวลาเพียงไม่นานกองกำลังอสูรก็อยู่ในระดับที่พร้อมจะก่อสงคราม แต่เดิมแล้วพวกมันจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอาหารขาดแคลน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทำให้พวกมันยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ไม่ได้ และใช้วิธีก่อสงครามเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหาร พวกมันจะดุร้ายและแข็งแกร่งขึ้นเพื่อความอยู่รอด ทว่าเมื่อมีคนมาช่วยอุดปัญหาเรื่องอาหารแล้วต่อให้ไม่ต้องก่อสงครามประจำก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่เลว

         “หลังจากนี้จะมีมนุษย์พยายามส่งคนเข้ามาสืบข่าว เปิดเผยเท่าที่พอจะทำได้”

         ราล์ฟไม่ได้คาดหวังการปกปิดให้เป็นความลับตลอดไป ยังไงก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะยึดครองภูมิภาคทางตอนเหนือทั้งหมดเปลี่ยนให้เป็นดินแดนที่อสูรจะสามารถอยู่ได้โดยไม่เกิดปัญหา เนื่องจากว่าถ้าเขาปล่อยมันเอาไว้ตัวเกมนี้ก็จะมาถึงทางตัน เพลเยอร์จะไม่สนใจมอนสเตอร์นอกจากฟาร์มไอเทมเพื่อการค้า และใฝ่หาความแข็งแกร่งจากการ PVP เพียงอย่างเดียว การปล่อยให้รู้เรื่องนี้ทำให้เพลเยอร์หวาดหวั่นแล้วค่อยทำการจู่โจมเหมือนเกมชิงดินแดน

         เหล่าอสูรแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ ราล์ฟมาที่นี่เป็นบางครั้งก็เพื่อตรวจสอบขุมกำลังและเริ่มให้มีการบุกเบิกพื้นที่ขยายขอบเขตการปกครองออกไป เพราะการที่เพลเยอร์หันมาฆ่ากันเองเพื่อชิงความเป็นใหญ่ทำให้ราล์ฟเคลื่อนไหวในทางลับได้ง่ายขึ้นเยอะ กว่าพวกนั้นจะรู้ตัวก็มีกองกำลังที่พร้อมจะโจมตีเมืองอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว เอาไว้หลังจากเสร็จธุระทั้งหมดก็ตั้งใจว่าจะเริ่มแผนการบุกโจมตีทันที

 

         มันเป็นสถานที่ตั้งแค้มป์ของเพลเยอร์กลุ่มใหญ่ที่ดูจากการตั้งรกรากแล้วพวกเขาอยู่ที่นี่มานานหลายวันแล้ว เป็นการรวมตัวกันของบุคคลหลากหลายอาชีพและเผ่าพันธุ์ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้บางคนแทบจะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ แต่การที่มาอยู่ตรงนี้ได้แสดงว่าเป็นคนที่เชื่อใจได้ทั้งสิ้น ภารกิจที่พวกเขาได้รับจากการแจ้งรวมพลก็คือการบุกเบิกดินแดนใหม่ นับเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถอย่างชัดเจน เพื่อการนั้นพวกเขาหลายคนได้ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักทำเควสต์เลื่อนคลาสจนมีหลายคนอยู่ในระดับชั้นอัศวิน

การรอคอยเพื่อที่จะได้ทำภารกิจใหม่ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดทำกันมาก่อน ทุกคนอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อมกันด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการสนับสนุนแต่อย่างใด แต่ละคนก็สวมใส่เสื้อเกราะและพกพาอาวุธระดับสูงด้วยกันทั้งสิ้น บางคนก็มีอาชีพสุดพิสดาร และมีความสามารถอันลึกล้ำ เห็นบางคนกำลังปรุงยา บางคนก็ลับอาวุธให้คนอื่น

         เพราะอยู่กันมาตั้งนานความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงเริ่มกลายเป็นสนิทสนมกัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ค้นพบได้เพื่อช่วยพัฒนาฝีมือให้กัน แนะนำความพิเศษของเผ่าพันธุ์ตนเองให้ทราบ จัดการซ้อมประลองอย่างสนุกสนาน ถึงจะมีการลงมือรุนแรงไปบ้างแต่มันเป็นความบันเทิงเพียงไม่กี่อย่างที่พอจะช่วยให้ฝีมือดีมากขึ้น มันคือสังคมในเกมที่พวกเขาทั้งหมดเห็นตรงกันว่าอยากให้มันเกิดขึ้น

         จริงอยู่ที่การปกปิดความลับเพื่อความแข็งแกร่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ได้เปรียบในการทำสงคราม แต่ปัจจุบันในมุมมองของพวกเขามันไม่ต่างอะไรกับการรังแกกลุ่มคนที่ตั้งตนเป็นอิสระ ที่มีเป้าหมายในการเล่นเกมอย่างสนุกสนานกับผองเพื่อน ใช้เวลาร่วมกันผจญภัยและฝ่าฟันอุปสรรค ทว่าตอนนี้มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ขุมกำลังจำนวนมากถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือความเป็นใหญ่ บางคนก็แสวงหากำไร ทำให้ความสนุกและเสน่ห์ของเกมมันเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่ใช่อุดมคติของพวกเขา

         นั่นเป็นสาเหตุเดียวที่พวกเขาต้องมาร่วมกลุ่มกันเพื่อต่อต้าน และสร้างสังคมของคนเล่นเกมขึ้นมาจริงๆ ภายใต้การชี้นำของซากุระ เนื่องจากเห็นตรงกันว่าการจะทำการใหญ่ได้จะต้องมีคนนำทัพที่ฉลาดล้ำเลิศ เรื่องนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้ดีไปกว่าเจ้ากลยุทธ์สาวซากุระ แม้ว่าพวกเขาหลายคนจะอ่อนแอ และเล่นเกมไม่เก่ง แต่สังคมเกมใหม่ที่พวกเขาจะเป็นผู้ขับเคลื่อนจะคอยคุ้มครองไม่ให้มีใครมารังแกได้โดยเด็ดขาด

         จริงอยู่ที่ว่าภาพลักษณ์ที่แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์นั้น สมาพันธุ์วอร์ลอร์ดจะดูเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ราก ที่มีอยู่ทุกหนแห่งเมื่อผนึกกำลังรวมกันจะมีมากกว่าสมาพันธุ์วอร์ลอร์ดไม่รู้ตั้งกี่เท่า

         ราก เป็นศัพท์เฉพาะที่รู้กันในกลุ่ม หมายถึงเพลเยอร์อิสระที่ทำงานภายใต้การสนับสนุนของซากุระ พวกเขาอยู่ทุกที่ ทำตัวเป็นเพลเยอร์ติดดินและเล่นเกมตามแบบฉบับของตนเอง เหมือนสายลับที่ปะปนอยู่กับคนธรรมดา บางคนที่เป็นเพื่อนกันก็ยังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นราก หากไม่มีคำสั่งให้เปิดเผยตัวตนพวกเขาจะเล่นเกมอย่างสนุกสนานต่อไป และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ซากุระมีหูตากว้างไกลและมีสายลับแฝงตัวอยู่ทุกที่

 

         “นี่คือเป้าหมายของเธอสินะ ซากุระ” ธิดาแห่งศาสตราเอ่ยขึ้นหลังได้เห็นภาพรวมของอุดมคติที่ซากุระเคยบอก

         มันเป็นสังคมเกมอย่างแท้จริงที่ไม่ใช่การใช้อำนาจข่มขู่ บางคนหาไอเทมมาได้ก็เอามาขายกินกำไรกัน แม้ว่าบางคนจะเป็นนักเล่นเกมอาชีพแต่การแลกเปลี่ยนของพวกเขาก็ได้มาโดยสุจริต ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่นักเล่นเกมอาชีพเป้าหมายในการยึดครองทรัพยากรเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ใฝ่หาอาวุธระดับสูงเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งจนไม่มีใครโค่นลงได้ การกระทำเหล่านั้นค่อนข้างจะไร้ความรับผิดชอบตรงที่นักเล่นเกมมองว่า ถ้าเกมต้องปิดตัวลงก็แค่หาเกมใหม่

         “สร้างสังคมของเกมที่ทุกคนจะเล่นกันได้อย่างสนุกสนาน ร่วมกิจกรรมที่ถูกจัดขึ้นโดยไม่มีการฮั้วการแข่งขัน เป็นสังคมที่ทุกคนจะมีบทบาทในโลกนี้ นั่นคือสาเหตุที่ดิฉันต้องสู้เพื่อทุกคนค่ะ”

         “แม่พระจริงนะ” ธิดาแห่งศาสตราพูดทำนองจิกกัดในสิ่งที่ตัวเธอไม่สามารถทำได้

         ซากุระที่ไม่มีพลังฝีมือแต่ควบคุมคนพวกนี้ได้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอมีอิทธิพลอย่างมากในการชักจูง ต้องใช้ความสามารถแค่ไหนในการชี้นำคนที่แตกต่างกันให้มีแนวทางปฏิบัติไปในทางเดียวกันได้ เรื่องนี้แม้แต่บูรพาที่ได้ชื่อว่าเป็นเพลเยอร์ที่เก่งและฉลาดมากคนหนึ่งก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

         “ดิฉันก็เป็นเพียงเพลเยอร์คนหนึ่งที่อยากทำอะไรเพื่อปกป้องก่อนที่จะต้องสูญเสียสถานที่ที่วิเศษนี้ไปต่างหากล่ะคะ”

         ทุกคนพอจะเข้าใจแนวคิดของซากุระ แต่ในมุมมองของพวกเธอแล้วมันเป็นไปได้ยากมาก ทว่าตอนนี้มีคนได้แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเกมไปในทิศทางที่ยากจะเป็นไปได้ เห็นแบบนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกหวั่นเกรงในตัวของซากุระมากขึ้น ยิ่งพอรู้ว่า ราก เหล่านี้มีอยู่ทนทุกแห่ง บางคนก็เป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจ หากซากุระเรียกรวมพลเมื่อไหร่ สมาพันธ์วอร์ลอร์ดก็เป็นได้แค่ขุมกำลังเล็กๆ ที่พร้อมจะถูกทำลายย่อยยับ

         “แต่ว่าพวกเราหนีมากันแบบนี้จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ” เบลล์รู้สึกเป็นกังวลกับสภาพของสมาพันธ์ในปัจจุบันที่หากไม่มีซากุระอยู่แล้วจุดมุ่งหมายของกลุ่มที่ตั้งใจจะต่อสู้กับความไม่ยุติธรรมภายในเกมจะเปลี่ยนไปเป็นการหากำไรให้ตัวเอง “พวกนั้นคงแอบทำอะไรลับหลังอยู่แน่ ไม่ใช่ว่ากลับมาถึงพวกเราโดนบังคับให้สละตำแหน่งหรอกนะ”

         “เป็นอย่างนั้นก็ดีสิคะ” ซากุระไม่ถือสา

         ถ้ารู้จักกับซากุระดีจะรู้ว่าเธอแค่รับหน้าที่ในการเป็นผู้นำเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่เป้าหมายของสิ่งที่ทำอยู่สำเร็จแล้ว เธอก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องทำอะไรทั้งสิ้น ดูเหมือนสิ่งที่ซากุระต้องการอยู่ตอนนี้คือเหตุผลที่จะถูกปลดจากตำแหน่งหัวหน้าสมาพันธ์บลู ลิเบอร์ตี้ แต่เพราะศูนย์รวมของสมาพันธ์คือซากุระ หลายคนก็เลยไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรที่ดูเป็นการหักหน้า

         “ในเมื่อเป้าหมายของเธอสำเร็จแล้ว สมาพันธ์ก็ดูจะไม่มีความหมายใดๆ อีก ช่างเป็นผู้หญิงที่ชั่วร้ายจริงๆ” วาโยพูดพลางขยับแว่นตาเพื่อเสริมเสน่ห์ให้ตัวเอง รู้สึกเหมือนตัวเองพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ในฐานะคนที่วางตัวเป็นคู่แข่งของซากุระ เพราะเธอทำเพื่อความอยู่รอดของกิลด์ แต่ซากุระทำเพื่อทุกคนในเกมโดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู แค่เหตุผลนี้เธอก็พ่ายแพ้ไปแล้ว

         “ไม่เชิงว่าจะไม่มีความหมายนะคะ เพราะนั่นหมายถึงการแบ่งเป็นขั้วอำนาจในการปกครอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นสีสันอย่างหนึ่งของเกม เพื่อกำหนดแนวทางของอุดมคติและสร้างสรรค์ให้เป็นสถานที่ที่เหมาะกับตัวเอง บางคนที่เน้นรูปแบบเกมที่รุนแรงอย่างการต่อสู้ก็เพื่อคลายความเครียดสะสม เพราะฉะนั้นแล้วขั้วอำนาจของเกมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ค่ะ แล้วไหนจะเรื่องหลังจากนี้อีก ดิฉันมองว่าทุกคนอาจจะไม่มีเวลามาสนใจเรื่องการฆ่ากันเองแล้วล่ะค่ะ”

         “รู้เรื่องอะไรมาสินะ” วาโยคาดคั้น

         “นั่นสินะคะ” ซากุระแกล้งทำเป็นไม่รู้

         ทันทีที่ซากุระปรากฏตัวขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น บรรยากาศก็เปลี่ยนไปมากจนรู้สึกเกร็งขึ้นมา ก่อนที่เธอจะกล่าวทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้ม ซึ่งทุกคนในที่นั้นก็ทักทายตอบกลับมาเหมือนมิตรสหาย ไม่ใช่ในฐานะของลูกน้อง แต่เป็นเหมือนเพื่อนเล่นเกมคนหนึ่งที่สนิทสนมกัน ตำแหน่งฐานะก็มีอยู่แล้วแต่คนจะนับถือหรือไม่ เหล่าหญิงสาวที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยชินกับการที่ทุกคนแสดงความเคารพมาตลอด พอเจอสถานการณ์แบบนี้ก็รู้สึกเหมือนกับว่า พวกเธอเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกลุ่มเล็กๆ ที่สู้เพื่อชิงความเป็นใหญ่ให้ตัวเอง เป็นอะไรที่ไร้สาระเอามากๆ

         ในสถานการณ์แบบนี้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกเสียงและแสดงความคิดเห็น ซากุระแตกต่างจากผู้บัญชาการคนอื่นตรงที่เธอรับฟังอย่างมีเหตุผล และกำหนดทิศทางที่เหมาะสมให้กับทุกคน หลังจากที่เธออธิบายแล้วว่าจะได้เวลาในการเตรียมพร้อมสำหรับเดินทางทุกคนก็ดูตื่นเต้นมาก รีบช่วยกันเก็บเต็นท์และบางคนก็เตรียมของให้ตัวเอง มีคนทำอาหารกล่องมาวางขายด้วยทำให้รู้สึกว่าเหมือนเป็นเกมอย่างจริงจัง

         “แล้วหมอนั่นทำไมมาช้าล่ะ นัดไว้ที่นี่ไม่ใช่เหรอ” เบลล์กระซิบถาม รู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องมารอคอยคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในครั้งนี้

         “ไม่ค่ะ จุดนัดพบไม่ได้มีการกำหนดตั้งแต่แรก เขากลัวว่าสถานที่นัดพบนั้นจะมีคนไปดักซุ่ม เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเขาคือการเบนความสนใจไปยังสิ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อไม่ให้มีคนรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในครั้งนี้”

         “ดินแดนที่มีมอนสเตอร์อาศัยอยู่” วาโยพึมพำ ครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่าง แต่เป็นธิดาแห่งศาสตราที่ได้คำตอบก่อน

         “เขาอยู่เบื้องหลังนั่น นี่มันเป็นไปไม่ได้”

         “เกมนี้ไม่ได้มีกฎเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะต้องเล่นเพื่อทำสงครามกับเพลเยอร์ คนที่กำหนดรูปแบบของเกมก็คือพวกเรา”

         “อะไรเหรอ?” รีเบคก้าไม่ใช่คนที่ชาญฉลาดประเภทที่คาดเดาสถานการณ์ได้ จึงไม่เข้าใจว่าที่ซากุระพูดมานั้นหมายถึงอะไร และไม่ได้มีแค่รีเบคก้าที่ไม่เข้าใจ ราตรีก็เป็นหนึ่งในอีกคนที่ไม่รู้เรื่องเช่นกัน

         “จะว่าไปก็รู้สึกเบื่อเหมือนกันที่จะต้องเล่นเกมทำสงคราม” ธิดาแห่งศาสตราเห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบูรพาพี่ชายของเธอก็เคยบอกเหมือนกันว่าเกมนี้มาถึงจุดอิ่มตัวแล้วเพราะเพลเยอร์หวังแต่จะเปลี่ยนให้เป็นเกมต่อสู้เพียงอย่างเดียว ไม่สนใจเสน่ห์และความสวยงามของเกมที่ทำมาอย่างดี แถมยังมีการทำเอกสารจัดเต็มการคำนวณผลลัพธ์ในอนาคตที่บอกว่าอีกไม่เกินสองปีเกมนี้อาจจะหมดความนิยมและทุกคนจะหันไปเล่นเกมใหม่หมด

         การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่ในรูปแบบของกองกำลังทหาร แต่เป็นการเดินทางอย่างอิสระเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ทุกคนล้วนมีวิธีและแนวทางเป็นของตนเองทั้งสิ้น ทำให้พบเห็นเทคนิคการเดินทางของแต่ละคนมีทั้งใช้เวทมนตร์ ความสามารถของเผ่าพันธุ์ ในการเดินทางไกล ซากุระเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดเป็นความลับจึงได้แสดงปีกภูตแสงให้เห็นและบินไล่ตามทุกคนไป ราตรีไม่ใช่นักสู้จึงไม่มีความสามารถขนาดนั้นก็ได้ธิดาแห่งศาสตราเป็นคนอุ้มท่าเจ้าหญิงพาไปด้วย

         พวกเธอใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีเดินทางไกลจนกระทั่งมาถึงสถานที่นัดพบ ซึ่งเป็นบริเวณหน้าผาใกล้กับชายฝั่งลับที่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครมาสำรวจที่นี่ เพราะมันอยู่ห่างจากเมืองมากและการเดินทางมาถึงค่อนข้างจะอันตราย อาจเรียกได้ว่าเป็นชายหาดลับๆ ก็ได้ เบื้องหน้าที่ปรากฏให้เห็นอยู่นั้นคือยานพาหนะลำใหญ่ที่ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำในอ่าวเล็กๆ และมีคนกลุ่มหนึ่งรวมกลุ่มกันตรวจสอบความเรียบร้อยกันอยู่

         ตอนที่ได้เห็นยานรบ ไม่ว่าใครต่างก็มีปฏิกิริยาเดียวกันคือตกใจ พวกเขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าในเกมนี้จะมีของแบบนี้อยู่ด้วย ก็จริงที่ว่าในเกมนี้มียานพาหนะที่ทุกคนสามารถสร้างได้ แต่นั่นก็เป็นแค่เกวียนบรรทุกสินค้าหรือของแปลกๆ อย่างจักรยานที่พอจะทำออกมาเดินทางเล่นได้ ไม่ใช่ยานรบหุ้มเกราะที่เหมือนกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์

         “นั่นมันของจริง?” ปฏิกิริยานี้มาจากวาโย เนื่องจากเธอเองก็คิดว่าอยากจะสร้างเหมือนกันแต่การสร้างเครื่องยนต์ในเกมนี้เป็นไปไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่มีความรู้จริง และไม่รู้ขั้นตอนการผลิต

         “แบบนี้อันตรายมาก ถ้าลองมีหลุดออกมาสักลำสงครามได้เปลี่ยนทิศแน่” รีเบกก้าเห็นด้วย

         “อันที่จริงแล้ว ดิฉันคิดว่าสมาพันธ์วอร์ลอร์ดก็เริ่มมีการผลิตวิทยาการชั้นสูงเหมือนกันนะคะ เพียงแต่พวกเขาตั้งใจจะเปิดเผยมันหลังจากนี้ ตอนที่พวกเขาพร้อมจะทำสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ดิฉันรู้เพียงแค่ว่าพวกเขาสร้างอาวุธประเภทปืนขึ้นมาใช้งานกับทุกคนค่ะ”

         “ปืน? แบบนั้นเสน่ห์ของเกมนี้ก็จะหายไป” ราตรีอาจไม่ใช่นักสู้ แต่เสน่ห์ของเกมนี้คือรูปแบบการต่อสู้ประจำแต่ละอาชีพ พอมันเปลี่ยนไปใช้อาวุธปืนแล้วการต่อสู้ด้วยศาสตราวุธหรือศิลปะการต่อสู้จะไม่มีความจำเป็นอีก ขอแค่มีเงินซื้อกระสุนปืนเก็บเอาไว้และใช้มันออกล่ามอนสเตอร์ก็พอ

         “จากนั้นก็จะเป็นเกมที่แข่งขันกันสร้างวิทยาการอย่างเต็มรูปแบบ เกมอาจจะต้องล่มสลายอย่างจริงจัง ทำไมพวก GM ถึงยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้” ธิดาแห่งศาสตราสงสัย ถึงจะรู้ว่าคำตอบที่ได้กลับมาคือ สีสันของเกมแต่มันกลับเป็นตัวทำลายเสน่ห์ของเกมไปทันที

         ซากุระเดินนำลงไปกล่าวทักทายกับสมาชิกกิลด์แพนโดร่าที่อยู่ช่วยงานกัน เดฟอนมองเห็นจำนวนคนแล้วก็พยักหน้าก่อนจะบอกให้ทุกคนเข้าไปข้างในกันได้เลย มีห้องนอนเป็นแบบรวมหวังว่าจะไม่มีปัญหา และที่ต้องทำก็คือบันทึกชื่อลงในระบบของยาน เป็นระบบที่เดฟอนคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการต้องหยุดเดินทางในขณะออฟไลน์ เจ้าตัวสัญญาณนี้จะคัดลอกข้อมูลตัวละครทำให้เหมือนว่ากำลังเดินทางร่วมด้วยแม้จะออฟไลน์ ซึ่งการที่สามารถใช้งานได้ก็เป็นเพราะเซเว่นคู่หูของเขาเป็นกุญแจสำคัญนั่นเอง

         หรือก็คือถ้าไม่มีเซเว่นล่ะก็ระบบจำลองนี้จะไม่มีประโยชน์

         “พร้อมเดินทางเมื่อไหร่คะ”

         “ที่นั่งเต็มเมื่อไหร่เครื่องพร้อมออกทันที หวังว่าคงไม่มีใครพลาดตั๋วเที่ยวบินชมใต้สมุทรครั้งนี้”

         “ดิฉันคิดว่าเขาจะมารอแล้วเสียอีก”

         “รอเหรอ? อย่าหวังเลยสำหรับหมอนั่น บางครั้งฉันก็ยังสงสัยนะว่ามันแบ่งสมาธิไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ยังไง แต่รู้ไปมันจะเสียสุขภาพจิตซะเปล่าๆ” เดฟอนตอบ ขณะตรวจสอบความเรียบร้อยครั้งสุดท้ายผ่านการยืนยันของเซเว่นหลังคำนวณน้ำหนักทั้งหมดว่าอยู่ในระดับที่รับได้และไม่มีผลต่อการเดินทาง “ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีแค่พวกตัวปัญหาเท่านั้นแหละ คงไม่ต้องให้เฉลยนะว่าใครบ้าง”

         ซากุระพยักหน้ารับ คนที่มีปัญหามากที่สุดในกิลด์แพนโดร่ามีไม่กี่คนที่นิสัยค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเองสุดๆ

         “แล้วที่นั่งของดิฉันล่ะคะ”

         “ก็มีอยู่ที่เดียว ขอแค่อย่าไปแย่งหน้าที่ของต้นหนเรือก็พอ บอกไว้ก่อนว่าถ้าเป็นใต้ทะเลหมอนั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุด”

         หลังจากที่เตรียมการเบื้องต้นเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เดินขึ้นไปประจำการอยู่บนยานลำใหญ่ แม้เดฟอนจะเคยบอกว่ามันเป็นยานลำเล็กที่ใช้เวลาสร้างนานเป็นเดือนๆ แต่เขาเคยบอกว่ายานของจริงจะมีขนาดที่ใหญ่กว่านี้สิบเท่า และต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการสร้างให้เสร็จ พอคิดว่ายานลำนี้เพียงแค่ลำเดียวก็สามารถสร้างหายนะได้แล้ว แทบไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าเป็นยานที่สมบูรณ์จะน่ากลัวขนาดไหน

         ทันทีที่เครื่องยนต์เริ่มส่งเสียงคำรามและยกตัวยานให้ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำเล็กน้อย เป็นสิ่งที่บอกว่าการเดินทางกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เดฟอนอยากจะรอมากกว่านี้สักหน่อย เพราะทั้งสองคนที่เป็นตัวปัญหาต่างก็ไปทำธุระส่วนตัวกันทั้งสิ้น ราล์ฟมีหน้าที่ไปบัญชาการรบที่อาณาจักรอสูร ส่วนอาคมก็ไปดำเนินการครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่ขั้นคลาสอัศวิน หลังตระหนักได้ว่าถ้าเป็นคลาสขุนนางคงไม่ดีแน่ หวังว่าทั้งสองคนจะมาทันเวลา

         ซากุระมาที่ห้องศูนย์บัญชาการหรือก็คือส่วนหน้าที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ใต้ท้องทะเลทั้งหมดได้ คนงานในที่นี้ส่วนหนึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกกิลด์แพนโดร่า มีพวกโอตาคุหุ่นยนต์ที่เข้ามาคอยช่วยสนับสนุนเล็กน้อยในการเดินทาง และหญิงสาวทั้งหลายที่มาพร้อมกับซากุระ ทุกคนนั่งประจำการอยู่บนที่นั่งเพื่อรอคำสั่งควบคุม ที่พังงาเรือมีชายหนุ่มในชุดของโจรสลัดขยับปีกหมวกทักทายกัปตันยานรบให้ เขาคือเด็กตกปลาที่รับหน้าที่อาสาพาทุกคนไปส่งถึงอาณาจักรเงือก เนื่องจากเป็นคนเดียวที่รู้จักทุกซอกทุกมุมในท้องทะเลเป็นอย่างดี

         ที่นั่งประจำของซากุระอยู่ตรงกลางของห้อง ภายในชั้นครึ่งวงกลมสูงกว่าที่นั่งคนอื่นราวสามเมตร

ทันทีที่นั่งลงเดฟอนก็เริ่มกดปุ่มสั่งการให้ปิดตัวยาน ราล์ฟบอกว่าถ้าถึงเวลาแล้วพวกเขายังมาไม่ถึงก็ให้ไปพบกันที่จุดนัดพบสุดท้าย ก่อนจะเดินทางลงสู่ใต้ท้องทะเล เขาหยิบวัตถุสีดำขึ้นมาจ่อใกล้ปากกระแอมไอครั้งหนึ่ง

“สวัสดีครับท่านผู้โดยสาร สายการบินใต้มหาสมุทร ยินดีต้อนรับท่านสู่บริการเลวีอาธาน ซึ่งจะนำท่านเดินทางไปยังอาณาจักรเงือก โดยเราจะใช้เวลาเดินทางนานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ ไม่ขอรับรองความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นในขณะเดินทาง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะพาทุกท่านไปถึงที่หมายได้โดยสวัสดิภาพ เครื่องยนต์อาจจะกระแทกนิดหน่อย ไม่มีเข็มขัดนิรภัย ฉะนั้นทุกคนหาที่จับเอาไว้เพราะเครื่องยนต์มันแรงเอาเรื่อง บาดเจ็บขึ้นมาเรามีหมอรักษาให้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีคนตายเป็นจำนวนมากน่ะนะ”

“เอาล่ะกัปตัน คิดว่าคุณควรสั่งอะไรสักหน่อย อย่างน้อยหมอนั่นก็ยกสิทธิ์นี้ให้คุณแล้ว”

“นั่นสินะคะ ถ้าอย่างนั้นก็ออกเดินทางได้เลยค่ะ”

“รับทราบ!

เดฟอนขานรับและสั่งเดินเครื่องพลังงานจนส่งเสียงดังกระหึ่ม เด็กตกปลาดึงคันโยกเพื่อปรับพลังงานและหักพังงาเรือ ทำให้ตัวเครื่องที่ลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในระดับความสูงที่หนึ่งร้อยเมตร และบินออกสู่ท้องทะเล

 

ปัจจุบันคลาสที่สูงที่สุดและกลายเป็นมาตรฐานก็คืออัศวิน ด้วยพลังชีวิตที่มากขึ้นทำให้ในการต่อสู้ประลองฝีมือพวกเขาจะได้เปรียบกว่ามาก ความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นในระดับพื้นฐานตามกฎของคลาส ถึงการประลองในคลาสที่แตกต่างกันจะเป็นไปได้โดยเน้นที่เทคนิค แต่ปกติแล้วคลาสที่เหนือกว่ามักจะมีโอกาสชนะที่สูงกว่าอยู่แล้ว

         นักบวชแมวเหมียวมองดูคลาสของตนเองที่พึ่งจะเปลี่ยนเป็นอัศวินเมื่อสักครู่นี้ ทำให้เขาสามารถซื้อเครื่องแบบนักบวชที่สูงกว่าได้ ถึงจะยังมีเครื่องแบบที่ต้องมีค่าคุณธรรมสูงส่งถึงจะซื้อได้ แต่มันก็เป็นเพียงชุดที่ใส่เพื่อความสวยงามเป็นแฟชั่นซึ่งเขาไม่ได้ให้ความสนใจ

         ที่ต้องเปลี่ยนเป็นคลาสอัศวินก็เพื่อลดความต่างชั้นหลังจากที่รู้ว่าพวกมนุษย์เงือกนั้นแข็งแกร่งมาก และด้วยระดับพลังชีวิตขั้นต่ำก็อยู่ในหลักแสนแล้วทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะจัดการ ได้แต่หวังว่าคนที่ซากุระนำมาด้วยน่าจะมีประโยชน์อยู่บ้าง

         “ใครติดต่อมาเวลานี้เนี่ย” ราล์ฟพึมพำเปิดช่องสื่อสารพบรายชื่อที่แสนจะคุ้นเคยติดต่อเข้ามา “ว่าไง”

         “ไอ้แมวผี ไหนว่านัดกันตรงนี้ไงวะ ทำไมไม่เห็นมีใครอยู่เลย”

         “ออกกันไปได้สักพักแล้ว ฉันเองก็ตกเครื่องเหมือนกันแต่ถ้าแค่ไปรอก่อนจะพ้นเขตน่านน้ำตื้นก็น่าจะขึ้นเครื่องทันอยู่นะ อยู่ที่ว่านายจะเร็วได้แค่ไหนอ๊ะ ขอโทษนะครับ ช่วยลดราคาบูทกันธาตุน้ำให้สักหน่อยได้หรือเปล่าครับไม่ได้เหรอครับ ถ้ายังนั้นผมขอซื้อสร้อยเส้นนั้นด้วยแต่ช่วยคิดในราคาที่ถูกกว่านี้ได้หรือเปล่าครับรอฉันอยู่ตรงนั้นสักสิบนาทีก็แล้วกัน”

         “ทำอะไรของแกวะ”

         “ฟังดูก็น่าจะรู้ ซื้อของไง” ราล์ฟตอบ

         เนื่องจากว่ามันเป็นเกม ความน่าสนใจของมันก็คือการวางแผนในการออกอุปกรณ์ป้องกันในการออกล่า เป็นธรรมดาที่นักเล่นเกมหลายคนมักจะมีอุปกรณ์ป้องกันธาตุเอาไว้ใช้ในเฉพาะพื้นที่นั้นๆ อยู่ด้วย แม้ว่าจะมีคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ แต่ความแตกต่างของหนึ่งตัวเลขก็ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปได้ นั่นคือสิ่งที่ราล์ฟยึดมั่นมาโดยตลอด

         “แล้วไงต่อวะ”

         “รออยู่ตรงนั้นสักห้านาที เดี๋ยวไปรับ”

         “เรื่องอะไรวะ บินออกกันไปแล้วใช่ไหมทางนั้นสินะ บินตามไปก็คงจะทันอยู่”

         ราล์ฟหัวเราะขบขันเล็กน้อย จนถึงตอนนี้อาคมก็ยังคงนิสัยเดิมอยู่นั่นคือรังเกียจที่จะร่วมทางกับเขา คล้ายว่าจะเป็นอาการต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะนิสัยแบบนั้นทำให้อาคมจะต้องหาทางดิ้นรนพัฒนาเพื่อชดเชยความสามารถที่ขาดไป น่าจะเป็นสัญชาตญาณที่เรียนรู้จากความผิดพลาดหรือความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง ผลลัพธ์ก็คือความแข็งแกร่งที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม

         เสียเวลาไปกับการเดินหาซื้อของอยู่นานจนได้มาเกือบจะครบรายการ เพราะเดินทางไปมาได้อย่างอิสระเลยไม่จำเป็นจะต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องไอเทม หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ สามารถเดินทางกลับมาซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ ซากุระก็ทราบเรื่องนี้ด้วยจึงมีการเตรียมแผนการสำรองเอาไว้ในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่เพียงพอ พูดอีกอย่างก็คือในการเดินทางครั้งนี้มีจุดประสงค์ก็เพื่อชัยชนะเท่านั้น

         ทันทีที่ซื้อของเสร็จแล้วก็เปิดใช้ดวงตาแห่งฮอรัสดูสถานที่เป้าหมายก่อนจะเทเลพอร์ตหายวับไป

         ดูเหมือนว่าราล์ฟจะมาถึงก่อน ว่ากันตามตรงแล้วเขาใช้เวลาซื้อของไม่นานนักเพราะมีรายการเลือกเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว มีการสำรวจตลาดว่ามีสินค้าประเภทไหนอยู่แล้วบ้างจึงได้ออกมาเดินซื้อโดยหวังพึ่งการต่อราคามากกว่ารอให้ราคามันตก และด้วยความที่พวกมันยังมีราคาแพงอยู่เลยไม่มีคนซื้อตัดหน้าไป

         รออยู่ไม่นานก็เห็นยานบินลำใหญ่บินเข้ามาในระยะสายตา ความเร็วที่ทำมาตลอดนั้นค่อยๆ ชะลอลงอย่างเชื่องช้าจนมาหยุดอยู่ข้างหน้าของเขา ใช้ดวงตาแห่งฮอรัสมองเข้าไปข้างในและเทเลพอร์ตเข้าไปอยู่ในห้องควบคุม ท่ามกลางความตกใจของพรรคพวกของซากุระ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ในที่นี้มีหลายคนที่พอจะคุ้นเคยกับราล์ฟมาบ้างแล้ว และยิ่งเป็นถึงยอดฝีมืออันดับสองด้วยก็ยิ่งยืนยันชื่อเสียงได้เป็นอย่างดี

         ในเวลาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เรด้าของยานตรวจพบวัตถุแปลกปลอมกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยความเร็วที่น่ากลัวมาก ในตอนนั้นเซเว่นที่เป็นอัลกอริทึมอัจฉริยะถึงกับเปิดโหมดทำการรบฉุกเฉินขึ้นมาด้วยตัวเองเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั่น ก่อนที่จะโดนเดฟอนสั่งปิดระบบเพียงเพราะไม่ต้องการเสียพลังงานไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถึงอย่างนั้นกลับทำให้ใครหลายคนแสดงสีหน้าหวาดหวั่นออกมาเมื่อรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่

         ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มที่จะใช้ทักษะหรือหาอุปกรณ์มาส่งเสริมเรื่องการบินได้ ถึงกระนั้นกลับยังหาคนที่ทำความเร็วได้ใกล้เคียงกับเสียงไม่ได้เลย และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นคนที่ทำความเร็วระดับนั้นได้

         “ความเร็วนั่นมันใกล้เคียงกับโซนิคบูมได้เลย”

         “แบบนี้หมอนั่นจะต้องเป็นศัตรูที่น่ากลัวมากแน่ๆ”

         “ยังดีที่ไม่ได้เป็นศัตรูนะคะ”

         “นั่นหมายความว่าเป็นมิตรที่ไว้ใจได้ ศึกในครั้งนี้พวกเรามีหวังเพิ่มขึ้น”

         ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใครบ้าง แต่คงยืนยันสถานะได้จากท่าทางของราล์ฟและสมาชิกกิลด์แพนโดร่าที่อยู่ในห้องนี้ว่าคงจะเป็นคนที่สำคัญมากถึงขนาดต้องหยุดรอให้มารวมกันครบทีม และเกิดความรู้สึกที่ว่ากิลด์แพนโดร่านี้อาจจะต้องมีแต่สัตว์ประหลาดอยู่แน่ๆ

         เปิดประตูยานรบให้และอาคมหุบปีกกลับเข้ามาในตัวยานรบ เวลานั้นแรงกดดันของอาคมทำให้ใครต่อใครพากันหวาดกลัว ดวงตาของอาคมนั้นเป็นสีดำไร้ซึ่งสีขาวราวกับเป็นปีศาจ ออร่าสีดำรอบตัวก็ส่งผลให้คนที่ไม่ได้มีภูมิต้านทานเกิดอาการคลื่นเหียนขึ้น คนที่พอจะทนได้นั้นล้วนแล้วแต่เป็นระดับคลาสอัศวินกันแล้ว ก่อนที่เขาจะสลายอำนาจนั้นออกไปและกลับมาเป็นดวงตาปกติ

         สุดท้ายเมื่อสมาชิกทั้งหมดมากันครบแล้ว ก็ถึงเวลาออกเดินทางกันอย่างจริงจัง หลังจากที่ประตูปิดหมดแล้วก็ปิดมันเพิ่มอีกสองชั้นเพื่อความแน่นหนา นี่อาจจะทำให้บรรยากาศภายในมันร้อนอบอ้าวมากขึ้นและชวนให้รู้สึกอึดอัด แต่เมื่อมันดำดิ่งลงสู่ใต้มหาสมุทรในเขตน้ำลึกในระดับหนึ่งแล้ว อุณหภูมิจึงลดต่ำลงมาอยู่ในระดับที่ไม่ร้อนจนเกินไป

         เกือบจะทุกคนต่างพากันตื่นตกใจเพราะไม่มีผู้ใดเคยคาดฝันว่าจะได้มีโอกาสชมทิวทัศน์ใต้ท้องทะเลที่ความลึกในระดับนี้ ยังพอจะมีแสงจากด้านบนให้เห็น แต่ด้านล่างนั้นกลับมืดสนิท ฝูงปลาแหวกว่ายยั่วยวนให้พวกเขาออกไปจับพวกมันกลับมาเป็นมื้อค่ำ แต่นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาเห็นมันจากที่ไกลๆ เมื่อฝูงปลาพวกนั้นเข้ามาในระยะใกล้มากขึ้นก็เห็นขนาดตัวของมันอย่างชัดเจน มันใหญ่พอๆ กับห้องนอนหนึ่งห้องและน่าจะกินกันได้ทั้งหมู่บ้าน

         “พี่ชายคะ ปลาตัวใหญ่มาก”

         “อยากกินไหมล่ะ พี่จะออกไปจับมาให้”

         “ไม่เอาค่ะ อารินกินไม่หมดหรอก”

         เสียงของสองพี่น้องพูดคุยกันในส่วนของห้องชมวิวใต้ทะเล มันถูกสร้างขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เพลิดเพลินไปกับธรรมชาติของใต้ท้องทะเล โดยที่ไม่ได้ตระหนักเรื่องที่ว่าใต้ทะเลนั้นมันมืดมาก ถ้าลงลึกไปมากกว่านี้ก็จะมองอะไรไม่เห็นแล้ว

         ในเวลาที่ผู้คนแตกตื่นกับฝูงปลาขนาดยักษ์ คนที่อารมณ์ดีที่สุดคือคนที่รับหน้าที่เป็นพรานนำทางแห่งท้องทะเล ตอนที่เห็นฝูงปลาพวกนี้เข้ามาใกล้ระยะเรือก็สั่งให้ดับไฟและชะลอความเร็วลง เขาดูจะชำนาญมากในการรับมือกับฝูงปลายักษ์พวกนี้ จึงไม่ได้ฟังข้อเสนอของคนที่บอกให้เร่งความเร็วหนีพวกมัน

         “จะทำก็ได้นะถ้าอยากให้ยานลำนี้กลายเป็นของขบเคี้ยวของพวกมัน เจ้านี่คือปลาเขี้ยวทะเลยักษ์ มันไม่อันตรายถ้าไม่ตัดสินว่าอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคามหรือเป็นเหยื่อ เมื่ออยู่เป็นฝูงใหญ่พวกมันไม่สนหรอกว่าเหยื่อจะตัวใหญ่แค่ไหน เขี้ยวของมันบดขยี้เรือลำใหญ่ได้ในคำสองคำ ถ้าเทียบคลาสกับเลเวลแล้วพวกมันก็ประมาณทหาร เลเวลห้าร้อย ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่เวลาอยู่นอกฝูง ไอ้เจ้าตัวนี้เนื้อค่อนข้างนุ่มเลยเชียวล่ะ”

         “ฉันทำน้ำจิ้มซีฟู้ดให้ได้นะถ้าอยากลอง” ราล์ฟยื่นข้อเสนอขึ้นมา ทำให้คนอื่นๆ หันมามองเขาด้วยสายตาเชิงห้ามปราม เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้สึกว่าปลาพวกนี้มันน่ากลัวสักนิดเดียว “ก็แค่เสนอเผื่อมีคนอยากลองกิน ที่จริงก็มีฉันคนหนึ่งล่ะ”

         ตอนนี้รอบเลวีอาธานรายล้อมไปด้วยฝูงปลาจำนวนมากที่พอจะกลืนกินยานได้ในชั่วอึดใจเดียว ตามที่เด็กตกปลาบอกเอาไว้ว่าจะต้องไม่ตื่นตระหนกใดๆ และปล่อยให้มันเคลื่อนที่ไปเอง ฝูงปลาเขี้ยวทะเลยักษ์ล้อมอยู่สักพักก็เปลี่ยนไปล่าเป้าหมายที่เป็นสัตว์ทะเลขนาดใหญ่แทน ทุกคนได้เห็นภาพนั้นกับตาที่ว่าแม้แต่ปลายักษ์ขนาดเท่ากับวาฬหรือใหญ่กว่า เมื่อเผชิญหน้ากับฝูงปลามรณะพวกนี้ก็เป็นได้แค่เหยื่อเท่านั้น

         “ในทะเลเลเวลไม่อาจเอามาใช้เป็นตัววัดได้ว่าแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ” เด็กตกปลาเอ่ยและพายานดำดิ่งลงสู่ใต้ท้องทะเลต่อ

         คำเตือนจากคนที่รู้จักความน่ากลัวของทะเลนี้ดีกว่าใครเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ซากุระพยักหน้ารับคำเตือนเพื่อตระหนักถึงความปลอดภัยให้มากขึ้น ถ้าไม่มีเด็กตกปลาอยู่ด้วยเมื่อสักครู่นี้พวกเขาอาจจะใช้วิธีการเร่งความเร็วเพื่อหนี แต่ผลที่ได้ก็จะเป็นเหมือนกับวาฬตัวนั้น

         ยิ่งลึกก็ยิ่งมืดมาก พวกเขาเดินทางมาได้เพียงหนึ่งชั่วโมงตอนนี้อยู่ที่ระดับความลึกหนึ่งหมื่นเมตร นอกจากภาพเงาบางอย่างที่เคลื่อนตัดผ่านเบื้องหน้าไปก็มีดวงตาที่สะท้อนกับแสงไฟให้เห็นอยู่เป็นระยะเท่านั้น อย่างที่ว่ากันว่ามนุษย์นั้นส่วนใหญ่เริ่มกลัวความมืด ท่าทางหวาดระแวงจึงเป็นอะไรที่สมควรจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีคนสังเกตเห็นบางอย่างเคลื่อนไหว ถ้าจะมีใครที่ยังระริกระรี้อยู่ได้ก็คงจะเป็นเด็กตกปลาที่ฮัมเพลงลูกกรุงทำลายความเงียบ

         พอทุกคนเริ่มที่จะคุ้นชินกับการเดินทางนี้แล้ว ก็เห็นว่าควรจะมีการจัดเวรยามผลัดเปลี่ยนเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่อันตราย เพราะถึงจะสามารถควบคุมสั่งการได้จากห้องควบคุม แต่ในเรื่องของอาวุธที่ใช้ต่อสู้ใต้ทะเลต้องอาศัยมนุษย์ในการควบคุม เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเดฟอนยังไม่ได้ใส่ระบบควบคุมอัตโนมัติลงไปเนื่องจากมันจะเป็นการสูญสิ้นทรัพยากรและใช้เวลานานเป็นเท่าตัวสำหรับระบบเดียว เลยทำให้เวลานี้คนที่ไม่ได้มีหน้าที่ทำอะไรก็ไปพักผ่อนหรือทำกิจกรรมกันในห้องรวม

         เด็กตกปลาให้ความรู้เกี่ยวกับมอนสเตอร์ในทะเลที่ว่ากันว่าร้ายกาจมาก โดยเฉพาะพวกเจ้าทะเลที่มีขนาดใหญ่และเป็นสัตว์นักล่าใต้สมุทร พวกมันร้ายกาจขนาดที่แม้แต่ตัวเด็กตกปลาเองก็ผลัดกันแพ้ชนะเรื่อยมา หลายครั้งเลยที่เขาต้องสูญเสียทั้งเรือและชีวิตในขณะออกทะเล ซึ่งถ้าเผชิญหน้ากับพวกมันล่ะก็อาจจะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของการเดินทางในครั้งนี้เลยก็ได้

         “ถ้าขืนเจอพวกมันเข้าไม่แย่งั้นเหรอ” หงส์ร้องขึ้นมา เริ่มจะรู้สึกว่าตัวเธอคิดผิดแล้วที่ยอมร่วมเดินทางมาด้วย

         “พวกเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นหรอกมั้ง” ไรอันพูดปลอบใจ ถึงจะรู้สึกคล้ายจะเป็นสังหรณ์ว่าการเดินทางในครั้งนี้มันจะต้องเจอกับอันตรายตลอดการเดินทางก็ตาม

         “แล้วยัยนี่ก็ถนัดเวทมนตร์ธาตุไฟซะด้วย” คุโระราดน้ำมันเข้ากองไฟอีกครั้ง

         เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาของพวกนักเวทธาตุเดียว โดยเฉพาะธาตุไฟที่ถือได้ว่าเป็นอริกับธาตุน้ำอยู่แล้ว และยิ่งเป็นสถานที่ใต้ทะเลพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนไร้ประโยชน์

         “ก็ยังดีที่อาณาจักรเงือกมีอากาศให้หายใจอยู่ล่ะนะ”

         คนที่พูดขึ้นมาคือราล์ฟที่เป็นมนุษย์คนแรกที่เคยไปเยือนอาณาจักรเงือก แม้จะเป็นการแอบลักลอบเข้าไปก็ตาม เขาจึงรู้มาว่ามนุษย์เงือกหายใจใต้ทะเลได้ก็จริง แต่มันก็เหมือนกับการเดินลงเข้าไปในถ้ำที่ลึกลงมากๆ มีอากาศให้แต่ก็จะรู้สึกอึดอัดพอสมควร บาเรียสำหรับป้องกันน้ำทะเลจึงเป็นเหมือนปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยให้พวกนั้นมีอากาศบริสุทธิ์ที่ช่วยให้หายใจได้ชุ่มปอดอยู่

         “คุณรู้เรื่องอะไรมาแล้วสินะคะ” ซากุระค่อนข้างจะสนใจสิ่งที่ราล์ฟกล่าวมาเมื่อสักครู่ เลยแสดงท่าทางคล้ายจะคาดคั้นให้ช่วยบอกให้เธอรู้ด้วย สุดท้ายราล์ฟจึงหยิบเอาปากกาออกมาและเดินไปที่บอร์ดด้านหลัง วาดรูปออกมาชนิดที่ว่าไก่เขี่ยมาก

         อาณาจักรเงือกที่แทนด้วยภาพบ้านทรงสี่เหลี่ยมกับสามเหลี่ยม คนที่เห็นทักษะการวาดรูปแบบเด็กน้อยนี้เลยอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ และนั่นรวมไปถึงซากุระที่กลั้นรอยยิ้มด้วยท่าทางที่เห็นแล้วดูมีเสน่ห์หน่อยๆ

         “นั่นอาณาจักรเหรอ” หงส์แกล้งถาม

         “ดูให้เป็นอาณาจักรก็แล้วกัน” ราล์ฟไม่สนใจเสียงวิจารณ์ทักษะการวาดรูปของตนเอง เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านนี้สักเท่าไหร่จึงไม่เก็บมาคิดให้วุ่นวาย

         แต่ในตอนนั้นเหมือนสถานการณ์เป็นใจที่ประตูเลื่อนเปิดขึ้นและอาคมกับอารินเดินเข้ามา อารินอยากจะลองมาเห็นในส่วนของห้องบัญชาการซึ่งจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากด้านหน้าได้ง่ายกว่าทำให้อาคมต้องเดินตามมาด้วย เห็นสายตาของทุกคนมองไปยังด้านหลังเลยมองตามไป อาคมหยุดมองภาพกับปากกาในมือของราล์ฟก็เบือนหน้าหนี ทำทีเป็นมองไม่เห็นภาพวาดนั้น

         “วิวสวยจังเลย”

         “ใต้ทะเลมืดๆ บ้านนายสิสวย”

         “อากาศสดชื่นชะมัด”

         “ในยานดำน้ำเนี่ยนะ”

         “เออ ยอมก็ได้ ภาพแกมันห่วยว่ะ น้องสาวฉันวาดเล่นยังทำออกมาได้ดีกว่านี้เลย”

         “ก็ฉันไม่ใช่น้องสาวนายนี่ ถ้าเธอวาดภาพออกมาได้แบบนี้เชื่อเถอะว่านายก็คงเอ่ยปากชมแน่”

         “ไร้สาระ” อาคมตอบสั้นๆ หันไปมองดูน้องสาวที่เดินไปขอเด็กตกปลาลองจับพังงา “ถ้าเป็นของน้องสาวฉันจริง ฉันจะอัดรูปใส่กรอบเลี่ยมทองฝังเพชรเพิ่มมูลค่าแล้วเอาไปประดับในหอศิลป์ให้คนแห่มาดูกันเยอะๆ ต่างหาก”

         “ก็คงมีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่ทำ” ราล์ฟพึมพำเสียงเบา หันกลับมามองผู้ฟังที่อยู่ในห้องนี้และกระแอมไอครั้งหนึ่ง “เป็นความจริงที่ฉันรู้ความลับบางอย่างเข้า ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญสักเท่าไหร่คนส่วนใหญ่ก็อาจจะมองข้ามไป แต่ในสถานการณ์แบบนี้ขอตัดสินว่าสำคัญก็แล้วกัน อาณาจักรเงือกที่พวกเราจะไปนั้นมีบาเรียขนาดใหญ่คุ้มครองอยู่สามชั้น แต่แทนที่จะเรียกว่าบาเรีย ควรเรียกว่าชั้นบรรยากาศใต้น้ำซะมากกว่า”

         แล้วก็วาดรูปประกอบขึ้นมาเป็นเส้นโค้งซ้อนกัน ทว่าสิ่งที่ทำให้มันดูแปลกก็คือระยะความกว้างของทิศทางแนวนอนนั้นจะกว้างกว่าในขณะที่ทิศทางแนวตั้งแทบจะอยู่ในระดับเดียวกันเลย ซากุระมองดูภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่งก็ติดใจสงสัยขึ้นมาทันที

         “ชั้นบรรยากาศนี้ถูกควบคุมโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่อาณาจักรเงือกใช่หรือเปล่าคะ”

         “ถูกต้อง มันคืออัญมณีแห่งท้องทะเล สมบัติสำคัญอย่างมากของอาณาจักรเงือก สิ่งที่อยากจะอธิบายให้เข้าใจก่อนเลยก็คือส่วนนี้” ราล์ฟระบายสีทึบแบบส่งๆ ที่ด้านวงนอก “ตรงจุดนี้เป็นทะเลปกติพวกเราจะพบเจอกับแรงดันที่ทำให้เกือบถึงตายได้ ต่างจากมนุษย์เงือกที่จะมีความอดทนที่สูงกว่ามาก ไล่มาก็จะมีความหนาแน่นลดลง ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นสถานที่ที่ช่วยให้พวกเราเคลื่อนไหวใต้ทะเลได้ดีกว่ามาก แลกกับการที่มนุษย์เงือกจะมีความเร็วที่สูงขึ้น ส่วนข้างในตรงนี้มีแรงดึงดูด พวกเราสามารถเดินปกติก็คงพูดได้ว่าที่ตรงนี้พวกเราจะมีความเร็วที่ใกล้เคียงกัน”

         “แต่ว่า สิ่งที่น่ากลัวก็คือพลังของอีกฝ่าย เท่าที่รู้มาว่าตอนนี้คทาแห่งนครใต้สมุทรตกอยู่ในมือของมนุษย์เงือกสายพันธุ์ฉลาม เนรอส ความสามารถของมันก็น่ากลัวมากนั่นคือสามารถควบคุมน้ำได้”

         “เท่ากับว่าถ้าอีกฝ่ายใช้วิธีนั้นล่ะก็พวกเราอาจจะแพ้ได้สินะ” วาโยขยับแว่นพลางครุ่นคิดหาวิธีรับมือ ในสภาพที่พวกเธอเสียเปรียบเต็มประตูขนาดนี้ไม่มีทางที่จะเอาชนะได้แน่

         “นั่นสิ การโจมตีแบบนั้นคาดเดาทิศทางได้ยากด้วย” ธิดาแห่งศาสตราพูดเสริมขึ้น เธอเป็นผู้นำประเภทบุกทะลวงด้วยกำลังและชำนาญในการรบ แต่ถ้าต้องวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเหมือนพวกนักเล่นเกมมืออาชีพเวลาจะลงดันเจี้ยนจึงไม่ใช่ทางที่ถนัดสักเท่าไหร่

         “ไม่ได้หมายถึงว่าควบคุมน้ำมาโจมตีได้อย่างอิสระ แค่ในความหมายของมันคือการที่ทำให้การโจมตีพวกนั้นมองเห็นได้ยากขึ้น ถ้าใช้การจับสัมผัสก็ยังพอจะรับรู้การโจมตีได้อยู่” ราล์ฟเคยเห็นไซเรนใช้เวทมนตร์ควบคุมน้ำอยู่หลายครั้ง มันก็เป็นเพียงการแปรรูปลักษณ์น้ำให้มีรูปร่างที่สร้างความเสียหายขึ้นมาได้ ที่คิดว่ามันดูร้ายกาจก็เป็นเพราะสถานที่อำนวยต่อเวทมนตร์นี้นั่นเอง “แต่ด้วยนิสัยของเนรอสที่ต้องการความเด็ดขาดมันคงจะใช้การโจมตีขนาดใหญ่แบบหวังผลล่ะนะ”

         “ไม่พึ่งสายตา?” รีเบคก้าขมวดคิ้ว ยังมีอีกหลายคนเลยที่ทำหน้าแบบเดียวกัน

         การใช้สัมผัสเพื่อจับทิศทางนั้นเพลเยอร์ระดับสูงสามารถทำได้ก็จริงแต่มันจะเป็นภาระอย่างหนักในการต่อสู้ ส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้เมื่อต้องเฝ้าระวังอันตราย หรือเปิดใช้ในยามที่มองหามอนสเตอร์ไม่เจอ พวกที่บ้าคลั่งการฝึกวิชาอย่างหนักจริงๆ เท่านั้นที่จะฝึกฝนจนกลายเป็นความเคยชิน รีเบคก้าที่เอ่ยขึ้นมาเล่นๆ ว่า เปิดใช้จับสัมผัสนานขนาดนั้นใครจะไปทำได้ ก็เห็นพวกตัวหลักของกิลด์แพนโดร่ามองเธอเหมือนทำอะไรเปิ่นๆ ออกมา

         “ไม่พึ่งสายตา” หงส์พลันนึกถึงเรื่องราวที่ไม่น่าจดจำ

         “พวกเรามีประสบการณ์มาพอสมควรแล้วล่ะครับ” ไรอันตอบอย่างมั่นใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงปั้นหน้าทำเป็นฝืนยิ้มออกมา

         “นรก”

         “ยิ่งกว่านั้นอีก” คุโระช่วยขยายความหมายที่ลิลลี่พูดออกมาให้เพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย

         หากย้อนเวลากลับไปได้ ไรอันอาจจะยังคงยืนยันการตัดสินใจครั้งนี้อยู่ดี แต่สมาชิกปาร์ตี้ของเขาอาจจะต้องปฏิเสธที่จะเข้าร่วมด้วย การฝึกฝนในหลักสูตรเร่งรัดทั้งสี่คนจะต้องเจอกับขุมนรกชนิดที่ว่าการไปลงดันเจี้ยนต่อสู้กับบอสยังจะเหนื่อยน้อยกว่า ทั้งที่ผู้มีประสบการณ์ทั้งสามคนอย่าง ราล์ฟ อาคม และสุริยันได้ห้ามปรามแล้วว่าอย่าไปขอให้คนที่ไม่รู้จักคำว่า ขีดจำกัด อย่างเทพสงครามช่วยสอนให้อย่างเด็ดขาด สุดท้ายการฝึกคอร์สจากนรกก็ได้เริ่มขึ้น และทักษะของแต่ละคนก็ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

         “เรื่องจับสัมผัสจะยังไงก็ช่าง เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาไม่ว่าใครก็คงจะคิดหาวิธีการรับมือได้” ราล์ฟเชื่อว่าทุกคนที่มาในวันนี้ไม่ได้มีใครที่คิดไม่เป็น อย่างน้อยถ้าเป็นพวกเล่นเกมล่ะก็ย่อมต้องมีความคิดในมุมมองแบบเกมอยู่แน่นอน ที่พอจะทำได้จึงมีแค่การให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น “ที่อยากจะพูดก็คือ พวกเรามีอยู่สองสิ่งที่ต้องทำในการเดินทางสู่อาณาจักรเงือกในคราวนี้”

         ราล์ฟใช้คำว่า พวกเราแสดงว่าไม่ใช่ความต้องการส่วนตัวของเขาเพียงอย่างเดียว แต่เดิมจุดประสงค์ของการเดินทางในนี้การช่วยเหลือไซเรนถือว่าเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่จะต้องเกิดขึ้น เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการจัดการกับเควสต์สู่อาณาจักรเงือกตามเงื่อนไขของมัน

         “อย่างแรกคือการหาพันธมิตรร่วม พวกเรามีจำนวนที่น้อยและเสียเปรียบในด้านกำลังพล เพราะฉะนั้นแล้วเท่าที่ได้ฟังมาจากเด็กตกปลา ยังมีมนุษย์เงือกที่แยกตัวออกมาอยู่นอกอาณาจักรเป็นพวกพเนจร มันคงจะดีกว่าถ้าเราขอร้องให้พวกนั้นมาช่วยได้ ฉันจะช่วยเรื่องข้อมูลเท่าที่ทำได้ ซากุระเธอคิดว่าจะสามารถจูงใจมนุษย์เงือกพวกนั้นไหวหรือเปล่า”

         ราล์ฟไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการชักจูงผู้คนให้คอยติดตาม วิธีการที่อ้อมค้อมพวกนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ถนัด โชคดีที่ในยานเลวีอาธานลำนี้มีบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน ซากุระก็เป็นผู้หญิงที่เก่งในด้านนี้ที่สุด

         “ยากอยู่เหมือนกันนะคะ เพราะพวกเราต้องทำแข่งกับเวลาด้วย แต่ว่าถ้าเรารู้ความต้องการของมนุษย์เงือกเหล่านั้นพอจะแลกเปลี่ยนความร่วมมือกันได้อยู่ ดิฉันคิดว่าพอจะทำได้ค่ะ”

         “ขอบคุณมาก” ราล์ฟพยักหน้า เท่ากับว่าปัญหาเรื่องกองกำลังจะถูกแก้ไขอย่างรวดเร็ว “ก่อนที่ฉันจะบอกสิ่งที่ต้องทำต่อไปนี้ มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ทุกคนรู้เสียก่อนว่าการเดินทางครั้งนี้พวกศัตรูได้รู้และมีการเคลื่อนไหวเพื่อรอต้อนรับพวกเรา อาจจะมีการโจมตีอยู่ตลอดทางด้วย เรื่องนี้ต้องขอบคุณซีกเกอร์ที่ไปกระตุ้นศัตรูให้รับรู้ถึงการมาของพวกเรา จากที่ฉันวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ นี่จะต้องเป็นเควสต์ใหญ่ที่มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

         พูดถึงตรงนี้สังเกตได้ว่าพวกที่มาเพื่อเล่นเกมอย่างสนุกสนานรู้สึกตื่นเต้นมาก เควสต์ที่มีเพียงครั้งเดียวนั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนของรูปแบบของเกม ยกตัวอย่างเช่นการปลดผนึกเครื่องประดับในตำนานออกมาก็เป็นหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกัน หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปล่ะก็ความกดดันของทุกคนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมาก

และเห็นได้ชัดว่าเหล่าหญิงสาวผู้แสนปราดเปรื่องนั้นกำลังขบคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาหากสำเร็จหรือล้มเหลว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก การตัดสินใจพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจจะทำให้พวกเธอกลายเป็นคนเลวร้ายในสายตาของเพลเยอร์ทั้งเกม

ส่งสายตาปรึกษากันเพียงเล็กน้อยก่อนจะไปหยุดลงที่ซากุระ ตั้งแต่ที่พวกเธอยอมเข้าร่วมสมาพันธุ์บลูลิเบอร์ตี้ก็เท่ากับว่าการตัดสินใจครั้งใหญ่สุดได้ถูกมอบให้กับซากุระไปแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสีหน้าลำบากใจของซากุระ

“ที่จริงก็พอจะคิดได้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าการเปิดเผยดินแดนแห่งใหม่จะต้องเจอกับปัญหาที่หนักมาก เป็นโชคดีที่เรื่องนี้รู้กันเฉพาะแค่พวกเราเท่านั้น หากเกิดสิ่งผิดพลาดดิฉันจะขอเป็นผู้รับผิดชอบเองค่ะ”

“สรุปคือเธอไม่คิดจะบอกพวกเขาสินะ” ธิดาแห่งศาสตราถาม

“ไม่บอกดีที่สุดค่ะ มาถึงนี่แล้วจะให้กลับไปวางแผนใหม่ก็คงไม่ทัน คุณคงจะร้อนรนน่าดูเลยนะคะ” ซากุระหันไปพูดกับราล์ฟด้วยรอยยิ้มที่คล้ายว่าจะอ่านเขาได้ทะลุปรุโปร่ง

“ระยะเวลาที่นานเกินไปจะทำให้ศัตรูเตรียมพร้อมรับมือกับพวกเราได้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ฉันคิดแบบนี้แหละ”

พอได้ฟังคำตอบของราล์ฟ ก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของใครหลายคน ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้หญิงที่มีเซนท์เฉียบคม พวกเธอรู้ว่าความหมายที่ซากุระสื่อนั้นหมายถึงไซเรนที่เป็นภูต แต่ราล์ฟกลับตอบเฉไฉไปที่เรื่องอื่นแทนราวกับจงใจเลี่ยงคำตอบที่จะเป็นประเด็น เลยทำให้พวกเธอพากันคิดไปว่า ราล์ฟคงเป็นผู้ชายประเภทที่ปากไม่ตรงกับใจสักเท่าไหร่

“จะอย่างไรก็ตาม” ราล์ฟแอมไอครั้งหนึ่งเพื่อดึงความสนใจมาที่ประเด็นสำคัญ “เรื่องที่สองที่พวกเราต้องทำก็คือการทำสงครามกับมนุษย์เงือก เป้าหมายนั้นคือการทวงชิงบัลลังก์กลับคืนมาสู่เจ้าของที่แท้จริง เดาว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของเควสต์นี้ จากนี้พวกเราจะต้องคิดหาวิธีในการเคลียร์เควสต์นี้ให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ฉันจะบอกในสิ่งที่ฉันคิดจะทำให้ ส่วนแผนการและขั้นตอนอื่นๆ พวกเธอก็ช่วยกันคิดต่อไป นี่เป็นผลประโยชน์ของพวกเธอเอง”

ครั้งนี้ราล์ฟไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรทั้งสิ้น เป้าหมายมีเพียงการช่วยเหลือไซเรนให้กลับมามีอิสระ ดังนั้นอาณาจักรเงือกจะเป็นอย่างไรก็ช่าง สิ่งเดียวที่จะไม่ยอมให้เกิดก็คือคนใกล้ชิดของเขาถูกทำร้ายไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ สำหรับราล์ฟแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

ขณะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับบอร์ดตรงหน้า อารินสนใจแต่สิ่งที่อยู่ด้านนอกเท่านั้น ท้องทะเลที่มืดมืดดูน่ากลัว ภาพทั้งหมดที่เห็นถูกจดจำฝังลึกแน่น กระทั่งฟองอากาศที่ลอยขึ้นไปกี่ฟองก็จดจำได้อย่างแม่นยำ หรือแม้แต่จะเป็นแค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีที่ไม่มีใครสังเกตก็ยังเห็นราวกับมันเป็นภาพที่ถูกหยุดนิ่ง เธอคล้ายจะเห็นอะไรบางอย่างก่อนจะหยิบเอาสมุดวาดเขียนออกมาวาดรูปพวกนั้นขึ้น ภาพร่างของอารินผ่านการฝึกมาอย่างยาวนาน ขัดเกลาจนกลายเป็นว่าฝีมือเทียบเท่ากับอัจฉริยะงานศิลป์ พริบตาเดียวก็ได้ภาพสเกตมาแล้ว

“นี่ๆ ไอ้ตัวนี้มันคืออะไรเหรอคะ” อารินหันถามเด็กตกปลา จำได้ว่าเป็นคนที่รอบรู้เรื่องทะเลที่สุดก็เป็นธรรมดาที่จะหวังพึ่ง

เด็กตกปลามองภาพนั้นครู่หนึ่งและใช้ความคิดเพื่อจินตนาการ ก่อนจะหัวเราะแล้วตอบว่า

“วาดเก่งจังเลยนะ นี่คือเจ้าสมุทรประเภทหนึ่งที่มีชื่อว่าคราเคน ถ้าเจอมันล่ะก็หายนะเลยล่ะ แล้วไปเห็นมันที่ไหนหรือว่าวาดเอง”

“เห็นเมื่อกี้ค่ะ มันว่ายฉิวผ่านหน้าไปเลยตอนที่ทุกคนมองภาพของพี่ราล์ฟน่ะค่ะ”

“อาจจะมองผิดก็ได้” เด็กตกปลาพูดในแง่ดี

ถึงจะเป็นการพูดเพียงแค่สองคน แต่ราล์ฟก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน ถ้าเป็นคนอื่นคงฟังแบบผ่านๆ แต่ราล์ฟเป็นคนหนึ่งที่รู้ว่าอารินมีความพิเศษบางอย่างอยู่ด้วย เขาหันไปมองอาคมที่น่าจะรู้ดีอยู่แล้วเหมือนกัน โดยไม่ต้องให้พูดอะไรมากมายอาคมก็หมุนตัวเดินไปที่ประตู หันมารับยาเม็ดอากาศจากราล์ฟทันที

“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ” ซากุระเห็นความผิดปกติจึงเอ่ยถาม

“อารินไม่มีวันพูดโกหก ทุกอย่างที่เธอเห็นมันคือความจริง และถ้าเด็กตกปลาบอกว่ามันคือคราเคนนั่นแปลว่าพวกเราเจอการต้อนรับแล้ว” ราล์ฟตอบและเข้าสู่โหมดจริงจังขึ้นมา เดฟอนรับรู้ได้เพราะอยู่กันสักพักก็หันไปสั่งการให้เซเว่นตรวจสอบโดยเร็ว

ภาพปรากฏสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่สะท้อนกลับมาบนจอภาพ พร้อมด้วยระบบที่ช่วยให้วิเคราะห์ความสามารถของศัตรูเป็นผลมาจากระบบตรวจสอบของเผ่าจักรกล แทบจะทุกคนที่ได้เห็นข้อมูลตกอยู่ในสภาพตื่นตะลึง แต่ด้วยความที่แต่ละคนเป็นบุคคลชั้นยอดจึงรักษาสติของตัวเองได้เป็นอย่างดี ซากุระรีบบอกให้เปิดประกาศและสั่งการภายในตัวเรือโดยเร็ว มันเป็นเวลาเพียงสองนาทีในการเตรียมความพร้อมสำหรับการโจมตี

“ไม่ไปด้วยจะดีหรือคะ” ซากุระถาม

“เธอควรจะรู้เกี่ยวกับกิลด์แพนโดร่าสักหน่อย คนอย่างอาคมถ้าไม่ได้บอกขอความช่วยเหลือ ก็หมายความว่าศัตรูระดับนี้รับมือได้”

ความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมไม่ได้ช่วยให้ซากุระรู้สึกดีสักเท่าไหร่ เธอก็เหมือนกับราล์ฟที่ชอบความแน่นอนโดยไม่ให้เกิดความผิดพลาด สิ่งที่แตกต่างก็คือราล์ฟเชื่อใจคนอย่างอาคมเสมอว่าจะสามารถตอบรับสิ่งที่เขาคาดหวังได้

“และเผื่อเธอกังวลฉันจะบอกให้รู้อีกอย่าง นักดาบอสูรอาคมน่ะแข็งแกร่งที่สุดในกิลด์แพนโดร่า”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 98 ครั้ง

20 ความคิดเห็น

  1. #14180 Chutipon-juntap (@Chutipon-juntap) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 18:57
    รอตอนต่อไปคะ
    #14180
    0
  2. #14173 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 20:31
    สนุก.. อินจัด
    #14173
    0
  3. #14172 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 16:29
    ออกไปเท่เลย
    #14172
    0
  4. #14170 Razel (@kittipat159) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 10:04
    มีการอวยสามีด้วย....//วิ่งหลบดาบบินได้
    #14170
    2
    • #14170-1 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 383)
      13 กันยายน 2560 / 13:47
      +1 ขรรม 555555
      #14170-1
    • #14170-2 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 383)
      14 กันยายน 2560 / 16:29
      ไล่บี้รอบผนังบ้าน
      #14170-2
  5. #14169 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 00:30
    ง่อวววว ราล์ฟมีความอวยอาคม
    #14169
    0
  6. #14167 นักอ่านในเงา (@batamana) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 09:40
    รอมานาน ขอบคุณครับไรต์ รอตอนต่อไป
    #14167
    0
  7. #14166 SNOWSIX (@tassapoltass) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 07:56
    เวลาอ่านเรื่องนี้แล้วเหมือนได้กลับบ้าน >..<
    #14166
    0
  8. #14165 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 00:00
    เจอคราเคนแล้ว จะเจอเดวี่ โจนส์ด้วยมั้ยเนี่ย

    #14165
    0
  9. #14164 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 22:30
    ได้กินปลาหมึกกันละครานี่ ????????????
    #14164
    0
  10. #14163 Eom-c (@ice-sword) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 20:59
    ไม่ใช่เร็วเท่าโซนิกบูมครับ  โซนิกบูมเกิดจากการที่เร็วเท่ากับหรือมากกว่าเสียงจนชนกำแพงอากาศและเกิดโซนิกบูนขึ้น
    ใช้คำว่า   เร็วจนเกิดโซนิกบูมจะถูกกว่า
    #14163
    0
  11. #14162 Sarena-NovelBest (@Sarena-NovelBest) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 19:56
    เดือนสองเดือนอัปที
    #14162
    0
  12. #14161 Nong Prem (@premi3) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 19:51
    ดีใจ เด้ง มารีบกด เข้ามาอ่านเลยยย
    #14161
    0
  13. #14160 Maizas Dragonil (@goldcremer) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 19:50
    กำลังสนุกเลย
    #14160
    0
  14. #14159 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 11 กันยายน 2560 / 19:06
    สุดๆไปเลยลูกพี่
    #14159
    0
  15. วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 23:01
    จอมมาร... ที่ครอบครองเทคโนโลยีสุดยอด
    #14154
    0
  16. #14150 BEAM_NTP (@bus-only) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 13:35
    จากแมวผีกลายเป็นจอมมารซ่ะล่ะ
    #14150
    0
  17. #14149 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 00:21
    หือ เอนกประสงค์ไปเลยนะ บินก็ได้ ดำน้ำก็เอา
    #14149
    0
  18. #14148 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 19:06
    บินขึ้นฟ้าไปแล้ว ไฮเทคไปไหน555
    #14148
    0
  19. #14147 Todsaporn Jangsawang (@tnjohm) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 16:51
    เดียวนะ เรือดำน้ำไม่ใช่หรอ ออกบินขึ้นท้องฟ้าซะแล้ววว
    #14147
    2
    • #14147-1 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 383)
      2 สิงหาคม 2560 / 19:27
      หลักๆเดฟ่อนสร้างมาเพื่อดำน้ำ แต่เดฟ่อนทำให้บินเหนือน้ำได้ในความสูงระดับหนึ่ง อนาคตจะพัฒนาเป็นยานรบทางอากาศ เขาเคยบอกไว้ตอนใหนตอนหนค่งนี่แหละ
      #14147-1
    • #14147-2 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 383)
      2 สิงหาคม 2560 / 19:30
      และตามทฤษฏี บินเหนือน้ำไปอยู่เหนือจุดหมายก่อนดำลง จะเดินทางได้ไวกว่า การดำไปเลย น้ำมีแรงต้านเยอะหว่าอากาศ
      #14147-2
  20. #14146 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 383)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 13:40
    ได้เวลาภารกิจไปแย่งตัวแคนดิเดตแฟนแมวผีละ
    #14146
    0