ตอนที่ 382 : บทที่ 36 Awaken X (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11155
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    27 มิ.ย. 60

บทที่ 36 Awaken X (100%)

 

         ตัวเขาคนที่แล้ว?

         คำตอบนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับเจนภพเป็นอย่างมาก ฟังจากที่คุณยายพูดมาดูเหมือนทั้งหมดจะเป็นสถานการณ์ที่อยู่ในการคาดเดาของตัวเขาตอนที่ยังเป็นเด็ก

         คำถามที่เจนภพถามกับคุณยายก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะบันทึกความทรงจำในสมองให้เป็นรูปแบบดิจิตอลเพื่อทำเป็นแบ็กอัพความทรงจำเพราะในเมื่อปัจจุบันมีวิธีเปลี่ยนข้อมูลในสมองให้เป็นดิจิตอลได้ออกมาในรูปแบบของเกมเสมือนจริง ถึงจะไม่ทำให้ร่างกายได้รับประสบการณ์โดยตรงแต่พอออกมาก็จำเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และยังรู้สึกตัวได้แม้จะนอนหลับอยู่ คิดในมุมกลับวิธีนี้ก็น่าจะใช้ได้ผล

และคุณยายก็พูดเหมือนกับว่ารอให้ตัวเขาถามคำถามนี้มาโดยตลอดอีกต่างหาก

         “คุณยายหมายความว่ายังไงครับ”

         ไม่ใช่ว่าเจนภพไม่เข้าใจที่จินดารัตน์บอก แต่เขาอยากให้มั่นใจว่าตนเองได้ยินไม่ผิด ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องนับถือเลยว่าตัวเขาเมื่อยังเป็นเด็กนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าตัวเขาในตอนนี้เสียอีก

         เป็นเวลากว่าสิบวินาทีที่จินดารัตน์นิ่งเงียบไม่ตอบคำถาม และมีเสียงรื้อค้นบางอย่างคาดว่าคงจะเป็นลิ้นชักในห้องแล็บ เนื่องจากได้ยินเสียงก้องมาก นี่ไม่ใช่ว่าวิจัยตัวยาใหม่ทั้งคืนหรือยังไง ถึงจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าพลังชีวิตของคุณยายยังเหมือนหญิงวัยสี่สิบกว่าก็ตาม แต่ถ้านับอายุตามบัตรประจำตัวประชาชนแล้วเธอมีอายุมากกว่าที่เห็นเกือบเท่าตัว

         “ก็อย่างที่ได้ยินไปนั่นแหละ ตัวหลานเดิมพันเอาไว้ว่าสักวันหลานจะต้องมาปรึกษายายเรื่องนี้แน่ๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันหมายถึงในตอนนั้นยังไม่สามารถทำอะไรที่ใหญ่ขนาดนั้นได้ และตัวหลานก็ได้เขียนโครงการตัวหนึ่งขึ้นมา บอกเพียงแค่ว่าถ้าหลานตัดสินใจพร้อมจะยอมรับความเสี่ยงเมื่อไหร่ก็ให้เปิดผนึกมันออกมาแล้วเริ่มต้นได้เลย เพราะเมื่อถึงวันนั้นจะมีชิ้นส่วนของเทคโนโลยีตัวที่ว่าผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกนะว่าอะไร แต่ตอนนี้ยายรู้แล้วล่ะว่าหลานหมายถึงอะไร”

         “ชิปแปลงสัญญาณของเครื่องอ่านคลื่นสมอง”

         จินดารัตน์ขานรับอย่างใจเย็น คงกำลังไล่สายตาอ่านตัวโครงการอยู่เป็นแน่

         “นี่ตัวภพทำอะไรเอาไว้บ้างครับเนี่ย”

         ชักจะเริ่มสงสัยแล้วสิว่าตัวตนของเขาสมัยที่ยังเป็นเด็กนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่ สติปัญญาที่แสดงให้เห็นนั้นแม้กระทั่งตอนนี้เขายังทำได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะต้องใช้สมาธิไปกับการควบคุมไม่ให้สมองหลั่งสารเคมีออกมาตามอารมณ์เลยกังวลว่าตนเองจะทำให้เกิดเรื่องเลวร้าย ถ้าจะบอกว่ากลัวความสามารถของตนเองก็ไม่ผิดซะทีเดียว

         “มีอะไรหลายๆ อย่างที่หลานทำทิ้งเอาไว้ให้”

         “ฟังดูน่าเหลือเชื่อเกินไปครับ ตัวภพคิดได้ขนาดนั้นเลยหรือครับ ยังไม่แปดขวบด้วยซ้ำ”

         “เพราะก่อนหน้านี้หลานไม่ได้มี Esp Sense อย่างปัจจุบัน แต่เป็นอย่างอื่นแทน หลานเรียกมันว่า Answer Talker ตอนนั้นไม่ได้ตรวจสอบก็เลยไม่มีบันทึกอะไรมาก แต่หลานใช้เวลาเพียงไม่นานหลังจากที่รู้ว่ามีพรสวรรค์ก็เข้าถึงความลับของสมองและใช้มันอย่างมีประโยชน์ที่สุด จนดูเหมือนว่าเป็นอัจฉริยะที่จบปริญญาเอกหลายสาขาได้ด้วยวัยเพียงเจ็ดขวบ ขอแค่หลานเรียนรู้คร่าวๆ สมองก็จะต่อยอดความรู้เหล่านั้นได้ด้วยตัวเอง สามารถหาคำตอบต่างๆ ได้

         “จนเหมือนกับมีคนมากระซิบบอกในหัวใช่หรือเปล่าครับ”

         อ้าว หลานรู้ตัวด้วยงั้นเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่”

         พอลองคิดดูก็เคยมีเหตุการณ์ที่เสี่ยงตายกับระเบิดชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีผู้ใดปลดชนวนมันได้มาก่อน ทั้งอย่างนั้นเจนภพที่ไร้ซึ่งประสบการณ์กลับมองเห็นทุกอย่าง และรู้วิธีปลดชนวนได้ในทันทีด้วย ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากเลยไม่ได้สนใจ พอได้ยินที่พูดตอนนี้ก็เริ่มสงสัยแล้วว่าพลังที่เขามีอยู่ติดตัวที่เหมือนกับคำสาปนี้มันทำอะไรได้บ้าง

         “ก็เมื่อสองเดือนก่อนน่ะครับ”

         “งั้นเหรอ? ตอนที่ทดสอบล่าสุดยายก็ไม่ได้สังเกตจนพึ่งมาอ่านรายงานภายหลังถึงได้รู้ เอาเถอะส่วน Esp Sense ก็จะเป็นการควบคุมประสาทสัมผัสของสมองทั้งหมด ควบคุมการหลั่งสารเคมีในสมองได้ เร่งประสาทสัมผัสให้ข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปหลายขั้น ขยายขอบเขตจิตสำนึกให้ยาวขึ้นได้ในระดับนาโนวินาที นั้นคือสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาในภายหลังจากที่สมองหยุดการทำงานไป และกลายมาเป็นหลานในตอนนี้นั่นแหละ คิดว่ามันน่าจะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นน่ะ”

         “สรุปสั้นๆ คือหลานมี Esp สองชนิด เป็นการดึงความสามารถเกี่ยวกับสมองมาใช้งาน แต่ยิ่งใช้มากสมองก็ยิ่งเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ให้นึกภาพคอมสเปกต่ำที่ถูกให้รันโปรแกรมระดับสูงโดยไม่ปิดเครื่องดูสิ”

         เป็นการสรุปที่ช่วยให้เห็นภาพรวมได้ง่ายของจินดารัตน์ จึงไม่ต้องมีคำอธิบายใดเพิ่มเติมอีก

         “แล้วตัวภพว่ายังไงครับ เกี่ยวกับโครงการที่ว่าน่ะ”

         “ยังไงน่ะเหรอ?” จินดารัตน์ทำเสียง อืมลากยาว เงียบไปเกือบยี่สิบวินาทีและมีเสียงพลิกกระดาษหลายต่อหลายครั้ง “หลักๆ ก็เป็นเหมือนที่หลานถามหานั่นแหละว่าพอจะเปลี่ยนความทรงจำเป็นข้อมูลแบบดิจิตอลได้ไหม แนวคิดของหลานในตอนนั้นคือการแปลงสัญญาณสมองออกมา ก็เลยมีการทำวิจัยสร้างชิปตัวหนึ่งขึ้นมาเป็นรุ่นทดลอง แต่เพราะเป็นของที่สร้างในที่ที่มีข้อจำกัดมากมาย ประสิทธิภาพของมันจึงไม่ได้ดีเด่อะไร ทำได้อย่างมากก็แปลงจิตสำนึกส่วนเล็กๆ ออกมาเป็นข้อมูลดิจิตอล และในขณะที่รอให้สมองของหลานฟื้นฟูก็ใช้กลวิธีแบบเดียวกับเทคนิคการล้างสมองที่เคยเกิดขึ้นในอดีตฝังลงไปตอนนั้น”

         “ส่วนเล็กๆ? หรือว่า” เจนภพเบิกตาโพลง พอจะรู้แล้วว่าส่วนเล็กๆ ที่ว่านี่คืออะไร

         นึกตกใจเหมือนกันที่อยู่ๆ เขาก็เข้าใจคำตอบนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

         “ถูกต้อง เพราะว่ามันแปลงสัญญาณได้แค่เล็กน้อย และเพื่อให้มันมีประสิทธิภาพมากที่สุดตัวหลานเลยเลือกแปลงจิตสำนึกเพียงอย่างเดียวที่เห็นว่าคุ้มค่าที่สุดหรือก็คือ ความรักที่มีต่อคุณแม่ เป็นเหตุผลที่ว่าเวลาหลานจะทำอะไรขึ้นมาสักอย่างจะต้องคำนึงถึงแม่ตัวเองเป็นหลัก”

         ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเขาวัยเด็กนั้นเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แต่ถึงกับเตรียมโครงการล่วงหน้าราวกับจะรู้ว่าในอนาคตเกมคลื่นสมองจะได้รับความนิยมเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไป เจนภพยังไม่ยอมรับหรอกว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้จริง

         “คำถามก็คือตัวภพวัยเด็กรู้ได้ยังไงว่าอนาคตจะมีเกมพวกนี้ออกมา”

         “ไม่ใช่ว่าในอดีตจะไม่มีนะ ยังจำเรื่องของด็อกเตอร์คนที่ยายเล่าให้ฟังได้หรือเปล่า ที่เขามีงานวิจัยมากมายที่เปลี่ยนแปลงโลกได้น่ะ และตอนที่เขามีชีวิตอยู่เขาเคยสร้างไอ้แบบที่หลานเล่นอยู่ด้วย ก่อนเสียชีวิตหลานพึ่งจะสองสามขวบเอง” จินดารัตน์ถามและเจนภพก็ตอบ ครับ “รู้สึกตอนนั้นหลานอายุได้เจ็ดขวบแล้วไปค้นเจออะไรบางอย่างในอินเตอร์เน็ตและทำอะไรสักอย่างกับมัน เห็นว่าให้คำแนะนำใครบางคนอยู่ จากนั้นก็มีตัวแบบจำลองนี้ขึ้นมาเพื่อใช้งานชั่วคราว ยังเดิมพันกับยายอยู่เลยว่าจะพูดเรื่องนี้ก่อนถึงวันเกิดอายุครบสิบแปดปีหรือเปล่า”

         “ทำไมต้องก่อนอายุครบสิบแปดล่ะครับ”

         “การคำนวณอัตราความเสื่อมของสมองเมื่อใช้ยาพิเศษสำหรับยับยั้งไม่ให้สมองเสื่อมสภาพเร็วเกินไป ผลก็คือสามารถยื้อได้จนหลานถึงอายุสิบแปดปีแต่ไม่เกินยี่สิบปีก่อนจะรีเซตใหม่อีกครั้ง หรือก็คือสมองของหลานจะเสื่อมสภาพในทุกๆ สิบปีโดยประมาณ นั่นแหละเหตุผลที่ว่าต้องเป็นก่อนอายุสิบแปด และที่เดิมพันก็คือหลานจะยอมทิ้งตัวตนเพื่อเริ่มใหม่ หรือจะรักษาตัวตนนี้เอาไว้”

         เจนภพอาจจะฉลาดแต่ก็ยังยากที่จะเชื่ออยู่ดีว่าตัวเขาในอดีตวางหมากเอาไว้ถึงขนาดนี้เลยอย่างงั้นหรือ?

         แต่ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่สงสัยขึ้นมา เกี่ยวกับชิปที่ตัวเขาวัยเด็กพัฒนามันขึ้นต่างหาก

         ตัวเขาวัยเด็กไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหนกัน

         อย่าบอกนะว่า

         เจนภพเหงื่อไหลซึม มือที่ถือร่มไว้สั่นโอนไปมาตามน้ำหนักของเม็ดฝนที่กระทบและลมที่พัดใส่

         เป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวเขาจะเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเกมออนไลน์ด้วยคลื่นสมอง คุณยายเองก็พูดเอาไว้ว่า ชิป ตัวนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกมเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นดิจิตอลให้เข้าสู่สมอง กลับกันก็เปลี่ยนข้อมูลในสมองให้เป็นดิจิตอล มันเลยทำให้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ในเกมเหมือนจริงจนน่ากลัว เริ่มรับรู้ได้เลยว่าตัวเขาวัยเด็กนั้นช่างยอดเยี่ยมเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียอีก

         “แต่ว่าถ้าภพไม่ได้เล่นเกม ภพไม่มีทางที่จะคิดวิธีนี้ได้เลยนะครับ ความบังเอิญแบบนี้จะบอกว่าเป็นสิ่งที่ตัวภพคำนวณเอาไว้ตั้งแต่แรกหรือยังไงครับ”

         “เดิมพันยังไงล่ะจ๊ะ” จินดารัตน์ตอบ “จริงอยู่ที่มีสารพัดร้อยแปดเหตุผลที่หลานจะไม่สนใจเกี่ยวกับเกมออนไลน์ แต่ตัวหลานน่ะเดิมพันว่าในช่วงชีวิตวัยรุ่น ว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวจะดึงดูดให้หลานพบเจอกับมัน หนึ่งในเหตุผลที่หลานร้องขอให้พาไปเข้าเรียนที่กรุงเทพฯ ก็เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ง่ายๆ ดังนั้นตัวหลานก็เลยเผื่อใจเอาไว้แล้วว่าชีวิตวัยรุ่นนั้นอาจจะไม่ได้มาเกี่ยวข้องกับมัน เว้นก็แต่ว่าถ้ามีการโฆษณาเกี่ยวกับการสะกดคลื่นสมองด้วยไฟฟ้า ตัวหลานจะต้องสนใจแน่นอน”

         วางแผนเอาไว้เป็นขั้นเป็นตอน ตอนที่ถามคุณแม่ว่าทำไมถึงเลือกจะมาซื้อบ้านอยู่ในตัวเมืองใหญ่ เหตุผลก็บอกว่าตัวเขาอยากจะขอมาเรียนที่นี่ คุณตาด้วยความที่เห่อหลานชายคนนี้มากถึงกับออกเงินซื้อบ้านให้อยู่โดยไม่ต้องผ่อนจ่ายเป็นงวด มันช่วยลดภาระให้คุณแม่ในช่วงแรกๆ ก่อนหางานได้ ถ้าจะพูดให้ถูก เจนภพวัยเด็กได้เตรียมสภาพแวดล้อมให้ตนเองในอนาคต เป็นสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงจนน่ากลัวแต่ก็ถูกปกป้องโดยจิตสำนึกที่ว่า ไม่อยากทำให้คุณแม่เสียใจ

         มันเป็นการวางแผนที่ร้ายกาจ ถึงจะบอกว่าเป็นการเดิมพันกับความเสี่ยงแต่เจนภพวัยเด็กก็ได้ลดความเสี่ยงด้วยสภาพแวดล้อม และการกระตุ้นผ่านสังคมวัยรุ่นผ่านสิ่งที่เรียกว่า เกม ซึ่งมันก็ได้ผล แม้ว่าในตอนแรกจะไม่ได้ให้ความสนใจแต่ก็ยังรู้เรื่องราวของมัน

         คิดได้แล้วก็หัวเราะขบขัน ดูเหมือนตัวเขาจะพ่ายแพ้ให้ตัวเองในวัยเด็กซะแล้ว

         พยายามจะทำตัวเป็นเจนภพที่ดีไม่แพ้คนเดิม กลับทำได้แค่สวมหน้ากากเป็นเจนภพคนนั้น โดยที่ไม่รู้กระทั่งนิสัยใจคอ มิหนำซ้ำยังถูกช่วยเอาไว้อีกต่างหาก

         “สรุปว่าในเมื่อหลานตัดสินใจได้แล้ว ยายจะขอเดินหน้าโครงการ Awaken X ของหลานก็แล้วกัน ได้ความคืบหน้าอย่างไรยายจะติดต่อไปหานะ แต่ยายไม่รับปากนะเพราะยายไม่ถนัดเรื่องเครื่องยนต์กลไก”

         “รบกวนด้วยนะครับคุณยาย”

         “แน่นอนสิจ้ะ อุตส่าห์ได้หลานชายทั้งทีก็ต้องพยายามกันหน่อยสิ หลานคือความสำเร็จเดียวของยายเลยนะ ถึงจะไม่สมบูรณ์ก็เถอะ” จินดารัตน์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูขบขันหน่อยๆ นิสัยอารมณ์ดีเสมอต้นเสมอปลายนี้คุณแม่คงได้มาจากคุณยายอย่างไม่ต้องสงสัย

         “ที่ว่า ความสำเร็จเดียว นี่คงไม่ได้ทำอะไรกับตัวภพเพิ่มหรอกนะครับ”

         “หลานเองก็เคยรู้เพราะยายบอกไปแล้วหนหนึ่งว่าบ้านเรานั้นแตกต่างจากคนทั่วไป ลักษณะทางพันธุกรรมที่รักษาความเยาว์วัยและบาดแผลที่หายได้รวดเร็ว เป็นโรคทางพันธุกรรมที่สืบทอดได้ เลยส่งผลให้ทายาทรุ่นต่อไปทั้งหมดจะเป็นผู้หญิงเท่านั้น แถมยังมีลูกได้แค่ครั้งเดียวด้วย ก็เลยถือวิสาสะบังคับเปลี่ยนโครโมโซมเพศของหลานให้ออกมาเป็นผู้ชายเท่านั้นแหละจ้ะ เท่านี้ก็มีสิทธิ์จะได้เหลนชายกับเขาสักที แต่ว่าอัตราที่จะได้เหลนสาวมีเยอะกว่า”

         เจนภพนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยเรื่องแบบนี้สามารถทำได้ด้วย แต่ถ้าลองคิดถึงฐานะของคุณยายที่เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ไม่ค่อยจะได้เปิดเผยตัวเองสักเท่าไหร่ ผลิตยารักษาโรค และจดสิทธิบัตรเอาไว้ตั้งมากมาย จะทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องแปลก

         ไม่สิ จำได้ว่าคุณยายเคยบอกว่าที่เขาเป็นแบบนี้เพราะความผิดของคุณยาย

         แถมยังเคยพูดทำนองที่ว่าสามารถบังคับเปลี่ยนโครโมโซมเพศได้ตามที่ต้องการอีกด้วย

         วิทยาศาสตร์พันธุกรรมนี่น่ากลัวเกินไปแล้ว

         เจนภพได้แต่ยิ้มแห้ง บอกลาคุณยายแล้วกดตัดสายทันที

         Awaken X งั้นเหรอ?”

 

         หิ้วของจำนวนมากกลับบ้านในสภาพฝนตกคงเป็นอะไรที่ลำบาก ใครจะไปคิดว่าฝนมันจะตกหนักขึ้นขนาดนี้ กว่าจะหารถแท็กซี่ได้ก็เสียเวลาไปเกือบสิบนาที เพราะสถานที่มันใกล้พวกเขาจึงไม่ค่อยอยากจะรับสักเท่าไหร่ ถึงบ้านในสภาพที่ผมเผ้าเปียกชื้น ซูหลินนั่งทำรายงานอยู่ในห้องนั่งเล่น หันมาเห็นว่าถือของมาเยอะก็เลยเข้ามาช่วยถือไปวางไว้ในครัวให้

         “น่าจะไปอาบน้ำก่อน เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก” ซูหลินเตือนเมื่อเจนภพหยิบผ้ากันเปื้อนลายลูกแมวขึ้นมาใส่

         “เพราะฝนตกเลยต้องออกก่อนเวลา ไม่อย่างนั้นคุณแม่ได้หิวจนตาลายทำงานไม่ไหวแน่” เจนภพตอบยิ้มๆ

         ไม่อยากนึกสภาพของคนที่ทำงานบริการอย่างมีพลังแบบนั้นไร้เรี่ยวแรงเวลาพูดโต้ตอบกับผู้ใช้บริการเลย ถึงจะกินอาหารข้างนอกได้ก็ตาม แต่มันคงไม่ดีถ้าเปิดเผยภาพลักษณ์ว่าเป็นคนกินจุในที่ที่มีคนพลุกพล่านแบบนั้น ปกติแล้วคุณแม่ก็ค่อนข้างจะรักษาหน้าตาของโรงแรมเลยมักจะทานอาหารเฉพาะส่วนภายในเท่านั้น ไม่ได้ออกมากินให้ใครเห็น

         “เธอก็ควรจะไปเตรียมตัวได้แล้ว วันนี้มีเรียนตอนสิบโมงนี่นา”

         ซูหลินมองดูนาฬิกาบนฝาผนัง “ยังไม่ใกล้เวลาเลยนี่นา”

         “ถ้าเป็นวันที่ท้องฟ้าโปร่งจะออกสายกว่านี้ก็คงไม่เป็นไรหรอก แต่คิดว่าฝนน่าจะตกทั้งวัน การจราจรก็คงจะติดขัดพอตัว ถ้าตัวเปียกแล้วต้องไปนั่งในห้องแอร์เย็นๆ คงไม่ดีสินะ จะทำซุปไว้ให้ก็แล้วกัน”

         อย่างไรภาระเรื่องปากท้องในบ้านนี้ก็กลายเป็นหน้าที่ของเจนภพไปซะแล้ว

         ซูหลินพยักหน้ารับ ไม่กล้าบอกหรอกว่าพักนี้เริ่มติดใจอาหารของเขามากแล้ว และไม่รังเกียจที่จะทำไปกินที่มหาวิทยาลัย ถึงจะโดนเพื่อนร่วมชั้นดูหมิ่น แต่มหาลัยก็ไม่ได้มีกฎห้ามออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ยิ่งไปกว่านั้นซูหลินก็ฝึกตนมานานมากทำให้ไม่หลงไปกับความเย่อหยิ่ง ได้แต่จินตนาการว่าจะเป็นซุปอะไร

         พอทำอาหารเสร็จก็จัดเตรียมปิ่นโตแยกเอาไว้ให้ ถึงกับซื้อปิ่นโตมาให้เฉพาะคนกันเลย ของคุณแม่เป็นกล่องลายหมีสีน้ำตาล ส่วนของซูหลินเป็นกล่องไม้ลายดอกโบตั๋น แถมขวดเก็บความร้อนสำหรับใส่ซุปร้อนๆ ที่อากาศหนาวเย็นแบบนี้เหมาะมาก เคยขอดูอาหารที่เจนภพทำให้แล้วพบว่าเขาทำให้เฉพาะเจาะจงกับบุคคล ไม่ว่าจะสั่งอะไรเขาก็ทำให้ได้ขอแค่ไม่ยุ่งยากเกินไป

         เกิดความรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันขึ้นมา แต่ก็สะบัดหัวไล่ความคิดพวกนี้ออกไป เพราะในตระกูลจางแล้ว อำนาจ เงินตรา และฝีมือ เป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญในการเลือกคู่ครอง ซูหลินเลยไม่อยากสร้างปัญหาให้กับครอบครัวนี้โดยเด็ดขาด ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าพวกคนที่ขี้อิจฉาเลือกจะมาเล่นงานคู่หมั้นคนนี้ ด้วยฐานะของคนธรรมดาไม่มีทางรับมือกับมันได้แน่

         “แล้วนี่ของใคร คุณเหรอ?” ชี้ไปยังกล่องข้าวสีชมพูสดใส

         “ของอารินน่ะ” เจนภพตอบ ไม่รอให้ซูหลินสงสัยก็อธิบายต่อ “พอดีพักนี้หมอนั่นต้องเรียนแล้วก็ทำงานเลยไม่มีเวลาพาไปกินข้าว เลยมาขอร้องให้ฉันช่วยเตรียมข้าวกล่องได้ไหมแค่นั้นแหละ ที่จริงแล้ววันนี้พวกเรากลับดึกเพราะมีเรียนตอนห้าโมงเย็น กว่าจะถึงบ้านก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว คุณแม่เลยจะรับอารินมาอยู่ที่นี่ชั่วคราวก่อนก็เลยเตรียมเอาไว้ให้”

         เรื่องทั้งหมดนี้ได้มีการปรึกษากันตั้งแต่อยู่ในเกมแล้ว วิลาวรรณก็รับปากว่าจะไปรับมาอยู่ด้วย ซึ่งอาคมก็ต้องไปบอกกับทางครูเวรด้วยว่าจะให้ผู้ปกครองเพื่อนมารับเพื่อป้องกันเหตุการณ์เลวร้าย แต่ถึงจะบอกไปครูเวรก็คงไม่ใส่ใจอยู่แล้วเพราะภายนอกอารินไม่ใช่เด็กประถม ดังนั้นทุกสัปดาห์หากมีเรียนช่วงเย็นอาคมจะขอร้องให้วิลาวรรณมารับอารินไปอยู่ด้วยชั่วคราว หรือถ้าต้องไปสถานที่ไกลๆ ก็จะให้มาพักค้างที่นี่ด้วย

         หลังจากที่ทานข้าวเสร็จแล้ววิลาวรรณก็คว้ากระเป๋ากับกล่องข้าว (ถูกเจนภพเตือนเรื่องแฟ้มนำเสนอที่วางลืมทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ) ขึ้นรถและขับออกไป เพราะทำงานอยู่ที่กรุงเทพมาหลายปีย่อมรู้ดีว่าฤดูแบบนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไปทำงานสาย เลยต้องมีการเผื่อเวลาเอาไว้สักหน่อย คงน่าจะไปถึงโรงแรมได้ทันฉิวเฉียด

         ส่วนเจนภพกับซูหลินนั่งทานมื้อเช้ากันต่อ พอแปดโมงครึ่งก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักศึกษา ซูหลินยังมีการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จอยู่ เห็นได้ชัดเลยว่าซูหลินไม่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งอะไรมากนัก แต่เธอมีความพยายามและความตั้งใจสูงมาก วิชาภาษาอังกฤษก็เป็นพื้นฐานที่ได้รับการฝึกสอนเหมือนกัน เห็นซูหลินทำผิดก็เลยช่วยบอกและอธิบายจนเข้าใจได้

         หลังจากซูหลินทำการบ้านเสร็จแล้วก็เห็นว่าน่าจะได้เวลาเดินทางไปเรียน ตรวจสอบความเรียบร้อยทั้งข้าวกล่องที่เตรียมเอาไว้ให้อารินอยู่ในตู้เย็น ค่อยมาอุ่นในภายหลัง และของทุกอย่างจนมั่นใจแล้วว่าไม่ลืมก็ล็อกบ้านอย่างแน่นหนา กางร่มและเดินเคียงคู่ไปพร้อมกับซูหลิน เพราะยังไงก็ไปทางเดียวกันอยู่แล้ว

         ฝนตกหนักมากการจราจรก็เลยติดขัด น้ำที่ระบายออกไม่ทันท่วมสูงถึงเกือบครึ่งล้อรถ แต่อย่างไรก็ตามพวกเขามาถึงมหาวิทยาลัยก่อนเวลาสิบโมงพอดิบพอดี จึงได้แยกทางกับซูหลินที่ไปนัดเจอกับเพื่อนร่วมห้องเพื่อที่จะขอลอกการบ้านกัน

         หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูกำหนดการต่างๆ ภายในแอปพลิเคชั่นที่เขาสร้างมันขึ้นเพื่อใช้กันในกลุ่ม ครูบอกว่าจะเข้าสายเนื่องจากติดปัญหาเรื่องการจราจร และสั่งงานเอาไว้ให้ทำ เป็นการนำเสนองานหน้าชั้นเรียน รายชื่อที่ปรากฏอยู่บนข้อความของครูบ่งบอกว่ามีนักศึกษาคนใดเข้ามาอ่านแล้วบ้าง นั่นแปลว่ารับทราบงานทั้งหมด ไม่มีทางปฏิเสธได้เลยว่าไม่รู้

         ไม่ได้นัดกันเอาไว้ก็จริง แต่ก็เห็นอาคมเดินมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่ได้แต่งตัวถูกต้องตามระเบียบ คล้ายจะเป็นแฟชั่นในหมู่นักศึกษารุ่นพี่ ถึงกระนั้นอาคมก็มีสีหน้าแบบนี้อยู่เสมอเวลาที่อยู่ตัวตนเดียวหรือไม่ก็เวลาที่เห็นเจนภพอยู่ต่อหน้า ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจทักทายอะไรมาถึงก็นั่งลงและดูกระวนกระวายใจเล็กน้อย

         “มีอะไร?”

         “ไม่รู้ว่ะ พักนี้รู้สึกเหมือนถูกแอบตาม”

         “ยินดีด้วยที่นายมีคนมาชอบ”

         “ซีเรียสนะโว้ย ไม่มีอารมณ์จะเถียงกับแกว่ะไอ้แมวผี ช่วยบอกให้แม่แกไปรับน้องสาวฉันเร็วๆ หน่อยก็แล้วกัน” อาคมดูจริงจังมากและไม่มีอารมณ์จะทะเลาะเหมือนทุกที เจนภพรับรู้ได้เลยว่าครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพูดเล่น แต่อาคมนั้นระแวงเอามากๆ

         เจนภพเลยขยายสัมผัสรับรู้ออกไป แต่ก็ไม่พบคนที่มีจิตมุ่งร้ายสักคน อีกอย่างมหาวิทยาลัยแห่งนี้ใช่ว่าคนทั่วไปจะเดินเข้าออกได้สะดวกนัก หน้าประตูก็มีป้อมยามถ้าไม่ใช่นักเรียนหรือนักศึกษา หรือคณะครูอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยก็อาจจะต้องได้รับการตรวจสอบเป็นอย่างดี มันเคยมีเหตุการณ์สโตรกเกอร์ตามมาทำร้ายนักศึกษาถึงภายในมหาวิทยาลัยจึงได้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น

         “ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่นา คิดมากไปหรือเปล่า”

         “ไม่หรอก ตั้งแต่ออกมาจากคอนโดฯ ก็รู้สึกได้ว่าถูกแอบมองอยู่ตลอดเวลา”

         “เพราะตั้งใจฝึกมากเกินไปเลยมีสัมผัสที่ไวต่อเรื่องพวกนี้สินะ เอาเถอะฉันจะบอกคุณแม่ให้ก็ได้ แต่ช่วยบอกเหตุผลได้หรือเปล่าว่าทำไม ถ้าอยู่ในขอบเขตที่ช่วยได้ก็จะช่วยให้เต็มที่ ต้องไม่ลืมนะว่าแม่ฉันก็รักอารินเหมือนลูกสาว คุณยายก็อยากได้อารินมาเป็นลูกศิษย์ อนาคตอารินไม่มีทางเป็นพนักงานในบริษัทเล็กๆ แน่นอน”

         อาคมนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเห็นว่าที่เจนภพพูดมามันก็มีเหตุผล แถมถ้าได้คนพวกนี้มาปกป้องเขาก็ไม่ต้องไปดิ้นรนเพื่อเสาะหาทนายมาช่วยเหลือ ถึงจะไม่อยากขอความช่วยเหลือแต่นี่มันเกี่ยวกับอารินเขาจึงจำเป็นจะต้องยอมลดศักดิ์ศรีที่ว่าตนเองมีกำลังพอจะปกป้องอารินได้ด้วยตัวคนเดียว

         “อารินยังไม่บรรลุนิติภาวะใช่ไหมล่ะ”

         “ก็กฎหมายระบุเอาไว้ว่างั้นแหละ” เจนภพตอบ

         “ทีนี้พ่อกับแม่ฉันทิ้งมรดกเอาไว้ให้ฉันกับน้องสาวคนละครึ่ง จะถอนออกมาได้ตอนอายุสิบแปดเท่านั้น ค่าใช้จ่ายปัจจุบันก็มาจากตรงนี้แหละ ส่วนของฉันน่ะเหลืออยู่ไม่มากเพราะลุงของฉันที่อยากจะได้มรดกตัวแทบสั่น พอรู้ว่าฉันกับน้องสาวได้รับแต่ตัวเองไม่ได้ ก็เลยจะใช้อารินเป็นตัวประกัน ถอนเงินของฉันไปตั้งหลายล้าน ลงทุนไปกับบ่อนพนัน ใช้เงินพวกนั้นอย่างเมามันเลยล่ะ พอฉันไม่ให้ก็บอกว่าจะขู่เอาอารินไปขาย สุดท้ายฉันก็เลยต้องพาอารินหนีไปกบดานอยู่ที่คอนโดลับของพ่อกับแม่ที่เตรียมไว้ให้”

         “ดราม่าเนอะ” เจนภพกล่าวเรียบๆ

         “อยากซัดปากแกซะจริงๆ เลยพับผ่าสิ” อาคมรู้สึกเจ็บใจ แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดปากเล่าต่อ “ไอ้ลุงนั่นมันอยากจะถือสิทธิ์ในการเลี้ยงดูอาริน เพราะมรดกส่วนของอารินมีมากกว่าของฉันสองเท่า ก็จริงที่พ่อกับแม่รักลูกชายลูกสาวไม่เท่ากัน แต่ฉันก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอกนะ บ้านหลังเดิมของพ่อถูกโอนเป็นชื่อของฉัน ส่วนอารินได้บ้านของแม่ถ้าเอาที่ดินไปขายก็ได้กลับมาราวๆ 30 ล้านในราคาตลาด เคยได้ยินตอนไอ้ลุงนั่นพานายหน้ามาประเมินที่ดิน เพราะแบบนั้นแหละฉันเลยรู้สึกว่า ต้องพาอารินหนีไปให้ได้”

         “สรุปก็คือนายกลัวว่าลุงของนายจะกลับมาแสดงสิทธิ์เลี้ยงดูอาริน และพาตัวไปสินะ” เจนภพสรุปเรื่องราว

         “มันทำลายบ้านพ่อฉันไปแล้ว ทีนี้จะมาทำลายบ้านของแม่ที่เตรียมไว้ให้อารินอีก”

         “ฟังดูไม่มีเหตุผล จะทำลายได้ยังไงในเมื่อมันเป็นชื่อของนาย”

         “เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างถูกเอาไปขาย เครื่องเพชรของแม่กับของสะสมของพ่อฉันก็ถูกเอาไปจำนำหมด บ้านพ่อฉันเลยกลายเป็นบ้านว่างเปล่าไม่เหลืออะไรเลย” อาคมตอบ ถึงจะเจ็บใจแต่ก็ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นได้แล้ว และตอนนี้เขาก็เห็นว่าคอนโดฯ ที่นั่นเป็นบ้านหลังใหม่ที่อยู่แล้วมีความสุขดี

         เจนภพขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลยก็ตาม แต่อารินนั้นได้รับความเอ็นดูจากคุณแม่และคุณยาย ถ้าเขาไม่ช่วยก็คงจะดูแล้งน้ำใจไปสักหน่อย

         “แม่ฉันรู้จักกับทนายที่มีฝีมืออยู่คนหนึ่ง เป็นเพื่อนสนิทสมัยมัธยม ถ้าขอร้องแม่ฉันก็คงหาทางทำอะไรสักอย่างได้ ไม่อยากให้คุณยายออกโรงเองไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ เอาเป็นว่าถ้าหากว่าลุงของนายมาจริงๆ ล่ะก็ฉันจะหาทางทำอะไรสักอย่างเอง ถ้าคนคนนั้นมาก็อยากให้บอกฉันด้วย”

         เรื่องนี้เท่านั้นที่อาคมยอมรับ หากเป็นการดำเนินแผนการร้ายเพื่อทำลายอะไรสักอย่างเจนภพจัดได้ว่าเป็นคนที่เชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ขอเพียงทำให้ผู้ชายคนนั้นหมดสิทธิ์ในการดูแลอาริน เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว อารินเองก็จะปลอดภัยอีกด้วย

         “แต่ฉันคิดว่าคราวนี้นายอาจจะแค่คิดมากไปเองก็ได้” เจนภพกล่าวเตือน

 

         ถึงจะบอกว่าอาคมนั้นคิดมากไป แต่ตราบใดก็ตามที่ยังมีความเป็นไปได้เกิดขึ้น เจนภพก็ตั้งใจจะหาทางช่วยเหลือแน่นอน เหตุผลที่อาคมหวาดกลัวเขาพอจะเข้าใจอยู่แต่ด้วยสถานะในปัจจุบันที่ยังไม่มีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่งก็คงยากที่จะดูแลน้องสาวได้ด้วยตัวคนเดียว ทางอาคมก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีเลยกลัวว่าไม่ใช่แค่บ้าน แต่อาจจะรวมไปถึงคอนโดฯ ด้วยที่จะถูกแย่งไป

         เรื่องนี้คงต้องไปขอปรึกษากับคุณแม่และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายในการจัดการ ต้องขอบคุณความกว้างขวางของคุณแม่ที่รู้จักผู้คนมากมาย ถ้าจะมีทนายที่มีฝีมือสักคนเป็นเพื่อนสนิทด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

         อาคมกลับมาดูเป็นคนเฮฮาเหมือนเดิมเมื่อได้เข้าห้องเรียน สมแล้วกับที่บอกว่าชำนาญโป๊กเกอร์เฟสมาก ไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อสักครู่สายตาของอาคมนั้นเหมือนตอนอยู่ในเกมมากจนน่ากลัวเลยล่ะ การนำเสนองานกลุ่มก็เป็นธรรมดาที่จะมีคนเข้าหาพวกเขาทั้งสองคนเนื่องจากว่าเจนภพนั้นเก่งมากและทำงานออกมาได้สมบูรณ์แบบจนได้คะแนนเต็ม อาคมเองก็พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื๋อแถมยังนำเสนองานเก่งมากด้วย ทว่าถ้าหากเป็นงานคู่กันเมื่อไหร่ก็ต้องมั่นใจเลยว่าเจนภพกับอาคมไม่เคยห่างกันอยู่แล้ว

         คาบเรียนหมดเวลาตอนบ่ายโมงครึ่ง มีเวลาสามสิบนาทีในการพักทานอาหารและเข้าเรียนต่อตอนบ่ายสอง และยาวไปจนถึงคลาสเรียนรวมที่ยาวไปจนถึงเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง เป็นธรรมดาเพราะเวลานี้พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เลยจำเป็นจะต้องทำตามกฎที่ถูกตั้งขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

         เรียนเสร็จแล้วทั้งสองคนก็นั่งรถประจำทางกลับบ้านแต่เพราะฝนตกหนักมากทำให้การจราจรติดแน่น กว่าจะมาถึงบ้านก็ประมาณสองทุ่มครึ่ง อารินทำการบ้านอยู่ที่หน้าโทรทัศน์โดยได้คุณแม่คอยช่วยสอนให้ ทั้งที่ความจริงแล้วถ้าเป็นวิชาคณิตศาสตร์อารินสามารถทำได้เพราะเจนภพสอนความรู้ในระดับปริญญาตรีให้ สมการทั้งหมดและวิธีการใช้สูตรต่างๆ อารินจดจำได้ทั้งหมดแล้ว

         อาคมกล่าวทักทายวิลาวรรณ แต่พอเห็นว่ามาอยู่ในสภาพที่เนื้อตัวเปียกแฉะก็ได้รับคำแนะนำให้ไปอาบน้ำ มองไปทางอารินก็เห็นว่าใส่เสื้อยืดตัวที่ไม่คุ้นกับกางเกงขาสั้นอยู่ด้วย อารินบอกว่ามันเป็นชุดของวิลาวรรณที่ให้ยืมใส่เพราะตอนไปรับมาเสื้อผ้าอารินเปื้อนโคลนหมดแล้ว ตอนนี้เอาเข้าเครื่องซักและอบแห้งเสร็จเรียบร้อย

         “อาบน้ำอาบท่าก่อนกินข้าวก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันให้ยืมเสื้อใส่ไปก่อน” เจนภพนำผ้าเช็ดตัวสำหรับแขกมาส่งให้อาคม มันอยู่ในถุงพลาสติกที่เก็บเอาไว้เป็นอย่างดี และเสื้อยืดคอกลมสีขาวที่พับเป็นระเบียบวางเทินข้างบน

         อาคมไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดีเพราะรับมาแล้ว สุดท้ายก็ยอมแกะผ้าเช็ดตัวออกมาและเดินเข้าห้องน้ำไป

         เพราะวิลาวรรณหุงข้าวได้เลยให้หุงเอาไว้ก่อนหน้านี้ เจนภพกับคุณแม่คุยกันผ่านแชทในโทรศัพท์ระหว่างที่เรียน เพื่อดูว่ามีของอะไรเหลือในตู้เย็นบ้าง พอกลับมาจะได้ลงมือทำอาหารเนื่องจากคิดเมนูเอาไว้ก่อนแล้ว

         “ซูหลินอยู่ข้างบนเหรอครับ”

         “ใช่จ้ะ กำลังฝึกอยู่ข้างบนน่ะ” วิลาวรรณตอบ

         ไม่รู้ว่าพวกที่บ้าคลั่งวิชายุทธ์เป็นแบบนี้กันทุกคนหรือไม่ แต่ถ้าเปรียบเทียบระหว่างคุณตากับซูหลินจะพบว่ามีนิสัยคล้ายๆ กัน นั่นก็คือถ้าไม่ถึงเวลาจริงๆ จะเอาแต่ฝึกฝนตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความหย่อนยาน เพราะบ้านหลังนี้ไม่ได้มีพื้นที่เพียงพอให้ขยับตัวได้อย่างอิสระ ก็เลยต้องฝึกโคจรลมปราณอยู่บนห้องแทน

         “ก่อนแม่จะกลับมาถึงก็เห็นว่าเข้าไปเล่นเกมอยู่แล้วก็ออกมาน่ะ”

         “เล่นเกม? ไม่ยักรู้ว่าเดี๋ยวนี้ก็เริ่มติดเกมขึ้นมาแล้ว”

         “ช่วยไม่ได้ล่ะนะ ก็บ้านเรามันแคบนี่นา”

         “แคบ?” เจนภพกวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่ที่กินอาณาเขตพื้นที่ของบ้านถึงสองหลังแห่งนี้ “เอาเถอะครับ ช่วงนี้ฝนตกหนักมากคงทำให้ซูหลินเบื่อน่าดูเลยล่ะ หวังว่าคงไม่มีพลังลมปราณระเบิดบ้านอะไรเทือกนั้นหรอกนะครับ”

         “ลูกนี่เข้าใจพูดเล่นนะ” วิลาวรรณหัวเราะ

         ทำอาหารเสร็จก็ไปเรียกซูหลินให้ลงมาทานด้วย ซูหลินใส่ชุดนอนลายทางสีฟ้า คงพึ่งจะอาบน้ำเสร็จเพราะเขาได้กลิ่นแชมพูลอยติดจมูก และสังเกตจากทรงผมที่เปียกชุ่ม

         โต๊ะอาหารแม้จะสี่มุมแต่พอนั่งครบทุกฝั่งทำให้มันแคบลงทันตา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจงใจหรือเปล่าที่เจนภพนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะด้านหนึ่ง วิลาวรรณกับซูหลินนั่งอยู่ทางฝั่งเดียวกัน ฝั่งตรงข้ามก็เป็นอาคมกับอาริน อาหารมากมายวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ หม้อหุงข้าววางอยู่ข้างเจนภพ เขารับหน้าที่เป็นคนตักข้าวให้ พอทานอาหารไปได้สักพักวิลาวรรณก็มองหน้าอาคมแล้วเปิดหัวข้อขึ้น

         “หนูอาคม เรื่องที่ลูกแม่บอกมาเป็นความจริงงั้นเหรอ?”

         “ครับ?” อาคมทำหน้ามึน แต่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาไปปรึกษากับเจนภพและอีกฝ่ายบอกว่าจะให้แม่ช่วยในเรื่องนี้ด้วย แต่เพราะวิลาวรรณไม่ได้ขยายความก็เลยใช้เวลากว่าจะตอบได้ “ใช่แล้วครับ”

         “ถ้าเป็นงั้นจริงเดี๋ยวแม่หาทางทำอะไรให้ก็ได้ แม่มีเพื่อนเป็นทนายอยู่ ได้เรื่องยังไงเดี๋ยวแม่โทรไปบอกนะ”

         “ขอบคุณมากครับ”

         “ไม่เป็นไรจ้ะ ยังไงแม่ก็ชอบอารินเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้อีกฝ่ายเซ็นรับเรื่องที่จะยอมให้มาอยู่ในความดูแลของแม่เอง แบบนี้หนูอาคมน่าจะสบายใจได้”

         ที่วิลาวรรณพูดสื่อความประมาณว่าจะรับอารินมาเป็นลูกสาวบุญธรรม แน่นอนว่าถึงอาคมจะอนุญาตแต่ในทางกฎหมายแล้วจำเป็นจะต้องให้ผู้ปกครองตัวจริงเซ็นยินยอมซะก่อน ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากในกรณีที่มีมรดกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทางฝ่ายนั้นไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ต้องแย่งสิทธิ์ในการดูแลมาให้ได้

         “แต่ทางนั้นคงไม่ยอมแน่ครับ” อาคมตอบ

         โดยส่วนตัวแล้วอาคมไม่คิดว่าวิลาวรรณจะสนใจมรดกที่อารินได้รับด้วยซ้ำ เขาน่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้ว่าวิลาวรรณกับเจนภพสองแม่ลูกคู่นี้เป็นทายาทของมหาเศรษฐีอัจฉริยะอย่าง ศจ.ดร.เมลินดา ฮาวน์ ที่มีรายได้มากกว่ารายรับของประเทศซะอีก มรดกของอารินที่ได้เทียบมูลค่ากันแล้วก็เป็นได้แค่เศษเงิน

         “ไม่ยอมก็ทำให้ยอมได้นี่นา ลูกมีความคิดอะไรดีๆ หรือเปล่า”

         “ก็มีหลายวิธีเลยนั่นแหละครับ ถ้าเราสู้กันด้วยหลักฐานข้อเท็จจริงไม่ได้ก็คงต้องเผื่อแผนสำรองเอาไว้เพื่อให้อีกฝ่ายดิ้นไม่หลุด ภพมีวิธีการอยู่ครับแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าอาคมจะยอมเสี่ยงเดิมพันด้วยหรือเปล่า อย่างแรกก่อนอื่นก็คือต้องให้อีกฝ่ายเซ็นยินยอมในการยกสิทธิ์ในการเลี้ยงดูให้คุณแม่ แต่ว่า

         สิ่งที่เจนภพกังวลก็คือการตรวจสอบบัญชีครอบครัวต่างหาก บัญชีหลักของคุณแม่นั้นดูธรรมดามากและไม่ต้องกังวลอะไร แต่บางครั้งก็มีเงินที่มากเกินไปซึ่งเป็นของคุณตากับคุณยายโอนมาให้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าหากตรวจสอบลึกอีกก็จะพบบัญชีที่เจนภพปิดซ่อนเอาไว้ เป็นรายได้จากผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่ที่เจนภพเทคโอเวอร์มาทั้งนั้น ซึ่งมันจะเป็นเรื่องใหญ่มากแม้เจนภพจะจ่ายภาษีอย่างถูกต้องแล้วก็ตาม เมื่อถึงเวลานั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแสดงตัวตนต่อสาธารณะ

         “เอาเป็นว่าภพจะลองคิดหาวิธีให้ก็แล้วกันครับ” พูดพลางมองทางอาคมต่อ “ถ้าอีกฝ่ายติดต่อมาเมื่อไหร่ก็ให้บอกฉันด้วยก็แล้วกัน เมื่อถึงตอนนั้นถ้าไม่ยอมรับก็คงต้องบังคับให้ยอมรับ”

         เพราะบทสนทนานี้ไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญออกมา อารินก็เลยไม่รู้ว่าทั้งสามคนพูดเรื่องอะไร เลยนั่งทานอยู่เงียบๆ แถมบางครั้งก็ร้องขอให้ซูหลินช่วยตักกับข้าวที่อยู่ไกลมือให้ด้วย ซูหลินไม่ใช่คนหยิ่งยโสอย่างที่คิด แม้ว่าเธอจะทานอาหารอยู่เงียบๆ แต่เธอก็มีลูกพี่ลูกน้องที่บางครั้งก็ต้องคอยดูแลแบบนี้เหมือนกัน

         อารินชวนคุยด้วยภาษาอังกฤษ แม้ซูหลินจะตอบได้แต่บางครั้งก็ต้องขอให้ช่วยพูดช้าๆ และชัดมากขึ้น อารินพูดเร็วมากจนเหมือนเป็นเจ้าของภาษา ซึ่งอาคมก็ได้เปิดเผยให้รู้ว่าพวกเขาสองพี่น้องเป็นลูกครึ่ง เลยใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้เต็มที่หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้อาคมกับอารินจะถือครองสัญชาติไทย แต่ก็นับถือศาสนาคริสต์กันทั้งคู่ ภาษาอังกฤษเลยมักจะได้ใช้เวลาพูดคุยกับชาวต่างชาติเวลาไปร่วมงานที่โบสถ์

         “นี่นายนับถือศาสนาคริสต์งั้นเหรอ?”

         “ผิดกฎหมายเหรอ”

         “เปล่า แค่ฉันรู้สึกติดใจตอนที่นายมาสารภาพบาปกับฉันแล้วยังทำเหมือนกับเป็นเรื่องปกติ” เจนภพพูดถึงตอนที่เขากำลังทำเควสต์เปลี่ยนอาชีพเป็นนักบวช แล้วอาคมก็เข้ามาสารภาพบาป “ปกติผู้เล่นไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่บอกว่ามาสารภาพบาปก็จะได้รับเควสต์ แต่นายกลับทำเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาแล้วก็ยังดูคุ้นชินด้วย เลยคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำอยู่ประจำหรือเปล่าอะไรประมาณนั้น”

         อาคมทำท่าทางล้อเลียนคำพูดที่ฟังดูเย็นชาของเจนภพ ยกถ้วยซดน้ำซุปอย่างเอร็ดอร่อย มันไม่ใช่การกระทำที่เสียมารยาทแต่สังเกตเห็นจากวิลาวรรณและเจนภพยกถ้วยซด จึงคิดว่าน่าจะถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์แบบนี้

         ฝนยังคงตกหนักไม่ยอมหยุด พยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตกติดต่อกันไปจนถึงพรุ่งนี้ และมันก็ดึกมากแล้วอาคมเลยคิดว่าจะนั่งรถแท็กซี่กลับ แต่วิลาวรรณบอกให้เจนภพขับรถไปส่งถึงคอนโดมิเนียม เพราะไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องของคุณแม่ได้เลยจำใจต้องคว้ากุญแจรถมาเพื่อพาทั้งสองคนไปส่ง

         เทียบกันแล้วอาคมยังขับรถไม่เป็น ถึงจะเคยขับรถยนต์ไฟฟ้าที่บ้านของเจนภพมาแล้วแต่มันก็ขับได้ง่ายมาก แต่รถยนต์พวกนี้ขับยากอย่าบอกใคร ยิ่งกฎหมายการจราจรเข้มงวดมากขืนโดนจับแต่ไม่มีใบขับขี่ก็โดนหนักด้วย และการขับรถในสภาพอากาศแบบนี้ทั้งยังเป็นช่วงเวลากลางคืนก็อันตรายอยู่ดี อาคมดูไม่ยินดีแต่ก็ไม่ได้รังเกียจ เขารู้จักนิสัยของเจนภพดีว่าเป็นคนแบบไหน ก็เลยโดยสารไปด้วยได้โดยไม่ต้องนึกกลัวอะไร

         การจราจรในตอนค่ำนั้นถนนบางเส้นติดขัดจนรถแทบจะไม่ขยับไปไหนเลย อาคมไม่เข้าใจว่าทำไมเจนภพถึงได้เลือกเส้นทางที่ต้องขับอ้อมซะไกล แต่กลายเป็นว่าเขารู้สึกนับถือขึ้นมา เพราะว่าเจนภพคิดเผื่อในกรณีที่รถติดจึงได้เลือกเส้นทางที่ต้องอ้อมไกลหน่อยแต่มาถึงสถานที่เป้าหมายได้เร็วขึ้น ถ้าต้องไปตามเส้นทางที่คิดว่าใกล้ที่สุดป่านนี้พวกเขาคงได้ติดแหง็กอยู่ที่นั่นไปแล้ว

         ส่งอาคมกับอารินถึงคอนโดมิเนียมและทั้งคู่เปิดประตูกระจกและเดินหายเข้าไปในลิฟต์ เจนภพก็มองกระจกหลังพักหนึ่ง มันแค่ชั่ววินาทีเดียวเท่านั้นที่รู้สึกเหมือนถูกจ้องมองโดยใครสักคน เพียงแต่ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายต่อตนเองก็เลยเลิกใส่ใจ เพียงแต่ว่าการที่รับรู้ได้ว่าถูกจ้องมองนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในวันนี้

         “ไอ้เจ้าบ้าอาคมเอ๊ย! คิดมากจนมองอะไรในแง่ร้ายตลอด” เจนภพมีรอยยิ้มขบขัน และขับรถออกไปทันที

 

         ร้านน้องเหมียวสี่ขายังคงเปิดให้บริการตามปกติ น้ำยาที่วางขายเป็นของที่ดีมากและราคาถูก แต่น่าเสียดายที่ปริมาณการวางขายที่ถูกจำกัดเอาไว้จนมีคนบางกลุ่มไม่สามารถหาซื้อได้ และมองว่าร้านน้องเหมียวสี่ขาไม่มีทางอยู่รอดในตลาดน้ำยาได้แน่ เรื่องเดียวที่พวกเขาคิดไม่ถึงก็คืออารินมีสัญญากับทางค่ายเกมในการผลิตน้ำยาส่วนสำคัญให้ซื้อขายกันผ่านระบบเครดิต เป็นน้ำยาที่ช่วยได้อย่างมากในการล่าบอสและการต่อสู้แบบสงคราม ซึ่งปกติแล้วอารินสามารถใช้รายได้ส่วนนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเงินจริงก็ได้ แต่ที่ไม่ยอมทำเพราะอารินก็คิดไม่ถึงและใช้เงินที่ได้มาไปกับการเปิดร้านรับซื้อวัตถุดิบ

         ถ้าจะมีสถานที่ใดให้อารินได้เล่นสนุกก็เป็นเมืองอัลเทเซียร์แห่งนี้ อารินมักจะเดินเข้าไปที่ร้านนั้นทีร้านนี้ทีจนกลายเป็นขาประจำที่รู้จักกัน โดยที่ตัวอารินเองก็ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีคนให้ความคุ้มครองกันอยู่ลับๆ ไม่ใช่สโตรกเกอร์แต่เป็นเพลเยอร์ในสมาคมคนโอตาคุ ที่แวะเวียนเข้ามาทักทายกันอย่างโจ่งแจ้ง ก่อนหน้านี้อาคมเคยคิดว่าเป็นพวกโรคจิตก็เลยจัดการซะเรียบร้อย ด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อกลุ่มของเจ้าพวกนี้ก็คือ หมีผู้พิทักษ์

         อารินเข้าใจว่าพวกพี่ชายกลุ่มนี้เป็นคนที่ชื่นชอบสัตว์ประเภทหมี ก็เลยไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไร ว่างๆ ก็จะชวนคุยเกี่ยวกับหมีบ้างเป็นบางครั้ง โดยที่ไม่รู้เลยว่าจุดประสงค์ของคนพวกนี้คือการคุ้มครองอารินให้ปลอดภัย

         เพราะอารินอยู่ในจุดที่ขัดใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะการทำน้ำยาขายที่ไม่ใช่เพื่อการค้ากำไรเหมือนพ่อค้า แต่เป็นการทำเหมือนเด็กเล่นขายของ ซึ่งในส่วนนี้ราล์ฟก็ปล่อยผ่านเนื่องจากเป็นแค่เกม เลยอยากจะให้ลองผิดลองถูกและแนะนำให้อารินเริ่มมีพัฒนาการขึ้นบ้าง ระยะหลังมานี้เลยมักจะมีการก่อกวนแบบแปลกๆ ที่มักจะทำให้ขายของไม่ได้บ้าง ลูกค้าไม่กล้าเข้าร้านบ้าง การมีอยู่ของหมีผู้พิทักษ์ก็เพื่อไม่ให้อารินร้องไห้จนเผลอทิ้งระเบิดเวทมนตร์ลงกลางเมือง

         ด้วยความสามารถของอาชีพผู้พิทักษ์ สิ่งที่น่ากลัวก็คือตุ๊กตาหมีที่เป็นอมตะนั่นต่างหาก หากอารินมอบชีวิตให้มันก็จะกลายเป็นกำลังรบที่น่ากลัวมาก ก่อนหน้านี้อารินเคยลงดันเจี้ยนกับอาคมและใช้ คุณตุ๊กตาหมีจัดการกับบอสโดยไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร

         กล่าวได้ว่าพลังในการต่อสู้ของอารินอยู่ในระดับยอดฝีมือคนหนึ่ง เพียงแต่อารินไม่ได้เป็นพวกกระหายการต่อสู้หรือความท้าทาย ที่มาเล่นเกมนี้ก็เพราะพี่ชายอยากจะให้ได้เล่นสนุก และได้ท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ ตอนนี้อารินกำลังตั้งเป้าหมายว่าจะไปดูอาณาจักรเงือกเลยต้องเตรียมความพร้อมให้พวกพี่ๆ ได้มีน้ำยาเอาไว้ใช้ปกป้องตัวเอง

         และเป็นอาคมที่พอได้ยินอารินบ่นเกี่ยวกับวัตถุดิบไม่มีขายจนผลิตน้ำยาไม่ได้ ก็เลยต้องเป็นฝ่ายไปหามาให้กลายเป็นว่าพบเจอกับการกระทำของกลุ่มเพลเยอร์ของสมาพันธ์วอร์ลอร์ดที่ยึดครองพื้นที่ฟาร์มวัตถุดิบ และห้ามไม่ให้เขาเข้าไป ผลลัพธ์ก็คือการต่อสู้ที่รุนแรงและอาคมจัดการคนพวกนั้นลงอย่างง่ายดาย ด้วยความแข็งแกร่งที่พัฒนาขึ้นจนน่าจะอยู่ในอันดับต้นๆ ของเกมแล้ว คงมีน้อยคนที่จะต่อกรด้วยได้

         ความเสียหายในครั้งนั้นก็คือไอเทมที่ฟาร์มมาได้ทั้งหมดตกเป็นของอาคมแต่เพียงผู้เดียว และเพราะคนพวกนั้นใช้วิธีขี้โกง อาคมเลยไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจว่าจะได้มาด้วยวิธีไหน ขอแค่มีไปให้อารินได้เท่านั้นก็พอ ซึ่งการทำแบบนี้ออกจะเป็นการกระทำที่ดูไร้ความรับผิดชอบ แต่ถ้าไม่มีการปิดแหล่งไอเทมเพื่อครอบครองแต่เพียงผู้เดียว เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นอันขาด

         ราล์ฟมาที่ร้านน้องเหมียวสี่ขาบ้างเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับน้ำยาที่จะต้องเตรียมไปด้วย ส่วนหนึ่งจะเป็นทางซากุระที่รับหน้าที่จัดการในส่วนของกองทัพ แต่ว่าประสิทธิภาพน้ำยาของอารินเหนือกว่ามากเลยอยากจะให้ช่วยเตรียมไปเผื่อในกรณีฉุกเฉิน

         เห็นอาคมนำกระสอบสมุนไพรออกมาวางเรียงกันอยู่หน้าร้าน ราล์ฟถึงกับแสดงรอยยิ้มขบขันออกมา

         “เปลี่ยนอาชีพเป็นนักการเกษตรตั้งแต่เมื่อไหร่”

         “หนวกหูน่าไอ้แมวผี ถ้าแกยังแซวฉันอีกครั้งหน้าไม่ใช่แค่ดาบที่เสียบทะลุหัวใจแกแน่”

         พูดถึงเรื่องก่อนหน้านี้อาคมยอมรับผลที่ว่าเสมอก็จริง แต่ราล์ฟมองว่าเป็นอาคมที่ได้รับชัยชนะอย่างแท้จริง สำหรับตอนนั้นที่มีวิธีการตั้งมากมายในการเอาชนะแต่กลับเลือกที่จะปะทะกันตรงๆ ทั้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าพลังป้องกันของอาชีพนักบวชมันต่ำ คงเพราะอยากจะตอบรับความต้องการของอาคมที่อยากจะต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มีเลยไม่อยากใช้วิธีที่ดูขี้ขลาด

         “ของพวกนี้น่ะมีคนให้มาว่ะ” อาคมพูดโค้ดลับที่มีใจความว่า ยึดมาจากพวกที่ปิดพื้นที่เพื่อฟาร์มไอเทม

         “แถวไหนล่ะ”

         “ทางตอนเหนือของกรีนเบส เส้นทางไปอาร์วิเนียพอดี”

         ราล์ฟนึกถึงรายชื่อสมุนไพรที่ปรากฏอยู่ที่เขตนั้นทั้งหมด “สมุนไพรพวกนั้นใช้ทำยาเพิ่มเลือดกับพลังเวทมนตร์เป็นหลัก มีหญ้าลมปราณอยู่น้อยแต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีเลย สงสัยอยากจะทำสงครามเร็วๆ”

         เมื่อก่อนสถานที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความดูแลของกิลด์เทพโอสถ แต่หลังจากที่กิลด์เทพโอสถล่มสลายไปพื้นที่ตรงนั้นก็กลายเป็นอิสระในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และได้ถูกสมาพันธ์วอร์ลอร์ดยึดครองในเวลาต่อมา สถานที่แห่งนั้นก็ถูกบุกโจมตีและผลัดกันยึดครองอยู่เสมอ แต่ทางสมาพันธ์วอร์ลอร์ดมีคนเก่งอยู่มากมายก็เลยถือครองพื้นที่ได้นานกว่า แถมยังใช้ช่วงเวลาที่การป้องกันอ่อน (ช่วงที่เพลเยอร์ต้องเรียนและทำงาน) ในการบุกเข้าตีเลยเสียหายไม่มาก

         คาดเดาสถานการณ์ของสมาพันธ์วอร์ลอร์ดได้แล้วก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องใส่ใจ การทำสงครามไม่ใช่เป้าหมายของเขา ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมเพื่อไปสู่อาณาจักรเงือก ซึ่งมีแผนจะเดินทางกันในคืนวันศุกร์เพราะถ้าเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ ก็จะสามารถสลับหน้าที่ในการดูแลขณะเดินทางได้ นอกจากนี้อาคมก็ยังต้องทำงาน ส่วนเขาก็มีภาระงานอยู่ข้างนอก เลยต้องมอบหน้าที่จัดการให้กับซากุระแทน ถึงอย่างไรก็ยังมีคนที่อยู่ในฐานะของสมาชิกกิลด์แพนโดร่าอย่างเดฟอนอยู่ด้วย คงไม่มีปัญหาอะไรตามมาแน่

         “เรื่องของพวกมันสิวะ แต่ถ้าจะมายึดเมืองที่มีร้านของน้องสาวฉันอยู่ล่ะก็ข้ามศพฉันไปก่อน”

         หรือก็คืออาคมจะไม่มีวันยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นในอัลเทเซียร์แห่งนี้เด็ดขาด

         สำหรับอาคมที่มีความสามารถ เขาน่าจะปกป้องเมืองแห่งนี้ได้แม้จะมีแค่คนเดียว

         แต่เมื่อถึงตอนนั้นคงจะไม่ได้มีแค่อาคมเพียงคนเดียว แต่กิลด์แพนโดร่า สมาคมคนโอตาคุ และกองกำลังหลักของซากุระจะไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้น

         “ว่าแต่แกมาอยู่ที่นี่จะดีเหรอ?”

         “มีอะไร?” ราล์ฟสงสัย

         “เมียแกไม่เหงาตายเหรอนั่น”

         “วันนี้ดูเหมือนนิมป์จะไม่ออนไลน์น่ะนะ คงมีธุระบางอย่าง” ราล์ฟเปิดหน้าต่างดูรายชื่อสมาชิกในกิลด์ว่ามีใครออนไลน์บ้าง “ใช่ว่าเธอจะเป็นพวกคลั่งเกมที่ไม่ได้ออนไลน์แล้วจะเป็นจะตายสักหน่อย”

         นิมป์มักจะหายไปแบบนี้เสมอในทุกๆ สัปดาห์ เลยพอจะเข้าใจได้ว่าคงเป็นธุระที่สำคัญจริงๆ ราล์ฟอาจจะเป็นคนเดียวที่รู้จักตัวจริงของนิมป์ และด้วยสถานะของเธอก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องไปร่วมงานกับพ่อแม่ในฐานะของลูกสาว มากกว่าการขังตัวเองอยู่แต่ในห้องและเล่นเกมอะไรพวกนี้

         “ให้ตายสิ ดูเหมือนวันนี้ฉันจะต้องเป็นคนทำอาหารอีกแล้ว”

         “ไสหัวออกไปจากร้านน้องสาวฉันเลย เห็นแล้วอยากเตะแมวว่ะ”

         “สรุปคือไม่กินสินะ”

         “ร้านอาหารข้างนอกก็มี ฉันจะไปกินกับน้องสาวฉันเป็นการส่วนตัว” อาคมเน้นหนักในประโยคหลัง

 

         หลังจากที่ราล์ฟแยกย้ายกันเสร็จแล้ว เขากลับไปที่บ้านและเริ่มลงมือทำอาหารเป็นข้าวกล่องเก็บเอาไว้ให้ทุกคน จันทรารดน้ำดอกไม้และสมุนไพรที่ปลูกจนสวยงามและท่าทางจะอารมณ์ดี สุริยันกำลังฝึกดาบอยู่ที่ริมทะเลโดยใช้น้ำลดแรงปะทะจะได้ไม่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่ พวกสัตว์เลี้ยงต่างพากันวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน โดยพยายามไม่เข้ามาในเขตหวงห้าม (สวนของจันทรา) และแม้ว่าจะมีเสียงดัง ตูม อยู่ข้างนอกแต่ราล์ฟกลับว่ามันเป็นวันที่สงบสุขดีจริงๆ

         มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เนื่องจากการต่อสู้นับจากนี้จะมีความน่ากลัวมากขึ้น มนุษย์เงือกที่ราล์ฟไปตรวจสอบมานั้นก็มีคลาสอยู่ที่ขุนนางนับหมื่นตน คลาสทหารอีกนับแสน ลำพังจำนวนของพวกเขาไม่มีทางต่อกรถ้านับตามหลักความเป็นจริง แต่ทว่าค่าสถานะของเพลเยอร์ถูกสร้างขึ้นมาโดยให้เหนือกว่ามอนสเตอร์ในคลาสเดียวกันเพื่อให้การต่อสู้ไม่ยากลำบากจนเกินไป ก็เลยไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนัก

         โดยกำลังรบหลักที่รู้ชัดแล้วก็คือ ราล์ฟ อาคม สุริยัน รีเบคก้า วาโย ธิดาแห่งศาสตรา และเด็กตกปลา เป็นกลุ่มคนที่มีความแข็งแกร่งในระดับกองทัพ ส่วนคนอื่นๆ นั้นพอจะช่วยเหลือได้แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของซากุระในการบัญชาการเท่านั้น

         ราล์ฟเสร็จหน้าที่แล้วก็เปิดใช้ดวงตาแห่งฮอรัส เขาที่รู้ตำแหน่งคร่าวๆ ของอาณาจักรเงือกเลยใช้เวลาเพียงไม่นานก็ระบุตำแหน่งได้ ภาพที่ปรากฏอยู่ในขอบเขตจิตสำนึกนั้นเป็นอาณาจักรใต้ทะเลที่ผู้คนกำลังเคลื่อนไหว มีการเตรียมการบางอย่างเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีทหารเงือกกำลังฝึกซ้อมการรบอยู่ ที่บัลลังก์ของราชาจ้าวสมุทรมองเห็นเรนอสที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างดีด้วยการนวดขาจากเงือกเด็กผู้หญิงที่สวมใส่เสื้อผ้าอย่างดี ถ้าราล์ฟเดาไม่ผิดเด็กคนนั้นน่าจะเป็นไมน์ น้องสาวของไซเรน

         เพราะการอ่านปากไม่สามารถทำได้สำหรับพวกที่มีรูปร่างเป็นสัตว์ แต่พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่ามีการเตรียมการบางอย่างเพื่อรับมือกับเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นราล์ฟไม่ได้ทำอะไรให้ตรวจสอบได้ ทางเรนอสคงเดือดเนื้อร้อนใจแบบสุดๆ แต่การที่ได้เคลื่อนไหวเพื่อเตรียมการรับมือนั้นเห็นได้ชัดว่าคงรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นแน่ และเบื้องหน้าของเนรอสพลันมีใครบางคนอยู่ด้วย

         ทำไมกัน!’ ราล์ฟเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที

         เพราะคนที่อยู่ตรงนั้นคือ ซีกเกอร์ แถมอีกฝ่ายคงทำเหมือนจะรู้ด้วยว่าถูกแอบดูก็เลยขยับมือเพื่อสื่อสารเป็นภาษามือให้อีกต่างหาก

         นี่คือสิ่งที่ข้าทำได้เพื่อพวกเจ้า

         มันไม่ใช่ภาพบันทึกแต่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ซีกเกอร์คนนั้นปรากฏตัวได้ทุกที่และยังล่วงรู้ด้วยว่าราล์ฟใช้ดวงตาแห่งฮอรัสในการตรวจสอบสถานการณ์ในอาณาจักรเงือก ถ้าจะบอกว่าคาดเดาได้ก็ออกจะเหลือเชื่อจนต้องบอกว่า เป็นไปไม่ได้ แต่ทว่าเมื่อลองนึกถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่ได้เจอกัน และการเคลื่อนไหวที่เหมือนกับอ่านใจได้

         หรือว่าอ่านความคิดได้

         ปกติแล้วถ้ามันเป็นทักษะประจำเกมไม่น่าจะมีระยะการใช้งานที่อยู่ไกลกันคนละซีกโลกได้เลย เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่ใช่ทักษะของเกม

         และเมื่อมันไม่ใช่ทักษะในเกม ก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือ เป็นความสามารถติดตัวของจริง

         อย่างกรณีของราล์ฟ แม้จะอยู่ในเกมแต่เขาก็ยังใช้ Sense ได้เพื่อข้ามขีดจำกัดของการประมวลผลข้อมูล เพราะเกมนี้ใช้คลื่นไฟฟ้าในสมองเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวภายในเกม คนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วก็มาจากการที่ความเร็วคลื่นสมองของพวกเขาสูงมาก ซึ่งราล์ฟมีความเร็วสมองที่สูงเกินกว่าจะตรวจสอบได้อย่างแม่นยำก็เป็นธรรมดาที่จะมีช่วงเวลาคิดวิเคราะห์ที่ยาวนานกว่าคนอื่น

         ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่จะอธิบายเหตุผลที่ทำไมซีกเกอร์ถึงได้เคลื่อนไหวราวกับรู้สถานการณ์ทั้งหมด

         นั่นคือ ซีกเกอร์เองก็มี Esp

         และคงจะเป็นความสามารถที่พิเศษสุดๆ อย่าง ไซโคเมทรี่

         เลยอธิบายได้ว่าทำไมซีกเกอร์ถึงได้รู้ทุกซอกทุกมุมของเกม รู้กระทั่งจุดบอดและนำมาใช้ประโยชน์ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเกมนี้จะทำให้คลื่นสมองของทุกคนเชื่อมต่อเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์หลัก นั่นแปลว่าซีกเกอร์สามารถอ่านความคิดของทุกคนในเกมได้โดยไม่ต้องพึ่งความสามารถในเกม ความแตกต่างของคนที่แค่สัมผัสแล้วรู้ กับคนที่พยายามเรียนรู้เพื่อให้รู้ก็เหมือนกับเลข 1 กับ 0

         เพราะแค่สัมผัสแล้วรู้ข้อมูลทุกอย่างได้ทำให้มีความเข้าใจที่เหนือกว่ามาก

         ‘Esp ไซโคเมทรี่สินะ ราล์ฟจงใจทดสอบซีกเกอร์โดยการคิดในใจ ถ้าอีกฝ่ายเชื่อมต่อถึงเขาอยู่ล่ะก็จะต้องรู้แน่

         และปฏิกิริยาของซีกเกอร์คือการพยักหน้า ราวกับว่าต่อให้รู้และป่าวประกาศออกไปก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

         คงไม่มีใครเชื่อแน่ว่าในโลกนี้จะมีพลังพิเศษแบบนั้นอยู่จริง

         ทำเพื่อพวกเรางั้นเหรอ? ราล์ฟฉุกคิดถึงข้อความที่ซีกเกอร์ส่งมาให้





นักฆ่าเลี้ยงเด็กใกล้จะจบภาคสร้างเมืองล่ะ

ต่อไปก็เป็นภาค เวทมนตร์

เขียนซะเพลินเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

17 ความคิดเห็น

  1. #14327 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2561 / 14:06
    แอร๊ยยยยยยยยยยย......
    เปลี่ยนเพศก็ได้เหรอคะ....

    คราวนี้น้องอาคมกับเจนภพ ก็จะได้........

    อุ๊ยยยยย... แค่คิดก็ฟินเฟอร์ร์ร์ร์
    #14327
    0
  2. #14143 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2560 / 23:41
    กำลังหนุก อิ อิ
    #14143
    0
  3. #14140 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 14:34
    อาจจะเป็นร่างแยกของราล์ฟก็ได้ ถ้าตัวตนในวัยเด็กเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมจริงๆ
    #14140
    0
  4. #14139 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 08:13
    จริงๆแล้ว เจนภพเป็น ญ สินะ หึหึ เอาไปคู่กะอาคมเล้ยยยย
    #14139
    0
  5. #14137 YT CH (@onevay) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 20:21
    มันมีตอนนึงซึ่งบอกว่าอาคมมี แต่ราล์ฟไม่มีอะไรสักอย่างนี่แหละ(ไม่แน่ใจว่าตอนนี้หรือตอนที่แล้ว) ที่แบบราล์ฟบอกอาคมมีความหวงน้องสาวและอะไรซักอย่างซึ่งตนไม่มี แล้วคือราล์ฟมีน้องสาวเหรอ หรือซีกเกอร์คือน้องสาวราล์ฟ???? #ช่างเหอะ ข้ามเม้นนร้ไปๆๆ
    #14137
    0
  6. #14135 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 11:09
    ซีกเกอร์ คงเป็นคนที่รู้จักกับเจนภพก่อนสูญเสียความทรงจำ หรือไม่ก็เป็นคนที่เคยได้เจนภพคนก่อนช่วยเหลือไว้ แล้วกลับมาช่วยเจนภพตามคำของของเจนภพคนเก่าแน่ ๆ เลย (จินตนาการไม่มีที่สิ้นสุด ก็จินไปเถอะ)
    #14135
    0
  7. #14134 RealRD (@RealRD) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 08:50
    รอลุ้นฉากไฝว้กับสมาพันธ์วอร์ลอร์ด  สงสัยคงต้องรอไปภาคหน้า
    #14134
    0
  8. #14133 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2560 / 07:07
    กลัวจะไม่สนุกเหรอไง ซีกเกอร์
    #14133
    0
  9. #14131 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 01:09
    ตรงส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสมองของเจนภพนี่ต้องอ่านซ้ำถึงสามรอบอะ นี่เราโง่หรือแค่เข้าใจอะไรยาก 5555 แต่สนุกมาก เหมือนเจอนิยายแฟนตาซีแนวเกมออนไลน์ที่ตามหามาแสนนาน เรื่องนี้คือที่หนึ่งที่เดียวในใจ ประทับใจ ชอบ มีความรู้สึกว่ามันจะต้องเกิดเรื่องเพราะอิลุงของอาคม แบบลักพาตัวอารินอะไรงี้ละเจนภพก็ยื่นมือเข้าไปช่วยจัดการให้อิลุงนั่นหายไป(จากเรื่อง)ตลอดกาล (หยุดเดาแล้วรออ่านไปเถอะ..) รออีก50%ฮับ เป็นกลจ.ให้ สู้ๆฮับ
    ปล.1 ซื้อหนังสืหมดนะแต่ชอบอ่านในเว็บมากกว่า เพราะมันได้แชร์ความรู้สึกของแต่ละตอนด้วย ชอบอ่านแล้วมีโมเม้นว่า อห.แม่มฮาแต่กุบอกใครไม่ด้ายยย หรือมีฉากที่ถูกใจงี้ก็ได้แค่ยิ้มอยู่คนเดียว บร้าจริง ไม่มีไรหรอกแค่อยากบอกไรท์ ว่ารักส์นะ ฮิ้ววว 
    ปล.2 ชอบฉากของอาคมเจนภพนอกเกม ขอเรียกร้องยกป้ายไฟอดข้าวประท้วงขอโมเม้นฟินๆอีก(ของอาคมเจนภพนะ)
    #อาคมเจนภพ #อาคมโอลาฟ #อาโอ #RO #จะกราบไรท์งามๆถ้ามีฉากจบให้อาคมได้กับเจนภพ(ตอนพิเศษก็ยังดี)
    #14131
    1
    • #14131-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 382)
      22 มิถุนายน 2560 / 21:35
      แล้วผมจะเอาอะไรกินล่ะครับเนี่ย ถ้าคนอ่านแต่ในเว็ป
      #14131-1
  10. #14130 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 13:24
    สนุกดีจริงๆ ^^
    #14130
    0
  11. #14129 MarsWell (@spit) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 23:18
    ESP..... พระเอกเราจะมีมันกี่ตัวนะ
    #14129
    0
  12. #14128 Angleofwar (@Angleofwar) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 16:28
    คนที่ตามอาคมน่าจะเป็นนักมายากลในตอนพิเศษในเล่มนะ //อาคมจะมีเมียแล้ว เย้!!
    #14128
    0
  13. #14127 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 11:48
    ที่บอกว่าคิดมากไป เพราะ แค่สาววายตามสินะ55555
    #14127
    0
  14. #14126 Persefone' (@mississugar) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 09:54
    คนที่ตามอาคมจะเกี่ยวกับตอนพิเศษในเล่ม7มั้ยคะ
    * ช่วยไร้ต์ขายของ อิอิอิ
    #14126
    0
  15. #14125 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 08:08
    จริงๆ ESP Sense มันก็ทำแบบเดียวกันได้นะ เพราะก็ถือว่าเป็นการควบคุมสมองเหมือนกัน



    แต่ไม่ตรงสายเท่า คุณน้องซูหลินจะทำอะไรก็รีบๆหน่อยนะ อย่ามัวรำมวยอยู่ล่ะเพราะตอนนี้



    อาจไม่ต้องรีบูทเครื่องแล้ว ตลาดวายผู้ชายหมดนะจ๊ะ เรื่องอำนาจ เงิน ฝีมือนี่ไม่ต้องห่วง



    มีครบทุกอย่าง สุดท้ายเรื่องอารินเหมือนจะมีไฝว้แฮะงานนี้
    #14125
    0
  16. #14124 มังกรอัสนี (@muang) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 07:38
    ไม่ใช่ whisper ที่เป็นเสียงกระซิบเหรอ?
    #14124
    2
    • #14124-1 MarsWell (@spit) (จากตอนที่ 382)
      20 มิถุนายน 2560 / 23:17
      Whisper นี่มันคนละเรื่องละครับ แหม่ วิศนะไม่ได้อยู่แถวนี้นะ
      #14124-1
    • #14124-2 BlackBit (@tata0721) (จากตอนที่ 382)
      21 มิถุนายน 2560 / 20:31
      เฮ้ยมีคนอ่านเหมือนกัน เลื่อนมาอ่านเม้นแล้วเห็นพอดี

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 21 มิถุนายน 2560 / 20:31
      #14124-2
  17. #14123 Murakumo (@yomi_no_kuni) (จากตอนที่ 382)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2560 / 06:47
    Answer Talker นี่เอามาจากกั๊ซเบลใช่มั้ยน่ะไรท์ ชื่อมันช่างคุ้นหูยิ่งนัก
    #14123
    0