ตอนที่ 378 : บทที่ 32 สงครามผู้กล้าจอมมาร (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7568
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    5 เม.ย. 60

บทที่ 32 สงครามผู้กล้าจอมมาร (100%)

 

         ก่อนหน้านี้เพลเยอร์หลายคนไม่ได้ให้ความสนใจกับภัยร้ายที่กำลังคืบคลานมาคิดว่าอีกไม่นานเดี๋ยวปัญหาก็จะคลี่คลาย ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าผลงานการเคลื่อนไหวที่เงียบเชียบของราล์ฟไม่ได้แทรกแซงผ่านระบบ มันเป็นการกระทำที่ถูกต้องไม่ใช่การทำผิดแต่อย่างใด มอนสเตอร์เหล่านั้นยังมีการคงอยู่เป็นของตัวเองซึ่งผู้ดูแลระบบไม่อาจเพิ่มหรือลดอัตราการเกิดของมอนสเตอร์ได้ตามใจชอบโดยเด็ดขาด เนื่องจากผลที่ตามมายากจะประเมินได้

         ความเดือดร้อนนี้เริ่มขยายออกไปเป็นบริเวณกว้าง โดยพวกเขาเชื่อว่าเบื้องหลังของความเดือดร้อนนี้เป็นฝีมือของสมาพันธ์วอร์ลอร์ดที่ยึดแหล่งฟาร์มไอเทมเป็นของส่วนตัว ไอเทมหลายอย่างที่นำมาขายในตลาดมีราคาแพงมากขึ้นในราคาที่ยากจะหาซื้อมาเก็บสะสมเอาไว้ได้ พ่อค้าหัวใสบางคนเลือกจะรอให้ความต้องการพุ่งสูงกว่านี้แล้วค่อยเก็งกำไรในภายหลัง ในช่วงแรกมันไม่ได้มีผลกระทบกับกิลด์ที่มีความเข้มแข็งทางการเงิน จนกระทั่งในที่สุดมันก็ส่งผลจนได้ เมื่อพวกเขาไม่สามารถขายสินค้าออกได้จนรายรับแทบจะไม่มี สุดท้ายก็ต้องดิ้นรนเพื่อหาทางแก้ปัญหา

         ต้องขอบคุณการเคลื่อนไหวของเทพสงครามที่คอยดึงความสนใจเอาไว้ เวลานี้อาณาจักรอสูรได้เติบโตขึ้นจนสามารถปกครองตัวเองได้แล้ว พวกเขามีเผ่าดวอร์ฟที่สามารถผลิตอาวุธและเสื้อเกราะได้ ก็อบลินที่มีความถนัดรอบด้านและพัฒนาสายงานให้เหมาะกับความต้องการพื้นฐาน มีแรงงาน (ทาส) ขุดเหมืองที่ไม่จำเป็นต้องหยุดพัก มีนักรบที่แข็งแกร่งอย่างออร์คและเดบอร์ และตอนนี้ก็มีเผ่าพันธุ์อื่นๆ เริ่มย้ายเข้ามามากขึ้น

         ส่วนเรื่องสถานะของซากุระ ตอนนี้อำนาจของเธอกำลังสั่นคลอนหลังจากพยายาม(แสร้ง)ปกปิดข่าวลือเรื่องที่สูญเสียดวงตาแห่งฮอรัส เมื่อใดก็ตามที่มีการประชุมเพื่อวางแผนรับมือพวกเขาก็จะเอาเรื่องนี้มาพูดกดดัน พยายามจะทำให้ซากุระรู้สึกผิดเนื่องจากการได้มาในครั้งนั้นมาจากการเสียสละของสมาชิกสมาพันธ์ แต่ถ้ามาแจกแจงเกี่ยวกับกำลังรบในครั้งนั้นมีแต่คนของซากุระเท่านั้นที่ให้ความร่วมมือ

         อย่างไรก็ตามซากุระทำได้แค่มองผ่านไปเนื่องจากสมาพันธ์ยังไม่ใช่ที่สุดของทั้งหมด เป้าหมายของซากุระคือการรวบรวมกำลังพลที่กระจัดกระจายกันออกไปคนละทิศละทาง โดยเฉพาะคนที่มีฝีมือแต่ก็ต้องแยกไปตามเส้นทางของตัวเอง และซากุระเพียงแค่ดึงพวกเขากลับมาร่วมอุดมการณ์ได้ในที่สุด นั่นคือจุดประสงค์หลักของการสร้างสมาพันธ์บลู ลิเบอร์ตี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้อาจจะอยู่นอกแผนไปบ้าง สุดท้ายก็พอถูไถไปได้อยู่

         ตอนนี้ซากุระจึงไม่จำเป็นต้องโหมงานหนักอีกต่อไป จากที่ออนไลน์มาปุ๊บก็จะมีรายงานเอกสารเบิกจ่ายไอเทมและบัญชีรายรับรายจ่าย ข่าวสารความเคลื่อนไหวจากสมาพันธ์วอร์ลอร์ด ราคาสินค้าในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องมารับทราบและดำเนินการแก้ไข ข้อเสนอของบางคนก็มีเช่นการออกหาทรัพยากรแห่งใหม่มาเป็นของส่วนตัว โดยซากุระก็ทำได้เพียงแค่เห็นด้วยและอนุมัติไป

         ซากุระยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสมาพันธ์ต่อไปโดยไม่มีความคิดจะปล่อยผ่าน ให้เหมือนกับว่าเธอยังคงเป็นหัวหน้าสมาพันธ์ต่อไป หากบลู ลิเบอร์ตี้พ่ายแพ้ในตอนนี้อำนาจจะตกอยู่ในกำมือของวอร์ลอร์ดทันที โดยใช้เวลาเพียงแค่สองเดือนเท่านั้น พวกเขาก็จะสามารถกำหนดทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ หากมีศัตรูที่มาแข็งข้อกับพวกเขาก็จะถูกจัดการ นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุด

 

         อาคารสมาพันธ์วอร์ลอร์ดฟื้นฟูกลับมาใช้งานได้ตามปกติ พวกเขาต้องเก็บภาษีจากสมาชิกกิลด์ให้หนักขึ้นเพื่อเป็นการลงโทษที่ไม่อาจปกป้องอาคารเอาไว้ได้ แม้จะมีเสียงโอดครวญแต่ในท้ายที่สุดก็ต้องยอมจ่ายภาษีที่ขูดเลือดขูดเนื้อ

         เทพสงครามยังคงไม่สบอารมณ์อยู่ตั้งแต่ที่กลับมาจากการเดินทางไปค้นหาอาวุธในตำนาน ทั้งที่พวกเขาใช้ทั้งเงินและเวลาไปกับการเตรียมความพร้อม รีดเค้นทุกสิ่งที่รู้เพื่อคลี่คลายปริศนาจนมาถึงสถานที่ที่เชื่อว่ามันคือที่ซ่อนของเป้าหมาย แต่สิ่งที่พวกเขาพบก็คือความว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดอยู่ที่ตรงนั้นแม้แต่นิดเดียว อาจจะพูดได้ว่ามันคือความล้มเหลว ไม่เพียงแค่นั้นเป้าหมายหลักเองก็หายไปเหมือนกัน

         แต่เทพสงครามก็ถือเป็นคนที่มีเหตุผลอยู่ แม้ในตอนแรกนั้นเขาคิดว่าเป็นเพราะการที่ถูกกิลด์แพนโดร่ามาทำลายอาคารสมาพันธ์ทำให้เขาต้องเลื่อนการเดินทางออกไป หากวันนั้นเลือกจะก้าวไปข้างหน้าต่อก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะต้องเป็นผู้ครอบครองอาวุธในตำนานทั้งหมดอย่างแน่นอน พอเขาเริ่มใจเย็นลงก็ตระหนักได้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่มีอยู่ก่อนแล้วก็เป็นได้ ก็เลยไม่ได้เอามาเป็นอารมณ์มากนัก

         "มองหน้าผมแบบนั้นก็ไม่ช่วยให้ได้คำตอบที่ต้องการหรอก" เทพสงครามกล่าวขึ้น หลังจากที่เห็นมือธนูประจำกลุ่มของตนเป็นเดือดเป็นร้อนที่ไม่อาจได้อาวุธพิเศษมาไว้ในครอบครอง

         "อาวุธนั่นมันเป็นของฉัน" เขาคนนี้ยังคงทำใจไม่ได้และอยากจะรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเอาไป ถึงขนาดที่เร่งเร้าให้เพื่อนของเขาช่วยสืบข่าวผู้ที่ใช้ธนูที่มีรูปลักษณ์พิเศษ

         "ที่ถูกคือ 'ควรจะ' เป็นของนาย แต่ในเมื่อมันหายไปแล้วก็คือวาสนาของคนที่ได้ไป ผมไม่อยากให้นายเห็นแก่ตัวและคิดว่าของทั้งหมดในเกมนี้จะต้องเป็นของนายเพียงคนเดียวหรอกนะ"

         เทพสงครามไม่ใช่คนที่มีอคติที่คิดเพียงแค่ว่าของทั้งหมดภายในเกมจะต้องเป็นของตนเอง และไม่อยากให้เพื่อนของเขาหลงใหลไปกับอำนาจของมัน ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่หาข้อมูลการมีอยู่ของอาวุธที่พอจะใช้แทนกันได้และออกคำสั่งให้ไปเก็บกู้มันออกมา มันเป็นเพียงอาวุธคลาส S ไม่ก็คลาส A ที่กระจัดกระจายซ่อนอยู่ตามแผนที่ต่างๆ ถือเป็นรางวัลในการผจญภัยของเพลเยอร์

         อย่างไรก็ตามผลจากการความพยายามตอนนี้อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ได้ครอบครองอาวุธคลาส A และคลาส S เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พวกเขายังมีอาชีพช่างตีเหล็กที่ได้รับคำแนะนำจนสามารถผลิตอาวุธชั้นยอดมาได้ ขอเพียงมีวัตถุดิบเพียงพอก็จะผลิตอาวุธกับชุดเกราะออกมาใช้สำหรับกองทัพได้

         "จะว่าไปแล้วคิดจะทำยังไงกับกิลด์แพนโดร่า"

         ชื่อกิลด์ที่ถูกกล่าวถึงนั้นทำเอาเทพสงครามมีปฏิกิริยา มันเป็นชื่อกิลด์ที่สร้างความอัปยศสูงสุดให้กับสมาพันธ์วอร์ลอร์ด ทุกคนยังจดจำความแค้นได้เป็นอย่างดีและอยากจะเอาคืน แต่ก็มีคำสั่งห้ามไปวุ่นวายกับคนพวกนั้นมาอย่างชัดเจน

         "เท่าที่รู้มาพวกนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรที่สมกับเป็นกิลด์เลยนี่"

         ถึงจะมีคนพูดแบบนั้นออกมา แต่สิ่งที่กวนใจของเทพสงครามที่สุดในตอนนี้กลับเป็นเรื่องของกิลด์แพนโดร่า ด้วยศักยภาพที่ได้แสดงให้เห็นคือการบุกเข้ามาทำลายอาคารสมาพันธ์ที่ยังมีคนประจำการอยู่หลายร้อยคนได้และหนีไปโดยที่แทบจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย ถ้าหากพวกเขาสืบพบความเคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อยคงไม่รู้สึกกังวลขนาดนี้ ปัญหาก็คือพวกเขากลับสืบไม่พบอะไรเลย

         ทั้งที่ร้านน้องเหมียวสี่ขายังคงเปิดให้บริการเป็นปกติ ธุรกิจร้านอาหารในเมืองเจิดจรัสเองก็นับวันยิ่งมีคนไปให้บริการมากขึ้น ทว่าข้อมูลความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับตัวบุคคลนั้นไม่ปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย บางคนบอกว่าพบเห็นนักดาบอสูรอาคมอยู่ที่นั่นที่นี่ แต่ก็เป็นแค่การไปเที่ยวเล่นกับน้องสาวไม่ได้มีความสำคัญอะไร และการที่ไม่มีใครรู้ความเคลื่อนไหวของนักบวชแมวเหมียว ยิ่งต้องกังวลมากเป็นพิเศษ ถ้าจะมีใครสักคนเก็บตัวเงียบได้นานขนาดนี้ก็แสดงว่าคนคนนั้นมีแผนจะทำอะไรสักอย่างอยู่อย่างแน่นอน

         "หมอนั่นเป็นเหมือนทะเล ยิ่งสงบเงียบยิ่งอันตราย"

         เทพสงครามไม่ได้หวาดกลัวเพราะเชื่อว่าถ้าปะทะกันอย่างจริงจัง เขาได้เปรียบในเรื่องของการโจมตี แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่านักบวชแมวเหมียวเลี่ยงที่จะต่อกรกับเขาโดยตรง และไม่ใช่คนประเภทที่ชอบการเอาชนะแบบที่ยุขึ้นได้ง่าย เขาสามารถยอมแพ้ได้และมองความตายเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ไม่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้นับว่าน่ากลัวมาก เป็นประเภทที่ทิ้งหมากของตัวเองได้ขอให้บรรลุเป้าหมายก็พอ

         ไม่รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายมีแผนจะทำอะไรกันแน่ แต่เวลานี้เขาคงไม่อาจให้ความสนใจกับคนแค่คนเดียวได้ ที่พอจะทำได้คือการเตรียมรับมือในอนาคต มั่นใจว่าในครั้งหน้าที่เผชิญหน้ากันจะต้องจัดการให้ได้อย่างแน่นอน

         "ว่าแต่นายคิดดีแล้วเหรอที่ร่วมมือกับพวก NPC ในวังน่ะ"

         "นั่นสิ ดูยังไงก็เป็นพวกที่เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลย กำหนดให้พวกเราส่งส่วยให้แบบขูดเลือดขูดเนื้อ คงเพราะรู้ดีว่าการจะเลื่อนขั้นเป็นคลาสอัศวินได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากพวกมัน เท่าที่พวกเราสังเกตดูพฤติกรรมของคนพวกนั้นเหมือนต้องการแค่ความมั่งคั่งในดินแดนของตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเป็นยังไง"

         "ก็คงมีแค่พวกเราที่มองเห็นความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่ล่ะนะ" เทพสงครามกล่าวติดตลก หยิบเอาเอกสารที่ระบุถึงทรัพยากรที่ได้รับมาเปรียบเทียบกับปริมาณอาวุธที่พอจะสร้างได้ "อย่างน้อยก็จนกว่าสมาชิกหนึ่งในสามจะสามารถเลื่อนขั้นเป็นคลาสอัศวินได้ มีแต่ต้องยอมอ่อนข้อให้เท่านั้น ถึงจะน่าเจ็บใจก็เถอะ"

         "ถ้ามันแค่เมืองเดียวมันคงไม่มีปัญหาหรอก แต่นี่มันตั้งสามเมืองเชียวนะ"

         มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เทพสงครามทำ การอ่อนข้อให้พวก NPC ไม่ต่างอะไรกับการเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์ เพียงแต่เทพสงครามรู้ดีว่าพวกเขาทำอะไรมากไม่ได้ และยิ่งตอนนี้บรรดา NPC ขุนนางก็พากันหวาดกลัวเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ กลัวว่าเมืองใหม่ทั้งสองแห่งนั้นจะยึดครองเศรษฐกิจไปหมด ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรับบทบาทเป็นคนร้ายเพื่อแลกกับความร่วมมือในการเปลี่ยนคลาสเป็นอัศวิน

         เมื่อใดก็ตามที่เงื่อนไขแรกบรรลุ จากนี้ต่อไปก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องพึ่งพาอำนาจของเมืองทั้งสาม มันจะกลายเป็นว่าทั้งสามเมืองจะต้องยอมทำตามเงื่อนไขของพวกเขาแทนเพื่อปกป้องเมืองของตัวเอง ความน่ากลัวของเพลเยอร์นั้นคือการต่อสู้ได้โดยไม่หวาดกลัวความตาย แต่กับ NPC แล้วมันคือหายนะ ดังนั้นหากเทียบความสามารถเบื้องต้น NPC จะถูกออกแบบให้มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพลเยอร์ และถูกจำกัดเอาไว้ด้วยจำนวนที่ไม่มากนัก

         "บางครั้งการเป็นฝ่ายยอมยกธงขาวก็ไม่ได้แปลว่าแพ้เสมอไป" เทพสงครามพูดปลอบ ถอนหายใจยาวหลังจากที่จัดการเรื่องจำนวนคนในการบุกเบิกพื้นที่ใหม่เสร็จ "แล้วเรื่องการจัดพื้นที่อยู่อาศัยให้พวกชาวบ้านเร่ร่อนไปถึงไหนแล้ว"

         "ฉันเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำไว้แล้ว วัสดุในการก่อสร้างก็เพียงพอจะสร้างบ้านได้ราว 150 ครอบครัว มีการขุดคลองเพิ่ม และติดตั้งกังหันน้ำดึงน้ำจากแม่น้ำเข้ามาในหมู่บ้าน เมล็ดพันธุ์เริ่มต้นก็แจกจ่ายให้พร้อม ปัญหาก็คือสุขภาพของพวกเขาที่ไม่ค่อยดีนักต้องการยืมแรงของพวกนักปรุงยาไปช่วย"

         "งั้นก็ไปติดประกาศขอความร่วมมือแลกกับแต้มคุณประโยชน์จำนวนที่เพียงพอในการหาซื้อวัสดุพิเศษจากสมาพันธ์สักชิ้นสองชิ้น แล้วก็เรื่องแรงงานที่จะใช้สร้างบ้านก็จัดเตรียมไปด้วยก็แล้วกัน ที่สำคัญบอกคนพวกนั้นให้รู้ด้วยว่าหากใครสร้างความเดือดร้อนให้พวกชาวบ้านจะโดนหักแต้มคุณประโยชน์ ไม่เว้นแม้แต่ผู้สมรู้ร่วมคิดหรือหัวหน้าหน่วย ถ้าหากมีการสืบทราบในภายหลังไล่ออกจากสมาพันธ์และจะต้องคืนทุกอย่างที่ได้จากสมาพันธ์" เทพสงครามสั่งการอย่างรวดเร็ว

         การสร้างเมืองเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นของสมาพันธ์อาจเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าของเทพสงคราม เป้าหมายของเขาก็คือการสร้างดินแดนที่พวกชาวเมืองจะได้อาศัยอยู่กันอย่างสงบสุขไม่ถูกปกครองโดยราชาที่สนใจแต่ความมั่งคั่งของเมืองโดยไม่ได้ทำอะไรนอกจากการออกคำสั่งขูดรีด มันคือสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจตั้งแต่แรก และสำหรับคนที่มองผลประโยชน์เพียงผิวเผินจะเห็นว่ามันคือค่าใช้จ่ายที่ไม่เห็นผลลัพธ์ แต่ถ้าเป็นคนที่มองผลลัพธ์ในระยะยาวจะเห็นว่ามันคือกำไรที่มูลค่าสูงมาก

         เพื่อการนี้จึงจำเป็นต้องมีกฎระเบียบที่สามารถควบคุมเพลเยอร์ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวเมืองได้ หากวอร์ลอร์ดยิ่งใหญ่มากพอจะสร้างแรงขับดันได้ ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นยึดครองพื้นที่ก็จะมีประชาชนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาอาศัยอยู่เอง ไม่มีใครยอมจมปรักอยู่กับความทุกข์ยากเสมอไป ด้วยความคิดเช่นนี้ทำให้กลุ่มอสูรสงครามเห็นด้วยที่จะให้ความร่วมมือ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการต่อต้านพวกเขาจึงจำเป็นจะต้องมีความแข็งแกร่งในอันดับต้นๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์เสียก่อน

         โชคร้ายเพียงอย่างเดียวก็คือการที่ในเกมนี้มีคนที่พัฒนาตัวเองไปจนแข็งแกร่ง และมองว่าการที่พวกเขาจะทำตัวเป็นผู้คุมกฎของเพลเยอร์ทุกคนเป็นการกระทำที่เลวร้าย มันช่วยไม่ได้ที่พวกเขาจะคิดกันแบบนั้นและเทพสงครามก็ยังคงดื้อรั้นกับความเชื่อมั่นของตัวเอง

         "จริงสิ นายรู้ข่าวคราวเรื่องที่ซากุระสูญเสียดวงตาแห่งฮอรัสไปหรือยัง"

         "ข่าวลือ?" เทพสงครามทำหน้าฉงน คิดไม่ออกเลยว่านี่อาจจะทำเพื่อซ่อนวัตถุประสงค์บางอย่างก็ได้ "ถ้ามันเป็นความจริงทำไมถึงมีการพยายามปิดข่าวด้วย ประกาศออกมาเลยไม่ดีกว่าเหรอ"

         "จะไปรู้เหรอ" คนชวนพูดเรื่องนี้ถามกลับด้วยเสียงสูง "ฉันไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นเสียหน่อย ออกจะโง่ด้วยซ้ำ"

         "ผมไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะยอมทิ้งเรื่องแบบนี้เพื่อผลประโยชน์ ไม่ว่าการสูญเสียดวงตาแห่งฮอรัสจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เป้าหมายก็คือการสร้างความสับสนให้กับข่าวลือก็ได้ ลองคิดดูให้ดีๆ สิว่าการมีดวงตาแห่งฮอรัสทำให้เธอสามารถกุมอำนาจภายในสมาพันธ์ได้มากกว่าเดิม ถ้าอยากจะรู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ก็ให้ดูความเคลื่อนไหวของสมาพันธ์เอา แต่ผมคิดว่าเธอกำลังทำให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากเพื่อเหตุผลอะไรสักอย่าง"

         "ไม่รู้ล่ะ ถ้ามันเป็นความจริงสิ่งที่ต้องรู้ต่อมาคือมันตกไปอยู่ในกำมือของใคร"

         เทพสงครามหัวเราะขบขันแล้วตอบว่า "มีเพียงสองสาเหตุที่ดวงตาแห่งฮอรัสจะเปลี่ยนมือได้ หนึ่งคือการยอมสละทิ้งของเจ้าตัวเอง และสองการที่เธอถูกสังหารโดยคนที่แข็งแกร่งกว่า ผมให้ความคิดไปในทางมอนสเตอร์สูงกว่า แต่สำหรับเงื่อนไขของเพลเยอร์นั้นมันมีโอกาสต่ำมากที่จะได้รับจากการสังหาร อย่างไรก็ตามผมไม่เชื่อว่าคนที่ระวังตัวแจและไม่เคยออกไปล่ามอนสเตอร์ตัวคนเดียวอย่างผู้หญิงคนนั้นจะถูกฆ่าตาย เป็นไปได้สูงว่าเธอจะยอมสละทิ้งด้วยตัวเอง"

         พูดมาถึงตอนนี้เทพสงครามเริ่มพอจะเดาอะไรได้บางอย่างแล้ว แต่เขาเองก็รู้ดีว่าดวงตาแห่งฮอรัสเป็นไอเทมที่มนุษย์ไม่อาจจะใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่พวกเขายังมีความคิดที่จะนำมันมาใช้ควบคู่ไปกับอุปกรณ์ตรวจจับแบบพิเศษ เว้นแต่ว่าคนที่ได้ไปนั้นจะคิดแบบเดียวกัน

         "ถ้าอย่างนั้นธนูที่ควรจะเป็นของฉันก็..."

         "มีความเป็นไปได้ล่ะนะ เพราะดวงตาแห่งฮอรัสใช้ควบคู่กับอาชีพนักสำรวจได้ อย่างน้อยก็ดีที่ไม่ใช่นักบวชแมวเหมียวที่ได้ไป" เทพสงครามรู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อยแต่ก็ยังกังวลใจอยู่

         ข้อมูลที่รู้มานั้น นักบวชแมวเหมียวมีอาชีพหลักคือนักบวช และอาชีพรองคือกุ๊ก ทักษะที่ใช้ในการย้ายตำแหน่งจึงไม่มีทางมีเด็ดขาด แต่สิ่งที่เป็นกังวลใจอยู่ก็คือเกี่ยวกับอาวุธที่อีกฝ่ายใช้ เห็นได้ชัดเจนว่ามันคือเทคโนโลยีการประดิษฐ์ที่เหนือล้ำกว่าที่พวกเขามี แม้จะสืบหาว่าเป็นผลงานของใครก็ล้มเหลว ข้อมูลเกี่ยวกับสมาชิกกิลด์แพนโดร่าที่รู้ได้ก็มีเพียงแค่ไม่กี่คน นั่นคือ ราล์ฟ อาคม อาริน ผู้หญิงนักดาบผมแดง และกลุ่มไรอัน (โดยสืบจากสไตล์อาวุธที่พวกเขาใช้ตรงกับกลุ่มผู้ประลองยุทธ์แบบกลุ่ม)

         หากอีกฝ่ายมีวิทยาการที่คล้ายคลึงกัน นั่นแปลว่าเขาเองก็สามารถใช้งานประสิทธิภาพของดวงตาแห่งฮอรัสได้ เพียงแต่มันมีข้อมูลต่างๆ มากมายเพราะขณะที่เทพสงครามอยู่ในแดนหิมะ ยังมีคนพบเห็นซากุระพร้อมดวงตาแห่งฮอรัสอยู่ ข้อมูลพวกนี้มันขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง

         ขณะพวกเขากำลังปรึกษาหารือเกี่ยวกับการเตรียมการหลายๆ อย่าง ประตูห้องทำงานในสมาพันธ์ก็เปิดออกพร้อมกับคนที่ท่าทางวางก้ามเดินเข้ามา ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวพันในฐานะของกลุ่ม 'อสูรสงคราม' แต่ในฐานะของผู้ร่วมงานแล้วถือว่ามีความน่ากลัวไม่น้อย เทพสงครามเองก็ใจกว้างพอจะไม่ถือสาเรื่องนี้และสอบถามถึงเหตุผลที่มา

         ดูเหมือนว่าจะมีคนไปคาบข่าวบอกเรื่องที่พวกเขาสามารถเก็บกู้อาวุธคลาสพิเศษมาไว้ในครอบครองได้ ก็เลยมีความต้องการจะครอบครองมันเป็นของส่วนตัว เทพสงครามไตร่ตรองอยู่สักพักหนึ่งก็หยิบเอาง้าวสีดำแดงออกมาวางไว้บนโต๊ะ กล่าวได้ว่ามันเป็นอาวุธมาร คลาส S ที่มีอานุภาพร้ายกาจมาก ตอนที่เขานำมันออกมาก็มีคนทักท้วงว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ซึ่งทำให้ชายท่าทางวางก้ามนั้นรู้สึกพอใจมาก จึงรับมันมาเป็นของส่วนตัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป

         ในตอนนั้นเองก็มีคนพูดขึ้นมาว่า...

         "ดูเหมือนว่าจะเชื่อสนิทเลยสินะ วิทยาการจำลองอาวุธให้สร้างอาวุธเหมือนกันออกมาได้ แต่ความสามารถจะลดลง ถึงยังไงมันก็เป็นอาวุธคลาส A ที่พวกเราพยายามสร้างเลียนแบบขึ้นมา"

         "มันยังไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเปิดเผยหรอกนะ" เทพสงครามกล่าว

         ในมือของเทพสงครามปรากฏง้าวแบบเดียวกันออกมา หากมีวิทยาการจำลองอาวุธคลาสสูงๆ เพื่อจำหน่ายให้แต่ละคน กองทัพของพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องหวาดกลัวผู้ใดอีก

 

         ตั้งแต่ที่หัวหอกนำรบอย่างเทพสงครามกลับมารับหน้าที่ในการควบคุมสมาพันธ์อีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเริ่มเปิดเกมรุกหนักเพื่อยึดครองแหล่งทรัพยากรเป็นส่วนสำคัญ สำหรับกิลด์ไหนก็ตามที่มีแหล่งทรัพยากรเป็นของตัวเอง สิ่งที่สมาพันธ์วอร์ลอร์ดจะทำก็คือการกดดันด้วยกองกำลัง ไม่ต่างอะไรกับการบีบคั้นให้ส่งมอบแต่โดยดี อย่างไรก็ตามความร้ายกาจที่สุดก็คือการบังคับขู่เข็นให้ส่งมอบส่วยให้แลกเปลี่ยนกับความปลอดภัย บีบจนกิลด์ขนาดเล็กไม่มีทางเลือกอีก

         ซึ่งในเรื่องนี้เองมีหลายคนถึงกับต้องแสดงความเจ็บแค้นออกมา เคยมีคนจากสมาพันธ์บลู ลิเบอร์ตี้มากล่าวเตือนถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นนี้ แต่ในครั้งนั้นเห็นว่ามันไม่เกี่ยวกับตนก็เลยปฏิเสธความร่วมมือไป ไม่คิดเลยว่าคำเตือนนั้นจะกลายเป็นความจริง พวกเขาที่ปฏิเสธความหวังดีไปแล้วก็ไม่กล้าจะร้องขออะไรอีก

         การบุกยึดแหล่งทรัพยากรทำให้สมาพันธ์วอร์ลอร์ดใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้วัตถุดิบตั้งมากมาย มิหนำซ้ำพวกเขายังมีโครงการก่อสร้างเมืองเป็นของตัวเองขึ้น สิ่งนั่นทำให้บรรดาเพลเยอร์อิสระที่ไม่เคยสนใจกลับต้องติดตามข่าวสารอย่างเป็นระยะ การที่วอร์ลอร์ดบุกยึดแหล่งทรัพยากรส่งผลให้ราคาสินค้าหลายอย่างราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพในแต่ละเมืองเองก็เกิดความผกผันไม่แน่นอน บางคนถึงกับยอมย้ายไปอยู่เมืองอื่นแทน แต่ก็เกรงว่าอีกไม่นานอิทธิพลของวอร์ลอร์ดก็จะต้องตามมารบกวนพวกเขาแน่ๆ

         ในร้านอาหารเล็กๆ ในพื้นที่หลบมุมที่ไม่เป็นสถานที่เด่นสะดุดตาใครมากนัก ถึงอย่างนั้นการแต่งกายของพวกเขากลับสร้างความประหลาดใจให้กับบรรดาลูกค้าทั้งหลาย จริงอยู่ที่เกมนี้คุณจะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ไม่มีใครว่า แต่การที่สวมผ้าคลุมแบบฮู้ดสีดำสนิทคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า และนั่งทานอาหารแบบนี้เป็นอะไรที่น่าแปลกที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นถึงจะเปิดใบหน้าให้เห็นได้มันกลับมีหน้ากากปิดใบหน้าท่อนบนเอาไว้ทำให้ดูลึกลับเข้าไปอีก

         รอยยิ้มขบขันขณะที่นิ้วมือเรียวสวยยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า

         "ต้องขอขอบคุณการทำงานหนักของพวกคุณด้วย โดยเฉพาะฮัลเนียบัล"

         "ไม่เป็นไรครับ เพื่อจุดประสงค์ของคุณแล้วล่ะก็..."

         "อย่างไรก็ต้องขอขอบคุณอยู่ดี" ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบปรายตามองไปยังโต๊ะหมายเลขสี่ที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่และแสดงรอยยิ้มหยามเหยียดออกมาให้เห็น "สถานการณ์ในเกมตอนนี้เป็นไปดังที่คาดการณ์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการชี้นำเทพสงคราม หรือซากุระ หรือราล์ฟ ต่างก็ให้ผลลัพธ์ไปในทางเดียวกันทั้งสิ้น...มีอะไรงั้นหรือ"

         คำถามนั้นทำเอาหนึ่งในนั้นสะดุ้งแล้วรีบตอบทันที "เกี่ยวกับเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องพูดออกมาคุณก็น่าจะรู้"

         "ที่พูดมามันก็ถูก เราไม่ได้อยากจะอ่านความคิดของคนทั้งเกมหรอกนะ แต่ว่า...เกี่ยวกับเรื่องนั้น เหตุผลที่เราให้ความสนใจกับผู้ชายที่ชื่อราล์ฟมากกว่าคนอื่นเพราะมันน่าสนุกดี ถ้าเทียบระยะเวลาการเล่นเกมของเขาแล้วต้องยอมรับเลยว่าเหนือกว่าคนอื่นมาก การเคลื่อนไหวของเขาเล็กน้อยแต่รวดเร็ว การเข้าหาเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับจ้าวกลยุทธ์สาวเป็นเพียงแค่การเดินหมากตาเดียว กลับได้หมากที่แข็งแกร่งมาไว้ในมือ เพราะรู้ตัวดีว่าจุดอ่อนของตนเองคือคอนเน็กชั่น จึงต้องหาคนที่มีความสามารถนั้นมาสนับสนุนให้ตัวเองอย่างไงล่ะ"

         "นอกจากนี้คนรอบตัวของเขาก็ไม่ได้มีแต่คนธรรมดาหรอกนะ จะบอกว่ามองความสามารถที่ซ่อนเร้นออกได้จากการพูดคุยกันก็ไม่ผิดซะทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นนักดาบอสูรอาคม ถ้าวัดพลังในการต่อสู้ตัวต่อตัวไม่มีใครต่อกรกับเขาได้นานนัก นางฟ้าหายนะอาริน หรือศิษย์น้องของเราก็มีพรสวรรค์ซ่อนเร้นอยู่ถึงจะไม่มาก แต่ถ้าเป็นการสนับสนุนแล้วถือเป็นกำลังชั้นเยี่ยม มนุษย์จักรกลเดฟอน ด้านฝีมืออาจจะไม่เท่าไหร่แต่เป็นเด็กที่มีจินตนาการสูงลิบและเชี่ยวชาญด้านกลไกเป็นพิเศษ นิมป์ตัวละครที่อยู่บ้างไม่อยู่บ้าง เห็นแบบนี้แต่เธอคนนี้เชี่ยวชาญไอคิโด้มาก ถ้าใช้ร่วมกับลมปราณพิษไม่มีใครต้านทานเธอได้แน่นอน"

         "แต่กลุ่มอสูรสงครามที่เกิดจากการชี้นำของคุณเองก็ไม่ใช่ธรรมดานี่คะ" คราวนี้เป็นผู้หญิงเอ่ยขึ้น เธอยังจำความเหนื่อยยากในการเดินทางเพื่อค้นหาบุคคลเพื่อชี้นำตามคำสั่งของซีกเกอร์ "แบบนี้ก็เท่ากับว่าความพยายามทั้งหมดมันสูญเปล่าไม่ใช่เหรอ"

         ซีกเกอร์เผยยิ้มบางแล้วเอื้อมมือไปลูบหัวคนถามเบาๆ จนเคลิ้มตาม "ไม่มีความพยายามใดที่สูญเปล่าหรอก ความเปลี่ยนแปลงภายในเกมมาถึงจุดสูงสุดแล้ว เทพสงครามต่อสู้เพื่อ NPC เพราะรู้ว่าพวกเขาคือส่วนขับเคลื่อนของเกมให้มีความเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะพวกอาหารการกินต่างๆ นานา ซากุระต่อสู้เพื่อเพลเยอร์เพื่อปกป้องแนวทางการเล่นเกมที่สนุกสนาน ราล์ฟต่อสู้เพื่อพวกมอนสเตอร์ โดยรวมมือกับเพลเยอร์และ NPC เพื่อสร้างสังคมที่เหมาะสม จากนี้มันจะไม่ใช่เกมที่มีจุดประสงค์เพื่อการต่อสู้ใฝ่หาผู้แข็งแกร่ง แต่มันจะเป็นเกมสงครามระหว่างผู้กล้ากับจอมมาร"

         "เปลี่ยนแนวทางของเกม?"

         คำพูดนี้ไม่รู้ว่าหลุดออกมาจากใครกันแน่ แต่ซีกเกอร์ก็ตอบว่า

         "แต่เดิมเกมนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรนอกจากการเล่นเพื่อความสนุกของแต่ละคน เก็บเลเวล หาไอเทม ท่องเที่ยว ลงดันเจี้ยน ล่ามอนสเตอร์ เล่นกิจกรรม ไม่มีสิ่งใดน่าดึงดูดแม้แต่นิดเดียวนอกจากสงคราม ทำให้เกมนี้เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งแล้วจะเกิดความน่าเบื่อขึ้น เราเชื่อว่ามีหลายคนมองออกจึงได้พยายามทำทุกวิธีเพื่อยื้อเวลาให้กับเกมนี้ต่อไปอีก แต่จะมีใครบ้างล่ะที่คิดจะเปลี่ยนแนวทางการเล่นเกมโดยให้ทุกคนมีแนวทางแบบเดียวกัน ทางทฤษฏีแล้วมันเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม..."

         "แต่ว่าสำหรับผู้ชายคนนั้นแล้วมันเป็นไปได้"

         ซีกเกอร์กล่าวเป็นนัยยะและไม่ขออธิบายมากไปกว่านี้ และในวินาทีนั้นเองกลุ่มของซีกเกอร์ก็พลันมองไปยังโต๊ะหมายเลขสี่พร้อมเพรียงกัน โดยไม่จำเป็นต้องสื่อสาร ฮันเนียบัลเป็นคนเดียวที่เคลื่อนไหวหายตัวไปปรากฏตัวใกล้ๆ และสังหารทิ้งทั้งโต๊ะสร้างความตกใจให้กับแขกทุกคนที่อยู่ในร้าน กลุ่มซีกเกอร์พลันลุกขึ้นและวางถุงเงินไว้โดยไม่จำเป็นต้องทอน

         "ความโลภของมนุษย์ไม่เคยมีสิ้นสุดซะจริง"

         เวลานี้การมีอยู่ของซีกเกอร์นั้นถูกเล่าขานไปในทางลับๆ ว่าคือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่แจกจ่ายอาวุธชั้นยอด ทักษะลับหายาก รวมไปถึงคำแนะนำไปสู่ความแข็งแกร่ง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการขายข่าวของพ่อค้าคนหนึ่งซึ่งเคยได้รับการช่วยเหลือจากซีกเกอร์ ทำให้มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยออกตามหาพวกเขาเพื่อข่มขู่ให้ส่งมอบของที่จะนำไปสู่ความแข็งแกร่งมาให้กับตนเอง

         "จะให้ทำอย่างไรต่อดีคะ แบบนี้ก็มากันไม่จบไม่สิ้น"

         "จัดการขั้นเด็ดขาดเลยดีหรือเปล่าครับ"

         "เอาแค่พอหอมปากหอมคอ พวกเราควรแวะไปทักทายเพื่อนบ้านที่ส่งบัตรเชิญมาสักหน่อย"

         พวกเขาเดินออกมานอกร้านและในชั่วเสี้ยววินาทีที่ละสายตาไป กลุ่มซีกเกอร์ทั้งหมดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

         เพียงเพราะถูกรบเร้าทั้งจากซูหลินและวิลาวรรณบ่อยครั้ง สุดท้ายเจนภพก็ต้องยอมรับข้อเรียกร้องคือการกำหนดปฏิทินประลองฝีมือขึ้นมา เลือกวันที่ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการเรียน ในส่วนการประลองกับวิลาวรรณก็จะจัดเดือนละครั้งหรือสองครั้งขึ้นอยู่กับว่าว่างเมื่อไหร่และมีใจอยากจะเล่นด้วยหรือเปล่า

         ด้วยเหตุนี้เจนภพกับซูหลินจึงต้องซ้อมมือกัน (อย่างรุนแรง) ในตอนเช้า ตัวเจนภพไม่ชอบการเจ็บตัวจึงเน้นไปที่การป้องกันมากกว่า รวมไปถึงการหลอมรวมวิชาต่อสู้หลากหลายแขนงมาใช้ได้อย่างชำนาญ โดยเจนภพใช้วิธีการอนุมานการเคลื่อนไหวแบบเสี้ยววินาทีเพื่ออยู่รอดให้ครบกำหนดเวลา ทว่าซูหลินกลับพัฒนาฝีมือขึ้นจากครั้งล่าสุดที่ได้ซ้อมมือด้วยกัน

         คงเพราะเกมออนไลน์ที่คุณแม่เสนอให้เข้าไปเล่นด้วย ที่ทำให้ซูหลินได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้ เป็นความจริงที่ความสามารถในเกมมันไม่ส่งผลต่อตัวตนในชีวิตจริง ทว่าสำหรับผู้ฝึกวิชายุทธ์แล้วสิ่งสำคัญก็คือประสบการณ์ การที่ให้ซูหลินเข้าไปฝึกกระบวนท่าภายในเกม ถือเป็นการขัดเกลาวิชาให้มีความชำนาญมากยิ่งขึ้น

         ถึงมันจะดูขี้โกงไปบ้าง แต่ในที่สุดการประลองก็จบลงที่การเสมอ

         วิลาวรรณดูจะปลื้มใจไม่น้อยที่ได้เห็นเจนภพพัฒนาขึ้นมาผิดหูผิดตา ด้วยความแข็งแกร่งร่างกายเบื้องต้นที่ซุ่มฝึกฝนมาตั้งแต่เล็กๆ ตกผลึกเป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน ตัวเจนภพนั้นพร้อมจะรับการฝึกที่หนักกว่านี้ได้แล้ว ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจดีว่าลูกชายของเธอไม่สนใจเกี่ยวกับการต่อสู้ แต่ก็ยังอยากจะให้มีวิชาไว้ป้องกันตัวเอง

         หลังการฝึกจะมีการอบรมเพียงเล็กน้อยเพื่อให้นำไปแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น เป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก ถ้าจะมีก็ตอนเป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับนักกีฬาทีมชาติที่เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

         เจนภพมีเรียนตอนบ่ายสองโมงถึงห้าโมงเย็นกว่าจะกลับถึงบ้านก็คงประมาณหนึ่งทุ่มเพราะการจราจรในตอนเย็นนั้นจะติดมากเป็นพิเศษ และเรื่องนี้เองที่ทำให้อาคมตัดสินใจว่าจะให้อารินไปอยู่กับคุณแม่ของเจนภพที่โรงแรมก่อนค่อยกลับมาด้วยกัน อย่างน้อยโรงเรียนของอารินนั่งรถเพียงไม่กี่นาทีก็ไปถึงโรงแรมได้อยู่แล้ว ยิ่งได้วิลาวรรณมาช่วยพูดให้กลายเป็นว่าสุดท้ายอาคมก็ต้องมารับอารินที่บ้านอยู่ดี

          

         “เกิดอะไรขึ้น?”

         ทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นในอาณาจักรอสูร ก็พลันสังเกตเห็นถึงอาการตื่นตัวของพวกมัน และได้รับรายงานว่าพบการโจมตีของมนุษย์กลุ่มใหญ่ห่างจากบริเวณทางเข้าอาณาจักรไปไม่ไกล รู้แบบนั้นก็ไม่ได้ตื่นตกใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์แบบนี้จะต้องเกิดขึ้น

         เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้

         ยังดีที่ทุ่มเทไปทางการวางแนวป้องกันก่อนและค่อยๆ พัฒนาภายในให้เข้มแข็งขึ้น กว่าคนพวกนั้นจะผ่านมาได้ก็จะต้องพบเจอกับวงกตต้นไม้ที่หลอกล่อให้สูญเสียทิศทาง เผื่อไว้ในกรณีที่ศัตรูอาจจะใช้เข็มทิศก็ได้ให้เดฟอนสร้างสนามแม่เหล็กที่จะคอยรบกวนเครื่องบอกทิศทางเอาไว้ ที่เหลือก็แค่สั่งสอนกลยุทธ์ในการจู่โจมให้พวกมอนสเตอร์เท่านั้น

         “สถานการณ์ล่ะ?”

         พอถามก็ได้คำตอบกลับมาว่าเกิดความสูญเสียราวห้าสิบตัว แสดงว่าเพลเยอร์ที่เข้ามาในเขตนี้ได้จะต้องมีความสามารถสูงมาก อย่างไรก็ตามได้รู้ว่าคนพวกนั้นเองต่างก็บาดเจ็บและสูญเสียไปอย่างหนัก ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คงเป็นการต่อสู้ที่เสมอกันทั้งสองฝ่าย

         ก่อนอื่นคงต้องจัดการกับคนพวกนั้นให้ได้เสียก่อน อีกไม่นานสถานที่แห่งนี้จะต้องถูกเปิดเผยแน่ ให้เห็นกองกำลังทั้งหมดคงไม่ดีแน่ เลยตัดสินใจจะใช้วิธีการพื้นฐานอย่างการลอบสังหารซึ่งถ้าพวกมันสามารถฆ่าเพลเยอร์ได้ค่าประสบการณ์ที่ได้อาจจะทำให้แข็งแกร่งขึ้นมาก จึงส่งพวกที่ฝึกใช้อาร์ติแฟกออกไปพร้อมกับอุปกรณ์สกัดกั้นพลังที่เดฟอนทำเอาไว้เพื่อยับยั้งการใช้พลังพิเศษทั้งสามสายในรูปของคลื่นเสียงกังวาน

         มันเป็นการแปรรูปไอเทมอย่าง แร่ออปสตรัก ด้วยวิทยาการชั้นสูง คนที่สามารถทำมันได้มีเพียงหยิบมือเดียว และเดฟอนก็คือหนึ่งในคนกลุ่มนั้น

         หน้าที่ของเดฟอนอย่างที่รู้กันก็คือการประดิษฐ์ไอเทมเพื่อให้พวกพ้องได้เปรียบในการต่อสู้ โดยสิ่งที่ต้องทำมีแค่การจัดหาวัตถุดิบมาเพื่อให้ใช้จินตนาการเปลี่ยนมันให้เป็นอุปกรณ์สนับสนุนในการต่อสู้ นั่นทำให้กิลด์แพนโดร่าได้เปรียบอย่างมากในเชิงกลยุทธ์ แต่จะเสียเปรียบในเรื่องของจำนวนคนและยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัด

         หลังจากสั่งงานออกไป หน่วยอาร์ติแฟกใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในการออกล่าเพลเยอร์ที่หลงเข้ามา ด้วยความช่วยเหลือของเผ่าพันธุ์พฤกษาในการสร้างกับดักวงกตทำให้คนพวกนั้นแยกออกจากกลุ่ม เมื่อพวกนั้นไม่อาจใช้ได้ทั้งลมปราณ เวทมนตร์ และพลังจิต ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดแขนและขา แม้จะยังใช้ท่าโจมตีได้ตามปกติ แต่พวกสายเวทแทบจะไม่ต่างอะไรกับตัวถ่วง

         พวกมันเลเวลเพิ่มขึ้นและได้อุปกรณ์มาสวมใส่ ในตอนนั้นมีบางตัวผ่านเงื่อนไขหลังได้รับอุปกรณ์จึงคลาสอัพเป็นมอนสเตอร์ประเภทใหม่ โดยคงรูปแบบความสามารถคล้ายกับเพลเยอร์ขึ้นมา อย่างเช่นออร์คที่เปลี่ยนมาถือขวานยักษ์ก็กลายเป็นบลัดดี้ ออร์ค (สายอาชีพนักรบคลั่ง) รูปร่างก็เปลี่ยนไปโดยมีเขาเสริมขึ้นมา จากการตรวจสอบพบว่ามันอยู่ในคลาสขุนนางและมีความสามารถเทียบเท่ากับบอสมอนสเตอร์ตัวหนึ่ง

         แม้จะมอบอาวุธให้พวกมันนำไปใช้ก็ตามแต่พวกมันก็ไม่ผ่านเงื่อนไข นั่นก็หมายความว่าเงื่อนไขหลักๆ คือการสังหารเพลเยอร์เท่านั้น อาจจะดูเป็นการเสียเปรียบสำหรับพวกมันสักเล็กน้อย ทว่าสำหรับราล์ฟแล้วไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ จัดทำบันทึกการคลาสอัพเงื่อนไขของแต่ละสายเอาไว้เพื่อความสะดวกในการสร้างกองกำลังในอนาคต เรียกรวมพลนักสู้จากแต่ละเผ่าพันธุ์เพื่อเริ่มแผนการคลาสอัพโดยหวังว่าพวกมันจะเป็นปราการด่านหน้าในการต่อสู้กับศัตรูที่มารุกราน

ราล์ฟรู้ดีว่าจุดอ่อนของอาณาจักรอสูรคือการที่พวกมันขาดยุทธวิธีการรบ ถึงจะใช้สมองคาดการณ์สถานการณ์ทั้งหมดได้ก็ตาม แต่พวกมอนสเตอร์จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เกิดเป็นความชำนาญ

         ใช้เวลาไปทั้งวันกับการปรับเปลี่ยนระบบป้องกันใหม่ทั้งหมด จนกระทั่งได้มีเวลาพักเสียที

         เทเลพ็อตกลับมาที่เกาะส่วนตัว

         เวลานี้นับตั้งแต่ที่จันทราได้เริ่มต้นทำสวน ปลูกต้นไม้จำนวนมาก สถานที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยพืชสมุนไพรพิเศษ นิมป์กับอารินมักจะมาขอเก็บเกี่ยวไปทำน้ำยาในบางครั้งบางคราว โดยเฉพาะมูนเทียร์ที่เป็นส่วนผสมสำคัญในการทำอีลิกเซอร์ ราล์ฟต้องการมันอย่างมากเพื่อลดความต่างชั้นของระดับพลังในการต่อสู้กับมอนสเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์เงือกที่อาจจะต้องเผชิญหน้ากับพวกระดับตัวเป้งที่ยากจะรับมือไหว

         จากตรงนี้มองเห็นเดฟอนนั่งประดิษฐ์อะไรบางอย่างอยู่ที่ริมชายหาด ใต้ร่มกันแดด มีหุ่นยนต์อำนวยความสะดวกหลายอย่าง ให้ความรู้สึกเหมือนมาท่องเที่ยว

         “โอ้ ว่าไงท่านหัวหน้ากิลด์”

         เสียงกล่าวทักทายที่คล้ายจะกวนประสาทอีกฝ่าย ราล์ฟไม่ถือสาสิ่งที่และสนใจของที่กำลังทำอยู่มากกว่า

         “นั่นคือ?”

         “เจ้านี่น่ะเหรอ?” พูดพลางมองดูอุปกรณ์ชิ้นใหม่ในมือ มันคล้ายกับเครื่องไอพ่นอะไรสักอย่าง “ก็จะลงไปใต้ทะเลใช่ไหมล่ะ เลยต้องทำพาร์ทต่อสู้ให้ตัวเอง ไอ้ที่มีอยู่มันดันเป็นสายความเร็วกับโจมตี ถ้ามีเจ้านี่ก็คงเคลื่อนไหวในน้ำได้สะดวกขึ้น”

         “ตามใจนายเถอะโทนี่ แล้วสิ่งนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ”

         เป็นคำถามที่รู้กันในความหมายของ สิ่งนั้น ซึ่งเดฟอนใช้เวลาเป็นเดือนในการสร้างมันขึ้นมา ล่าสุดนั้นคือการติดตั้งระบบควบคุมภายใน ได้แต่หวังว่ามันจะพร้อมสำหรับการเดินทางตามกำหนดการ

         “ขึ้นอยู่กับว่านายสนใจคนนำทัวร์หรือเปล่า ไอ้ฉันน่ะยังไงก็ได้อยู่แล้ว”

         สุดท้ายราล์ฟก็ต้องการที่จะตรวจสอบความพร้อมของยานพาหนะและทดสอบการใช้งานเบื้องต้น เดฟอนหยุดงานของตัวเองและพาไปยังส่วนโรงงานท้ายเกาะที่ยื่นออกสู่ทะเล พื้นที่ตรงนี้ราล์ฟมอบให้ใช้งานได้ตามสะดวกก็เลยมีการสร้างอาคารขึ้นมาตั้งมากมาย มีหุ่นยนต์ (รูปแบบของมันเป็นกล่องเหล็กทรงสี่เหลี่ยมยามไม่ถูกใช้งาน เพื่อให้จัดเก็บได้เรียบร้อย) เรียงรายอยู่เต็มโกดัง

         ถึงจะเคยมาเห็นรูปทรงยานก่อนหน้านี้มาแล้วก็ตาม แต่นั่นยังเป็นแค่ตัวถังเหล็กเท่านั้น ทว่าในตอนนี้มันได้ติดตั้งอุปกรณ์ทุกอย่างทั้งอาวุธยิงระยะไกล ใบพัดขนาดใหญ่ที่สามารถปรับทิศทางได้ ใต้ตัวเครื่องมีอุปกรณ์บางอย่างติดเอาไว้แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ สภาพของมันไม่ใช่ ยานพาหนะใต้น้ำอย่างที่คิดเอาไว้ แต่มันคือ ยานรบใต้น้ำ มากกว่า

         “ขอแนะจำให้รู้จักสัตว์ร้ายแห่งท้องทะเล เลวีอาธาน

         ประตูทางขึ้นเลื่อนเปิดออกมันเป็นบ่อพักน้ำป้องกันไม่ให้น้ำทะเลเข้ามาในเครื่อง มีร่องรอยของน้ำทะเลเกิดจากการทดลองใช้งานเบื้องต้น ปีนไต่บันไดขึ้นไปก็พบเจอกับห้องโล่งๆ ที่มีเก้าอี้พร้อมสายคาดที่ไม่รู้จะทำมาเพื่ออะไร แต่ว่าห้องนี้ไม่ใช่สิ่งที่อยากจะนำเสนอ

         เดฟอนรวบรวมเอางานอดิเรกของแต่ละคนมาเป็นแนวทางในการออกแบบตัวยาน เลวีอาธาน มีทั้งห้องวิจัยยา ห้องวิจัยอาวุธ และอีกสารพัดห้องที่เรียนรู้มาจากการเดินทางในทะเลครั้งก่อนหน้านี้ อย่างห้องครัวกับห้องนอน ถึงจะยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์แต่พื้นฐานแล้วมันรับคนได้ราวๆ หนึ่งร้อยคนสำหรับหนึ่งห้อง

         “ฉันยกเครื่องใหม่ทั้งหมด เอาวิทยาการสุดล้ำจากอาณาจักรจักรกลมายัดใส่ไว้ ออกจะอบอ้าวไปสักหน่อยแต่ถ้าเดินเครื่องเมื่อไหร่ เครื่องปรับอากาศก็จะทำงาน ปืนลำแสงพลาสมายิงได้ไกลหนึ่งกิโลเมตร แล้วก็เช็คระบบออฟไลน์ติดตามพิกัดเคลื่อนที่เอาไว้แล้ว ฉันคิดว่าถ้ามีเจ้านี่สักเครื่องสองเครื่องเรายึดครองเกมนี้ได้เลย”

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เดฟอนก็รู้ว่าราล์ฟไม่ได้อยากจะยึดครองเกม เป้าหมายของเขาคือการเปลี่ยนรูปแบบของเกม ถ้าคิดตามให้ดีสุดท้ายเป้าหมายของเกมนี้ก็จะกลับมาอยู่ที่การแย่งชิงอำนาจกันเองของเพลเยอร์ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกมนี้กำลังจะหมดความนิยมลง เพราะมันไม่มีอะไรน่าดึงดูดอีก หากมันกลายเป็นโลกที่ผู้เข้มแข็งกลืนกินผู้อ่อนแอ สิ่งที่ราล์ฟคิดจะทำก็คือการสร้างรูปแบบของเกมใหม่เพื่อให้เกิดการพัฒนาแนวทางการเล่นที่หลากหลายขึ้น

อาจเรียกได้ว่ามันเป็นการทำลายกฎของเกมโดยสมบูรณ์

และนั่นจะทำให้เกิดกฎของเกมในรูปแบบใหม่ที่อิสระมากขึ้น

“นายก็รู้ว่าเป้าหมายของฉันไม่ใช่การยึดครองเกม ไม่แม้แต่จะคิด”

“เพราะรู้ถึงได้กล้าจะพูดเล่นยังไงล่ะ”

เดินมาจนถึงห้องควบคุมกลาง หน้าจอ LCD ถูกติดตั้งเอาไว้รอบด้านเพื่อให้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัวยานได้พร้อมกัน และยังสามารถสั่งการจากห้องนี้ไปยังส่วนต่างๆ ได้ด้วย

“หลักๆ แล้วมันก็มีระบบสนับสนุนการรบทุกอย่างตามที่นายขอเอาไว้ น่าจะรู้นะว่าการต่อสู้ในพื้นที่แบบนั้นพวกเราไม่ได้เปรียบสักเท่าไหร่ เลวีอาธานเองก็คงรับประกันไม่ได้ว่าจะไม่ถูกทำลายเลย แต่ก็อยากจะให้นายขับระวังหน่อย”

ในมือเดฟอนมีแท่งแก้วรูปทรงพิลึกส่งให้กับราล์ฟ

“นี่เป็นกุญแจสำหรับเดินเครื่อง ว่ายังไงอยากลองเอาฤกษ์เอาชัยก่อนออกเดินทางสักหน่อยไหม”

ราล์ฟยิ้มขำรับกุญแจมาแล้วตอบว่า “ยังไงคนขับก็ไม่ใช่ฉันอยู่แล้ว”

“ก็คิดเอาไว้อยู่แล้ว” เดฟอนตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ฉันจะไปขนอุปกรณ์มาไว้บนยาน อยากให้เอาอะไรไปด้วยก็จดรายการมาก็แล้วกัน ว่าแต่วอลเปเปอร์ติดผนังห้องนี้สวยมากจริงๆ ไม่เสียแรงที่ใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลือกลายนี้”

ก่อกวนครั้งสุดท้ายเสร็จเดฟอนก็สะบัดก้นเดินออกจากห้องควบคุมหลักไป

 

กำหนดการสำหรับการเดินทางไปสู่อาณาจักรมนุษย์เงือกนั้นถูกโพสต์ผ่านหน้ากระดานข่าวประจำกิลด์ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็จำเป็นจะต้องเรียกมาเพื่อปรึกษาและวางแผนการให้พร้อม โดยการเดินทางนั้นต้องขอรับฟังจากเด็กตกปลาที่ชำนาญเส้นทาง แต่ปัญหาหลักๆ ที่รู้มาก็มีแค่การสำรองน้ำและอาหารให้พร้อมในการเดินทางไกลเท่านั้น ยิ่งได้ระบบสนับสนุนในการออฟไลน์และออนไลน์จากวิทยาการที่ก้าวล้ำ ปัญหาการเดินทางแทบจะไม่มีเลย

ก่อนหน้านี้เดฟอนเคยประสบเหตุการณ์ที่ต้องออฟไลน์โดยการหยุดเรือไว้ในสถานที่แห่งหนึ่ง เพราะถ้าออนไลน์ระบบมันจะจดจำสถานที่ล่าสุดเอาไว้ และนั่นทำให้ตกจากเรือ ดังนั้นตอนที่ได้เรียนรู้เทคโนโลยีทั้งหมดมา เลยให้ความสำคัญกับระบบออฟไลน์กำหนดพิกัดพื้นที่เคลื่อนที่เป็นอย่างแรก

         ทุกคนอยู่ในสภาวะตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ดินแดนที่ยังไม่เคยมีผู้ใดได้เคยไปมาก่อน สำหรับเพลเยอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยนั้นไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกนี้ได้ โดยเฉพาะอารินที่นั่งคุยอยู่กับลาเวนเดอร์ถึงสิ่งที่อาจจะเจอในการเดินทางใต้ทะเลในครั้งนี้

         อันที่จริงอาคมไม่อยากให้อารินไปอาณาจักรเงือกด้วยในตอนนี้เพราะมันอันตราย แต่เขาไม่อาจขัดใจหรือออกคำสั่ง ห้ามอย่างเด็ดขาดกับอารินได้อยู่แล้ว จึงจำเป็นจะต้องไปด้วยเพื่อดูแลความปลอดภัย อีกทั้งเขายังมีเหตุผลส่วนตัวอย่างการคิดบัญชีกับมนุษย์เงือกที่บังอาจมาฝากรอยแผลให้กับอารินในครั้งนั้นอีกด้วย

         ในการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างจะอันตรายเป็นอย่างมาก ราล์ฟไม่ต้องการให้โอกาสเลวร้าย หนึ่งในหมื่น เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ ถึงแม้เขาสามารถช่วยทุกคนออกมาได้ก็ตาม แต่นั่นก็หมายความว่าการช่วยเหลือไซเรนอาจจะต้องยืดออกไปอีก ซึ่งเขายอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาดเพราะมันจะทำให้การทำเรื่องต่อไปยากเย็นยิ่งขึ้น

         ถึงจะบอกว่ามันเป็นการประชุมวางแผน แต่เงื่อนไขของแต่ละคนก็ผ่านเกณฑ์คือคลาสขุนนางเลเวล 900 เป็นอย่างต่ำ ถ้าได้รับอาวุธสนับสนุนจากเดฟอนด้วยแล้วความสามารถก็จะอยู่ในระดับอัศวิน ที่รู้สึกกังวลนิดหน่อยก็คงจะเป็นพวกไรอันเท่านั้น เห็นว่าใช้เงินเก็บทั้งหมดเพื่อซื้ออุปกรณ์สวมใส่ที่ดีกว่ามาแทน ถึงแม้ว่าจะเป็นคนในกิลด์เดียวกันแต่ทุกคนกลับมีศักดิ์ศรีที่จะไม่แบมือขอใคร (ยกเว้นอยู่คนหนึ่ง) พยายามเพื่อให้ได้มาครอบครองด้วยความภาคภูมิใจของตัวเอง

         “ขอสรุปว่า การเดินทางเราจะเริ่มกันในวันเสาร์ก่อนเวลาเที่ยงคืนให้ไปพบกันที่จุดนัดพบ ยังไงก็ต้องไปรบกับอีกกลุ่มหนึ่งด้วย ฉันเลยต้องการความแน่นอนว่าจะมีใครไปบ้าง”

         หลักๆ แล้วก็จะมีสมาชิกกิลด์แพนโดร่าเกือบจะครบทุกคน (ขาดอากิระที่ไม่สามารถไปด้วยได้) กับภูตทั้งสองคน ส่วนสัตว์เลี้ยงอสูรนั้นเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก และยังมีกองกำลังจากซากุระที่มาเพื่อช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย ถึงเป้าหมายของซากุระจะเป็นอย่างอื่นแต่ก็ถือเป็นกำลังรบที่ช่วยได้มาก

         ราล์ฟทราบความลับทางการทหารของอาณาจักรเงือกผ่านคำบอกเล่าของไซเรน รู้ด้วยว่านอกจากกองทัพทหารมนุษย์เงือกที่คลาสขั้นต่ำอยู่ที่ทหาร ยังมีขุนนางอีกราวๆ หลายพันตน แระอีกหลายร้อยตนในคลาสอัศวิน (รวมเนรอสด้วย) สัตว์ยักษ์จ้าวสมุทรอีกหลายสิบตนที่ทำหน้าที่คุ้มครองอาณาจักรเงือก เพียงแต่เนรอสสามารถเรียกใช้งานได้แต่จะไม่สามารถควบคุมได้ดั่งใจ แต่ละตนก็มีอาวุธที่แสนจะร้ายกาจพร้อมกับเวทมนตร์ควบคุมสายน้ำให้โจมตี

         ด้วยกำลังแค่นี้ไม่เพียงพอแน่ที่จะใช้ต่อกรกับกองทัพมนุษย์เงือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก จำเป็นจะต้องหากำลังเสริมอื่นที่ไว้ใจได้มาช่วย และเดฟอนก็เสนอให้ชักชวนพวกโอตาคุมาร่วมในแผนการครั้งนี้ด้วย จากผลงานที่ผ่านมาคนพวกนี้มีฝีมือค่อนข้างเก่งทีเดียว และเป็นพวกที่เล่นเกมเพื่อความสนุกอยู่แล้ว โอกาสที่จะเกิดการทรยศมีอยู่น้อยมาก

         มองดูเหล่าสมาชิกกิลด์ที่อยู่ในสภาพตื่นเต้น ก็เข้าใจอยู่ว่าอาณาจักรเงือกเป็นดินแดนพิเศษมาก แต่ก็ควรรู้เอาไว้ด้วยว่าการไปเยือนครั้งนี้พวกเขาจะอยู่ในสถานะอาชญากรของอาณาจักร โอกาสท่องเที่ยวนั้นก็คงจะเป็นหลังจากที่ทำการช่วยเหลือและถอดถอนอำนาจของราชาองค์ปัจจุบันให้ได้เสียก่อน

         “เดฟอน นายได้ติดตั้ง APM (Anti-Psychic Machine) ไว้ที่ตัวยานหรือเปล่า”

         APM เป็นชื่อเรียกที่ถูกตั้งให้กับอุปกรณ์ต่อต้านพลังพิเศษทั้งหมด ถึงแม้ ลมปราณ และ เวทมนตร์จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของพลังจิตด้วยก็ตาม แต่ก็ใช้คำที่มีความหมายเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

         “ใช่ แต่ฉันดัดแปลงให้เป็นการเป่าทำลายด้วยการยิงแทนล่ะนะ เพราะถ้าทำออกมาในรูปแบบของเสียงกังวานแบบที่ทำให้พวกอสูรใช้ พวกเราจะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย แต่มันก็คงยิงได้ไม่มากนักเพราะมันค่อนข้างจะกินพลังงานมาก เอาไว้ฉันหาวิธีดัดแปลงตัวยานให้ใช้พลังงานแหล่งพิเศษที่ชาร์จตัวเองได้ก่อน เมื่อถึงตอนนั้นมันคงจะเป็นสุดยอดยานรบไร้พ่ายของกิลด์แพนโดราเลยล่ะ”

         “ดีแล้วล่ะ ที่ฉันกังวลก็คือเวทมนตร์เฉพาะของพวกมนุษย์เงือก ถึงอัตราส่วนของมนุษย์เงือกที่ใช้เวทมนตร์ได้อยู่ที่ 1 ใน 10 แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป และต่อให้เป็นพวกอ่อนแอ แต่เวทมนตร์ถ้าใช้ในพื้นที่ที่เหมาะสมจะมีพลังรุนแรงขึ้น อยากให้นายเตรียมการในส่วนนี้เอาไว้”

         “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอก วิทยาการของอาณาจักรจักรกลพร้อมสำหรับการทำสงครามกับทุกเผ่าพันธุ์อยู่แล้ว”

         สุดท้ายการประชุมกิลด์เพื่อเตรียมความพร้อมก็จบลงด้วยระยะเวลาที่แสนสั้น ความจริงก็แค่เรียกมารับทราบข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการเท่านั้น จากนี้ก็เป็นเพียงการเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันที่สุด มันจะเป็นการเดินทางที่มีอันตรายรอบด้านและไม่อาจตายได้ หากผู้ใดพลาดท่าก็เท่ากับว่าเสียสิทธิ์ในการมีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่ไปเยือนอาณาจักรเงือก

         จากนี้ราล์ฟจะต้องไปพบซากุระเพื่อนัดหมายวันและเวลาสำหรับการเดินทาง ซึ่งเขาเคยบอกเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าภายในเดือนนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเดินทาง ก็เลยมีเวลามากพอให้ซากุระสะสางงานได้เสร็จจนมีเวลาในการร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ถึงแม้ว่าตอนนี้สถานะของซากุระจะตกต่ำลงแต่ก็ยังมีอำนาจในสมาพันธ์เหลืออยู่พอสมควร

         ทว่าก่อนที่จะเดินทางไปพบซากุระ ก็เห็นนิมป์เดินผ่านหน้าไปพอดิบพอดี ตัดสินใจเอ่ยชื่อรั้งให้รอก่อน

         กุ๊กสาวเผ่าอันเดธผู้มีหน้าตาบ้านๆ หันรีหันขวางราวกับกังวลสายตาของคนรอบข้าง เนื่องจากไม่บ่อยนักที่จะได้ยินราล์ฟตะโกนเรียกชื่อใครดังขนาดนี้

         “มีอะไรหรือคะ”

         “เธอมีธุระไปไหนหรือเปล่า”

         “ก็มีทำเควสต์ค่าความดีน่ะค่ะ แล้วก็จะไปเดินดูหาซื้อของมาทำอาหารเย็นสำหรับเย็นวันนี้ด้วย”

         สมกับที่เป็นหญิงสาวผู้จืดชืด มีแนวทางเล่นเกมเหมือนการใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป พยายามทำเควสต์เก็บสะสมเงินเพื่อซื้อของ ถึงจะมีรายได้จากการช่วยเหลือในการปรุงยากับร้านอาหารก็ยังใช้จ่ายอย่างประหยัด ก็ไม่ได้ปฏิเสธแนวทางการเล่นเกมแบบนั้น แถมนิมป์ก็ยังช่วยแบ่งเบาภาระได้อย่างมาก มิหนำซ้ำยังไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้เลยสักครั้งเดียว

         ที่สำคัญก็คือนิมป์สามารถมาร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย

         นั่นเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่ราล์ฟตัดสินใจจะขอความร่วมมือด้วย

         “งั้นเหรอ ที่จริงฉันมีเรื่องอยากจะขอให้เธอช่วยสักหน่อยน่ะ”

         “เรื่องอะไรคะ”

         “เธอรู้ใช่ไหมว่าฉันมีปัญหาเรื่องค่าพลังในการฟื้นฟูไม่สูงพอจะใช้พลังได้เต็มที่นัก”

         นิมป์ตอบรับด้วยท่าทางอึดอัด เพราะน้ำเสียงของราล์ฟค่อนข้างจะจริงจังมาก

         เป็นความจริงที่เธอทราบเรื่องปัญหาของราล์ฟ เกี่ยวกับปัญหาเรื่องอัตราการฟื้นฟูพลังของตัวเอง เขาพยายามคิดหาวิธีทุกอย่างเพื่อแก้ไขจุดอ่อนเพียงเรื่องเดียวนี้

แต่ทว่าในตอนนั้นเสียงในหัวของเธอก็ได้ให้คำตอบบางอย่างโดยที่ไม่ได้แม้แต่จะถาม

คำตอบเกี่ยวกับวิธีการเพิ่มอัตราการฟื้นฟูที่มีมากมายหลายวิธี ซึ่งเกือบทั้งหมดเขาคนนี้ได้ลงมือทำไปหมดแล้ว

ถ้าจะเหลือก็มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

         อย่าบอกนะว่า…’ นิมป์เริ่มใจเต้นนิดหน่อย

         เข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้มันพูดได้ลำบาก แถมเธอก็ยังไม่ได้เตรียมพร้อมจะรับทราบเรื่องแบบนี้อีกด้วย

         “จะลำบากไหมถ้าฉันจะขอให้เธอมาเป็นคู่ในการทำเควสต์แต่งงานด้วยกันน่ะ

         ไม่สิพูดให้ถูกก็คือ แต่งงานกับฉันได้ไหม”

         ช่างเป็นการขอแต่งงานที่ไม่ดูบรรยากาศอะไรเลย

         ในตอนนั้นนิมป์รู้สึกว่าโลกมันหมุนเคว้งคว้างไปซะหมด ใบหน้าร้อนผ่าว แข้งขาอ่อนยวบเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง ถึงจะรู้อยู่แก่ใจดีว่าราล์ฟไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นจริง

แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ที่ทำให้เธอเลือกคำตอบเป็นการขยับใบหน้าขึ้นลง

         อย่างไรก็ตาม ตอนที่ราล์ฟได้พูดเรื่องนี้ออกไป สมาชิกกิลด์แพนโดราที่อยู่ในห้องนี้ได้ยินกันเต็มสองหู

         และพวกเขาต่างพากันตกตะลึงเกี่ยวกับเรื่องนี้







ในที่สุดราล์ฟก็ขอแต่งงานนิมป์สักที ปัญหาคือ จูบแรกคือไซเรน จูบที่สองคือซากุระ ตัวละครที่มาใหม่แซงโผขึ้นไปอยู่ในฐานะคู่หมั้น และนิมป์จากที่มาแบบเรียบๆ สุดท้ายก็ได้ขึ้นแท่นตำแหน่งภรรยาซะที

เห็นเจ้าตัวชอบเจนภพมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วด้วย รักแรกเลยล่ะ

อ๋อ ที่บอกว่ารักแรก คนอ่านในเล่มจะรู้ว่า เจนภพกับนลินทิพย์มีซัมติงบางอย่างกันตอนสมัยเด็กๆ


เล่มเจ็ดออกแล้วก็ช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ

โดยเฉพาะเล่มนี้ ปรากฏตัวคู่หมั้นของอาคมในท้ายเล่ม

เอาเงินที่ไหนมาซ่อมคอม...บอกเลยว่าเงินจากการที่พวกคุณช่วยอุดหนุนนิยายนั่นแหละครับ

ก็ผมไม่มีเงินเดือนนี่นา...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

63 ความคิดเห็น

  1. #14056 Spinser (@jirapaza52) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 16:57
    เอาจริงๆคือไม่ชอบฮาเร็มนะแต่เรารับได้สำหรับฮาเร็มของเรื่องนี้ ไม่รู้เป็นฮาเร็มที่มาพร้อมกับเหตุและผลรึเปล่านะ 55555 อีกอย่างผู้หญิงในเรื่องก็ดูรักนวลสงวนตัวด้วบ
    #14056
    0
  2. #14054 sandkittithon (@sandkittithon) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 09:14
    #14054
    0
  3. #14052 0967391896 (@0967391896) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 19:03
    รอเล่ม8อยู่นะคับ
    #14052
    0
  4. #14051 Tawin Chatsomsanga (@kading45) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 18 เมษายน 2560 / 05:23
    ขออาคมแต่งงานก็สิ้นเรื่อง
    #14051
    1
    • #14051-1 เอกภพไร้ขอบเขต (@beer36) (จากตอนที่ 378)
      24 พฤษภาคม 2560 / 12:17
      ตายละ...มาช่วยไม่ทัน...
      ดูซิ...โดนดาบฟันซะเละเลย!!!
      //หันไปมองอาคมกำลังสะบัดเลือดออกจากดาบ
      #14051-1
  5. #14048 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 23:50
    เชียร์คนนี้แหละ แฮ่ ^^
    #14048
    0
  6. #14045 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 01:35
    ฮาเร็มสิครับ รออะไร
    #14045
    0
  7. #14044 หมาป่าเมฆา (@D4rkflame) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 19:38
    ม่าย เชียร์ซากุระอยู่ นำอยู่ดีๆโดนแซงทางโค้งเฉยเลย
    #14044
    0
  8. #14043 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 10:52
    มาแรงแซงทางโค้งไปเลย อิ อิ
    #14043
    0
  9. #14042 RachanonNew (@RachanonNew) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 11:25
    รอเล่ม8อยู่นะครับ
    ปล.จบเล่มไรครับ?
    #14042
    0
  10. #14041 ขุณไกร (@harukokame) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 09:03
    ระบบได้จำกัดไหมว่ามีภรรยาได้กี่คน
    #14041
    0
  11. #14040 poo26934 (@poo26934) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 07:24
    จากใจเราจิ้น"คมเจน"อยุ่อ่ะ
    #14040
    0
  12. #14039 rose apple903 (@chompana) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 05:34
    นี่มันมรสุมดราม่าชัดๆ ราล์ฟแต่งงาน คู่หมั้นอาคมปรากฏตัวTT?TT #ทีมอาคม
    #14039
    0
  13. #14038 P.D.H.M (@tiwter1995) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 07:36
    กะไปหาซากุระเพื่อขอความร่วมมือเหมือนกันใช่มะ แต่หนูนิมป์ดันโผล่เข้ามาก่อน...
    จังหวะนั้นสำคัญไฉน...
    #14038
    0
  14. #14037 Chutipon-juntap (@Chutipon-juntap) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 19:38
    เร่นเจ็ดจะมาแลเวเย้ๆๆ
    #14037
    0
  15. #14036 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 6 เมษายน 2560 / 00:41
    โคตรฮิป 555 อาอีกอย่าง ไร สัปดาห์หนังสือมีขายเรื่องนี้ไหม แล้วอยู่ตรงไหนรึ 
    #14036
    0
  16. #14035 Nung Tono (@nungtono) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 21:24
    งานหนังสือยังไม่ได้ไปเลยยยยยย กำเงินใจจะขาดอยู่แล้วเนี่ย
    ปล.ก่อนวันสงกรานทำไมงานมันเยอะจังฟ่ะ โรงงานแต่ละทีก็จะรีบปิดกันไปไหนนนนนน
    #14035
    0
  17. #14034 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 19:39
    เล่ม7! เล่ม7! แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #14034
    0
  18. #14033 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 19:39
    เล่ม7! เล่ม7! แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #14033
    0
  19. #14032 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 19:39
    เล่ม7! เล่ม7! แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
    #14032
    0
  20. #14031 KhuKung (@omelnw) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 18:26
    ก็แค่ละเมอ 
    #ทีมไซเรน
    #14031
    0
  21. #14030 Keisky (@keisky) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 18:19
    ผมซื้อแล้วนะ เล่ม1-7
    #14030
    0
  22. #14029 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 15:50
    บางทีนิมป์ก็สมควรเป็นภรรยาหลวง ลองคิดดูถ้าซากุระหึงนี่พังแน่ๆ555555
    #14029
    0
  23. #14028 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 15:50
    บางทีนิมป์ก็สมควรเป็นภรรยาหลวง ลองคิดดูถ้าซากุระหึงนี่พังแน่ๆ555555
    #14028
    0
  24. #14027 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 15:50
    บางทีนิมป์ก็สมควรเป็นภรรยาหลวง ลองคิดดูถ้าซากุระหึงนี่พังแน่ๆ555555
    #14027
    0
  25. #14026 [Gu][Ja][Out] (@rainaveo) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 15:08
    รอชื้ออยุ่ครับออกมาจะรีบเลยกลัวหมดชื้อไม่ทัน
    #14026
    0
  26. #14024 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 378)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 13:46
    สักขีพยานพร้อม 55555555 ว่าแต่โทนี่คือเดฟอน@_@?
    #14024
    1
    • #14024-1 ยอด เฉยๆ (@pierman) (จากตอนที่ 378)
      5 เมษายน 2560 / 15:44
      เปรียบเป็น โทนี่ สตาร์ค หรือเปล่าครับ ^^
      #14024-1