ตอนที่ 377 : บทที่ 31 เตรียมการ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6608
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 87 ครั้ง
    21 ก.พ. 60

บทที่ 31 เตรียมการ (100%)

 

        มันเป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียนของมหาวิทยาลัย ถ้าจะสังเกตว่าใครเป็นนักศึกษาเก่าหรือใหม่สังเกตได้จากเครื่องแบบ นักศึกษาปีหนึ่งนั้นแทบจะแต่งกายถูกระเบียบ ในขณะที่ปีสองหรือปีที่สูงกว่าเริ่มมีการปรับเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นอย่างอื่นแทน สีผมก็เปลี่ยนเป็นสีตามแฟชั่นนิยม อาจจะเพราะด้วยค่านิยมซึ่งทางมหาวิทยาลัยสามารถผ่อนผันให้ได้ขอเพียงไม่ขัดขวางต่อการเรียนการสอนก็พอ

        เจนภพ กิตตินนท์ นักศึกษาจากสาขาภาษาอังกฤษ - ธุรกิจ ผู้ซึ่งโด่งดังในฐานะของเจ้าหญิงโอลาฟในช่วงงานรับน้อง กำลังถูกรุมล้อมโดยเพื่อนร่วมรุ่นที่อยู่ๆ ก็มาขอนั่งด้วยและชวนพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ พวกเขาได้เห็นการเจรจาเพื่อยุติข้อบาดหมางระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องจึงเกิดความคิดที่ว่า 'คนคนนี้น่าจะพึ่งพาได้' ก็เลยรีบมาแนะนำตัวเองเพื่อตีสนิท โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนต้องการสนิทมากกว่าจนถึงกับขอแลกเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ติดต่อเป็นการส่วนตัวก็ยังมี

        แต่นิสัยของเจนภพนั้นค่อนข้างจะเงียบและไม่ใช่คนที่คุยเก่งอะไรมากนัก ต่อให้พยายามยิงมุกตลกใส่สิ่งที่จะได้รับตอบกลับมาก็มีแค่หน้าตาที่เรียบนิ่ง คล้ายจะรำคาญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาสงสัยอยู่นั้นก็คือความสัมพันธ์ระหว่างเจนภพกับอาคม สังเกตดูแล้วพบว่าทั้งสองคนมีความสนิทกันชนิดที่เรียกได้ว่า 'ไม่ธรรมดา' จนบรรดาเพื่อนหญิงแอบจินตนาการเตลิดไปไกลถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่

        ในการเข้าชั้นเรียนครั้งแรกนั้นเป็นโฮมรูม เพื่อพบปะกับอาจารย์ประจำห้องที่คอยรับหน้าที่ดูแลและให้คำปรึกษากับนักศึกษาตลอดสี่ปี มีการแบ่งห้องแยกออกไปเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมและแจกแจงตารางเรียนให้ ซึ่งอันที่จริงเจนภพได้เตรียมตัวมาก่อนหน้านี้แล้วก็เลยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับวิชาเรียนมากนัก

        มาถึงตอนที่ต้องแต่งตั้งหัวหน้า รองหัวหน้า และเหรัญญิก ก็มีคนเสนอให้เจนภพเป็นหัวหน้า และได้ผู้สนับสนุนเป็นเพื่อนร่วมห้องทุกคน รองหัวหน้าห้องก็มอบหมายให้เป็นอาคม ซึ่งเจนภพให้เหตุผลว่าเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง น่าจะช่วยในงานจับฉ่ายได้ ส่วนเหรัญญิกนั้นมอบหน้าที่ให้เป็นผู้หญิงที่ถูกเพื่อนผลักไสออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก กลายเป็นว่าทั้งหมดลงตัวแล้ว ถ้าจะมีก็แค่อาคมที่จิกกัดเพื่อนร่วมรุ่นประมาณว่า 'ให้ไอ้แมวผีเป็นหัวหน้าห้อง พวกแกเตรียมเจอระบอบเผด็จการได้เลย'

        การเปิดเรียนวันแรกนั้นไม่ค่อยจะมีเนื้อหาอะไรมากนัก เจนภพที่ถูกมอบหมายงานตำแหน่งหัวหน้าห้องจึงใช้เวลาช่วงแรกของคาบเรียน เปิดแล็บท็อปที่นำมาและเริ่มทำเอกสารรายชื่อนักศึกษาทั้งหมด รวมไปถึงการจัดตารางเรียนและกำหนดการทั้งหมดตลอดหนึ่งปีการศึกษา เปรียบเทียบกับตารางปฏิทินและวันหยุดที่ทางมหาวิทยาลัยมีประกาศเบื้องต้นโดยใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงที่ไม่มีบทเรียนใดๆ นอกจากการรับฟังคำอธิบายจุดประสงค์ของวิชา กำหนดการทั้งหมดรวมไปถึงการเตรียมการสู่กิจกรรมในปีหน้าก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

        "พึ่งเปิดเรียนวันแรก แกจะรีบเรียนจบเลยหรือไงวะ"

        "มันเป็นนิสัยส่วนตัวของฉันไปแล้ว แล้วอีกอย่างหากฉันเกิดเป็นอะไรไปก็ฝากนายก็ทำตามกำหนดการพวกนี้ได้เลย นี่เป็นรายชื่อนักศึกษาปีหนึ่งทั้งสองห้อง ซึ่งฉันจัดทำรายการงบประมาณห้องเอาไว้แล้วแค่ใส่ตัวเลขลงไปก็พอ ถ้าทั้งหมดเป็นไปตามที่กำหนดล่ะก็พวกเราจะมีงบประมาณเพียงพอสำหรับจัดกิจกรรมรับน้องนอกสถานที่ได้ ซึ่งก็ได้ดูกิจกรรมที่เหมาะสมเอาไว้แล้วล่ะ อีกทั้งยังสามารถดึงเงินไปใช้เพื่อการอย่างอื่นได้อีกเวลาฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่นการทัศนศึกษาซึ่งจะต้องมีประจำปีอยู่แล้ว มันจะลำบากถ้าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งในช่วงเวลานั้นอาจจะเกิดปัญหาขึ้นมาทำให้หาเงินมาจ่ายได้ไม่ทัน เดี๋ยวตอนก่อนเลิกเรียนฉันจะไปอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจเอง"

        เจนภพส่งไดร์ฟให้กับอาคมและสำรองเอาไว้เผื่อให้เหรัญญิกนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งเขากำหนดไว้ว่าข้อมูลตัวเลขงบประมาณของทั้งสองไดร์ฟนี้จะต้องตรงกันเมื่อนำมาสรุปยอด เท่านี้จะเป็นการรับประกันได้ว่าไม่มีการนำเงินออกไปใช้เพื่อตัวเองโดยเด็ดขาด

        "โคตรน่ารำคาญเลยว่ะ ถ้าเกิดแกมีเมียนี่ไม่ทำกำหนดการกิจกรรมตลอดทั้งปีเลยหรือไงวะ"

        "ฉันไม่ทำถึงขนาดนั้นหรอก ที่ฉันทำกำหนดการก็เพื่อรับรองได้ว่าจะมีเวลาให้กับครอบครัวอย่างแน่นอน นายควรจะหัดทำเอาไว้บ้างนะ อย่างน้อยจะได้มีเวลาพาอารินไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างอะไรบ้าง"

        ตามตารางเรียนที่ได้มาสรุปแล้วมีเรียนเพียงสองวิชาในวันนี้ ดังนั้นหลังจากที่เรียนวิชาแรกเสร็จแล้วก็จะเป็นช่วงพักยาวไปอีกสี่ชั่วโมง เจนภพขอเวลาทุกคนเพียงสิบนาทีเพื่อขอความร่วมมือกับเพื่อนทุกคน โดยเฉพาะข้อมูลรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลในเรื่องส่วนตัวอย่างงานพาร์ทไทม์ที่ทำ หรือคนที่มีแผนว่าจะทำงาน เขาจะลงรายละเอียดเอาไว้ในข้อมูลนักเรียน เพื่อที่จะสามารถติดต่อได้สะดวกโดยไม่มีผลเสียต่อหน้าที่การงาน

        ปัญหาก็คือทุกคนยังไม่รู้จักกันดีพอที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ที่จริงแค่เบอร์โทรศัพท์ก็พอจะเรียกว่าให้ความร่วมมือได้แล้ว แต่ที่เจนภพต้องการก็คือที่อยู่ของหอพักหรือหากทำงานให้ระบุไปด้วยว่าทำที่ไหน เวลาไหน จึงอดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาคิดดีแล้วเหรอที่จะให้คนคนนี้เป็นหัวหน้า แน่นอนว่าคนที่หัวเราะออกมาด้วยท่าทางสะใจคืออาคม และบอกอีกด้วยว่ามันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของเผด็จการเท่านั้น

        แต่ว่าเจนภพอ่านบรรยากาศออก เขาจึงแก้ไขคำสั่งใหม่เป็นขอแค่เบอร์โทรศัพท์ก็พอ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าห้องซึ่งอาจจะต้องประสานงานกับครูประจำห้องหรือครูประจำวิชาเพื่อแจ้งข่าว จำเป็นอย่างมากที่จะต้องได้วิธีการที่สามารถติดต่อได้ในทันทีของทุกคน จากนั้นเจนภพก็บอกว่าจะทำบล็อกสำหรับประกาศข่าวสารด่วน และยังคิดจะทำเป็นรูปแบบของแอปพลิเคชั่นให้ใช้งานฟรี เผื่อในกรณีที่หลายคนไม่ว่างจะเข้าเว็บไซต์

        คงต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะคุ้นชินกับนิสัยเจ้าระเบียบของเจนภพได้ หลายคนจึงไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนัก และเจนภพถือว่าเขาได้บอกสิ่งที่ควรพูดหมดไปแล้วจึงขอยุติเพียงเท่านี้และปล่อยทุกคนไปพักผ่อนได้ ที่จำเป็นต้องทำแบบนี้เพราะเขาเองก็ไม่ได้มีแค่เรื่องการเรียนเท่านั้น ไหนจะยังต้องรับหน้าที่เป็นประธานเงาคอยดูแลชีวิตของพนักงานนับพันคน ดูแลธุรกิจอีกมากมาย ไหนจะดูแลคุณแม่ที่ยังรู้สึกเป็นห่วงกับการให้อยู่บ้านคนเดียว หรือกระทั่งล่าสุดซูหลินที่มาพักอาศัยอยู่ด้วยกันและยังเรียนที่เดียวกัน มันเป็นภาระหน้าที่ที่ทำให้กำหนดการมันรวนไปหมด ดีที่ยังจัดการได้โดยไม่มีปัญหาอะไรมากนัก

        เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปทานข้าว เจนภพจึงได้มานั่งอยู่ที่ใต้อาคารเรียนเฝ้ากระเป๋าให้กับเพื่อนที่ขี้เกียจนำไปด้วย และทานข้าวกล่องที่เตรียมมา เนื่องจากอาหารจานด่วนปัจจุบันมีราคาแพงอีกทั้งยังให้พลังงานไม่เพียงพอ หลังจากคำนวณราคาที่ต้องจ่ายแล้วพบว่าทำข้าวกล่องมากินเองประหยัดกว่ามาก ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองเขายังไง เพราะมันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรสำหรับคนที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายให้ตัวเอง

        หลังจากทานอาหารเสร็จเจนภพก็เปิดคอมพิวเตอร์และนั่งทำงาน ในฐานะประธานเงายอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ที่จริงแล้วเขาไม่ควรจะทำแบบนี้แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คุณแม่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงคุณแม่จะไม่เคยร้องขอก็ตามที แต่ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เจนภพจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมทุกอย่างเอาไว้ในกรณีที่หากเกิดปัญหาขึ้นมาจริง แม้ไม่ต้องพึ่งอำนาจของคุณยาย ก็จะปกป้องตัวเองได้

        ขืนให้คุณยายออกหน้ามีหวังทั้งโลกได้เคลื่อนไหวแน่

        ชื่อเสียงในฐานะของ เมลินดา ฮาวน์ ไม่ได้มีไว้เป็นแค่ชื่อบังหน้าหรอกนะ

        หลังจากที่นั่งทำงานมาได้ชั่วโมงหนึ่งพวกเพื่อนๆ ก็ทยอยกันเดินมาเป็นกลุ่มใหญ่ เจนภพปรายตามองแค่ให้รู้ว่าเป็นใครและนั่งทำงานต่อไป และคนพวกนั้นก็ซื้อเครื่องดื่มมาให้ซึ่งก็ขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ แม้จะมีคนชวนไปหาที่นั่งเย็นๆ อย่างในห้องสมุดรอเวลาเข้าเรียนแต่เจนภพได้ปฏิเสธที่จะไปเนื่องจากว่ามีงานสำคัญที่ต้องจัดทำให้เสร็จ จนกระทั่งได้ยินเสียงพูดคุยเป็นภาษาจีนเดินผ่านไป ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะหยุดและเดินเข้ามายังกลุ่มของพวกเขา

        นักศึกษาสาวชาวจีนที่หน้าตาน่ารัก หุ่นผอมเพรียว สูง และผิวเนียนสวย การเคลื่อนไหวก็ดูสมบูรณ์ ชวนให้รู้สึกหลงใหล เป็นผู้หญิงที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์มากและน่าจะเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสมัยนี้ โดยที่ไม่สนใจสายตาของคนรอบข้าง เธอมาหยุดที่โต๊ะและปรายตามองไปทางเจนภพ หยุดลงที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งเกาะแกะอยู่อย่างใกล้ชิด เธอส่งสายตาเชิงประมาณรู้สึกไม่พอใจออกมาหน่อยๆ ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรเกินเลยกัน แต่การที่ต้องมาเห็นคนที่เป็น (ว่าที่) คู่หมั้นยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่นก็ย่อมรู้สึกไม่ดีบ้าง

        แม้จะเห็นว่าเจนภพไม่ได้มีท่าทียินดีหรือรู้สึกรำคาญ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกำลังเป็นปลื้มกับเรื่องที่ถูกรุมล้อมโดยผู้หญิงอยู่ก็ได้ สัญชาตญาณของผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้เสมอ และซูหลินก็เคยเห็นมาไม่น้อยเช่นกัน

        "เราไม่มีเรียนแล้ว" เธอพูดเป็นภาษาจีน

        "เห็นจากตารางเรียนของเธอแล้วล่ะ" เจนภพตอบกลับด้วยภาษาเดียวกัน เงยหน้าสบตาเพียงครั้งเดียวและกลับมามองบนจอ "จากนี้มีแผนจะทำอะไรต่อล่ะ แล้วกลับยังไง?"

        "เราจะไปกินข้าวกับเพื่อน ไม่ต้องรอหรอก"

        "หือ?" เจนภพมองไปยังกลุ่มนักศึกษาหญิงชาวจีน "คงไปไม่ไกลใช่ไหม บอกไว้ก่อนนะว่าตอนเย็นที่กรุงเทพฯ น่ะรถติดมาก แล้วเธอคงไม่ลืมนะว่าวันนี้ขอร้องให้แม่ฉันช่วยสอนให้ ถ้าพลาดโอกาสนี้ล่ะก็ต้องรออีกทีอาทิตย์หน้าเลยนะ"

        ดูเหมือนคำขู่ของเจนภพจะใช้ได้ผล ซูหลินปั้นหน้าจริงจังขึ้นมาและมองไปที่เพื่อนกลุ่มของเธอ โอกาสที่จะได้มีเพื่อนแบบคนธรรมดาไม่ได้มีบ่อยนัก ถ้าฝีมือไม่พัฒนาและถูกรู้ว่าเป็นผลมาจากการที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนมากเกินไปคงจะต้องโดนตำหนิจากท่านพ่อกับผู้อาวุโสใหญ่ในตระกูล สิ่งที่น่ากลัวกว่าก็คือหลังจากนั้น ถ้าหากตระกูลต้องตกต่ำลงไม่เพียงแค่เธอจะถูกลงโทษแต่เพื่อนๆ จะพลอยรับเคราะห์ไปด้วย

        "คิดมากเกินไปก็จะส่งผลเสียได้นะ ฉันก็แค่เตือนว่าจะไปเที่ยวน่ะก็ได้อยู่แต่อย่ากลับให้เย็นเกินไปก็เท่านั้น" เจนภพหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมา ค้นหาบัตรเครดิตเสริมและส่งให้กับซูหลิน "แม่ฉันบอกว่าถ้าเธออยากไปเที่ยวที่ไหนหรือพาเพื่อนไปกินอะไรให้เอาบัตรนี่ไปใช้ซะ ขอย้ำว่าเฉพาะเรื่องกินเท่านั้น"

        บัตรเครดิตเสริมใบนี้คุณแม่บอกให้เจนภพมอบให้ซูหลินเอาไว้ใช้ เจนภพไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะเขาใช้แค่เดือนละสองครั้งเวลาซื้อของใช้เข้าบ้านเท่านั้น ให้ซูหลินเอาไปใช้ประโยชน์ยังจะดีซะกว่า

        "รู้แล้วละน่า" ซูหลินฉวยบัตรไปจากมือ

        แม้ว่าซูหลินจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายมาแล้วแต่มันก็ไม่ได้มากไปกว่าราคาค่าแรงขั้นต่ำเลย ถ้าจะให้พูดแล้วการที่ต้องมาอยู่บ้านเดียวกับคู่หมั้นถือเป็นการประหยัดค่ากินค่าอยู่ไปได้มากทีเดียว ซูหลินทราบจากเพื่อนว่าพวกเธอจะต้องแชร์ค่าห้องกันอยู่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย นับว่าเธอโชคดีมากจริงๆ

        "อย่ากลับให้เย็นมากล่ะ"

        ซูหลินไม่ตอบแต่เดินกลับไปหากลุ่มเพื่อนของเธอ โดยไม่วายหันไปทำตาขวางใส่ผู้หญิงที่เกาะแกะคู่หมั้นของเธอ ท่าทางดูไม่ค่อยจะสบอารมณ์สักเท่าไหร่

        พอซูหลินเดินไปไกลแล้วความอยากรู้ของกลุ่มเพื่อนก็เพิ่มมากขึ้นถึงขนาดจี้ถามความสัมพันธ์ระหว่างของทั้งคู่ เพราะบทสนทนาเป็นภาษาจีนเลยไม่รู้ว่าทั้งสองคนนี้พูดเรื่องอะไรกัน แต่เจนภพไม่ได้คิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับซูหลินจะมีผลเป็นอุปสรรคใดๆ ต่อการศึกษาก็เลยบอกความจริงออกไป กลายเป็นว่าบรรยากาศพลันเปลี่ยนไปในทันที โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสได้สมหวังซะบ้าง เท่ากับว่าถ้าไม่อยากให้มีการผิดใจกันขึ้นมาก็ควรต้องรักษาระยะห่างกับเจนภพ

        หลายรู้สึกอิจฉาโดยเฉพาะผู้ชาย ในสายตาของพวกเขา (อาจจะรวมถึงผู้หญิงคนอื่น) ซูหลินเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์มาก รูปร่างก็สมส่วน ไม่อ้วนและไม่ผอมจนเกินไป ดูทะมัดทะแมงเหมือนคนเล่นกีฬา ถึงจะไม่ค่อยรู้จักนิสัยแต่ขอแค่หน้าตาสะสวยก็ถือเป็นโชคดีของผู้ชายที่ได้เป็นสามีแล้ว

        จนกระทั่งอาคมเดินกลับมาเพื่อรอเข้าเรียน เห็นพวกผู้หญิงมองเขาแปลกๆ คล้ายจะเสียดายเรื่องอะไรสักอย่าง ตอนแรกคิดว่าเขาอาจจะลืมรูดซิบกางเกง แต่มันก็ปิดสนิทดี ถึงอย่างนั้นก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหน้าของเขามีอะไรผิดปกติ

        "ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ"

        "เสียใจ? เรื่องอะไรวะ?" อาคมทำหน้ามึน ไม่รู้ว่าพวกผู้หญิงกลุ่มนี้อยากจะบอกอะไรกันแน่

        "นี่อาคม นายรู้ไหมว่าเจนภพมีคู่หมั้นแล้ว" เพื่อนสาวคนหนึ่งเอ่ยถาม ต้องขอบคุณในความกล้าหาญของเธอมากจริงๆ เพราะไม่มีใครกล้าจะพูดคุยกับอาคมโดยตรงนอกจากเจนภพคนเดียว

        "คู่หมั้น? ไอ้แมวผีนี่น่ะเหรอ" เขามองไปยังหนุ่มแว่นที่ไม่ทุกข์ร้อนกับคำถาม แถมยังเอาแต่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก "แหงล่ะ ก็วันที่มันรู้ว่าตัวมันมีคู่หมั้น ฉันก็นั่งกินบาร์บีคิวอยู่ที่บ้านมันนี่หว่า"

        นิสัยการตอบแบบขวานผ่าซากของอาคมทำเอากลุ่มสาวๆ ส่งเสียงวี้ดว้ายกันยกใหญ่ พวกเธอจับใจความได้เพียงแค่ว่า 'กินบาร์บีคิวอยู่ที่บ้านของเจนภพ' เท่านั้น ส่วนอาคมมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเขาเลยไม่ได้ใส่ใจ

        "เพราะรู้อยู่แล้วนี่เอง"

        "แปลว่าที่เขาพูดจาหยาบคายใส่เจนภพ น่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้หรือเปล่า"

        "หรืออีกนัยหนึ่งก็คือหึงสินะ"

        ทุกคนตีความกันไปต่างๆ นานา และอาคมก็ไม่ได้สนใจที่จะฟัง อีกทั้งเจนภพก็ไม่ได้สนใจเรื่องความเข้าใจผิดของพวกนั้นด้วย เขามองว่ามันเหมือนกับเรื่องหยอกล้อเล่นมากกว่า เพราะยังไงซะตัวเขาย่อมรู้ดีที่สุดว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา

        ตอนนี้พวกเขาเริ่มรู้จักนิสัยของอาคมแล้ว และพบว่าแม้จะเป็นพวกที่พูดจารุนแรงไปบ้างแต่จะเป็นเฉพาะกับผู้ชายด้วยกันเองซะมากกว่า ในกรณีที่เป็นผู้หญิงมาคุยด้วยอาคมจะลดความรุนแรงของอารมณ์ลง และด้วยความที่ไม่ชอบเรียกชื่อใครโดยตรงก็มักจะเรียกจากจุดเด่นที่สังเกตเห็นได้ชัด อย่าง 'ยัยปากแดง' หรือ 'ยัยแว่น' ไม่ก็ 'ยัยคิ้วโค้ง' ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องมีคนโกรธบ้าง แต่เจนภพก็บอกไปว่าการที่อาคมตั้งชื่อเรียกให้กับใครแปลว่าเขายอมรับคนคนนั้นให้มาสนิทด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนไม่ชอบอยู่ดี

        หลังจากที่เข้าเรียนวิชาสุดท้ายเสร็จแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าคำสั่งที่ให้ไปหาซื้อหนังสือมา ซึ่งเจนภพในฐานะหัวหน้าห้องแล้วจึงได้ตรวจสอบว่าหากสั่งซื้อหนังสือในจำนวนมากพร้อมกันทีเดียว จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีกจึงเรียกทุกคนมาปรึกษา โดยเขาจะเป็นคนไปดำเนินการสั่งซื้อให้ทุกคนมาลงชื่อสั่งจองได้ แน่นอนว่าเพื่อความรอบคอบเจนภพจึงได้ใช้เวลาที่เลิกก่อนเวลาไปสอบถามกับครูประจำวิชานั้นๆ เกี่ยวกับหนังสือที่จะต้องใช้ ในฐานะของหัวหน้าห้องต้องยอมรับเลยว่าเจนภพทำได้เพอร์เฟ็กต์มากจริงๆ

 

        อาคมไม่คิดว่าจะเลิกเย็นขนาดนี้กว่าจะมาถึงโรงเรียนของอารินได้มันก็เหลือนักเรียนไม่มากแล้ว ด้วยความที่เป็นเด็กมัธยมย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะเดินทางกลับบ้านกันด้วยตัวเอง บางคนแวะไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หรือบางคนก็แวะเข้าร้านเกม แต่สำหรับอารินที่เป็นเด็กเชื่อฟังแล้วหลังเลิกเรียนจะไม่ไปไหนแม้ใครจะมาชวนก็ตาม เธอจะนั่งรออยู่ที่เดิมโดยมีครูเวรนั่งอยู่เป็นเพื่อน

        ครูทั้งโรงเรียนทราบเรื่องที่อารินฝังใจเชื่อว่าพ่อกับแม่ยังมีชีวิตอยู่มาโดยตลอด และเคยเสนอให้อาคมพาอารินไปรับการบำบัดรักษาดีกว่าปล่อยให้เธอเชื่อแบบนี้ต่อไป อาคมบอกว่าสักวันเมื่ออารินพร้อมเขาจะบอกความจริงด้วยตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเป็นตัวอาคมต่างหากที่ยังไม่พร้อมจะบอกความจริง อาจเพราะกลัวว่าสภาพจิตใจของอารินจะย่ำแย่ ถ้าไม่ใช่เพราะความทรงจำชั่วเสี้ยววินาทีที่จดจำภาพการตายของแม่เอาไว้ ป่านนี้เขาคงบอกอารินไปแล้ว

        รับอารินเสร็จก็นั่งรถเมล์กลับไปที่คอนโดมิเนียม ท้องฟ้าตอนเย็นค่อนข้างจะครึ้มอยู่หน่อยๆ อาจเพราะมันเข้าสู่ฤดูฝนแล้วด้วยก็ได้ วันนี้คงไปตลาดไม่ทันเพราะเขาก็ต้องไปเตรียมตัวทำงานช่วงหัวค่ำ เลยพาอารินไปแวะกินข้าวที่ร้านอาหารใกล้คอนโดมิเนียม บางครั้งเจ้าของร้านก็จะเลี้ยงข้าวอารินฟรีก็เลยรู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง เพื่อตอบสนองความใจดีนั้นอาคมก็มักจะใช้เวลาช่วงที่ลูกค้ามาเยอะๆ เล่นมายากลให้ชมฟรี

        "ว้า...ฝนตกซะแล้วนะคะ" อารินทำหน้ามุ่ย เพราะไม่ได้เอาร่มมาด้วยขืนเดินตากฝนกลับห้องคงต้องป่วยแน่ๆ

        "นั่นสิคะ ว่าแต่วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง"

        "ก็สนุกดีค่ะ วิชาคณิตศาสตร์ทำเอาอารินมึนไปเลย โชคดีที่พี่ราล์ฟสอนมาบ้างแล้วก็เลยเข้าใจบทเรียนได้ไม่ยากค่ะ..." และอารินก็บอกเล่าเกี่ยวกับความสนุกที่ได้พบเจอในวันนี้ทั้งหมดออกมา แต่มันก็เป็นความสนุกเหมือนเด็กที่ได้ของเล่นใหม่ อาจเพราะว่าอารินจดจำทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ จนรู้สึกว่าบทเรียนเป็นอะไรที่ซ้ำซาก พอเจอของใหม่จึงตื่นเต้นที่จะเรียนรู้ "...แล้วก็นะคะปีนี้อารินมีเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วย"

        "ฟังดูน่าสนใจดีนี่นา" อาคมเห็นดีด้วย แต่ใจหนึ่งก็กำลังคิดหนักเลยว่าถ้าหากปีนี้เขายังหางานเสริมที่ได้เงินมาไม่ได้ ก็คงต้องไปถอนเงินจากบัญชีออกมาจ่ายเป็นค่าเทอมให้อาริน "แล้วอารินพูดได้บ้างหรือยังคะ"

        "ค่ะ ครูสอนวิธีทักทายให้แล้ว"

        "งั้นมาลองคุยกับพี่ชายดูนะ"

        จากนั้นทั้งสองพี่น้องก็ทักทายกันเป็นภาษาฝรั่งเศส อาคมพูดฝรั่งเศสได้อยู่แล้วจึงสอนอารินได้สบาย เขาแค่พูดประโยคและบอกความหมาย อารินก็จดจำไปพูดได้อย่างแม่นยำ แต่ภาษาที่อาคมใช้ไม่ใช่รูปแบบที่เป็นทางการถ้าครูผู้สอนเป็นมือใหม่ที่อ้างอิงจากตำราจะมองว่ามันเป็นรูปประโยคที่ใช้ผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงมันก็คือภาษาที่พูดและสื่อสารกันได้รู้เรื่อง

        หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จ อาคมเห็นว่าอาจจะไปทำงานสายแล้วจึงขอยืมร่ม 'คุณนิด' เจ้าของร้านอาหารและพาอารินกลับห้อง แม้อาคมจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องของผู้พักอาศัยคนอื่นแต่เขาก็พอจะรู้ได้ว่ามันมีความผิดปกติเกิดขึ้นในชั้นที่เขาพักอาศัยอยู่ และถ้าเป็นอารินก็คงรู้ได้ในทันทีว่าตอนนี้ห้องพักข้างๆ ที่เคยว่างมาตลอดตอนนี้มีคนเข้าพักอาศัยแล้ว จากนี้คงทำเสียงโวยวายอะไรมากไม่ได้

        "เห...ในที่สุดห้องนั้นก็ขายออกแล้วสินะ" อาคมเอ่ยแซวเล่นขำๆ มันเคยมีอยู่ในความคิดเหมือนกันที่ว่ามันเป็นห้องอาถรรพ์ที่ขายไม่ออก

        "ไม่ใช่ว่าห้องนั้นมีคนซื้อเอาไว้ แต่ไม่ได้เข้าพักเหรอคะ" อารินเห็นแย้งกับอาคม เธอเคยได้ยินคนพูดกันว่าห้องนี้ถูกซื้อเอาไว้ตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่มีใครเข้าพักสักทีจนมันเหมือนเป็นห้องร้างเปล่าๆ

        อาคมไม่เถียง เพราะถ้าจะให้พูดแล้วพ่อกับแม่ของเขาเองก็ทำแบบเดียวกัน คือซื้อห้องเอาไว้แต่ไม่ได้พักอยู่ และมันก็ช่วยให้ตนเองและน้องสาวมีที่พักเป็นของตัวเอง

        "ถ้าอารินเจอกับคนที่พักอยู่ห้องข้างๆ อย่าลืมไปทักทายด้วยล่ะ"

        เปิดประตูห้องและอาคมก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวไปทำงาน เขาเปิดโทรศัพท์ดูพบว่ามีข้อความถูกฝากเอาไว้ และยิ่งตื่นเต้นหนักเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะได้งานใหญ่เข้ามา เป็นงานแสดงมายากลในงานแต่งงานซึ่งเป็นงานที่จัดกันในคืนวันเสาร์ ซึ่งคุณน้าวิลาวรรณเป็นคนจัดหางานให้โดยคำนึงเรื่องวันและเวลาที่ไม่จำเป็นต้องหยุดเรียน อดรู้สึกขอบคุณไม่ได้แต่ว่า ปล.ทิ้งท้ายที่ส่งมาเหมือนจะเป็นการตอบแทนเกี่ยวกับรูปภาพของเจ้าหญิงโอลาฟ อย่างไรก็ตามไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธอยู่แล้ว

 

        เบื้องหน้าของราล์ฟคือเทพสงคราม บุคคลที่ (เชื่อว่า) แข็งแกร่งที่สุด ดาบไม้ไซเปรสปัดดาบในตำนานทั้งสองเล่มได้อย่างง่ายดาย และยิ่งไปกว่านั้นมันไม่ใช่สภาพของการต่อสู้ตัวต่อตัว แต่เป็นการรุมโจมตีจากรอบทิศทาง เพราะตอนที่ขอร้องให้มาช่วยฝึกให้เธอคนนี้ไม่ได้มีเวลาพอจะสอนทีละคน เลยเสนอว่าจะสอนพร้อมกันทีเดียวทั้งที่ยังอยู่ในสภาพปิดตาจนมองอะไรไม่เห็น ถึงอย่างนั้นก็ยังรับมือโดยที่เหงื่อไม่ออกเลยสักหยด ต่อให้เป็นการโจมตีจากระยะไกล เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยก็หลบได้อย่างไม่ยากเย็น

        เทพสงครามใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการจบการซ้อมมือ ปลดผ้าผูกตาออกและดูสภาพของคนที่มาร้องขอให้ช่วยฝึกให้ เธอขยับมือทดสอบเหวี่ยงดาบไม้ออกไปก็โชว์พลังในการตัดน้ำทะเลแบ่งออกเป็นสองส่วน

        "ดาบคลื่นพลังแม่ก็ใช้ได้นะรู้ไหม ส่วนที่พวกลูกใช้มันเหมือนระเบิด ตูม! ไม่ใช่การตัดแบบที่แม่แสดงให้ดู อย่างของหนูสุริยันดาบเวทเพลิงมีวิธีใช้ตั้งหลายแบบที่จะดึงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ต้องให้เว่อวังอลังการมากนักหรอกเอาแค่ใช้งานง่ายที่สุดก็พอ ส่วนหนูอาคมนะ แม่เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าหนูน่ะเป็นนักมายากลก็ควรใช้ลูกเล่นให้เหมาะกับตัวเอง โจมตีแบบทื่อๆ นั่นน่ะคิดว่าตัวเองเป็นนักสู้หรือยังไง แก้ไขความคิดซะใหม่ด้วย แล้วก็ลูกน่ะคิดจะใช้ดาบยักษ์สองมือ พละกำลังก็เป็นสิ่งจำเป็นอยู่หรอกแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เทคนิคการใช้ดาบยักษ์สองมือให้ลื่นไหลอยู่ที่การไม่ฝืนธรรมชาติ อย่าลืมนะว่าดาบยักษ์ถึงจะมีพลังโจมตีที่รุนแรงแต่จุดบอดของมันก็มีมากไม่แพ้กัน ถึงแม่จะไม่แนะนำก็เถอะ แต่ถ้าอยากจะใช้ให้เก่งๆ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากกว่านี้"

        "ท่านแม่เก่งเกินไปแล้ว" สุริยันบ่นอุบ ระบายอารมณ์ด้วยการเขวี้ยงดาบทิ้งและเริ่มงอแงเหมือนเด็ก

        "เหรอ? ที่จริงแล้วแม่ไม่ได้เก่งอะไรมากเลยนะ" เทพสงครามเผยยิ้มอ่อนโยน เก็บดาบไม้ใส่ช่องเก็บของ "ถ้าหนูสุริยันอยากจะเก่งขึ้นก็ต้องฝึกฝนให้มากขึ้น ก่อนอื่นเลยคือการสงบจิตใจ ควบคุมการหายใจและเคลื่อนไหวร่างกายไปตามธรรมชาติ ก็จะได้การโจมตีที่เฉียบคมมากขึ้น สาเหตุหนูสุริยันทำอะไรแม่ไม่ได้มากจากความดื้อรั้นที่อยากจะแสดงพลังที่เหนือกว่า รู้หรือเปล่าว่ากบน่ะนะมันพองตัวใหญ่สู้วัวไม่ได้หรอก"

        "พูดอีกนัยหนึ่งก็คือห้ามทำอะไรเกินตัวยังไงล่ะ" ราล์ฟแปลความหมายให้สุริยันเข้าใจอย่างง่ายที่สุด

        ที่ต้องมาขอให้เทพสงครามช่วยเป็นคู่ซ้อมให้นั้นก็เพื่อติวเข้มก่อนเดินทางไปยังอาณาจักรเงือก ซึ่งในระหว่างทางจะต้องเจอกับจ้าวทะเลที่อาจจะมาโจมตีได้ ราล์ฟเคยขอข้อมูลของพวกมันมาจากเด็กตกปลาเพื่อประกอบการตัดสินใจ พวกมันแม้จะเป็นคลาสขุนนางแต่เมื่ออยู่ในน้ำที่เป็นอาณาเขต ความแข็งแกร่งของพวกมันจะเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า อาจพูดได้ว่าใต้ทะเลนั้นคือแหล่งกบดานของบอสคลาสขุนนางและอัศวิน เลยจำเป็นต้องเพิ่มความมั่นใจให้มากขึ้น

        มื้อกลางวันจัดกันที่สวนหน้าบ้านรายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ที่จันทราเป็นคนปลูก มันเติบโตสวยงามและบรรดาสัตว์เลี้ยงอสูรวิ่งเล่นโดยพยายามเลี่ยงไม่ให้ไปทำลายแปลงดอกไม้ ขืนไปทำให้จันทราโกรธคงไม่จบแค่คำขอโทษแน่นอน อารินนอนหลับอยู่ข้างไข่มังกรและลุกขึ้นอ้าปากหาวเมื่อโดนเรียกให้มากินข้าวเที่ยง มันเป็นสถานที่วิเศษถ้าไม่นับเรื่องโรงงานที่อยู่ด้านหลังเกาะและส่งเสียงน่ารำคาญ มันจะเป็นเกาะที่สงบสุขที่สุด

        เทพสงครามบอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยของตัวเองให้ฟัง ทั้งสถานที่แปลกๆ พบเจอกับเควสต์ลับแต่ก็ทำไม่สำเร็จ รวมไปถึงเรื่องที่ถูกคนตามล่า เจ้าตัวพูดได้อย่างเต็มปากราวกับมันเป็นเรื่องสนุกสนาน

        "มีข่าวลือว่าคุณแม่ครอบครองไอเทมในตำนานด้วยใช่หรือเปล่าครับ"

        "ฉันยังไม่ได้บอกแกหรือไงวะ ว่าแม่แกได้ไอเทมในตำนานมาด้วย สามารถขโมยทักษะของใครก็ได้"

        "ประกาศิตแห่งการช่วงชิง?" ราล์ฟขมวดคิ้ว เขาจำรายละเอียดของไอเทมในตำนานทั้งหมดได้ สิ่งนั้นทำได้เพียงแค่ขโมยทักษะเท่านั้น แต่ถ้าหากอยู่ในมือเพลเยอร์ทั่วไปล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องฝึกอะไรก็ได้ทักษะขั้นสูงมาใช้ขอเพียงแค่มีประกาศิตแห่งการช่วงชิงและเป้าหมาย

        ถือเป็นโชคดีที่ไอเทมที่น่ากลัวนั่นอยู่ในมือของเทพสงคราม เขาเชื่อว่าเธอคงไม่เอามันไปใช้เพื่อตัวเองอย่างเด็ดขาด

        "สร้อยคอประหลาดนี่น่ะเหรอ" เทพสงครามดึงสร้อยที่ซ่อนอยู่ในเสื้อออกมาให้ดู "แม่ได้มันมาจากแมลงวันน่ะ แหม...ก็เห็นพูดว่าตัวเองเก่งอย่างนู้นอย่างนี้ ต่อให้แม่เอาจริงก็ทำอะไรมันไม่ได้ ก็เลยสนองไปด้วยแรงทั้งหมด 7 ส่วน"

        "...แล้วก็กลายเป็นเศษเนื้อในเวลาไม่กี่นาที" อาคมเสริมในฐานะที่อยู่ในเหตุการณ์

        ที่ราล์ฟต้องการยืนยันก็คือเรื่องของข่าวลือเท่านั้น มีความเป็นไปได้ว่ามันอาจจะเป็นการใส่ร้ายและมีคนจ้องเล่นงานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่จากที่ฟังดูเหมือนจะยังคงจัดการกับปัญหาได้เป็นอย่างดี ถึงจะเข้าใจดีว่ามันเป็นแค่เกมแต่ราล์ฟค่อนข้างจะเป็นกังวลเพราะคุณแม่ของเขาตามความคิดคนอื่นไม่ค่อยจะทัน ต่อให้เก่งแค่ไหนแต่ในเกมนี้ยังมีวิธีอีกตั้งมากมายในการจัดการ ไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้วิธีต่อสู้แบบตรงไปตรงมา

        "ถ้ามาสู้กันตรงๆ คงยากที่จะเอาชนะได้นะครับ แต่ถ้ามาในทางลับหรือใช้เงื่อนไขพิเศษบางอย่างเป็นไปได้ว่าอาจจะพ่ายแพ้ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือประกาศิตแห่งการช่วงชิงถ้าใช้ร่วมกับทักษะของขโมยแล้วจะกลายเป็นสุดยอดอาวุธที่ไร้เทียมทาน คงต้องรักษาไม่ให้ไปตกอยู่ในมือของคนไม่ดีเท่านั้นแหละครับ"

        หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จแล้วอารินกับพวกสัตว์เลี้ยงอสูรก็ไปวิ่งเล่นกันรอบเกาะ เพราะที่นี่ไม่มีอันตรายจึงไม่ต้องเป็นห่วงอะไรมาก แค่ห้ามไม่ให้เข้าไปรบกวนในส่วนของโรงงานที่อยู่ด้านหลังเกาะเท่านั้น เทพสงครามร้องขอให้นิมป์ช่วยเตรียมข้าวกล่องให้เธอเลยเดินหายกลับเข้าไปในบ้าน อาคมไปหาที่งีบหลับของตัวเอง สุริยันซ้อมดาบอยู่บนหาดทรายโดยมีคำแนะนำการฝึกจากเทพสงครามเป็นแนวทาง และราล์ฟมาครุ่นคิดแก้ปัญหาของตัวเอง

        อย่างที่เขากังวลเอาไว้ อาวุธในตำนานทั้งสามชิ้นนี้ทำให้เวลาในการต่อสู้ลดลงไปด้วย โดยเฉพาะดาบเทพเทวะและดาบมารโลกันตร์ที่จะต้องอาศัยค่าพลังทั้งสามในการใช้งาน อุปกรณ์สวมใส่ของสายอาชีพนักบวชเสริมประสิทธิภาพในการฟื้นฟูเอาไว้มากที่สุด และถึงจะหาซื้อเครื่องประดับมาใส่เพิ่ม กินอาหารเสริมบัฟพิเศษ ดื่มน้ำยาลดการใช้ค่าพลัง แต่อัตราฟื้นฟูมันไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้อย่างอิสระ จากที่เคยใช้ได้สี่สิบนาทีก็จะลดลงเหลือยี่สิบนาที นี่ยังไม่รวมการใช้ทักษะอาชีพสนับสนุนคนอื่นๆ กับการใช้ค่ายกลดาบด้วย

        เพราะในกรณีที่ใช้พร้อมกันแล้วจะอยู่ได้นานเพียงแค่สิบนาทีเท่านั้นในการต่อสู้หนึ่งครั้ง

        "คนที่บอกว่ามีอาวุธในตำนานเท่ากับไร้เทียมทาน อยากให้มาเห็นข้อเสียของมันซะเหลือเกิน ถ้าไม่ใช่คนที่มีเงินถุงเงินถังให้ผลาญเล่น อาวุธนี่ก็เป็นได้แค่เจ้าลิชหมายเลขสอง"

        เทียบกันแล้วราล์ฟอยากจะได้อาวุธคลาส B ที่ไม่มีข้อเสียเป็นอาวุธหลักซะมากกว่า ถึงพลังโจมตีมันจะเบาไปหน่อยแต่ก็ถือว่าเป็นอาวุธระดับพื้นฐานที่เหมาะสมที่สุด หากเป็นอาวุธคลาส A ที่มีทักษะติดอาวุธแต่มันก็ไม่คุ้มที่จะเอามาใช้กับค่ายกลดาบ

        พยายามคิดหาวิธีเพิ่มอัตราค่าฟื้นฟูต่อวินาทีให้ตัวเอง ก็มีทั้งทักษะติดตัวอย่างภวังค์จิตที่ช่วยฟื้นฟูด้านพลังจิตได้ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่สายพลังจิต ยังมีสายลมปราณและเวทมนตร์ครบถ้วน ทักษะติดตัวประเภทเสริมร่างกายก็ทำให้ความเหนื่อยล้าลดลงช้ากว่าปกติ จนตอนนี้เขาพัฒนาพวกมันมาได้ครึ่งทางแล้ว หลังจากนี้จะต้องใช้เวลาเข้าช่วย สำหรับคนที่ออนไลน์ได้จำกัดมันคืออุปสรรคที่ยากจะก้าวผ่านไปได้

        เท่าที่หาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ช่วยให้การฟื้นฟูเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อย่างการมีบ้านช่วยเพิ่มอัตราการฟื้นฟูก็ทำแล้ว อาหารและเครื่องดื่มที่ให้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการก็ทำได้แล้ว อุปกรณ์สวมใส่ก็เป็นของที่ดีที่สุดสำหรับนักบวช ต่อมาก็เป็นการหาสัตว์เลี้ยงสายสนับสนุนธาตุแสง แต่เขามีจันทราเป็นภูตธาตุแสงอยู่แล้วแถมยังช่วยได้เหนือกว่า นั่นคือทุกอย่างที่ทำได้มันหมดไปแล้ว ซึ่งราล์ฟยังรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากมันเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุด

        แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งวิธีที่เขายังไม่ได้ทำ นั่นคือการใช้ความสามารถของแหวนชนิดพิเศษ

        คุณสมบัติของมันดีมากแต่เมื่อขึ้นชื่อว่า 'พิเศษ' ย่อมต้องมีเงื่อนไขการใช้งาน และการได้มาไว้ในครอบครอง

        ซึ่งก็คือการแต่งงาน หากสวมใส่และทำการต่อสู้เพียงคนเดียวจะได้รับค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้น 1% และเพิ่มอัตราการฟื้นฟู 50 หน่วยต่อวินาที ทว่าในกรณีที่ต่อสู้ร่วมกับคู่รักค่าประสบการณ์เพิ่มขึ้น 5% และอัตราการฟื้นฟูจะเพิ่มขึ้นเป็น 250 หน่วยต่อวินาที ถึงจะไม่มากนักเท่าไหร่ ก็ยังดีกว่าไม่ช่วยอะไรเลย หลังจากที่ได้คำนวณผลลัพธ์ทั้งหมดดูแล้ว ระยะเวลาในการใช้งานอาวุธในตำนานทั้งหมดรวมไปถึงค่ายกลดาบและทักษะสนับสนุนจะกลับมาอยู่ที่สามสิบนาทีถือว่าช่วยได้เยอะขึ้นมาก

        ทว่าปัญหาก็คือการแต่งงานนี่แหละ...

        ผู้หญิงที่รู้จักกันและสนิทพอจะพูดคุยได้ก็มีแค่ไม่กี่คน โดยเฉพาะคนใกล้ตัวที่สุดอย่างนิมป์ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด เวลาที่ต้องการใช้ความสามารถของแหวนจึงจำเป็นจะต้องวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า คนที่พอจะเรียกได้ว่าสนิทได้อย่างซากุระก็ติดปัญหาเรื่องสถานะในสังคมที่แตกต่างกันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

        "คิดเรื่องกลุ้มใจอะไรอยู่งั้นเหรอจ้ะ" เทพสงครามชะโงกหน้าเข้ามาในขอบเขตของการมองเห็น ทำเอาราล์ฟสะดุ้งโหยงจนหางตั้งชู เทพสงครามรู้เรื่องที่ราล์ฟประสาทสัมผัสไวมากเลยอำพรางตัวตนและลบจิต เลยคิดแกล้งให้ตกใจเล่น ไม่คิดว่าจะได้ผลมากขนาดนี้

        "ฮ่าๆ ไม่เคยเห็นลูกหลุดมาดขนาดนี้เลย ดูสิขนร่วงเป็นกระจุกแล้วมั้ง"

        "แล้วทำไมถึงได้รู้ล่ะครับ" ราล์ฟถอนหายใจและมองข้ามเรื่องล้อเลียนไป

        "นี่เป็นแม่นะ ลูกจะดีใจ เสียใจ กลุ้มใจ ไม่มีทางที่แม่จะมองไม่ออกหรอก ถ้าลูกกลุ่มใจหนักมากก็จะชอบเอานิ้วเคาะระหว่างแว่นตา กระดิกเท้าเบาๆ แต่รีแอคชั่นของหางตอนนี้มันเห็นชัดกว่านะ แบบว่าน่ารักอ่ะ"

        "ก็กำลังคิดเรื่องแก้ปัญหาค่าพลังที่ไม่พอให้ใช้ทำศึกนานๆ น่ะครับ"

        "โธ่ คิดว่าเรื่องอะไรถ้าไม่พอก็ทำให้มันพอซะสิ"

        "เกมนี้มันมีเงื่อนไขที่ทำไม่ได้นั่นแหละครับ สำหรับคุณแม่ขอแค่มีกระบวนท่าก็อาจจะเอาชนะศัตรูได้ทั้งหมด ทว่าในความเป็นจริงแล้วมันยังมีวิธีอีกมากมายที่จะทำให้คุณแม่หลบเลี่ยงการโจมตีไม่ได้ โดยเฉพาะคำสาป กับ พิษ อย่างนิมป์เห็นแบบนั้นแต่ถ้าเธอใช้ทักษะลมปราณเมื่อไหร่ แค่สัมผัสก็ทำให้ติดพิษรุนแรงได้แล้ว..."

        "โหย เรื่องเมื่อสมัยไหนแล้วเนี่ย ตอนที่ลูกเอาแต่เล่นเกมสร้างเมือง แม่ฝึกกับหนูนิมป์จนได้ทักษะต้านพิษมาแล้วจ้ะ แถมยังได้ทักษะจอมเขมือบทำให้การกินอาหารจะได้รับผลเพิ่มขึ้นอีก 1.5 เท่า"

        สำหรับคนที่ไม่เคยทำอะไรที่ผิดสามัญสำนึกคงคาดไม่ถึงว่าจะมีทักษะลับแบบนี้อยู่ด้วย หลังจากที่ขอข้อมูลและพบว่ามันต้องมีปริมาณการกินที่เข้าขั้นมหาโหด สุดท้ายราล์ฟได้แต่คิดว่าจะลองหาวิธีพยายามเพื่อให้ได้ทักษะนี้ในภายหลัง เขาให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ เพราะตัวเลขเพียงแค่ 1 จุดก็ทำให้ผลลัพธ์มันแตกต่างได้แล้ว

        "แล้วคิดหาวิธีแก้ปัญหาได้แล้วสินะ"

        "ครับ" ราล์ฟถอนหายใจ "แต่มันไม่ใช่วิธีที่ดีสักเท่าไหร่"

        "เห? อย่างลูกสนใจด้วยเหรอ" เทพสงครามแกล้งแซว ถ้าจะให้พูดล่ะก็ในโลกนี้เธอไม่ห้ามเลยสักนิดว่าลูกชายจะทำตัวเลวร้ายเพียงใด เพราะเธอเชื่อว่าทุกการกระทำของลูกชายย่อมต้องมีเหตุผลเสมอ

        "ก็ไม่เชิงหรอกนะครับ แต่วิธีนี้มันต้องได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายด้วย ดังนั้นถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมรับมันก็ไม่มีประโยชน์"

        "อีกล่ะ ชอบพูดจาอ้อมค้อมให้คนตีความหมายกันไปเอง"

        "ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ ก็แค่แต่งงานกันก็จะได้แหวนคู่ชีวิตมา มันช่วยเรื่องอัตราการฟื้นฟูได้ดีมากด้วย"

        สำหรับราล์ฟการแต่งงานภายในเกมก็เป็นแค่กิจกรรมอย่างหนึ่งที่ชายหญิงคู่หนึ่งมีสิทธิ์จะทำได้ แค่เป็นสีสันอย่างหนึ่งเท่านั้น ทว่าในมุมมองของคนอื่นแล้วมันถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และยิ่งกับคนเป็นแม่แล้วใจความสำคัญมันกลับอยู่แค่คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น

        "ตะ...แต่งงาน กรี๊ด! ลูกชายแม่จะแต่งงานแล้ว ฮือๆ ดีใจที่สุดเลย ในที่สุดลูกชายสุดที่รักของแม่ก็เริ่มมีความคิดจะสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง ไม่ได้การล่ะแบบนี้ต้องกระจายข่าวงานแต่งงานนี้ทันที โทรโข่งๆ อยู่ที่ไหนกันนะ"

        ราล์ฟแก้ไขความเข้าใจผิดก่อนที่มันจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่ไม่อาจเลือกใช้วิธีนี้ได้ สำหรับเขาอาจจะไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไร ก็แค่ระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ได้เปรียบในการต่อสู้มากขึ้น แต่กับอีกฝ่ายหนึ่งมันไม่ใช่เลย ถึงจะบอกว่าทำทุกอย่างได้โดยไม่เลือกวิธีการ แต่การเล่นกับความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่คิดจะทำโดยเด็ดขาด

        หลังจากที่เทพสงครามได้รับข้าวกล่องแล้วก็ออกจากเกาะไปเที่ยวเล่นตามประสาคนว่างงาน ราล์ฟยังมีเรื่องสำคัญอีกมากมายที่จะต้องเตรียมการ อย่างแรกก็คือการไปดูความคืบหน้าของยานสำรวจ

        เนื่องจากเป็นยานสำรวจลำใหญ่มากพอๆ กับเรือโดยสารที่เคยนั่ง ตัวยานจึงต้องทำให้ยื่นออกไปทางทะเล เดฟอนตอนนี้อยู่ในตัวยานสำรวจและกำลังติดตั้งสายไฟโดยมีหุ่นยนต์คอยเป็นลูกมือช่วยงานอยู่ข้างๆ จากรูปทรงยานคล้ายกับเรือเหาะที่สามารถดำลงสู่ใต้ท้องทะเลได้ มันเคยผ่านการทดสอบการลอยตัวมาแล้วและน่าจะบินได้เหนือระดับน้ำทะเลราวสองร้อยเมตร

        "ความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว" ราล์ฟถือวิสาสะหยิบเอาแปลนที่วาดแบบไก่เขี่ยขึ้นมาดู มันคือรูปทรงเรืออย่างคร่าวๆ รวมไปถึงการต่อระบบการทำงานแต่ละขั้นตอนของมัน

        "ทดสอบฝาเปิดปิดสำหรับยิงปืนพลาสม่าทั้งสองฝั่งเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ให้เจ้าเซเว่นคำนวณวิถีการยิง" เดฟอนตอบทั้งๆ ที่มุดอยู่ใต้ตัวถังและเชื่อมต่อวงจรไม่ต่างอะไรจากมืออาชีพ และเลื่อนกระดานออกมา "นายคิดว่าวอลเปเปอร์พื้นไม้ผนังสีขาวให้ความรู้สึกดีขึ้นไหม"

        "นี่ตั้งใจจะกวนกันใช่ไหมเนี่ย"

        "ก็ฉันไม่ได้อยากสร้างเจ้านี่ให้มีบรรยากาศอึดอัดนี่นา ว่าแต่นายสนใจห้องบัญชาการลายดอกไม้ป่ะ"

        "ตามใจนายเถอะ ฉันไม่สนหรอกว่าสภาพของมันจะเลวร้ายแค่ไหน ขอแค่มันทำหน้าที่ได้ก็พอ"

        "บอกไว้ก่อนนะว่าฉันเอาจริง" เดฟอนกล่าวเตือน ถ้าราล์ฟอนุญาตให้ทำได้เต็มที่ล่ะก็คอยดูสภาพมันหลังจากนี้ได้เลย "ถ้าเร่งมืออีกสักหน่อยอาทิตย์หน้าก็พร้อมออกเดินทาง ถ้าอยากจะสำรวจยานนี้ก่อนก็เชิญตามสบาย ขอไม่นำทางนะ"

        ไม่มีความจำเป็นต้องเดินสำรวจ ระหว่างเข้ามาหาเดฟอนก็ใช้ดวงตาแห่งฮอรัสเก็บข้อมูลสภาพของยานทั้งหมดมาเป็นที่เรียบร้อย ในส่วนของห้องบัญชาการก็เป็นการควบคุมโดยใช้พวงมาลัยเหมือนมันเป็นเรือชนิดหนึ่ง กระจกด้านหน้ามีความหนามากกระทั่งการโจมตีแรงๆ แทบจะไม่เป็นผล การควบคุมอุปกรณ์ภายในนั้นก็อยู่ในห้องบัญชาการ ลักษณะมันคล้ายกับคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลภาพ แต่ใช้แค่ปุ่มกดขึ้นสีเหมือนแผงควบคุมการบิน

        นอกจากนี้เดฟอนยังเตรียมห้องพักแยกไว้หลายๆ ห้องกับห้องครัวเผื่อในกรณีที่จะต้องเดินทางหลายวัน เป็นผลมาจากความทรมานในการเดินเรือที่ต้องนอนเบียดเสียดกันยามที่มีพายุฝนแถมพื้นเรือก็แข็งมาก ตู้เสบียงสำหรับเก็บของสด และช่องทางออกผ่านทางใต้ท้องเรือ เท่าที่เห็นนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเพิ่มเติมอีก ถ้าจะมีก็เป็นห้องอุปกรณ์ของเดฟอนสำหรับเก็บพาร์ทต่อสู้

 

        ที่ต้องเตรียมพร้อมไม่ได้มีแค่เรื่องของการเดินทางเท่านั้น ราล์ฟไปสืบข้อมูลเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์เงือกมาบ้างแล้วทำให้รู้จุดอ่อนจุดแข็งทั้งหมด รู้กระทั่งแผนที่ของอาณาจักรเงือก เส้นทางลับสำหรับหลบหนีของราชวงศ์ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการปิดฉากเควสต์ให้เร็วที่สุด ปัญหาก็คือเขาทราบมาว่าไซเรนถูกลงคำสาปเอาไว้ทำให้ไม่สามารถสัมผัสน้ำทะเลได้ตลอดชีวิต เป็นคำสาปลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดและไม่มีวิธีการรักษา หากต้องการจะช่วยไซเรนแล้วก็ควรจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย

        ไม่ว่าจะหาข้อมูลจากบันทึกเล่มไหนๆ ก็ไม่มีบอกวิธีแก้ปัญหา ต่อให้รู้เกี่ยวกับคำสาปโบราณ รูปแบบวงเวทสารพัดก็ไม่อาจหาทางแก้ได้ มันไม่ใช่แนวทางที่ถนัดสักนิด แต่ถ้าพูดถึงคนที่ถนัดด้านนี้จะว่าไปแล้วก็มีอยู่คนหนึ่งที่ดันลืมไปซะสนิท เธอคนนั้นคือ ริอง แม่มดผู้เชี่ยวชาญเรื่องคำสาป รู้แบบนี้ก็เลยมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรอสูร ภายใต้เขตปกครองของแร็กเนส

        กระท่อมหลังน้อยที่ดูกลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัว มันคือบ้านของริองที่ปลูกสร้างขึ้นภายใต้ร่มเงาของราชาพฤกษาแร็กเนส เจ้าตัวมีความสุขดีเพราะมันเป็นดินแดนที่หากินได้ง่ายมาก สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือความปลอดภัยที่มากขึ้น เธอจำไม่ได้แล้วว่ามีเผ่าพันธุ์พฤกษามากน้อยเพียงใดที่ถูกมนุษย์เข่นฆ่าเพียงเพราะต้องการเปลือกไม้ไปทำไอเทมเสริมความแข็งแกร่ง

        หากต้องการสอบถามเกี่ยวกับคำสาป ริองน่าจะเป็นคนเดียวที่ให้คำตอบได้ดีที่สุด

        "เจ้าหมายถึงบุคคลที่เคยมาพร้อมกับเจ้าเช่นนั้นหรือ?" แร็กเนสเอ่ยถาม มันก็เป็นคนที่รู้เรื่องนี้ดีเช่นกันเนื่องจากพวกมันเป็นคลังความรู้ของพระเจ้า และได้รับคำสาปที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ในเวลากลางคืน

        "มิน่าล่ะ ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้ต้องสาปครั้งแรกที่เจอ" ริองคับคล้ายคับคราว่าจะเคยเห็นอยู่ แต่มันเป็นความทรงจำที่เลือนรางเอามากๆ และตอนนั้นเธอก็วุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาของตัวเองเลยไม่ใส่ใจ "คำสาปโบราณเป็นคำสาปเก่าแก่ที่มีอานุภาพสูงมาก เป็นการกระทำโดยผ่านพิธีกรรมทำให้มันเป็นการลงโทษที่ศักดิ์สิทธิ์ หากเป็นกรณีของเผ่ามนุษย์เงือก พิธีกรรมการลงโทษด้วยคำสาปก็คงจะเป็น 'ความพิโรธของเทพแห่งผืนมหาสมุทร' ที่ทำให้ถูกผืนทะเลรังเกียจจนไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ภายใต้น้ำทะเลได้ตลอดชีวิต และการที่มันเป็นคำสาปที่มาจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ข้าเกรงว่าการช่วยเหลือคงยากมาก"

        ริองไม่ได้บอกว่าช่วยเหลือไม่ได้ เพียงแต่มันยากที่จะเหลือ หมายความว่าจะต้องมีเงื่อนไขในการลงมือทำอย่างแน่นอน ราล์ฟดื่มชาหมดไปหนึ่งถ้วยขณะมองดูริองรื้อตำราพิธีคำสาปที่เขียนด้วยอักษรโบราณ ให้เวลาเธออย่างเต็มที่จนกระทั่งริองร้องออกมาว่า 'เจอแล้ว' ก็พุ่งพรวดมาที่โต๊ะ ปัดของทุกอย่างที่วางเกะกะออก แต่ก็ได้ราล์ฟหยุดพวกมันเอาไว้ด้วยพลังจิต

        แต่ที่ริองเปิดให้ดูไม่ใช่พิธีกรรมถอนคำสาป แต่เป็นพิธีกรรมในการใช้คำสาปต่างหาก ก่อนที่จะได้ทันกล่าวอะไรแม่มดโลลิก็ไล่นิ้วไปตามตัวอักษรเพื่อทำความเข้าใจกับรายละเอียดก่อนจะสรุปออกมาให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด

        "มันเป็นการใช้พิธีกรรมที่ผิดพลาดในการลงโทษผู้กระทำความผิดร้ายแรงของเผ่าพันธุ์มนุษย์เงือก รูปแบบจารึกนี่เป็นพิธีขอบคุณความกรุณาของเทพแห่งผืนมหาสมุทร แต่ในอดีตกาลมีการกระทำสิ่งที่ผิดจารีตประเพณีส่งผลให้ผู้ประกอบพิธีกรรมในครั้งนั้นต้องถูกขับไล่ออกจากมหาสมุทร ไม่อาจแตะต้องน้ำทะเลได้แม้เพียงปลายนิ้ว จากนั้นก็มีการจารึกรูปแบบพิธีกรรมที่ผิดพลาดนี้เอาไว้เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด และเรียกพิธีกรรมนี้ว่า 'ความพิโรธของเทพแห่งผืนมหาสมุทร'"

        ราล์ฟอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ทั้งที่รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องผิดแต่ก็ยังมีผู้ที่นำมันมาใช้เพื่อการลงโทษคนอื่น เป็นการดัดแปลงอำนาจของเทพเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง

        "เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าอาจจะจนปัญญาเหมือนกัน ในหนังสือเล่มนี้ระบุว่า พิธีกรรมนี้จักต้องมีเครื่องสังเวยที่มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับอักษรรูนทั้งยี่สิบห้ากับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจสูง เครื่องสังเวยนั้นมันหาได้ไม่ยากนักหรอกแต่วัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจสูง ปกติแล้วมันก็คืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ประจำเผ่าพันธุ์นั้นๆ" ริองรู้สึกจนใจเสียเหลือเกิน แม้ว่าเธอจะเชี่ยวชาญด้านการใช้คำสาปและพิธีกรรมโบราณแค่ไหนมันก็เปล่าประโยชน์หากขาดสำคัญในพิธีกรรมไป

        "หมายถึงคทาศักดิ์สิทธิ์แห่งนครวารีใช่ไหม นั่นน่ะเป็นอาวุธแบบใดงั้นเหรอ?"

        แต่คำถามของราล์ฟกลับถูกเสียงหัวเราะใหญ่ๆ ของแร็กเนสตอบกลับมาว่า

        "ข้ารู้ดีเป็นอย่างยิ่ง คทาศักดิ์สิทธิ์แห่งนครวารีนั้น ลูกแก้วที่ประดับอยู่บนคทาก็คืออัญมณีแห่งท้องทะเล มีอำนาจในการควบคุมผืนน้ำ โลหะที่ถูกนำมาใช้เป็นด้ามมันถูกสร้างโดยแร่แห่งดวงดาว มีความเชื่อว่านั่นคือความเมตตาของเทพที่มอบมันให้แก่ชาวมนุษย์เงือก หรือก็คือมันคือหลักฐานที่แสดงถึงการมีอยู่ของเทพที่พวกตนนับถือ อำนาจของมันไม่อาจยิ่งใหญ่ได้หากปราศจากวารี มันจึงเป็นแห่งเพียงคทาศักดิ์สิทธิ์แห่งนครวารีเท่านั้น"

        "แปลว่าถ้าอยู่ที่อื่นมันก็เป็นได้แค่อาวุธควบคุมผืนน้ำสินะ"

        "ถูกต้องแล้ว" แร็กเนสตอบ

        ราล์ฟหันไปถามริองต่อว่า "แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชนิดอื่นในการประกอบพิธี"

        "เจ้าคงไม่ได้คิดไปเองหรอกนะว่าจะหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์อื่น ถึงมันจะเป็นไปได้ก็ตาม แต่พิธีกรรมที่จะใช้เพื่อแก้คำสาปโบราณ จำเป็นอย่างมากต้องใช้วัตถุศักดิ์สิทธิ์เพิ่มถึงสี่ชิ้น"

        ราล์ฟยังคงหาคำจำกัดความของวัตถุศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เลย ตอนแรกที่ได้ยินชื่อนี้เขาคิดไปถึง 'จอกศักดิ์สิทธิ์' ที่เป็นตำนานในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ก็ 'ดาบศักดิ์สิทธิ์' ที่กลายเป็นชื่อที่ใครๆ ต่างก็รู้จักผ่านเกมหรือนิยาย

        "ในความเป็นจริงแล้ววัตถุศักดิ์สิทธิ์ก็คือ ไอเทมในตำนานต่างๆ ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้าครอบครองมันถึงสามชิ้น นับว่าเป็นเรื่องหายากมาก"

        ด้วยคำอธิบายเพิ่มเติมของแร็กเนส ก็รู้สึกว่าเขายังมีโชคอยู่บ้าง ถึงเขาจะมีมันอยู่เพียงสามชิ้นติดตัวแต่ในกลุ่มของเขายังมี อาคมที่ถือครองเกราะแห่งความมืดในตำนาน คุณแม่ที่ถือครองประกาศิตแห่งการช่วงชิง และซากุระที่ติดตามไปด้วยถือครองธนูดาราสวรรค์และปีกภูตแสง เมื่อรวมกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่อาจจะได้มาจากอาณาจักรเงือก มันก็เกินพอที่จะใช้ประกอบพิธีกรรมรักษาคำสาปให้ไซเรน

        "โอ้! เจ้ามีไอเทมในตำนานถึงสามชิ้นเชียวรึ?" ริองสงสัย

        "ใช่ ดาบเทพเทวะ ดาบมารโลกันตร์ แล้วก็ดวงตาแห่งฮอรัส"

        "นี่เจ้าคิดจะทำสงครามกับเผ่าเทพสวรรค์กับมารอสูรเชียวรึ?" แร็กเนสท่าทางจะตื่นตระหนกหลังได้รู้ว่าราล์ฟครอบครองสิ่งใดบ้าง

        "มันก็ไม่แน่หรอก ถ้าพวกนั้นไม่ขวางทางของฉันล่ะนะ"

        สุดท้ายเมื่อได้รับคำยืนยันแล้วว่าสามารถประกอบพิธีกรรมได้ ก็ตัดสินใจว่าจะให้ริองไปอาณาจักรเงือกด้วยกัน ในตอนแรกก็ดูท่าทางจะลังเล แต่พอได้แร็กเนสช่วยกล่อมให้สุดท้ายก็ยอมรับข้อเสนอ และขอเวลาให้เธอเตรียมตัว แต่สักพักหนึ่งเธอก็ถามด้วยความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องของไซเรน

        "ข้าสงสัยอยู่เหลือเกิน ทั้งที่ขับไล่นางออกไปจากมหาสมุทรแล้วเหตุใดจึงต้องการตัวของนางอีก ไร้ซึ่งเหตุผลสิ้นดี"

        ราล์ฟพอจะได้ฟังเรื่องราวมาจากไซเรนถึงความต้องการของเนรอส มันคือการครอบครองอำนาจในการควบคุมผืนมหาสมุทรทุกอย่าง การควบคุมผืนน้ำ และการควบคุมสัตว์ยักษ์เจ้าสมุทร ซึ่งมันคือความสามารถของไซเรนที่สะกดสัตว์ยักษ์เจ้าสมุทรให้หลับใหลลงได้ด้วยบทเพลง รวมไปถึงควบคุมและสั่งการพวกมันให้ทำตามบัญชา หากเนรอสได้อำนาจนี้ไปครอบครอง จะไม่มีผู้ใดเอาชนะมันได้อีก

        ได้ฟังเรื่องนี้อีกครั้งริองก็คิดทบทวนอีกครั้ง พอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว เธอหัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า

        "ท่าทางมนุษย์เงือกตนนั้นคงพบเจอกับพิธีกรรมสืบทอดเข้าให้แล้วสินะ ปกติแล้วมันคือพิธีสืบทอดอำนาจที่สั่งสมมาเป็นเวลานานจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้อำนาจนั้นไม่มีวันเสื่อมสลายไป มนุษย์เงือกนั่นคงต้องการใช้พิธีสืบทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของนาง เพียงแต่ไม่อาจทำได้เพราะมีพันธสัญญาที่มีอำนาจเหนือกว่าอยู่ก่อนแล้ว ที่ต้องการตอนนี้ไม่เพียงแค่นางแต่อาจจะต้องรวมถึงเจ้าด้วย หากพวกมันชนะสิ่งของที่เจ้าถือครอง อาวุธในตำนานเหล่านั้นก็จะตกเป็นของเจ้านั่นด้วย รวมไปถึงภูตในพันธสัญญาทั้งหมด"

        มันเป็นแค่การพูดขู่ของริองเท่านั้น ราล์ฟได้ทราบเรื่องนี้อย่างจริงจังถึงกับต้องขยับแว่นและใช้ความคิดอยู่พักหนึ่ง เพราะถ้าหากเขาพ่ายแพ้ให้กับเนรอสเขาจะต้องสูญเสียทุกอย่างที่อยู่ในการครอบครองแบบผูกมัดให้กับหมอนั่นทั้งหมด แต่จากที่เตรียมการเอาไว้ก็พอจะมั่นใจได้อยู่ว่าจะไม่แพ้ เนรอสมีกองกำลังทหารอยู่มากมาย อาจจะมีพวกระดับขุนนางอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย จึงต้องรอบคอบให้มากขึ้น

        "พิธีสืบทอดนั่นหมายถึงทำได้ทุกอย่างเลยหรือเปล่า"

        "แน่นอนอยู่แล้ว ไร้ซึ่งข้อจำกัด บอกไว้ก่อนนะว่าข้าเองก็สามารถทำพิธีกรรมพวกนั้นได้อย่างง่ายดาย มิหนำซ้ำข้ายังสามารถแก้ไขพิธีกรรมนี้เปลี่ยนมันให้เป็นพิธีคำสาปได้ด้วย ไม่อยากจะคุยหรอกนะว่าข้าน่ะเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้"

        เหมือนราล์ฟจะถูกจุดประกายความคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ถ้าเนรอสคิดจะใช้พิธีนี้เพื่อครอบครองอำนาจ เขาก็จะขอใช้มันเพื่อทำลายเนรอสแทนการกำจัดก็แล้วกัน

        "ดูท่าว่าคงต้องเปลี่ยนแผนใหม่ซะแล้วสิ"

 

 

 

        เป็นความพยายามแบบสุดๆ ในการพิมพ์นิยาย

        อย่างที่เคยบอกไปในเพจว่าตอนนี้คอมที่ใช้พิมพ์นิยายมันเปิดได้ไม่นานก็ดับ

        พิมพ์ได้แค่ไม่กี่ย่อหน้าก็ดับซะแล้ว แถมดับแบบไม่ได้เซฟอีกต่างหาก เครียดนะบอกให้

        ตั้งใจว่าจะซื้อคอมใหม่ ซึ่งก็คงได้ประมาณเดือนเมษายนปลายๆ เดือนล่ะนะ (ตอนนี้ขอหาเงินก่อน)

        เพราะฉะนั้นแล้วกว่าจะได้แต่ละบทคงกินเวลานานน่าดู ต้องขอโทษเน้อ!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 87 ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #14085 mejic_8 (@mejic_8) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2560 / 12:34
    รีบซื้อนะไรต์ อยากอ่านอยากสะสมหนังใจจะขาด
    #14085
    0
  2. #14055 Spinser (@jirapaza52) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 26 เมษายน 2560 / 15:50
    ถ้าในกรณีที่ไม่ใช่โอเวอร์ฮีทน่าจะเป็นที่เมนบอร์ดนะคะ เพราะของเราเหตุการณมันคล้ายกับของไรต์นะ แก้ทีโอเวอร์ฮีทมันก็ไม่หาย ลองดูน้า
    #14055
    0
  3. #13977 poo26934 (@poo26934) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 1 มีนาคม 2560 / 08:21
    ถ้าคอมทำยังไงแล้วมันก้อไม่ติดจริงๆ จะซื้อใหม่ก้อไม่ได้ ก้อไปร้านเกมเลยค่ะไรท์
    #13977
    1
    • #13977-1 วิญญาณสีคราม (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 377)
      3 มีนาคม 2560 / 05:43
      เอาเงินที่ไหนจ่ายล่ะนั่น... เหมือนลงทุนสูญเปล่าสิ
      #13977-1
  4. #13976 EvaNoFF (@undeadarthas) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:40
    คอมดับเองน่าจะเกิดจากCPUร้อนเกินไปแนะนำให้เอาพัดลมCPUมาเป่าฝุ่นออกแล้วซื้อซีลีโคลนCPUมาหยอดใหม่ครับจะทำให้เครื่องใช้งานได้เหมือนเดิมครับถ้าทำเองไม่เป็นแนะนำให้เอาไปที่ร้านซ่อมคอมเอาไปแต่ตัวเคสไม่ต้องเอาจอไปครับราคาการทำความสะอาดคอมน่าจะไม่เกอน300บาทมั้ง
    #13976
    0
  5. #13974 limond (@nightydream) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:52
    คนจริงใช้โทรศัพท์พิมพ์เลยครับ555
    #13974
    0
  6. #13973 kateep (@kateep) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:39
    เครื่องคอมของไรท์เตอร์ สาเหตุที่อยู่ดีๆก็ดับ น่าจะมาจาก โอเวอร์ฮีท หรือเปล่าครับ
    อาจจะเพราะมีฝุ่นเกาะเยอะไป พัดลมทำงานได้ไม่เต็มที่นะครับ หาอะไรมาเป่าฝุ่น ปัดๆออกก็จะพอช่วยได้บ้างครับ

    (ปล.สันนิฐาน จากประสบการณ์ที่เครื่องเคยมีอาการแนวนี้เหมือนกันครับ)

    สู้ๆนะครับ
    #13973
    0
  7. #13972 poo26934 (@poo26934) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:19
    ไรท์มีความพยายามมาก บอกเลยว่าเรื่องนี้ติดหนักที่สุด ถ้าไรท์ทิ้งล่ะก้อ...จะเสียใจหนักมากก // -^- กราบงามๆ ให้ความพยายามขอไรท์ค่ะ สู้ๆ
    #13972
    0
  8. #13971 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:34
    ขอบคุณคัฟฟ
    #13971
    0
  9. #13970 poo26934 (@poo26934) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:23
    เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะะ
    #13970
    0
  10. #13969 Poon Jan (@poonjan) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:14
    เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์ค่ะ
    #13969
    0
  11. #13968 ขุณไกร (@harukokame) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:05
    หรือว่า ไซเรนเป็นโรคกลัวน้ำทะเลทีมงานเลยใช้เกมส์เป็นที่รักษา....
    #13968
    0
  12. #13967 J_@~C+ll< (@pirasit) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:49
    ขอบคุณครับ
    #13967
    0
  13. #13966 JLT_Na (@JLT_Na) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:46
    พวงมาลัยเรือ>พังงาเรือนะครับ
    #13966
    0
  14. #13965 nar near (@nar-near) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:03
    พิมพ์ในโทรสัพได้ไหมครับ แล้วค่อยก๊อบ วาง
    #13965
    0
  15. #13964 Mayu390 (@namanay) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:32
    ขอบคุณครับ รอติดตาม พยายามเข้านะครับ
    #13964
    0
  16. #13963 Nung Tono (@nungtono) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 18:15
    สู้ๆครับตามซื้อตามอ่านมานานล่ะ เอาใจช่วยครับ
    #13963
    0
  17. #13962 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 16:52
    สู้ๆเข้าคั้บผ๊มมม
    ...จะว่าไป ก็แต่งกับอาคมซะเลยสิ *0*
    #13962
    1
    • #13962-1 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 377)
      18 มิถุนายน 2560 / 10:55
      พูดจาดี แอบคิดเหมือนกัน 555555
      #13962-1
  18. #13961 phongphatr (@phongphatr) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:35
    ท่านแม่  แกล้งนู๋สุริยันจนงอนเลย  อิอิ  ยังไงท่านแม่ก้ยังฮาอยู่ดี  ว่าแต่ หมีไปไหนเนี่ย  ไม่ออกมาให้อารินหนุนพุงนอนเลย 
    #13961
    0
  19. #13960 rose apple903 (@chompana) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:03
    แนะนำให้แต่งงานกับอาคม เพราะอยู่ด้วยกันตลอด สู้ด้วยกันก็บ่อยกว่าใคร รับรองว่าแหวนได้ใช้งานเต็มประสิทธิภาพแน่ หุหุ>< #ทีมอาคม
    #13960
    0
  20. #13959 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:26
    สาวคนไหนจะได้รับโชคดีอันนี้กันนะ
    #13959
    0
  21. #13958 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:51
    จับไซเรนมาแต่งงาน ถ้าได้นี่สบายเลย ยังไงเวลาสู้ก็ชอบอยู่ด้วยกันนี่นา



    เรือบนผิวน้ำที่ว่ามาแรง ก็อาจจะไม่ได้แซงเรือที่อยู่ใต้น้ำ 
    #13958
    0
  22. #13957 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:22
    ดาบเทพมาร สำหรับคนอื่นคือไอเทมสุดเทพ แต่สำหรับราล์ฟมันก็แค่ของที่ทำให้แพ้



    คุณแม่ได้อนาถน้อยลงเท่านั้นเอง นี่ถ้าพระเจ้าตานึกสนุกลงมาเล่นด้วยนี่สุริยันต์ได้ร้องไห้แน่



    ส่วนเนรอสเตรียมล้มละลายได้เลย เจอราล์ฟเข้าไปหนี้ท่วมแน่นอน
    #13957
    0
  23. #13956 Winzex (@pleum254) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:12
    คอมพ์ที่ว่านี่โน๊ตบุ๊คป่ะครับ? ถ้าใช่ก็เสียบปลั๊กตอนใช้ด้วยเลยดิ =W=
    #13956
    0
  24. วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 06:30
    รอได้ค่ะขอบคุณค่ะ
    #13955
    0
  25. #13954 Razel (@kittipat159) (จากตอนที่ 377)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 / 05:50
    หายนะกำลังไปเยือน
    #13954
    0