[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,869 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,140

    Overall
    1,473,869

ตอนที่ 373 : บทที่ 27 น้องใหม่เดือด (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4627
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 59 ครั้ง
    4 ก.พ. 60

บทที่ 27 น้องใหม่เดือด (100%)

 

        ทางตัน...

        เอาจริงๆ มันก็มีทางไปต่อได้อยู่หรอกแต่มันเล็กเกินกว่าที่จะมุดผ่านไปได้ ลองให้หุ่นสำรวจเข้าไปดูแล้วภาพที่เห็นก็มีแต่พวกแร่เรืองแสงสีสวยสดใส แปลว่าหนึ่งในเส้นทางนี้ถูกเคลียร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

        "สรุปว่าทางนั้นก็ตันใช่ไหม" เป็นเสียงของเดฟอนที่รับฟังสถานการณ์จากจุดรวมพล ตอนนี้เดฟอนกำลังอยู่ในระหว่างการทำแผนที่เหมืองโดยอ้างอิงจากการใช้หุ่นยนต์สำรวจพื้นที่เพื่อนำมาประกอบกันโดยมีเซเว่นรับหน้าที่วิเคราะห์และจำลองแผนที่โดยรวม

        เป็นเส้นทางที่สี่แล้วที่ต้องเจอกับทางตัน แต่ราล์ฟรู้สึกว่าเส้นทางของเขามันสั้นกว่าใครพวกเลย ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจและถามสถานการณ์ของเส้นทางอื่นดูบ้าง ที่ยังคงสู้อยู่นั้นก็มีเส้นทางของพวกไรอัน กับของพวกกองกำลังอสูร โดยเฉพาะตั้งแต่ได้อุปกรณ์รูปร่างประหลาดสำหรับจำแนกความแข็งแกร่ง ราล์ฟได้เปลี่ยนความคิดนิดหน่อยโดยรวบรวมเฉพาะพวกที่มีกำลังเหมาะสมในการรบมา ส่วนที่ค่าสถานะอ่อนกว่าก็มอบหมายงานที่เหมาะกับความสามารถให้

        กลับมายังจุดรวมพล มีเพียงเดฟอนที่นั่งรออยู่บนเก้าอี้ชายหาดซึ่งทำจากเหล็ก เส้นทางที่ถูกแผ้วถางเรียบร้อยแล้วจะเป็นหน้าที่ของเดฟอนในการติดตั้งอุปกรณ์ให้แสงสว่าง มีการเดินสายไฟทำให้มันเป็นถ้ำที่สว่างกว่าการใช้ตะเกียงหรือคบเพลิง ซานัคได้เห็นสิ่งนี้ครั้งแรกก็ตื่นตกใจมาก เป็นปฏิกิริยาที่เดฟอนอยากจะเห็นมากที่สุดและนั่งกอดคอคุยเกี่ยวกับกลไกผลิตแสงราวกับเป็นเพื่อนสนิทกันมานาน

        "พวกนั้นออกไปกันหมดแล้วหลังจากที่เคลียร์เส้นทางกันเสร็จ ตอนนี้ฉันกำลังรอ..." ตอนนั้นมีการติดต่อมาจากกลุ่มไรอันบอกว่าพบทางไปต่อซึ่งลงลึกไปข้างล่าง "...นั่นแหละ ฉันคงต้องนำอุปกรณ์ไปติดตั้งสักหน่อย ถ้าต้องติดตั้งไฟในเหมืองนี้ให้สว่าง นายควรจะเพิ่มงบประมาณให้ฉันด้วยนะ นายไม่รู้หรอกว่ามีของหลายอย่างที่ต้องหาซื้อจากตลาดการค้าน่ะ"

        "เอาเถอะ ฉันจะพยายามเจียดเงินที่มีอยู่น้อยนิดให้นายเอาไปผลาญเล่นก็แล้วกัน"

        "พูดมาได้ว่าน้อยนิด"

        เดฟอนแอบแขวะเล็กน้อย แม้จะไม่รู้ตัวเลขที่ถูกต้องของกิจการอาหารก็ตาม แต่รายได้จากอาหาร ขนมหวาน เครื่องดื่ม มันมากพอจะทำให้มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้เรื่องทองคำที่นำไปขายให้กับเมืองต่างๆ อีก แต่เงินพวกนั้นก็นำมาใช้เพื่อซื้อของสำหรับสร้างเมืองนี่แหละ

        อย่างไรก็ตามความสำเร็จคืบหน้าไปได้รวดเร็วมากน่าจะมาจากความเก่งกาจของสมาชิกกิลด์ ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากจบศึกแรกของพวกกองกำลังอสูร และได้มีการประเมินความสามารถ พบว่าพวกมันพัฒนาขึ้นอาจจะไม่มากแต่ก็มีแนวโน้มที่ดี ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงอีกไม่นานก็บุกเบิกเหมืองแร่สำเร็จ การจะดำเนินการอะไรหลายๆ อย่างคงทำได้เร็วขึ้น

        ออกมาที่ด้านนอกพวกเผ่าอสูรกำลังต่อแถวเพื่อรับอาหาร มารยาทที่เกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ น่าจะเป็นผลพวงมาจากอารินที่มีทักษะลับทำให้พวกมอนสเตอร์ยอมเจรจาด้วยดี และเธอยังพูดภาษาอสูรได้จึงขอให้ทำอะไรที่เป็นระเบียบได้

        เพราะต้องให้พวกมันดูแลตัวเองกันไปอีกสักพักก่อนจะออนไลน์ จึงต้องมีการสอนสิ่งจำเป็นให้หลายๆ อย่าง นิมป์รับหน้าที่สอนการทำอาหาร อารินสอนวิธีการปฐมพยาบาล จันทราสอนวิธีการใช้สมุนไพรที่พบเจอในป่า ทั้งสามผลัดกันสอนพวกก็อบลินเพศเมีย ซึ่งพวกมันก็เรียนรู้ได้เร็วมาก ถึงค่าสถานะจะต่ำไปสักหน่อย แต่ในเรื่องความฉลาดมีเหนือกว่ามาก ถ้าจะว่าไปแล้วเพศเมียส่วนใหญ่จะมีความฉลาดสูงล้ำกว่าเพศผู้เสียอีก

        "ถ้ามีเวลาว่างขนาดนั้นสนใจออกแรงอีกสักรอบไหม" ราล์ฟเอ่ยแซ็วเพราะเห็นอาคมทำสีหน้าไม่พอใจที่เห็นอารินกำลังสอนพวกก็อบลินปฐมพยาบาล เขากลัวว่าพวกมันจะทำอันตรายน้องสาวเขาจึงต้องเฝ้ามองอยู่ไกลๆ

        "ชกหน้าแกให้หงายงั้นเหรอ เอาสิ" อาคมตอบเหมือนรำคาญที่จะคุยด้วย

        "อารมณ์เสียอยู่ตลอดเลยสินะ ปกติแล้วคนที่ฝึกวิชาหมัดสยบฟ้าจะควบคุมอารมณ์ได้ดีนี่นา"

        "เพราะแกกำลังเปลี่ยนน้องสาวฉันยังไงล่ะ"

        "เจ็บใจที่ฉันทำได้แต่นายทำไม่ได้ล่ะสิ"

        "ฟาดปากมันสักทีดีไหมเนี่ย หงุดหงิดโว้ย!"

        ถึงจะพูดแบบนั้นแต่อาคมก็แค่สะบัดหน้าหนีคล้ายจะรำคาญ ถ้าเขาเป็นฝ่ายเดินหนีไปก็เท่ากับว่าแพ้จึงแกล้งเป็นนอนหลับ แต่ก็ยังยกเปลือกตามองไปยังหนุ่มแว่น

        "อะไรของแกวะ มองหน้าฉันแบบนั้นจะหาเรื่องหรือไง"

        ราล์ฟยกมือยอมแพ้แล้วตอบว่า "ก็แค่อยากขอความร่วมมือน่ะ รู้ใช่ไหมว่าอีกไม่นานมหาวิทยาลัยก็จะเปิดแล้ว พวกเราคงไม่มีเวลามาทำอะไรแบบนี้ ถึงการเล่นเกมจะไม่มีผลกระทบต่อการเรียนแต่มันคือจุดเปลี่ยนของหลายสิ่งหลายอย่างเลย"

        "แล้วยังไง สำหรับฉันแค่ได้อยู่กับอารินก็พอใจแล้ว"

        "แต่อาณาจักรนี้ส่วนหนึ่งก็มีไว้เพื่ออารินน่ะสิ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะไปทำอันตรายหรือทำลายร้าน บ้านของอารินจะเป็นปราสาทหลังใหญ่ ปราสาทในเทพนิยายด้วยนะ"

        เป็นอีกครั้งที่อาคมต้องแยกเขี้ยวขึ้น สีหน้าเกรี้ยวกราด ตะคอกเสียงดัง "แกก็รู้ว่าถ้ามันเกี่ยวข้องกับอาริน ฉันก็ต้องร่วมมือด้วยอยู่แล้ว ไอ้ชั่วเอ๊ย! ฉันไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาด่าแกดี ถึงจะรู้ว่าโดนหลอกอยู่ก็เถอะ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าปราสาทนั่นต้องเป็นของน้องสาวฉัน ห้องอารินจะต้องอยู่บนจุดสูงสุดที่เห็นทิวทัศน์ได้ แต่เดี๋ยวก่อนสิ! แบบนี้ถ้าเกิดสงครามฉันก็ต้องมาช่วยไม่ใช่เหรอ"

        "ชิ! ดันคิดได้ซะอีก"

        "ฉันอยู่กับแกมาตั้งหลายเดือนทำไมจะไม่รู้ว่าในหัวแกมีเรื่องชั่วๆ อะไรอยู่" อาคมดีดตัวลุกขึ้นปัดฝุ่น ก่อนหน้านี้เขาคิดเพียงแค่ว่าต้องมาเป็นแรงงานให้มันก็น่ารำคาญจะแย่แล้ว แต่พอได้ฟังผลลัพธ์จากนี้ก็พอจะยอมรับได้ "บอกไว้ก่อนนะว่านี่เพื่อน้องสาวฉันเท่านั้น แกก็แค่ได้ประโยชน์แอบแฝง"

        แล้วอาคมก็มุ่งหน้าไปที่เหมืองต่อ ราล์ฟกลั้นรอยยิ้มเอาไว้

        "ที่บอกว่าทำเพื่อน้องสาวนายฉันไม่ได้พูดโกหก เพราะถ้าจะทำลายเกมนี้ฉันจะต้องเป็นจอมมาร"

 

        หลายวันผ่านไป...

        มันเป็นการยากที่จะกำหนดเวลาสำเร็จที่แม่นยำได้ในการบุกเบิกเหมืองแร่แห่งใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นแพนโดร่าไม่ใช่กิลด์ที่มีกำลังรบมากพอจะใช้เป็นกองกำลังในการทำเควสต์ที่ยิ่งใหญ่ได้เลย ทุกคนไม่ใช่นักเล่นเกมอาชีพที่สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อปณิธานอันยิ่งใหญ่ของกิลด์ โดยเฉพาะนิมป์ที่มาเล่นเกมได้เป็นบางช่วงเวลา หรือพวกไรอันที่พอเป็นวันจันทร์กับวันพฤหัสบดีกลับมาเล่นด้วยไม่ได้ หรือลาเวนเดอร์ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้เล่นถ้ายังทำการบ้านไม่เสร็จ อากิระที่ติดธุระต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ดังนั้นคนที่มาอยู่ได้หลักๆ ก็มีราล์ฟ อาคม อาริน และเดฟอนเพียงสี่คน

        นั่นจึงทำให้ราล์ฟให้ความใส่ใจกับการวิวัฒนาการพวกอสูรในสังกัดของตนเอง ตอนนี้มีก็อบลินหลายตัวพัฒนาขึ้นมาเป็นฮ็อบก็อบลินด้วยการจัดสรรรูปแบบการพัฒนา พวกก็อบลินไม่ได้มีความคิดหรือความฝันมากไปกว่าการมีชีวิตรอดในแต่ละวัน ทำให้ง่ายต่อการชักจูงในช่วงแรกเพื่อให้พวกมันแต่ละตัวมีหน้าที่เฉพาะทาง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการแนะนำที่เหมาะสมหรือยังไง แต่ดูเหมือนว่าก็อบลินที่พัฒนาภายใต้การชี้นำของราล์ฟจะมีศักยภาพมากกว่าตัวก่อนหน้านี้เสียอีก

        อาจเป็นเพราะความฉลาดที่เพิ่มมากขึ้นเป็นปัจจัยสู่การเป็นคิงก็อบลิน พวกมันมีความทะเยอทะยานหวังจะชิงตำแหน่งราชาจากราล์ฟโดยไม่ได้ดูความแตกต่างกันเลย รวบรวมกำลังพลที่คิดว่าแข็งแกร่งและหวังจะลอบสังหาร โชคร้ายที่พวกมันคงได้แค่ฝัน เมื่อราล์ฟไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแสดงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าออกมาให้พวกมันหวาดกลัว เขาจัดการกับฮ็อบก็อบลินที่เป็นตัวผู้นำด้วยการควักหัวใจออกมาโชว์ให้เห็นกันสดๆ และไม่ใช่แค่ฮ็อบก็อบลิน แต่คนที่เป็นตัวการหลักของเรื่องนี้ก็ถูกจัดการอย่างเหี้ยมโหด สุดท้ายเรื่องราวในคราวนั้นก็จบลง การข่มขู่ด้วยความเหี้ยมโหดใช้กับเพลเยอร์ด้วยกันไม่ค่อยจะได้ผลสักเท่าไหร่ แต่กับพวกกองกำลังอสูรแล้วมันใช้ได้ดีเยี่ยม พวกมันยอมกลับมาทำตามคำสั่งของเขาอีกครั้งด้วยความภักดีที่มากขึ้น

        การบุกเบิกเหมืองแร่มีความคืบหน้าเยอะมาก แผนที่เบื้องต้นที่ทำออกมานั้นก็ช่วยให้ซานัควางแผนขุดเจาะล่วงหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผลพลอยได้ก็คือความแข็งแกร่งของกองกำลังอสูร อาวุธถูกสร้างจากซากสัตว์ที่ล่ามาได้ทำให้ตอนนี้หน่วยรบทุกตัวจะมีโล่กับดาบ และเป็นกำลังรบชั้นยอด

        จะว่าไปมีกลุ่มคนบังเอิญเข้ามาในเขตพื้นที่ที่อยู่ในเขตลาดตระเวนและถูกฆ่าตายโดยออร์ควอร์ริเออร์ โดยพวกเขาสังหารออร์คชั้นต่ำได้เพียงหนึ่งตัว กลายเป็นปัญหาใหญ่เมื่อคนพวกนั้นได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งให้พวกสายล่าบอสทราบ จึงมีการตระเตรียมกำลังคนหวังจะล่าบอสตัวนี้ เดือดร้อนถึงราล์ฟที่ต้องจัดวางระบบใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมาพบเจอที่นี่ก่อนที่ทุกอย่างจะเรียบร้อย

        โดยวิธีการจัดการนั้นง่ายดายมาก ราล์ฟรู้เส้นทางเดินทางเข้าออกสู่สถานที่แห่งนี้จึงได้ส่งพวกฮ็อบก็อบลินไปดักรอ เตรียมกับดักเอาไว้ เพราะการให้พวกมันฆ่าเพลเยอร์เก็บเกี่ยวประสบการณ์จะช่วยให้มีการพัฒนาไปได้เร็วมาก ราล์ฟเหมือนสายลับสองหน้าเพราะเขาก็แฝงตัวไปสืบข้อมูลการเคลื่อนไหวของพวกนักล่าบอสในฐานะของพ่อค้า และก็มาบัญชาการรบในภายหลัง อย่างไรก็ตามราล์ฟฟันกำไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้เยอะพอตัว โดยเฉพาะรายได้จากอาหารและน้ำยาที่คนเหล่านี้มาซื้อไป โดยของทั้งหมดก็จะกลับมาสู่มือของเขาอีกครั้งหนึ่ง

        แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการแย่งชิงแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องสงคราม การปะทะกันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรอย่างเหมืองทองทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ยิ่งสมาพันธ์วอร์ลอร์ดทุ่มเทกำลังเพื่อชิงเหมืองทองมากเท่าไหร่บลู ลิเบอร์ตี้ก็ยิ่งทวีกำลังเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น มันกลายเป็นการทำสงครามเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการครอบครอง พวกเขามองว่าการมีเหมืองทองจะช่วยทำเงินให้พวกเขาได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะพวกดาบคลาสสูงจำเป็นต้องใช้แร่ทองด้วย นั่นทำให้สงครามมันรุนแรงมากขึ้น ถึงอย่างนั้นซากุระแทบจะไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากคนที่ไปออกรบเป็นคนของฝ่ายอำนาจตรงข้ามกับเธอ

        วันนี้เป็นอีกวันหลังจากที่พวกราล์ฟบุกเบิกเส้นทางไปได้กันคนละเส้นก็ออกมาพักผ่อนกันด้านนอก เวลานี้ราล์ฟมีทั้งกำลังรบและแรงงานมากพอแล้ว ซึ่งอำนาจที่ได้แสดงให้เห็นไปก่อนหน้านี้ทำให้ไม่มีอสูรตนใดปฏิเสธคำสั่งอีก ตอนนี้ฟาร์มเกษตรและปศุสัตว์กำลังไปได้สวยทีเดียว แม้ในตอนแรกจะลำบากในการทำอะไรพร้อมๆ กัน แต่ตอนนี้มันเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

        "ไอ้แมวผี วันพรุ่งนี้ใช่ไหมที่ต้องไปทำกิจกรรมรับน้องเฮงซวยอะไรนั่นน่ะ"

        "ทางทฤษฏีต้องบอกว่าวันนี้" ราล์ฟตอบ นี่เป็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่ค่อยจะชอบเหมือนกัน โดยเฉพาะการถูกสั่งให้ทำในเรื่องที่ไร้เหตุผล "ว่าแต่อารินเริ่มเรียนเป็นยังไงบ้าง"

        โรงเรียนของอารินเปิดภาคเรียนแล้วก็จริง แต่ก็ยังสามารถเล่นเกมได้เป็นปกติเพราะมันไม่มีผลกระทบต่อการเรียน อีกทั้งอารินสามารถจำโจทย์และเนื้อหาที่เรียนได้ ตรงไหนไม่เข้าใจก็มักจะมาถามราล์ฟที่น่าจะให้คำอธิบายได้ดีกว่า

        "ไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องของน้องสาวฉันจะได้ไหมเนี่ย" ถึงจะบ่นไปแบบนั้นแต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นแค่การถามไถ่เรื่องทั่วไป ไม่ได้ทำให้อารินสึกหรอจึงตอบด้วยท่าทางเซ็งๆ "ก็เหมือนทุกปี เด็กนักเรียนก็จะมีกลุ่มที่ประมาณว่าอยากทำตัวให้เหนือกว่าคนอื่น และอารินก็เป็นเหยื่อชั้นดีที่จะใช้เป็นบันได ปกติแล้วอารินจะกลับมาร้องไห้ที่บ้านนะ ตั้งแต่ไปบ้านแกกลับมาฉันรู้สึกว่าน้องฉันเติบโตด้านอารมณ์ขึ้นเยอะ พูดจาฟังดูมีเหตุมีผลแถมยังมองเรื่องการกลั้นแกล้งเป็นเรื่องเล็กน้อย"

        "ก็เป็นเรื่องดีนี่นา เอาเถอะถ้าจะป้องกันไม่ให้มีอันตรายอีกทางเดี๋ยวฉันจะใช้วิธีอุปถัมภ์ให้ก็ได้"

        "ยังไงวะ"

        "แค่บริจาคเงินสนับสนุนการศึกษาให้กับทางโรงเรียนแล้วก็พูดขอให้ช่วยดูแลอารินไม่ให้เกิดปัญหาก็ไม่มีอะไรแล้ว สำหรับเรื่องนี้ฉันทำในนามของคุณตาทุกปี แค่เพิ่มโรงเรียนที่อารินเรียนมาอีกสักแห่งไม่ใช่เรื่องยากหรอก"

        "เออ ไอ้รวย ชอบใช้เงินแก้ปัญหาขอแช่งให้แกจนเข้าสักวัน" อาคมไม่ปฏิเสธสิ่งที่ราล์ฟเสนอมา ยังไงซะคนที่ตัดสินใจจะทำก็คือตัวของหมอนั่นเอง และเขาก็ไม่ได้ร้องขอ ถ้านี่ช่วยให้อารินปลอดภัยได้ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปห้าม

        "พูดถึงเรื่องรับน้อง ฉันชักอยากจะให้เวลานั้นมาถึงเร็วๆ แล้วสิ" อาคมพากลับเข้าประเด็นที่ถามไปก่อนหน้า

        "ทำไม? นั่นสินะนายเป็นนักมายากล คงชอบพวกกิจกรรมอะไรแบบนี้ใช่ไหม"

        "เปล่าซะหน่อย แค่อยากเห็นสภาพของไอ้คนบ้าอำนาจเวลาตกอยู่ใต้คำสั่งของคนอื่น"

        "นั่นแหละสิ่งที่ฉันไม่ชอบเลยล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะในใบสำเร็จการศึกษามีระบุในหัวข้อกิจกรรมที่ต้องผ่านเกณฑ์ ฉันไม่มีทางแตะต้องกิจกรรมไร้สาระพวกนี้เด็ดขาด"

        "ฉันรอที่จะได้เห็นแกเต้นแร้งเต้นกาไม่ไหวแล้ว แต่ขอเดิมพันด้วยอาหารสามมื้อเลยว่าแกไม่ทำเด็ดขาด"

        "ทางที่ดีนายควรเปลี่ยนเป็นเดิมพันด้วยอาหารทั้งชีวิตจะดีกว่านะ เพราะยังไงฉันก็ไม่ทำอะไรไร้สาระอย่างการเต้นอยู่แล้ว ถ้าจะมีปัญหากับฉันก็ขอให้มา ไอ้การท้าชนโดยการเฉดหัวฉันออกจากกลุ่มหรือคว่ำบาตร คิดว่าฉันจะใส่ใจงั้นเหรอ บอกได้คำเดียวว่าไม่ เว้นก็แต่ว่าจะทำตัวให้ฉันรู้สึกว่าน่าเคารพก่อนค่อยมาคุยกัน"

        "แล้วเรื่องเลื่อนคลาสล่ะจะว่ายังไง" อาคมเปลี่ยนเรื่อง เขารู้สึกว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นไปอีก หากเขาเลื่อนคลาสเป็นอัศวิน ขีดจำกัดของพลังทั้งหมดก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งมันจะช่วยให้การต่อสู้ทำได้ยาวนานขึ้น

        อันที่จริงกิลด์แพนโดร่าทุกคนตอนนี้เลเวล 1,000 กันหมดแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำเควสต์เลื่อนขั้นเป็นอัศวินสักที พวกไรอันเองก็พยายามหาข้อมูลเช่นกันแต่ก็ไม่มีใครปล่อยข้อมูลออกมาเลยว่าจะต้องใช้อะไรบ้าง นอกจากสิ่งที่พอจะรู้ก็มีแค่การทำเควสต์จากปราสาทให้ได้คะแนนครบตามที่กำหนด จากนั้นจะปรากฏเควสต์ไปสู่คลาสอัศวิน โชคร้ายที่เควสต์พวกนั้นค่อนข้างจะยาก ทำให้มันเหมาะที่จะไปทำกันเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งมันจะสะดวกและรวดเร็วกว่ามาก

        "หลังจากบุกเบิกเหมืองแร่เสร็จ ทุกวันเสาร์ - อาทิตย์เวลาตรงกันเมื่อไหร่ฉันจะใช้วิธีทำเควสต์กลุ่มเพื่อให้ได้เงื่อนไขไปสู่อัศวิน คิดว่าถ้าไปได้สวยแค่สองเดือนก็น่าจะเป็นคลาสอัศวินได้ครบทุกคน พอหลังจากนั้นการเป็นจักรพรรดิก็ไม่ได้ยากอะไร แค่เข้าร่วมสงครามใหญ่ที่จำกัดจำนวนขั้นต่ำและชนะให้ครบ 100 ครั้ง จะมีเควสต์ปรากฏเส้นทางสู่จักรพรรดิให้ หลังจากนั้นก็ทางใครทางมัน"

        "เดี๋ยวก่อนนะ สงครามใหญ่ที่ว่านี่มันหรือว่า..."

        "อย่างที่นายกังวลอยู่นั่นแหละ ก็สิ่งที่เทพสงครามกำลังจะทำยังไงล่ะ หมอนี่วางแผนการใหญ่เอาไว้คือการยึดครองเกมเพื่อที่จะกำหนดอะไรหลายๆ อย่างได้ แต่ฉันไม่ปล่อยให้ทำตามที่หวังหรอก"

        "แล้วแกรู้เรื่องนี้ได้ยังไงวะ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อนเลย" อาคมสงสัย ถ้าหากว่าทุกคนรู้เงื่อนไขล่ะก็ป่านนี้คงเกิดสงครามอยู่แทบจะทุกวันจนหาความสงบสุขไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่แปลกแล้วที่ราล์ฟพยายามจะสร้างสถานที่ที่ปลอดภัยขึ้นมาสักแห่ง

        "จากชาวบ้านสู่คลาสอัศวินเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็รู้ ส่วนการไปสู่คลาสจักรพรรดิข้อมูลหาได้จากตำนานที่มีอยู่ในห้องสมุด ถ้าอย่างนั้นฉันขอถามนายกลับบ้าง คิดว่าจะมีสักกี่คนที่จะเอานิทานประวัติศาสตร์โลกมาอ่านถ้าไม่ใช่เพราะเควสต์มันบังคับบ้าง...คงมีแต่น้อยใช่ไหมล่ะ และยิ่งน้อยกว่าถ้าจะต้องหาคนช่างสังเกตจริงๆ แต่เมื่อถึงเวลาที่เรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป คิดว่ามันจะทันไหมถ้าจะสร้างกองกำลังที่พร้อมจะโดนบดขยี้ทุกเมื่อน่ะ"

        ด้วยเหตุนี้มันจึงอธิบายเหตุผลที่ราล์ฟได้ทำมาทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ราล์ฟคิดเรื่องนี้ได้หลังจากที่ช่วยให้อารินได้ทำสัญญาพันธมิตรกับผึ้งสายฟ้าและลิงวายุ นั่นคือเขาจะต้องทำให้เผ่าพันธุ์ที่แตกแยกรวมตัวกันเพื่อปกป้องกันเอง แผนการก่อสร้างอาณาจักรอสูรจึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากความคิดนั้น และเมื่อใดที่มันสำเร็จได้ตามที่คาดเอาไว้ ราล์ฟก็ตั้งใจจะไปเชื้อเชิญเผ่าพันธุ์ที่รู้จักมาอาศัยอยู่ที่นี่ และขยายพื้นที่ออกไปให้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายที่แห่งนี้มันจะกลายเป็นดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุด จะไม่มีใครสามารถทำลายได้

        "ฉันว่าคงต้องอยู่ให้ห่างแกบ้างดีกว่าว่ะ ไม่งั้นได้ติดเชื้อชั่วๆ จากแกแน่" อาคมพูดจบก็ลุกเดินไปหาอารินที่กำลังเก็บหญ้าสมุนไพรที่นำมาตากแดดจนได้สรรพคุณที่ต้องการ

        หลังจากนั้นราล์ฟก็พบกับเดฟอนที่กำลังนั่งสร้างอุปกรณ์ใหม่ๆ อยู่ภายในเต็นท์ผ้าใบ ของบนโต๊ะเป็นตะเกียงที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ และกำลังจะนำไปติดตั้งในเหมืองแร่ มีถาดใส่ลูกแก้วประหลาดวางอยู่และเดฟอนหมกมุ่นอยู่กับการตรวจสอบมัน จนเมื่อได้ผลสำเร็จเป็นที่ต้องการก็ตะโกนร้องออกมาด้วยความดีใจ เพราะนั่นเป็นความพยายามตลอดเวลาที่ผ่านมาในการสร้างไอเทมชิ้นนี้ขึ้น

        "โวยวายเสียงดังเชียวนะ"

        "โอ้ โทษทีพอดีสิ่งที่ฉันศึกษามาตลอดสำเร็จผลแล้วล่ะ"

        "จะไปเล่นดีดลูกแก้วที่ไหนล่ะ" พูดพลางหยิบมันขึ้นมาส่องดูด้วยความสนใจ

        "นั่นมันเชื้อเพลิงที่ฉันกำลังพัฒนาอยู่ต่างหากล่ะ" พูดพร้อมกับคว้ามาจากมือของราล์ฟแล้วพูดต่อว่า "ถ้าจะถามว่าเอาไปใช้กับอะไรก็เป็นของที่นายสั่งนั่นแหละ เพราะว่าเกมนี้มันไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงก็เลยต้องนำแท่งพลังงานที่เป็นต้นแบบมาวิเคราะห์แล้วสร้างของเลียนแบบขึ้นมา ความบริสุทธิ์มันสู้ไม่ได้ก็จริงแต่ถ้าใช้เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนถือว่าทดแทนกันได้"

        "แปลว่านายสร้างมันเสร็จแล้ว"

        "ก็คงใช้เวลาอีกราวๆ สองอาทิตย์นั่นแหละ เหลือทดสอบนู่นนี่นั่น แถมยังต้องคำนวณน้ำหนักอะไรตั้งมากมาย ไอ้ลูกแก้วเชื้อเพลิงนี่จะช่วยลดน้ำหนักได้เป็นตันๆ เลย แต่ต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่อสร้างลูกแก้วเชื้อเพลิงด้วยล่ะนะ ให้เซเว่นคำนวณแล้วอย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับระยะเวลาที่นายกำหนดเอาไว้ แต่จะเลยไปราวๆ สามวันเห็นจะได้"

        ราล์ฟรู้ว่าเดฟอนทำงานหนักมากจริงๆ หน้าที่ของเดฟอนคือการสนับสนุนให้ทำอะไรได้ง่ายขึ้น จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องสู้รบกับใคร แถมตอนนี้ยังต้องช่วยสร้างอาณาจักร ติดตั้งอุปกรณ์ในเหมืองแร่ และไหนจะยังต้องสร้างเรือดำน้ำอยู่อีก นี่ยังไม่รวมเรื่องงานยิบย่อยที่ต้องทำอีกเป็นกระตัก แต่เดฟอนก็ไม่เคยรู้สึกว่ามันน่าเบื่อหรือว่ากำลังอยู่ในโรงงานนรกแม้แต่น้อย ถ้าราล์ฟให้เขาไปสู้นี่ต่างหากที่สมควรจะบ่นมากกว่า

        "ถ้าแค่นั้นล่ะก็ไม่มีปัญหา บอกฉันล่วงหน้าด้วยล่ะก่อนทุกอย่างจะเสร็จ"

        "ได้เลยหัวหน้า ที่จริงก็ยังมีคำถามที่ฉันอยากจะขอความเห็นสักหน่อย พอดีว่าตัดสินใจไม่ได้น่ะ"

        "ว่ามาเลย"

        "ฉันกำลังหาตำแหน่งวางพวกเครื่องเสียงกับเก้าอี้นวดผ่อนคลาย แล้วก็วอร์เปเปอร์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ช่วยคิดหน่อยสิว่าควรทำยังไงดี" เดฟอนถามด้วยใบหน้าที่สุดจะกวน

 

        งานรับน้องในมหาวิทยาลัยแทบจะไม่แตกต่างจากในอดีต เรียกว่าเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันมาดี หรือแค่ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงมัน กิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องเป็นเพียงแค่คำที่ช่วยยกระดับความหมายให้ฟังดูดี แต่มองยังไงมันก็เป็นระบบที่รุ่นน้องต้องให้ความเคารพรุ่นพี่ ในมุมมองของเจนภพ กิตตินนท์เขาเกลียดเรื่องแบบนี้เป็นที่สุด

        ถ้าหากว่าแสดงความน่าเชื่อถือออกมาสักเล็กน้อยมันก็คงทำให้เจนภพยอมให้ความร่วมมือด้วยได้ แต่จากที่สังเกตเห็นการทำงานที่ไร้ซึ่งแบบแผน ไม่มีการตกลงผู้ดำเนินงานหรือมีกำหนดการที่แน่ชัด และการแสดงท่าเต้นที่ออกไปในทางสนุกสนานแบบยั่วอารมณ์ทางเพศ จริงอยู่ที่เจนภพพอจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยได้ แต่ต้องไม่ใช่การบังคับให้ทำโดยกล่าวอ้างว่า 'คนอื่นก็ทำได้ไม่เห็นมีปัญหาอะไร' ยิ่งเด็กวัยรุ่นปัจจุบันไม่ใส่ใจและมองเป็นเพียงเรื่องสนุกสนาน กลายเป็นว่าท่าเต้นมันเริ่มพิสดารมากขึ้นจนเกินกว่าที่เจนภพจะรับไหว

        ในช่วงแนะนำตัวให้เพื่อนร่วมรุ่นได้เป็นที่รู้จัก แม้จะมีชายหนุ่มที่หน้าตาดูธรรมดาเพราะมาจากต่างจังหวัด บางคนก็ถือว่าหล่อมากในสายตาของผู้หญิง แต่ถ้าจับมายืนเรียงกันจะพบว่ามีสองคนที่ดูโดดเด่นที่สุด คงเพราะบรรยากาศรอบตัวที่นิ่งสงบ ไร้ความเขินอาย ทำให้เจนภพกับอาคมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาใกล้ๆ และทำท่าทางคล้ายจะลวนลาม พอโดนอาคมรุกหนักคืนบ้างก็ถึงกับเขินอาย ที่ทุกคนให้ความสนใจไปในทางอาคมมากที่สุด ก็ด้วยเรื่องที่รุ่นพี่บอกให้ออกไปแนะนำตัวให้เด่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาคมเลยจัดมายากลนิดๆ หน่อยๆ ออกไปสร้างเสียงฮือฮา

        อย่างไรก็ตามในตอนนี้เจนภพยังถือว่าให้ความร่วมมือ แต่ก็คงต้องยกเว้นเรื่องท่าเต้นอยู่บ้าง และเป็นอีกครั้งที่เหมือนจุดอ่อนของเจนภพจะปรากฏให้เห็นในกิจกรรมรับน้องนี่...

        นั่นคือ เจนภพ กิตตินนท์ ร้องเพลงได้โคตรห่วยแตก...

        พลังเสียงของเขาเป็นอะไรที่ค่อนข้างน่ากลัว แม้ปกติจะพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก ฟังแล้วชวนให้รู้สึกว่าเป็นคนที่อ่อนโยนมาก กลายเป็นว่าการเปล่งเสียงร้องจากปอดและท้องเหมือนกับสัตว์ร้ายที่กำลังคำรามขู่ให้กลัว สุดท้ายเพื่อไม่ให้บรรยากาศการรับน้องต้องหยุดลงเพราะพลังเสียงที่ดังกลบเสียงกลองที่ดังแข่งกัน เจนภพถูกร้องขอให้ช่วยแค่ปรบมือเท่านั้นไม่ต้องเปล่งเสียงร้องออกมา

        กิจกรรมแทบจะไม่มีอะไรเลยนอกจากสอนร้องเพลงที่แฝงความหมายสองแง่สองง่าม การเต้นแร้งเต้นกาที่เปิดให้คนที่ถูกเลือกออกไปวาดลวดลายราวกับคนบ้า และก็มีกิจกรรมจับกลุ่มเป็นแถวเพื่อเล่นเกมไร้สาระเหมือนพวกเด็กประถมอย่างการทายคำศัพท์จากท่าใบ้ หรือพวกเสริมการทำงานเป็นทีมซึ่งแต่ละคนยังกระอักกระอวนไม่กล้าเปิดเผยตัวเองสักเท่าไหร่ เจนภพมองว่าเหมือนกับการละลายน้ำแข็งโดยการให้เล่นกิจกรรมเล็กๆ ยังไงซะมันก็เป็นแค่วันแรกเท่านั้น

        มื้อเที่ยงเป็นข้าวกล่องที่แจกกันคนละกล่อง เจนภพมองดูปริมาณอาหารที่กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเท่าแมวดมเล่น แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์ทักท้วงอะไรเพราะนี่เป็นกฎระเบียบในฐานะที่เขามาอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขานั่งกินกับอาคมและเพื่อนอีกสองคนที่อยู่ๆ ก็ขอมานั่งกินด้วย ถึงอย่างนั้นมองจากสายตาแล้วยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มองไปทางอาคมมากกว่า อาจเป็นเพราะใบหน้าที่คมคายและนิสัยที่เงียบขรึมทำให้เขาดูเป็นคนมีเสน่ห์

        "ตั้งแต่เกิดมาฉันคิดว่าควายออกลูกเสียงมันน่ารำคาญที่สุด ตอนนี้ฉันขอเปลี่ยนความคิดใหม่ เสียงร้องเพลงของแกนี่มันน่ารำคาญที่สุดว่ะ ไม่เคยเจอใครร้องเพลงได้อุบาทว์ขนาดนี้มาก่อน"

        อาคมพูดประมาณว่าต้องการจะหาเรื่องให้ได้ ซึ่งผู้ชายสองคนที่อยู่ด้วยกันรีบห้ามเพราะกลัวว่าจะมีการวางมวยกันเกิดขึ้น เจนภพไม่สนใจสิ่งที่อาคมพูดมาด้วยซ้ำไป แม้อาคมจะล้อเลียนหนักแค่ไหนก็ตาม

        "ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าน้องสาวนายจะเป็นยังไงถ้าต้องมาเต้นท่าแบบนั้น" เจนภพขยับยิ้ม มองไปยังสาขาใกล้ๆ ที่กำลังวาดลวดลายท่าเต้นสุดพิสดารออกมาเรียกเสียงฮือฮาจากคนอื่น

        "ทำไมแกต้องพาวกไปเรื่องน้องสาวฉันด้วยวะ บอกเลยนะว่าถ้ามีคนคิดจะให้น้องสาวฉันทำอะไรแบบนั้น ฉันนี่แหละจะไปลากคอมันออกมา แล้วสะกดจิตให้เห่าหอนทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกลอง"

        "โอ้! น่ากลัวจังเลยพ่อซิสค่อน"

        "จะหาเรื่องกันใช่ไหมไอ้โอลาฟ แกกับฉันมาเจอกันตรงนี้ได้นะโว้ย"

        "อย่างี่เง่าน่า ที่นี่มันไม่ใช่เกม"

        "ไม่ว่าจะที่ไหนแกมันก็ทำตัวน่าหมันไส้ได้เหมือนเดิมนั่นแหละ"

        "แล้วจะว่าไปผู้หญิงพวกนั้นสนใจนายด้วยนะ" เจนภพส่งสายตามองไปยังกลุ่มผู้หญิงที่หัวเราะกันคิกคัก ไม่ปฏิเสธหรอกว่าในขณะที่เสียงกลองและเสียงประกาศผ่านโทรโข่งดังขนาดนี้ การที่ได้ยินมาจากการทดลองเสริมประสาทฟังเสียงให้ตัวเอง จากนั้นก็ถ่ายทอดข้อความที่ได้ยินออกมาทีละคำ

        อาคมแค่นหัวเราะไม่สนใจข้อความที่เจนภพบอกมาสักนิด อาคมไม่สนใจเรื่องผู้หญิงเพราะตอนนี้เขามีน้องสาวให้ดูแล จนกว่าจะมั่นใจว่าอารินจะเติบโตได้อย่างสง่างาม เขาไม่มีเวลาไปเจียดให้ผู้หญิงคนไหนเด็ดขาด

        "พวกนายสองคนนี่สนิทกันดีนะ"

        "เป็นเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันงั้นเหรอ"

        อาคมมองขวับด้วยสายตาอำมหิตแล้วบอกว่า "มองยังไงว่าฉันกับมันเป็นเพื่อนกัน ถ้าพวกแกอยากเป็นเพื่อนกับมันก็เอาสิ หรือถ้าหากว่าเบื่อชีวิตล่ะก็ลองไปเดินเที่ยวที่ไหนสักที่กับมันดูแล้วจะรู้ว่านรกมีจริง"

        "เดี๋ยวสิ พวกฉันไม่..."

        พอได้ฟังที่อาคมพูดแบบนั้นสีหน้าของทั้งสองก็พลันเปลี่ยนไป รู้สึกกระอักกระอวนมากขึ้น คำพูดที่สื่อความหมายสองแง่สองง่ามแบบนี้มากกว่าครึ่งคงต้องมองไปในทางนั้นอย่างแน่นอน โดยหารู้ไม่ว่าอาคมกำลังอยากจะบอกว่าเหตุการณ์ที่อยู่รอบตัวของเจนภพมันไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในสามัญสำนึกของคนธรรมดา

        "ไม่ล่ะเกรงใจ"

        "ดี ถ้าพวกแกยังรักชีวิตอยู่ละก็แนะนำเลยว่าให้อยู่ห่างจากไอ้บ้านี่ให้มากที่สุด อย่ามาเสนอหน้าได้เลยยิ่งดี"

        "โอเคพวกเราไม่กวนพวกนายล่ะ ขอให้สนุกละกัน"

        จากนั้นทั้งสองคนก็พยักหน้ากันแล้วรีบแยกตัวออกไปทันที อาคมหันไปแสยะยิ้มประมาณว่า 'ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้แกทั้งนั้น' โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้สายตาของพวกผู้หญิงกำลังมองพวกเขาสองคนเป็นอย่างอื่นไปแล้ว

        แต่นึกขึ้นได้ว่าเจนภพพูดถึงอาริน ก็เลยต้องรีบไปถามกำหนดการเลิกกิจกรรม ในตอนแรกเขาคิดแค่ว่ามันอาจจะเลิกเวลาประมาณบ่ายสามโมงครึ่ง ยังพอเดินทางไปรับอารินได้ก่อนจะเย็น แต่กำหนดการของพวกรุ่นพี่ปีสองนั้นคือเลิกตอนห้าโมงเย็นทำเอาอาคมเริ่มแสดงความไม่พอใจขึ้นมาบ้างแล้ว โดยนิสัยของอาคมเขาไม่ค่อยจะมีปัญหามากนักกับใครถ้ามันไม่ไปโยงเกี่ยวกับน้องสาว จะมาร่วมกิจกรรมด้วยก็ยังได้ถ้ายังไปรับอารินได้ทัน แต่ด้วยความที่รุ่นพี่ปีสองไม่รู้จักอาคมดีพอเลยสวนกลับมาว่า

        "ทำไมไม่ให้พ่อหรือแม่ไปรับล่ะ เท่าที่ได้ยินมาน้องสาวเองก็โตแล้วน่าจะกลับบ้านเองได้ อยู่มัธยมแล้วไม่ใช่เหรอ"

        จากที่อาคมพยายามสงบสติอารมณ์และพูดจาด้วยเหตุผล ร้องขอให้เขาสามารถเลิกก่อนเวลาแต่มันก็ไม่เป็นผล รุ่นพี่ปีสองยังยืนยันคำเดิมว่าจะปล่อยตอนห้าโมงเย็น จนกระทั่งพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ออกมาทำเอาอาคมถึงกับโกรธจัด อารินคือครอบครัวคนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่ดังนั้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ตามอย่างการไปรับไปส่ง เขาก็จะไม่พลาดโดยเด็ดขาด

        ไม่ใช่ว่าเขาโอ๋น้องจนไม่ยอมให้ทำอะไร แต่จนกว่าอารินจะบรรลุนิติภาวะที่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง สถานการณ์ของอารินจะยังคงสุ่มเสี่ยงอยู่ ยังมีคนที่ต้องการจะใช้อารินเป็นเครื่องมือหากิน โดยเฉพาะมรดกในส่วนที่อารินจะได้รับมันสูงมาก ที่อาคมรู้ก็เพราะเขาเองก็อยู่ได้ด้วยเงินนั้นเช่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้มันมีอยู่มากแต่ถูกบางคนใช้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูเบิกออกไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง บ้านหลังเก่าก่อนที่เขาจะพาอารินหนีออกมา เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างมันถูกนำไปขายหมดแล้ว กระทั่งเครื่องเพชรที่คุณแม่มีเก็บไว้ในตู้เซฟก็ถูกเอาไปจนหมด เหลือไว้แค่บ้านเปล่าๆ ที่ชื่อจะยังคงเป็นของอาคมและอาริน ผู้ถือครองร่วมกัน

        ดังนั้นถ้าอารินถูก 'คนคนนั้น' เจอตัวและอ้างสิทธิ์ดูแลในฐานะผู้ปกครอง ก็อารินจะกลับไปอยู่ในความดูแลของคนคนนั้น และเขาจะไม่มีวันให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด

        "นายควรจะใจเย็นให้มากกว่านี้นะ ถ้าอธิบายเหตุผลอีกฝ่ายน่าจะรับฟัง" เจนภพเข้ามาห้ามปราม ถึงจะไม่เห็นด้วยกับที่รุ่นพี่พูดมาเพราะไม่รู้สถานการณ์ แต่อาคมเองก็ผิดที่ไม่เคารพกฎกติกา

        "ถ้าฉันบอกไปว่าพ่อแม่ฉันตายไปแล้ว ทั้งครอบครัวตอนนี้มีแค่ฉันกับอารินสองคนพี่น้องคิดว่ามันจะยอมรับได้เหรอ พวกมันไม่เชื่อหรอกจนกว่าฉันจะเอาหลักฐานมายืนยันว่าตายแล้ว หรือต้องให้ฉันขุดศพพ่อกับแม่ขึ้นมายืนยันต่อหน้า"

        เสียงของอาคมดังมากจนทำให้สาขาอื่นที่กำลังสนุกกันอยู่ถึงกับต้องหยุดและเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เหตุการณ์ที่รุ่นน้องอาละวาดต่อรุ่นพี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ และอยากรู้ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง ตอนนี้มีคนมามุงดูและสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น

        "ช่วยไม่ได้ก็รุ่นพี่ไม่รู้เรื่องนี้นี่นา เดี๋ยวฉันจะช่วยพูดให้เอง" เจนภพพยายามห้ามปราม เขารู้จักอาคมดีว่าถ้าเดือดแล้วยากที่จะมีคนหยุดได้ ยิ่งไปกว่านั้นหากเป็นเรื่องของน้องสาวไม่มีทางจะยอมลงได้ง่ายๆ จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง ถือว่าเป็นโชคดีที่นี่เป็นโลกแห่งความจริงที่มีกฎหมาย ไม่อย่างนั้นรุ่นพี่คนนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

        แล้วก็หันไปมองรุ่นพี่ผู้ชายที่หน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าอาคมจะมีนิสัยแบบนี้ผิดกับบุคลิกตอนแนะนำตัวที่สุภาพและเป็นมิตร และจากที่ได้ยินอาคมพูดมาก็เข้าใจแล้วว่าเขาเป็นคนพูดไม่ดีก่อน

        "ให้ตายสิ พวกคุณนี่ชอบย้อนเกล็ดของมังกรเสียเหลือเกินนะ แถมยังเป็นมังกรหวงไข่อีกด้วย"

        มันเป็นเรื่องน่ารำคาญที่ต้องมาแก้ปัญหาให้ ถ้าขืนให้อาคมอาละวาดก็จะกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต คนเดียวที่หยุดไม่ให้เกิดปัญหาได้คงมีแค่เจนภพเท่านั้น ตอนนี้เขาอยู่คั่นกลางระหว่างรุ่นพี่คนที่พูดจาไม่ดีกับอาคม เพราะถ้าหากเขาเดินออกมามั่นใจได้เลยว่าอาคมจะต้องตรงเข้าไปซัดหน้าอย่างแน่นอน

        "รู้ไหมครับว่าการที่พวกเราสองคนมาร่วมกิจกรรมนี้ก็เพื่อให้เกียรติพวกคุณในฐานะรุ่นพี่ของพวกเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกคุณจะใช้ความคิดเห็นส่วนตัวไปพูดจาถากถางคนอื่นได้ กรณีของอาคม...อย่างที่รุ่นพี่พึ่งจะได้ยินไป พ่อแม่ของเขาเสียไปแล้ว และน้องสาวก็อยู่ในสภาวะอารมณ์ที่อาจจะทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ได้ทุกเมื่อ การที่พวกคุณมองว่าเด็กมัธยมน่าจะเดินทางกลับบ้านเองได้ แน่นอนว่ามันไม่ผิด แต่มันไม่ใช่กับทุกคนที่จะทำได้"

        จากนั้นเจนภพก็หันไปมองรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอสะดุ้งทันทีเพราะไม่รู้ว่าทำไมเจนภพถึงหันมาที่เธอ

        "รุ่นพี่ยังคงจำเด็กผู้หญิงคนที่มานั่งอยู่หน้าห้องสัมภาษณ์ได้สินะครับ" พอถามออกไป รุ่นพี่ผู้หญิงคนนั้นก็ทำหน้าร้องอ๋อ เจนภพเห็นว่าจำได้แล้วก็พูดต่อว่า "นั่นเป็นน้องสาวของอาคมครับ ทีนี้คงรู้แล้วใช่ไหมครับว่าทำไมถึงเป็นห่วงมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าปล่อยให้อยู่ตัวคนเดียวมีความเป็นไปได้ที่สภาพจิตใจตอนที่สูญเสียพ่อแม่จะกลับมา"

        แน่นอนว่ามันเป็นแค่การพูดกล่าวอ้างไปเรื่อยโดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ในตอนนั้นถ้าเป็นรุ่นพี่ที่มาเพื่อขอรายชื่อกับเบอร์โทรศัพท์จะต้องคุ้นตากับอารินที่นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ภาพของเด็กหญิงที่หน้าตาเหมือนตุ๊กตากระเบื้อง ที่ไม่ว่าจะจับแต่งตัวในชุดไหนก็น่ารักไปซะทั้งหมด ไม่แปลกเลยที่ใครๆ จะอยากสนิทสนมด้วย แต่พอใครเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ทำท่าจะดึงสัญญาณขอความช่วยเหลือทุกครั้งไป

        "และผมขอพูดตรงนี้เลยนะครับว่าตราบใดก็ตามที่ไม่กระทบต่อความรู้สึกของพวกเรา การให้ความร่วมมือจะเป็นไปได้ด้วยดีจนจบกิจกรรม การที่พวกคุณไม่ได้มีกำหนดการที่แน่ชัดก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นจนได้ คุณทราบหรือเปล่าครับว่าเขาต้องทำงานไปด้วย เลี้ยงดูน้องไปด้วย...คงไม่สินะ พวกคุณมองว่านักศึกษาเข้าใหม่อย่างพวกเราคงต้องให้ความสนใจเรื่องการเรียนก่อนเป็นอันดับแรก แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดมาก"

        แม้จะเป็นคำพูดที่ดูนิ่งเรียบเหมือนกับการพูดธรรมดา แต่มันกลับตบหน้าพวกรุ่นพี่ปีสองและสามที่อยู่ด้วยจนหมด ปัจจุบันนี้หายากที่จะมีคนที่ทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าตอนนี้พวกรุ่นพี่เองก็ขอเงินจากพ่อแม่เหมือนกัน และนั่นทำให้พวกเขาพูดไม่ออกโดยเฉพาะคำพูดที่ใช้อยู่ประจำว่า 'พวกคุณจะไปทำงานอะไรกับใครที่ไหนได้ ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้' ในขณะที่พวกเขาเองยังไม่ได้ทำงานเลยด้วยซ้ำ

        "ถ้าพวกคุณอยากให้พวกเรามีความเคารพก็ต้องมีขอบเขตให้กันบ้าง ไม่ใช่สักแต่จะใช้คำพูดที่ว่า 'ทุกคนเขาก็โดนเหมือนกัน' เพื่อบังคับให้อยู่ร่วมจนบรรลุวัตถุประสงค์ของพวกคุณ รู้หรือเปล่าว่ากิจกรรมของพวกคุณทำให้อาคมสูญเสียรายได้ไปถึงสามวัน มันเป็นสามวันที่โหดร้ายสำหรับคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัวในตอนนี้ ที่เขาไม่พูดเรื่องนี้ออกมาเพราะยอมรับว่ามันเป็นกฎของมหาวิทยาลัยที่ช่วยไม่ได้"

        อาคมยังอารมณ์เกรี้ยวกราดแต่ก็ใจเย็นลงขึ้นมาก แม้มือจะยังกำแน่นและอยากจะชกหน้าคนที่พูดประโยคเมื่อสักครู่แค่ไหนก็ตาม แต่เจนภพจะต้องหยุดเขาเอาไว้แน่นอน และรุ่นพี่คนนั้นก็ปากหนักเกินกว่าจะกล้าเอ่ยคำขอโทษออกมา เป็นแค่ศักดิ์ศรีงี่เง่าที่กลัวจะถูกมองว่าไม่สามารถควบคุมรุ่นน้องได้ ยิ่งตอนนี้เจนภพออกมาพูดแทนให้ทำให้สถานะของรุ่นพี่ปีสองกลายเป็นคนเลวร้ายขึ้นมาทันที

        "มันก็จริงที่พวกแกอาจจะเป็นรุ่นพี่เพราะแค่บังเอิญเข้าเรียนก่อน ฉันไม่สนหรอกว่าใครจะมองฉันดีหรือไม่ดี ฉันเข้าเรียนที่นี่ก็เพื่อวุฒิการศึกษาไว้สำหรับสมัครงานเท่านั้น อยากให้เข้าใจตรงนี้ด้วย ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคารพพวกแก แต่ตอนนี้พวกแกทำตัวให้ฉันไม่รู้สึกว่าอยากเคารพต่างหาก" ชายหนุ่มกล่าวเสียงดังมาก ท่าทางก็พร้อมจะเอาเรื่องกับทุกคนที่พยายามขัดขวางไม่ให้เขาเข้าไปชกหน้ารุ่นพี่คนนั้น

        อาคมในตอนนี้น่ากลัวมากราวกับเป็นคนละคน รุ่นพี่หลายคนไม่กล้าจะเข้ามาใกล้เพื่อยับยั้ง โดยเฉพาะผู้ชายปีสองไม่กล้าเดินเข้ามาเพราะอาคมส่งสายตาประมาณว่า 'เข้ามาเจอซัดไม่เลี้ยงแน่' มีเพียงแค่เจนภพคนเดียวที่กล้ายืนขวางเอาไว้

        "นายควรจะใจเย็นกว่านี้นะอาคม สงบสติอารมณ์ซะ คำพูดแบบนั้นมันทำให้นายเสียหาย ยังไงนายก็ต้องอยู่ที่นี่อีกตั้งสี่ปี และคนพวกนี้ก็คือรุ่นพี่ของพวกเรา อย่าลืมนะว่าถ้านายไม่ผ่านกิจกรรมพวกนี้มันจะมีผลต่อการสมัครงานในบริษัทด้วย เพื่ออนาคตของนายกับน้องสาว ตอนนี้ฉันอยากให้นายใจเย็นก่อน" เจนภพบอก อย่างแรกคือทำให้อาคมกลับมาเป็นคนมีเหตุผลให้ได้เสียก่อน

        "เรื่องนั้นฉันรู้โว้ย แต่ไอ้บ้านั่นมาพูดแบบนั้นฉันยอมไม่ได้เหมือนกัน"

        "ก็จริงที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการที่ใช้คำพูดแบบนั้นเพื่อรั้งตัวนายเอาไว้ แต่เพราะนายไม่อธิบายให้พวกเขาเข้าใจต่างหากว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง ในขณะที่รุ่นพี่เองก็ผิดที่ไม่ฟังเหตุผลและเอาแต่ใจตัวเอง"

        อาคมเริ่มใจเย็นลงบ้างแต่ก็ยังแสดงท่าทางไม่พอใจ เจนภพรู้ว่าอาคมไม่ใช่คนที่ไร้เหตุผลขนาดที่คุยกันไม่รู้เรื่อง แค่มีคนไม่รู้เบื้องหลังไปจุดชนวนระเบิดขึ้นมาเท่านั้น กับอาคมที่สามารถต่อยหน้าผู้ร้ายถือปืนที่ก่อเหตุระเบิดเมืองที่เคยเป็นข่าวใหญ่ได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน กะอีแค่ชกหน้าคนคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เจนภพรู้ดีว่าเมื่อได้ลองก้าวข้ามเรื่องอันตรายที่ถึงแก่ชีวิตไปครั้งหนึ่งแล้ว การทะเลาะวิวาทจึงไม่ต่างอะไรกับแมลงวันน่ารำคาญ

        ตอนนี้อาคมยังมีท่าทีกระฟัดกระเฟียดและเดินไปหากระเป๋าสะพายจากกองกระเป๋าของทุกคน ไม่มีใครพยายามจะห้ามปรามหรือทำอะไรเพื่อบอกให้หยุดหลังจากเห็นคนที่พร้อมจะอาละวาดได้ทุกเมื่อ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะหลีกเลี่ยง แม้แต่ผู้หญิงก็ตามอาคมยังตวัดสายตาโหดๆ ใส่ทำเอาไม่มีใครกล้าพูดกับเขาสักคนเดียว

        เจนภพไม่ได้กังวลว่าอาคมจะมองหน้าพวกรุ่นพี่ไม่ติด เขารู้ว่าอาคมไม่มีทางสนใจเรื่องพวกนี้เด็ดขาด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาแล้วก็อาจจะทำให้พวกรุ่นพี่ไม่อาจควบคุมรุ่นน้องได้อีกเช่นกัน มันเป็นการรักษาศักดิ์ศรีในฐานะของรุ่นพี่ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการบางอย่างที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์นี้

        "ถ้าต้องการให้ปัญหาคลี่คลาย สำหรับอาคมรุ่นพี่ควรจะเข้าใจด้วยนะว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะหาเรื่อง ถ้าคำพูดนั้นไม่หลุดออกมาจากปากรุ่นพี่ เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ข้อเสนอของผมก็คือให้อาคมเลิกได้ตอนบ่ายสามโมงครึ่ง นี่ไม่ใช่สิทธิพิเศษแต่อยากให้ทุกคนที่นี้เข้าใจด้วยว่ากิจกรรมนี้มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาระงานของเขา หรือถ้ารุ่นพี่ยังคงต้องการให้เขาอยู่จนถึงตามเวลาที่กำหนดจากนี้ก็ขอให้พูดคุยด้วยตัวเอง ผมจะไม่ขอห้ามปรามหรืออะไรอีกเพราะถือว่าช่วยเป็นคนกลางเจรจาให้แล้ว ที่ทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันพังลงเพราะคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่พูดออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด กับคนบ้าคนหนึ่งที่เดือดง่ายเกินไปเมื่อมีคนพูดจาไม่ดีกับน้องสาว"

        เจนภพโยนปัญหาให้กับรุ่นพี่ผู้หญิงที่ทำตัวเป็นหัวหน้าทีมปีสองในการควบคุมดูแลรุ่นน้อง เป็นตัวตั้งตัวตีในการกำหนดกิจกรรมต่างๆ พอต้องมารับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เหมือนมีแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้เธอต้องตัดสินใจ เพราะอาคมต้องการคำตอบจากปากของเธอเดี๋ยวนี้

        มันเป็นเรื่องแย่มากที่โดนรุ่นน้องปีหนึ่งกดดันขนาดนี้ เธอแทบอยากจะร้องไห้และวิ่งหนีไปให้พ้นๆ แต่การที่เธอเป็นผู้นำของปีสองเลยหนีไปจากที่ตรงนั้นไม่ได้ มันเป็นความจริงที่ทุกคนปรึกษากันแล้วว่าจะให้อาคมที่เล่นมายากลได้ลงประกวดรุ่นน้องดาวเด่น ก็เลยไม่อนุญาตให้เลิกก่อนเวลาได้ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าเขาจะมีเบื้องหลังเป็นละครชีวิตที่ไม่ธรรมดาขนาดนี้ เธอพยายามส่งสายตามองไปยังเพื่อนร่วมรุ่นที่มองด้วยสายตาคาดหวัง เมื่อช่วยอะไรไม่ได้ก็ตัดสินใจยอมรับข้อเสนอที่เจนภพบอกมา

        ในที่สุดปัญหานั้นก็ได้คลี่คลาย แต่ก็ทำให้บรรยากาศของกิจกรรมในช่วงบ่ายมันกระอักกระอวน รุ่นพี่ปีสองเกิดความกังวลจนไม่กล้าออกคำสั่งกับรุ่นน้องปีหนึ่งมากนักหลังจากที่เห็นอาคมอาละวาดใส่ กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเมื่อสักครู่นี้ขึ้นมาอีก ซึ่งเจนภพมองว่าปัญหาทั้งหมดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้ารุ่นพี่มีความเป็นผู้ใหญ่มากพอจะรับฟังเหตุผล และอาคมไม่ใช่คนอารมณ์ร้าย

        แต่ที่บรรยากาศช่วงบ่ายดูอึดอัดมันเป็นเพราะสายตามุ่งร้ายของอาคมที่ไม่พอใจต่อคำพูดของพวกรุ่นพี่ จนเมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมงครึ่งอาคมก็คว้ากระเป๋าแล้วเดินจากไป ทำให้บรรยากาศมันเบาลง เจนภพที่เป็นคนกลางและดูท่าจะสนิทกับอาคมถูกเรียกไปพูดคุยกับรุ่นพี่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่มองหน้ากันไม่ติดในวันพรุ่งนี้ เพราะจากที่ได้ยินอาคมพูด เขาจะต้องมาอีกสองวันและคงไม่ดีแน่ถ้าอาคมทำให้บรรยากาศมันเสีย

        ต้องขอบคุณที่เจนภพเป็นคนมีเหตุผล แถมยังรู้จักกับอาคมดีกว่าใคร ไม่รับปากว่าพรุ่งนี้จะช่วยควบคุมให้แต่จะพยายามจะไม่ให้ก่อปัญหาอะไรมาก ทั้งนี้ก็ต้องขอให้พวกรุ่นพี่ปีสองเข้าใจด้วยว่าอาคมไม่ใช่คนที่มองข้ามเรื่องเล็กน้อยเกี่ยวกับน้องสาว แต่อาคมก็เป็นคนใจกว้างพอที่จะรับฟังคำขอโทษ แม้พวกเขาจะเป็นรุ่นพี่ที่เข้าเรียนเร็วกว่าก็ตาม แต่ถึงยังไงอาคมก็อายุมากกว่าอยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะยอมรับเรื่องแบบนี้ได้หรือเปล่า




เป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ คนที่หยุดอาคมตอนอาละวาดได้มีแค่เจนภพเท่านั้น

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 59 ครั้ง

29 ความคิดเห็น

  1. #13939 MarsWell (@spit) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:57
    อาคมกับเจนภพ นีมันคู่จิ้นชัดๆ
    #13939
    0
  2. #13845 RealRD (@RealRD) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:37
    ในมหาลัยหลายแห่งกะมีอาจารย์สายจิตวิทยา น่าจะมาช่วยกันคิดหากิจกรรมรับน้องที่เข้าที  มีประโยชน์  เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างชั้นปี  ไม่ใช่ปล่อยให้นักศึกษาจัดกันเอง  อ้างอาจารย์เป็นแค่ที่ปรึกษา  กิจกำรับน้องเลยกลายเป็นกิจกำไร้สาระ  น่ารำคาญ  มีโทษมากกว่าประโยชน์  เปิดโอกาสให้รุ่นพี่เข้ามาเบ่งจีบสาว  แกล้งรุ่นน้องไปวันๆ  พอหมดกิจกำกะตัวใครตัวมัน  ไม่เห็นรุ่นพี่จะช่วยเหลือรุ่นน้องอย่างไร  ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป  มันน่าจะเลิกจัดไปได้นานแล้ว
    #13845
    1
    • #13845-1 dOjOb (@dojob) (จากตอนที่ 373)
      5 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:47
      ผมเห็นด้วยนะ แต่จะให้ชัวส์ ผมว่า ทางสถาบัน ควรจัดวิทยากร แถมกับกฏระเบียบการรับน้องใหม่ ให้กับรุ่นพี่ คือ เปลี่ยนแนวให้สนใจบุคคลมากขึ้น ผมเข้าใจนะ ถ้าไม่มีรุ่นพี่ สถาบันคงไม่อยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่การรับน้อง ไม่ใช่ต้องแบบ มีการตาย อย่างที่เป็นข่าว ดังนั้น ควรจัดวิทยากร มาให้ความรู้ เป็นรุ่นพี่ ให้พี่เค้ารับน้องอย่างสร้างสรร อย่างเทพ แต่ถ้าใครอยากเป็นอย่างมาร สถาบันก็ต้องออกระเบียบป้องกัน ยับยั้ง คาดโทษ ลงโทษ ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้น่าจะหายไป และเป็นการสร้างระบบและชื่อเสียงของรุ่นพี่ ต่อการรับน้องของรุ่นต่อไปอีกด้วย ... dOjOb
      #13845-1
  3. #13844 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:11
    กำลังหนุก อิ อิ
    #13844
    0
  4. #13842 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:59
    คู่นี้นี่ เป็นระยะ ๆ เลยนะเนี่ย 
    #13842
    0
  5. #13841 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:23


    โอลาฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

    #13841
    0
  6. #13840 คุณสามี (@SoulBladeMaster) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:55
    อื้ม ก็เห็นแบบนี้เกือบทุกมหาวิทยาลัย เมื่อใดให้อำนาจแก่ผู้ที่ไร้ความสามารถ และไร้ความรับผิดชอบ อารมณ์จะกลายเป็นเหตุผล เหตุผลที่ถูกต้องจะโดนบิดเบือน เพื่อสนองความต้องการของ....ผู้มีอำนาจ....
    #13840
    0
  7. #13839 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:31
    5555+
    งานงอก
    ส่วนอาคม เป็นคู่จิ้นของคณะเฉยยย
    เราว่าจะไม่เชียร์ระนะ
    ตอนนี้ เชียร์คู่นี้นี่แหล่ะ
    #13839
    0
  8. #13838 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:15
    ซิก ซิก... คุณพี่ผิดไปแล้วค่ะ คุณน้องได้โปรดยกโทษให้ด้วยนะคะ
    คุณพี่แค่อยากให้พวกเราทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้นเองค่ะ... กระซิก กระซิก.....
    #13838
    0
  9. #13837 Ggggib (@123ggg) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:07
    ทำไมเราจิ้น คำพูดของอาคมมันชวนให้คิดลึกมากเลย 5555+
    #13837
    0
  10. #13836 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:01
    เกือบได้เรียกเลือดแล้วงานนี้
    #13836
    0
  11. #13835 deknoomza (@deknoomza) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:46
    ทำไมพระเอกไม่บอกให้อาคมเอาเงินที่ได้จากเกมไปแลกเป็นเงินแล้วไม่ต้องทำงาน เพราะเงินที่ได้จากร้านน้ำยาก้อเงินอารินทั้งนั้นพระเอกเอาไปถลุงหมดไม่แบ่งแถมเงินที่ฆ่ามอนก้อของอาคม ถ้าบอกอาคมไม่ยอมรับเงินพระเอกก้ออ้างอารินมันก้อยอมละ และได้อยุ่กับน้องมากขึ้นไม่ต้องใหเอารินอยุ่บ้านคนเดียวไม่ต้องไปรับงานข้างนอก
    #13835
    1
    • #13835-1 วิญญาณสีคราม (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 373)
      4 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:21
      เอ่อ...จะบอกว่าเกี่ยวกับรายได้จากร้านน้ำยา กำไรทั้งหมดหารสามครับ และราล์ฟก็เอาเงินส่วนกำไรของตัวเองออกมาใช้ ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับกำไรของคนอื่นเลย หรือก็คือ เงินของอาคมกับอารินอยู่ครบทุกเหรียญทอง
      #13835-1
  12. #13834 alek886 (@alek886) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:16
    น่าจะกระทืบรุ่นพี่ก่อนนะค่อยห้าม
    #13834
    0
  13. #13833 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:35
    อิอาคมแพ้เหตุผลที่เถียงไม่ออก เพราะเหตุผลของโอลาฟ มันชอบเอาอารินมาเป็นเหตุผล ยังไงอาคมก็แพ้โอราฟวันยันค่ำ
    #13833
    0
  14. #13832 Index-me (@Index-me) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:34
    ผัวเมัยกันเขาต้องหยุดกันได้---เเค่กๆ เมื่อกี้เเค่ละเมอ(?)ค่ะ! วอนอาคมอย่าเอามีดมาจ่อกันแบบนี้สิคะ!!
    #13832
    1
  15. #13831 Yoku Akanso (@wangyu) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:29
    เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อสามีอย่างอาคมอาละวาดคนที่เอาอยู่มีแต่ศรีภรรยาอย่าราล์ฟเท่านั้น...!

    //คนเขาดราม่ากันเรายังจิ้นต่อไป

    ไม่ชอบกิจกรรมรับน้องจริงๆค่ะ บ้าบอมากๆเลย ทั้งเรื่องร้องเพลงทั้งเต้น
    #13831
    1
    • #13831-1 Kenzama (@kenzama) (จากตอนที่ 373)
      4 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:12
      เห็นด้วยเลยครับ กิจกรรมรับน้องนี่ถ้าเจอรุ่นพี่บ้าอำนาจก็ซวยไป ทำใจได้อย่างเดียว
      ถ้าเต้นบ้าเต้นบอยังพออนุโลมเพราะเป็นการละลายพฤติกรรม แต่ให้เต้นยั่ว ดื่มกินของชวนอ้วกหรือเคี้ยวต่อๆกันนี่มันก็โรคจิตเกินไป บางทีคนเป็นโรคหอบบอกรุ่นพี่แล้วไม่เชื่อหาว่าหลอกลวงเอาตัวรอดจาถึงขั้นหามห้องพยายาลกันก็มี
      #13831-1
  16. #13830 Peeke JeedJade (@peekejeedjade) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:22
    กำ กลายเป็นว่าอาคมที่มีปัญหา 5555
    #13830
    0
  17. #13829 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:16
    มันก็เป็นเรื่งจริงที่บางคนแก่เพราะอยู่นาน ไม่ได้แก่ประสบการณ์ สักแต่ว่าตูแก่กว่า ใครอ่อนกว่าต้องฟังตู

    ทั้งที่ในหัวไม่มีห่านอะไรเลยแท้ๆ
    #13829
    0
  18. #13827 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:38
    ขอบคุณมากค่ะ สรุปพระนางเรื่องนี้คงไม่ใช่... แค่กๆๆ----
    #13827
    0
  19. #13826 Shenoraq (@shinora) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:22
    โอ๊ย ความสามีภรรยานี้ ฮือออออออออออออ
    ราล์ฟเป็นคนเดียวที่หยุดอาคมได้ หยุดหัวใจรึเปล่าค้า-- แค่กๆ
    #13826
    0
  20. #13825 Owari Time's (@desiccator) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 07:14
    คนที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยในโลกเราจริงๆมันก็มีอยู่ไม่น้องเลย ไม่ใช่เหรอครับไรท์ หรือว่าไรท์ไม่เคยเจอคนแบบนี้เลย
    #13825
    2
    • #13825-1 White_Lilys (@lolipopkungs) (จากตอนที่ 373)
      4 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:51
      เราว่าอยู่ที่สังคมค่ะ
      ปัจจุบันเราเรียนมหาลัยปี2 เพื่อนในคณะเรามีประมาณ 100 นิดๆ ในจำนวน 100 นิดๆนี้มีคนที่ทำงานไปเรียนไปไม่ถึง 10 คนค่ะถ้านับเฉพาะที่ทำงานหาเงินเรียนเองนะคะ ส่วนอีกกลุ่มคือรับงานอีเว้นท์ , พาร์ทไทม์ กลุ่มนี้จะทำงานเพื่อหาเงินใช้และลดภาระจากทางบ้านมากกว่าค่ะ ไม่ถึงกับส่งตัวเองเรียน
      อย่างอาคมนี่เป็นประเภทแรกที่ตัวเองหาเงินเรียนเอง นับว่าหายากค่ะ โดยเฉพาะเป็นเสาหลักครอบครัวที่หยุดงานปุ๊บเงินก็ไม่ได้เลย ไม่เหมือนกันคนที่มีครอบครัวซึ่งอาจจะเบิกหรือขอยืมมาโปะไว้ก่อนได้ค่ะ รวมๆแล้วเราว่าคนที่ทำงานไปเรียนไปด้วยแบบจริงจังมันค่อนข้างน้อยเลยแหละ
      #13825-1
    • #13825-2 Shade shadow (@shinshade) (จากตอนที่ 373)
      4 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:42
      ถ้าระดับป.ตรี ส่งตัวเองมีน้อยยิ่งกว่าน้อยครับในมหาลัยปิด เพราะ จันทร์-ศุกร์ไม่มีใครให้หยุดงานกันเท่าไรหรอก ยิ่งบอกกิจกรรมรับน้องมักเป็น ป.ตรี มากกว่า ป.โท และ ถ้ามหาวิทยาลัยเปิดมักจะเลี่ยงเรื่องการรับน้องกันได้

      ซึ่งอ่านแล้ว เลี่ยงการนับน้องไม่ได้ มักเป็น ปริญญาตรี และเป็นมหาวิทยาลัยปิดมากกว่า ซึ่งน้อยมากที่จะหลุดคนที่ทำงานเป็นเสาหลักครอบครัว แล้วจะเข้ามาเรียน
      #13825-2
  21. #13824 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:11
    เอาคำตอบหรือเอาทีนเดฟอน 55
    #13824
    0
  22. #13823 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:25
    5555+
    คือ อยากได้คำตอบหรืออยากโดนตบเกรียน??
    #13823
    0
  23. #13822 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:51
    แทงกิว
    #13822
    0
  24. #13821 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:04
    ชอบบรรยากาศเวลาที่ราล์ฟกับอาคมคุยกันอ่ะแลดูละมุน ตั้ลล้ากกกก<3
    #13821
    0
  25. #13820 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 373)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 14:09
    พัทธมิตรอสูรโดยมีเพลเยอร์ควบคุมอยู่เบื้องหลัง 
    #13820
    0