[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,994 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,083 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,265

    Overall
    1,473,994

ตอนที่ 372 : บทที่ 26 การต่อสู้ที่สวนหลังบ้าน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3812
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 40 ครั้ง
    1 ก.พ. 60

บทที่ 26 การต่อสู้ที่สวนหลังบ้าน

 

        มันเป็นเวลาช่วงเช้ามืดที่ปัจจุบันคนในเมืองแทบจะยังไม่ตื่นกันสักเท่าไหร่นัก บ้านกิตตินนท์ที่ปกติแล้วจะเปิดไฟเฉพาะห้องครัววันนี้กลับเปิดสว่างทั้งบ้าน เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับเพื่อนบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามและกำลังจะเตรียมตัวไปเปิดร้านขายข้าวราดแกงในตอนเช้า และยิ่งรู้สึกแปลกใจมากกว่าที่เห็นเจ้าของบ้านออกมายืนทำท่ากายบริหารอยู่บริเวณหน้าบ้าน จึงเผลอมองท้องฟ้าที่เห็นเมฆเริ่มตั้งเค้ามาแต่ไกลคิดได้เพียงอย่างเดียวว่าจะต้องนำร่มติดตัวไปด้วย

        แต่ภายในบ้านนั้นก็ให้บรรยากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะการแต่งกายของหญิงสาวรูปงามที่พึ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน เป็นชุดออกกำลังกาย โชว์สัดส่วนบริเวณหน้าท้องที่ผู้ชายเห็นยังต้องหวั่น ท่อนแขนที่เนียนสวยมีกล้ามเนื้อที่สมบูรณ์ สภาพจิตใจบ่งบอกชัดเจนว่าพร้อมที่จะต่อสู้ทุกเมื่อ คนธรรมดาไม่มีทางรับรู้ได้เลยว่าเวลานี้ภายในบ้านมีแรงกดดันมากน้อยเพียงใด

        เจนภพสวมเสื้อกับกางเกงวอร์มกำลังเตรียมจดรายการของที่ต้องไปซื้อ จัดการเรื่องหุงข้าวและซักเสื้อผ้าจนเสร็จมันก็ถึงเวลาแล้ว สภาพจิตใจไม่ได้กระหายการต่อสู้ คิดแต่เพียงว่าอยากให้เรื่องมันจบโดยเร็วที่สุด เทียบกันในเรื่องของวรยุทธ์เจนภพถือได้ว่าเป็นเด็กฝึกหัดคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงฝึกปรือพื้นฐาน ไม่ใช่กับคู่ต่อสู้ของเขา...ซูหลิน เธอคนนี้อยู่ในระดับศิษย์ภายใน หากใช้ตรรกะของลำดับในสำนัก

        วิลาวรรณตามมาในภายหลัง ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าคนที่ต้องสู้เสียอีก เหตุผลที่ต้องมาอยู่ก็เพื่อยับยั้งหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน กับซูหลินเธอคงจะไม่ต้องทำอะไรมากเพราะเป็นผู้ฝึกยุทธ์น่าจะมีความยับยั้งชั่งใจอยู่พอสมควร แต่ที่กังวลที่สุดก็คือเจนภพ...ลูกชายของเธอต่างหาก ในกรณีที่ไม่ได้จริงจังก็ไม่เป็นอะไร สิบห้านาทีในการต่อสู้ถือเป็นขีดจำกัดสูงสุดก่อนเครื่องจะร้อน และจะเป็นการยากที่จะรับมือได้ ซูหลินอาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้นถ้าจะสู้กับเขาในขณะนั้น

        หลังบ้านไม่ได้กว้างถึงขนาดมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้มากนัก แต่ก็เพียงพอจะใช้เป็นสนามประลองได้ ของที่เคยวางระเกะระกะถูกนำไปวางอิงแอบที่โกดังเครื่องมือ ทำให้พื้นที่มันกว้างขึ้นมาเล็กน้อย

        เจนภพกับซูหลินยืนเผชิญหน้าห่างกันราวห้าเมตร ในด้านการเตรียมความพร้อมทั้งคู่ปราศจากความลังเล แม้ว่าเจนภพจะเป็นผู้ชายแต่ก็ฝึกต่อสู้กับคุณแม่ที่เป็นเพศตรงข้ามมาหลายครั้งแล้ว จิตใจจึงไม่ถูกสั่นคลอนได้โดยง่าย เช่นเดียวกันกับซูหลินที่ประเมินฝีมือคร่าวๆ แล้วว่าด้านลมปราณเธอมีความเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่คิดจะประมาทโดยเด็ดขาด

        "เงื่อนไขก็คือต่อสู้กันภายในสิบห้านาที หลังจากนั้นจะอนุญาตให้ยอมแพ้ได้ อย่าส่งเสียงดังให้รบกวนเพื่อนบ้านมากนัก ห้ามใช้กระบวนท่าที่อาจจะทำให้ถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตได้ จะใช้ลมปราณก็ได้แต่ห้ามทำลายชีพจรหรือเส้นเอ็นเหมือนในหนังที่แม่ดูบ่อยๆ อย่าให้บอบช้ำจนต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานเป็นเดือนๆ นะ แม่ยังอยากกินข้าวอร่อยๆ ทุกวัน ถ้าเห็นว่าอันตรายแม่จะเข้าไปห้ามทันทีเข้าใจใช่ไหม...ดีมาก ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มได้"

        เมื่อได้รับสัญญาณให้เริ่มการต่อสู้ มันเป็นช่วงเวลาพริบตาเดียวเท่านั้นที่ดวงตาของเจนภพเบิกกว้าง สมองประมวลผลลัพธ์ทั้งหมดอย่างรวดเร็ว ซูหลินเพียงถีบพื้นครั้งเดียวก็มาประชิดตัวพร้อมด้วยจิตสังหารที่รุนแรง ฝ่ามือซัดเข้ามาราวกับเป็นหอกที่ทะลวงได้ทุกสรรพสิ่ง นี่อาจจะเป็นวิธีพิฆาตในกระบวนท่าเดียว แต่น่าเสียดายที่คู่ต่อสู้ของเธอคือเจนภพ ผู้ที่มีความยืดหยุ่นในการแปลงค่าคลื่นสมอง เสี้ยววินาทีของเขาจึงมีความยาวนานกว่าคนธรรมดา คำนวณทิศทางและวิธีการรับมือโดยไม่ให้ได้รับผลกระทบที่รุนแรง จำลองสถานการณ์และอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้และเลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

        ตัดสินใจเสร็จก็เคลื่อนไหวปัดการโจมตีนั้นออกไปให้พ้นตัว ซูหลินไม่ได้ตื่นตระหนกเมื่อถูกป้องกัน ชักมือกลับมาและจู่โจมซ้ำในท่าเหวี่ยงฟาด ถึงจะเป็นท่าเหวี่ยงธรรมดาแต่จากความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อแล้วมันคงไม่ต่างจากแส้ จึงไม่อยากเสี่ยงรับการโจมตีและก้มหลบเพื่อถอนตัวออกมา ผ่านไปแล้วสามวินาทีมันมากพอจะทำให้เจนภพรู้จักความร้ายกาจของซูหลินมากขึ้นจนอยากจะยอมแพ้

        ซูหลินไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่เห็นเจนภพหลบการโจมตีได้ เธอไม่ได้จงใจจะจบการโจมตีในกระบวนท่าเดียวแค่อยากไล่ต้อนให้เจนภพยอมเอาจริงขึ้นมาสักนิดก็ดี และเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ผิดไปจากที่วิลาวรรณคุยโว สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกลมปราณกับวรยุทธ์อย่างจริงจัง รอดพ้นจากการถูกจู่โจมในชั่วพริบตาที่แม้แต่ศิษย์สายนอกบางคนยังต้องมีบอบช้ำภายในได้ด้วยการหลบหลีกเพียงเล็กน้อย ฝีมือต้องไม่ได้มีแค่นี้แน่

        "ฝีมือไม่เลว จากนี้ไปจะไม่มีการออมมือ"

        ลมหายใจของซูหลินเปลี่ยนไป เจนภพไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับวรยุทธ์สักเท่าไหร่แต่ก็เข้าใจว่ามันสัมพันธ์กับจังหวะการหายใจ ทุกการเคลื่อนไหวย่อมต้องมีลมหายใจพอรู้สึกว่าลมหายใจเปลี่ยนไปก็ต้องจำแนกทันทีว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวรูปแบบใด ถึงจะไม่มีวรยุทธ์อะไรเลยแต่เจนภพก็มีสมองที่วิเคราะห์ได้จากประสบการณ์ของตัวเอง และพบว่าการโจมตีนี้จะดุดันมากขึ้น

        ข้อได้เปรียบคือชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเจนภพจะวิเคราะห์และหาวิธีรับมือได้ แม้จะรู้เรื่องนั้นแต่การเคลื่อนไหวของเจนภพไม่ได้รวดเร็วไปกว่าซูหลินเลย มือ เท้า เข่า ศอก แขน ไหล่ ทุกการโจมตีถาโถมใส่รวดเดียวจนยากจะรับมือได้ทั้งหมด สุดท้ายก็พลาดปล่อยให้โดนปลายเท้าเตะแฉลบใบหน้า ปัดเอาแว่นตากระเด็นออกไปตกอยู่ในสวน วิลาวรรณเดินไปเก็บให้และมองดูการประลองต่อ

        คงยากที่จะเชื่อว่าทุกการโจมตีของซูหลินรุนแรงมาก มือของเจนภพชาจนไม่มีแรงจะต้านรับเอาไว้ได้อีก พลังขนาดนี้แทบจะคล้ายกับวิลาวรรณตอนที่นึกอยากจะออกกำลังกายอย่างจริงจังนิดหน่อย และมันก็แรงพอจะทำให้แขนของเขาหักได้ถ้ารับมันตรงๆ ชักอยากจะรู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ฝึกเพิ่มความแข็งแกร่งของมวลกระดูกไปถึงระดับไหนแล้ว ถึงแบบนั้นก็ไม่ใช่ว่าเจนภพจะไม่มีวิธีรับมือเลย เพราะในระหว่างนั้นเขาก็เริ่มควบคุมการหลั่งสารอะดรีนาลีนให้พุ่งพล่านทำให้ปฏิกิริยาเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวด

        วิลาวรรณเห็นการเคลื่อนไหวของเจนภพเร็วขึ้นจากเดิมก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ การไล่ต้อนให้เจนภพมาอยู่ในสภาพนี้ได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ต้องยอมรับแล้วว่ามีฝีมือสมคำร่ำลือ ในความเป็นจริงแล้วมันยากมากที่จะไล่ต้อน แต่เจนภพมีจุดอ่อนอย่างหนึ่งก็คือไม่ชอบการเจ็บตัว คงรู้แล้วล่ะว่าจะยอมแพ้ได้หลังจากเวลาผ่านไปสิบห้านาที ถ้าต้องมาเจ็บตัวตั้งแต่นาทีแรกๆ มันคงไม่ดีแน่

        ซูหลินคาดไม่ถึงเช่นกันว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งนาทีการเคลื่อนไหวของเจนภพนั้นดีขึ้นมาก ก่อนหน้านี้ก็เคลื่อนไหวได้ดีอยู่แล้ว ตอนนี้กลับทำได้ในระดับเดียวกับเธอ ไม่น่าเชื่อว่านี่จะเป็นปฏิกิริยาของคนที่ไม่ได้ฝึกวรยุทธ์หรือใช้ลมปราณได้คล่องแคล่วเช่นเธอ ถึงอย่างนั้นเจนภพกลับไม่มีความคิดที่จะโจมตีกลับมาเลย

        ยิ่งไปกว่านั้นเขากำลังทำในสิ่งที่เหนือสามัญสำนึกของผู้ฝึกยุทธ์ นั่นคือเจนภพไล่ตามการเคลื่อนไหวของเธอมาได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นท่วงท่าแบบเดียวกันในทิศทางตรงกันข้าม เหมือนว่าเธอกำลังสู้กับตัวเองที่สะท้อนออกมาก็ไม่ปาน

        คนที่รู้สึกยินดีกับความเปลี่ยนแปลงอย่างบังเอิญในครั้งนี้คือวิลาวรรณ ไม่คิดมาก่อนเลยว่าเพียงสร้างสถานการณ์ที่กดดัน เจนภพก็จะเข้าใจถึงแก่นของวิชาก้าวเท้าเงาจันทราขั้นที่สอง 'จันทร์สะท้อนลักษณ์' ได้โดยบังเอิญ แต่ถึงกับใช้งานได้คล่องทำให้เธอตื่นเต้นอย่างมากและอยากจะกระโจนเข้าไปร่วมสู้ด้วยใจจะขาด

        ซึ่ง ก้าวเท้าเงาจันทรา ขั้นที่สอง จันทร์สะท้อนลักษณ์ เป็นการอ่านการเคลื่อนไหวและขยับตัวในทิศทางตรงกันข้าม มันเป็นกระบวนท่าสำหรับลอกเลียนแบบวิชายิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเพียงใด และเรามีความเก่งกาจมากพอจะเลียนแบบการเคลื่อนไหว พริบตานั้นจะสามารถศึกษาท่วงท่าทั้งหมดได้ไม่ต่างอะไรกับการขโมยวิชากันซึ่งๆ หน้า ยิ่งกระบวนท่ามีความสมบูรณ์แบบแค่ไหนก็เท่ากับว่าได้วิชาที่สมบูรณ์ติดตัวมาด้วยนั่นเอง เพียงแต่มีบางกรณีที่จะต้องใช้ความเป็นอัจฉริยะเพื่อก้าวข้ามความแข็งแกร่งนั้นไป

        'โกหกน่า เขาไม่ได้ฝึกวรยุทธ์เลยไม่ใช่เหรอ' ซูหลินพยายามซ่อนสีหน้าแปลกใจเอาไว้ การเคลื่อนไหวนี่มันไม่ต่างอะไรกับคนที่ฝึกวรยุทธ์มานานนับสิบปี ถึงจะไม่รับรู้ถึงกระแสลมปราณที่เขาใช้ แต่ว่าจังหวะการหายใจมันผสานกับเธอได้ลงตัว

        'นี่มัน...หรือว่าเขากำลังขโมยวิชาของเรา'

        เห็นท่าไม่ดีก็รีบถอยออกมา แต่เจนภพกลับเป็นฝ่ายบุกเข้ามาแทนและใช้การโจมตีแบบเดียวกับที่ซูหลินใช้ก่อนหน้านี้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ดึงประสิทธิภาพของมันออกมาได้ นี่เป็นข้อแตกต่างทางด้านสรีระระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงที่ตัวอ่อนกว่า และเธอฝึกฝนมานานจนท่วงท่ามีความเฉียบคม ไม่น่าจะมีใครเลียนแบบได้ง่ายๆ

        'ลูกแม่นี่ประมาทเกินไปแล้ว ถึงจะขโมยการเคลื่อนไหวมาได้แต่ประสบการณ์กับเทคนิคไม่ใช่สิ่งที่ขโมยกันได้ง่ายๆ หรอกนะ วิชานี้จะต้องรู้ขีดจำกัดของตัวเองด้วย'

        ซูหลินรู้แล้วว่าเจนภพทำได้แค่ข่มขู่ให้เกิดความระแวงเท่านั้น ก็เปลี่ยนมาโจมตีอีกครั้งหนึ่งแต่ในตอนนั้นเจนภพก็เปลี่ยนการเคลื่อนไหวคว้าแขนเอาไว้ได้ ก่อนจะได้ทันตั้งตัวเธอก็ถูกเหวี่ยงข้ามหัวไปซะแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ตั้งสติและหมุนตัวกลับมายืนได้ เธอพุ่งทะยานเข้าไปโจมตีซ้ำด้วยการซัดฝ่ามือออกไปหลายครั้ง และเจนภพก็ซัดฝ่ามือออกมาปะทะกับฝ่ามือทั้งหมด ถึงจะรู้สึกชาที่มือแต่เจนภพก็ฝืนกัดฟัน ฝ่ามือของซูหลินไม่ต่างอะไรจากการรับค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงใส่เลย

        'ฝ่ามือพันชั่ง' วิลาวรรณอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ คนที่ใช้ฝ่ามือพันชั่งได้เฉียบคมด้วยวัยขนาดนี้หาได้ยากมาก

        ผัวะ!!

        และไม่ทันขาดคำเจนภพเป็นฝ่ายถูกซัดกระเด็นออกไปบ้าง ยังโชคดีที่ยกแขนขึ้นมากันเอาไว้ได้แต่ก็ระบมไปพักใหญ่เลยทีเดียว ฝ่ามือพันชั่งหากโดนเข้าไปก็ไม่ต่างจากค้อนเหล็กทุบด้วยแรงของชายกล้ามโต แต่ในความเป็นจริงมันคือการโจมตีโดยอาศัยหลักฟิสิกส์ เจนภพเคยลองวิเคราะห์วิชายุทธ์ที่คุณตาคิดค้นขึ้น แม้จะมีหลักการที่ฟังดูเป็นปรัชญาแต่การเคลื่อนไหวก็ยังคงด้วยกฎของฟิสิกส์ สาเหตุที่เขาเรียนรู้วิชาได้เร็วก็เพราะเหตุผลนี้

        "ความรู้สึกแบบนี้ คุณใช้ลมปราณคุ้มกาย?"

        "ฉันไม่เข้าใจหรอกนะว่าเธอหมายถึงอะไร แต่นี่มันความสามารถทางร่างกายเท่านั้น"

        เจนภพไม่ได้โกหก เป็นความสามารถทางร่างกายเฉพาะเขาเท่านั้น ทำให้กล้ามเนื้อมีความหนาเพิ่มขึ้น อันที่จริงแล้วความสามารถของเจนภพไม่ได้มีเพียงแค่ควบคุมการหลั่งสารเคมีในสมองเพียงอย่างเดียว พูดให้ถูกก็คือทุกอย่างที่ถูกสั่งการโดยสมอง เขาจะสามารถควบคุมการทำงานเหล่านั้นได้ทั้งหมด แม้ว่ามันจะเป็นการสั่งการในระดับจิตสำนึกก็ยังควบคุมมันได้เหมือนสวิตซ์เปิดปิด ทำได้แม้กระทั่งตัดประสาทการรับรู้ให้เป็นอัมพาตชั่วคราว หรือทำให้มันเฉียบคมในระดับที่รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของรสชาติที่แตกต่างเพียงน้ำตาลหนึ่งเม็ด

        คุณยายบอกว่ามันเป็นความสามารถที่ไร้ขีดจำกัด ที่สามารถเล่นกับขีดจำกัดของมนุษย์ได้ แต่ก็ห้ามไม่ให้ทำอะไรที่เกินตัวจนส่งผลกระทบต่อร่างกาย

        "อย่ามัวแต่คุยกันสิจ๊ะทั้งสองคน ภพลูกน่ะทำไมไม่ยอมจู่โจมบ้างคิดจะรับมือไปอีกนานแค่ไหน ส่วนหลินเอ๋อร์ฝ่ามือพันชั่งเมื่อสักครู่นี้ทำได้ดีมากจ้ะ ถ้าจะให้ได้ผลก็ซัดเข้าไปที่หน้าแรงๆ แค่นั้นลูกชายแม่ไม่ถึงกับตายหรอก"

        มันใช่เรื่องที่ควรส่งเสริมไหมเนี่ย

        เจนภพส่ายหน้าระอากับคุณแม่ที่มีนิสัยแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าพูดเล่นก็เถอะ แต่ดูเหมือนซูหลินจะคิดจริงจังไปซะแล้ว คงเพราะตั้งแต่โดนคุณแม่ซัดไปครั้งนั้นก็กลายว่าเป็นเชื่อคำพูดทุกอย่างไปเลย

        จังหวะการหายใจของซูหลินเปลี่ยนไปอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวทำเอาสองแม่ลูกต้องเปลี่ยนท่าที วิลาวรรณยังคงทำใจเย็นอยู่ได้เพราะเชื่อมั่นว่าซูหลินคงไม่ทำอะไรที่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน และต่อให้เธอทำจริงๆ ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะยับยั้ง แต่เจนภพแสดงสีหน้าหวั่นวิตกออกมาเพียงครู่เดียวก็กลับมาเป็นใบหน้าเรียบนิ่ง ทั้งที่คิดว่าจะคอยป้องกันอย่างเดียวจนหมดเวลาแล้วค่อยยอมแพ้ แต่ถ้าหากไม่ทำอะไรเลยมีหวังต้องเจ็บตัวหนักมากแน่ๆ

        และทันใดนั้นซูหลินก็เข้าประชิดตัว เหวี่ยงฟาดหลังมือด้วยแรงที่อาจทำให้ผู้ชายตัวใหญ่ลุกไม่ขึ้น เจนภพตั้งแขนรับแรงปะทะจึงรอดจากอาการบาดเจ็บที่รุนแรงได้ ไม่มีช่องว่างให้โจมตีสวนกลับ แม้จะอยากทำแค่ไหนแต่เขาก็ไม่ได้เร็วไปกว่าซูหลินเลย ที่รับมือได้อยู่จนถึงตอนนี้เป็นผลมาจากการขยายขีดความสามารถให้ตัวเอง

        ผ่านไปแล้วห้านาทีตั้งแต่ที่เริ่มสู้มา เจนภพเริ่มเหนื่อยล้าเมื่อซูหลินไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจได้เลย นอกจากนี้การรับฝ่ามือที่หนักหน่วงก็ทำให้มือทั้งสองเกิดอาการล้าขึ้น สุดท้ายก็ทำได้แค่หนีและปัดป้องออกไป แต่กับซูหลินแล้วเธอกำลังสับสนมากกว่า ทั้งที่เธอเหนือกว่าในด้านวรยุทธ์และลมปราณ คู่ต่อสู้ที่น่าจะจัดการได้โดยง่ายกลับยังอยู่รอดมาจนถึงเวลานี้กลับยังทำให้บาดเจ็บตรงๆ ไม่ได้เลย เขาเหมือนจะรู้ว่ารับมือกับตำแหน่งไหนถึงจะบาดเจ็บน้อยที่สุด

        มาถึงจุดที่เจนภพคิดได้ว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างบ้างแล้ว ยกมือขึ้นต้านรับท่าเท้าที่เหวี่ยงลงมา การถ่ายน้ำหนักตัวเพื่อลดภาระทำให้ขาทั้งสองจมลึกลงไปในพื้นหญ้า กระดูกทั่วทั้งตัวสะเทือนลั่น และร่างกายโอนเอนเหมือนจะล้มให้ได้ ซูหลินสลับเท้าเตะกวาดในแนวขวาง เวลานั้นเจนภพต้องรีบเพ่งสมาธิเพื่อกลับมาควบคุมร่างกายให้ได้ก่อนที่การโจมตีจะทันถึงตัว มันเป็นเสี้ยววินาทีจริงๆ ที่ดึงแขนกลับมาตั้งรับเอาไว้ได้

        ไม่น่าเชื่อว่าเจนภพจะยังอุตส่าห์รอดจากอาการบาดเจ็บไปได้อีก ถึงจะจริงที่ว่าเธอไม่ยอมใส่แรงเต็มที่เพราะกลัวจะทำให้สาหัส แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงหมดสติไปแล้ว ใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงออกถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เห็นแขนที่สั่นเทาแล้วคงบอกได้เลยว่าแขนขวาคงใช้การไม่ได้ไปพักใหญ่

        สีหน้าของเจนภพเปลี่ยนไปจนวิลาวรรณยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จากนี้ไปซูหลินคงต้องระวังตัวมากขึ้น

        และไม่พูดอะไรมาก เจนภพเป็นฝ่ายบุกบ้างในคราวนี้ ซูหลินไม่ได้หวาดกลัวเหมือนเมื่อสักครู่จึงรับมืออย่างใจเย็น แต่กลายเป็นว่าเจนภพหยุดโจมตีและเปลี่ยนท่วงท่ากะทันหัน จันทรวารีเป็นวิชาที่มีรูปแบบการเคลื่อนไหวแปรผันได้ตลอดเวลา แม้ว่าทำท่าจะชกแต่ก็กลายเป็นการหมุนเตะได้ เคล็ดลับอยู่ที่การถ่ายน้ำหนักตัวซึ่งจะต้องมีสายตาที่ดีเยี่ยมมองความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้ ซูหลินคงไม่เคยปะทะกับวิชานี้จึงไม่แปลกที่จะเกิดความลังเลขึ้นมา

        พอถูกคุกคามแบบนี้เป็นธรรมดาที่ซูหลินจะรู้สึกว่าไม่อยากพ่ายแพ้ ฝ่ามือที่ซัดเข้ามาไม่มีความลังเลในเรื่องความแตกต่างของเพศ ยังดีที่ซูหลินมีประสบการณ์ในการต่อสู้ที่รุนแรงมาก่อนก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าฝ่ามือนี้รุนแรงมากนัก ทว่ามันกลับทำให้เธอล้มทั้งยืน อย่างไรก็ตามพอรู้ว่าเขาทำท่าจะโจมตีอีกครั้งก็ดีดตัวหลบฝ่ามือไปได้ ถ้าโดนมันเข้าไปเธอต้องแพ้อย่างแน่นอน เพราะไม่อยากจะแพ้ให้กับผู้ชายคนนี้ ซูหลินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องใช้วรยุทธ์ที่อยู่ในระหว่างศึกษา

        "หืม..." วิลาวรรณมองด้วยสายตาพิจารณา รับรู้ได้ถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ยังไม่คิดจะเข้าไปห้ามปราม

        ทันใดนั้นซูหลินก็กลับมาเป็นฝ่ายโจมตี ครั้งนี้มันรวดเร็วและรุนแรง ถึงขนาดทำให้เจนภพลงไปนอนกองกับพื้นได้ ซูหลินเหวี่ยงแขนลงมาประดุจแส้เหล็ก และฟาดซ้ำไปหลายๆ ที บุกเข้าประชิดตัวและจู่โจมใส่บอดที่เห็น ทั้งกระแทกคาง ลิ้นปี่ ดึงสะบ้าไหล่ มันควรจะเป็นภาพที่เจนภพถูกยำเละ ถ้ามองดีๆ ล่ะก็จะเห็นว่าเจนภพอ่านลำดับก่อนและหลังได้อย่างไร้ที่ติ มันจึงเหมือนว่าเจนภพถูกซัดอย่างหนักหน่วง แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลย

        เป็นเวลากว่าสิบนาทีที่ทั้งสองคนผลัดกันแลกเปลี่ยนกระบวนท่า วรยุทธ์ของซูหลินเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ไม่อาจทำอะไรเจนภพได้ เรื่องนี้วิลาวรรณเข้าใจดีว่ามันเป็นความแข็งแกร่งในการอ่านลำดับก่อนหลังของลูกชาย แต่ถึงอย่างนั้นซูหลินยึดติดกับกระบวนท่าเกินไปจนกลายเป็นรูปแบบที่อ่านทางได้ง่าย ถ้าเจนภพไม่ได้ฝึกก้าวเท้าเงาจันทรามาก่อนมันคงจะเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าสมเพชไปแล้ว และมันจะเป็นชัยชนะที่สวยงามของซูหลิน

        สุดท้ายการต่อสู้นั้นไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ เพราะเจนภพเอ่ยปากขอยอมแพ้กลางคัน ทำเอาซูหลินรู้สึกว่าทั้งหมดมันเร็วเกินไปและไม่ยอมรับการยอมแพ้ของเขา จนวิลาวรรณต้องออกมาช่วยพูดกล่อมให้เข้าใจ โดยช่วยอธิบายสาเหตุที่เจนภพรับมือกับซูหลินได้อย่างสูสี ตอนที่ทราบว่าการเคลื่อนไหวของเธอถูกอ่านทางออกได้หมดก็ทำเอาสูญเสียความมั่นใจไปพักใหญ่ เพราะไม่ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจ 'การอ่านลำดับก่อนหลัง' แต่เธอหน้ามืดตามัวจนสูญเสียความเยือกเย็นไปเพราะคิดเพียงแค่ว่าเจนภพไม่ใช่ผู้ฝึกวรยุทธ์

        กลายเป็นว่าไม่ใช่เจนภพไม่ได้ไม่ตั้งใจฝึกวรยุทธ์ แต่เพราะเขาเข้าใจแก่นแท้ของกระบวนท่านอยู่ก่อนแล้วต่างหาก

        แถมเขาไม่ได้ใช้ลมปราณเลยนอกจากความแข็งแกร่งของร่างกายเท่านั้น

        และยิ่งไปกว่านั้นวิชาจันทราวารีที่ใช้ในการประลองครั้งนี้ นับว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาอย่างมาก ไม่คิดเลยว่าจะมีวิชายุทธ์ที่ลึกซึ้งขนาดนี้อยู่ด้วย เธอมั่นใจว่าวรยุทธ์นี้อาจจะเทียบเคียงได้กับวรยุทธ์มังกรสวรรค์ที่กำลังศึกษาอยู่อย่างแน่นอน

        ถ้าจะให้ตอบว่าการประลองครั้งนี้ใครชนะ

        ซูหลินจะเงียบและบอกว่าเธอชนะตามกฎกติกา

        แต่ถ้าในเชิงความรู้สึก เธอเป็นฝ่ายพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์

 

        ตั้งแต่ที่แพนโดร่าประกาศสงครามกับสมาพันธ์วอร์ลอร์ดและกังวลเกี่ยวกับการพุ่งเป้าไปที่ร้านน้องเหมียวสี่ขา แม้ว่าตอนนี้จะได้รับความคุ้มครองจากสมาพันธ์บลู ลิเบอร์ตี้จนไม่มีใครก่อความเดือนร้อนให้ได้ แต่ความคับแค้นของมนุษย์นั้นไร้ซึ่งเหตุผล ขอเพียงทำให้เกิดความเสียหายได้จะทำอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงเกิดเหตุการณ์ที่เพลเยอร์บางกลุ่มที่ใช้น้ำยาแบรนด์ของร้านน้องเหมียวสี่ขาถูกสังหารอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผู้คนเกิดความกลัวว่าจะเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย ก็เลยพยายามเลี่ยงการใช้สินค้าจากที่ร้านน้องเหมียวสี่ขา

        อย่างไรก็ตามปัญหานี้ไม่ได้ทำให้อารินเดือดเนื้อร้อนใจ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ เพราะลูกค้าคนสำคัญก็คือพวกกิลด์ที่มีคนเป็นจำนวนมาก ถึงสมาพันธ์วอร์ลอร์ดจะคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่แต่พอเอาเข้าจริงๆ เมื่อเผชิญหน้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำสงครามกิลด์ และนั่นก็ทำให้เกิดปัญหาขึ้นตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน ลำพังแค่ความเสียหายที่แพนโดร่าก่อขึ้นมาก็ทำเอาเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมหาศาล แต่พวกระดับล่างๆ คงไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป้าหมายก็มีแค่ระบายความหงุดหงิดเท่านั้น

        ราล์ฟกำลังสนุกอยู่กับการสร้างเมืองนอกระบบอย่างดินแดนอสูร ที่ตอนนี้กลายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น พวกอสูรเองก็เดินทางมาพักอาศัย บุกเบิกพื้นที่และเริ่มทำฟาร์มมอนสเตอร์ใช้เป็นแรงงานและอาหาร ก็อบลินหลายตนถูกเกณฑ์ไปทำฟาร์มเกษตรโดยเขาจะเป็นคนหาซื้อเมล็ดมาให้ และให้คำแนะนำในการปลูกพืช สาเหตุเดียวที่เมืองนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักก็เพราะมันอยู่ในป่าที่เข้าถึงได้ลำบาก และรายล้อมไปด้วยกำแพงหินธรรมชาติ ถ้าจะมีคนหลงเข้ามาได้จะต้องเป็นความบังเอิญเท่านั้น

        แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ราล์ฟได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเหมืองทองภายหลังที่เขาเก็บเกี่ยวมันมาได้อย่างมหาศาลจนนำไปเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อนำมาพัฒนาดินแดนแห่งนี้ ทำให้เวลานี้เกิดการเกณฑ์กำลังพลจำนวนมากเพื่อแย่งยิงทรัพยากรที่แสนสำคัญ จนกลายเป็นสงครามขนาดย่อม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าซากุระจะยอมลงทุนเล่นตามเกมที่เขาวางเอาไว้ด้วย คงเพราะด้วยตำแหน่งที่ค้ำคอ เธอก็เลยมอบหมายหน้าที่ให้กับพวกที่ฝ่ายอยู่ตรงข้ามกับเธอไปจัดการกันเอง โดยจะสนับสนุนเท่าที่ช่วยได้

        เวลานี้สิ่งสำคัญคือการพัฒนาดินแดนแห่งนี้ให้เหมาะกับการอยู่อาศัยและเพิ่มจำนวนประชากร ก็เลยต้องไปเกณฑ์คนที่พอจะมีความสามารถมาช่วยงานซึ่งก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากภูตทั้งสองคน สุริยัน จันทรา กับเดฟอนที่มาพร้อมกับรถเข็นบรรทุกหุ่นยนต์ช่วยงานในสภาพที่พักการทำงานเอาไว้ (มันเป็นกล่องโลหะสี่เหลี่ยมเรียงกันเป็นตับ) มาถึงในสภาพที่อึ้งอยู่เล็กน้อยแต่ก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ได้อยู่บ้าง

        หากเป็นเมื่อก่อนเดฟอนแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ในปัจจุบันมันไม่ใช่อีกแล้ว แม้เดฟอนจะนั่งอยู่เฉยๆ แต่ก็สามารถทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง โดยเฉพาะการสั่งงานให้หุ่นยนต์ไปช่วยงานก่อสร้าง มีโดรนที่สามารถถ่ายทอดภูมิประเทศออกมาให้เห็นในมุมกว้าง มีหุ่นยนต์สอดแนมที่สามารถตั้งให้ออกไปหาข้อมูลอัตโนมัติได้ บอกได้คำเดียวเลยว่าตอนนี้เดฟอนมีประโยชน์สุดๆ เนื่องจากทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว และเดฟอนเองก็คิดว่าน่าสนุกเหมือนกันก็เลยให้ความช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่

        ราล์ฟมอบหมายหน้าที่ในการจัดการกับมอนสเตอร์ที่น่าจะเป็นพิษเป็นภัยที่อยู่ในรัศมีรอบตัวเมืองให้กับสุริยันที่ดูฮึกเหิมมากเป็นพิเศษ หลังจากมอบสิทธิ์อิสระให้แล้วเธอก็วิ่งหายเข้าไปในป่า โดยจะต้องนำซากมอนสเตอร์กลับมาด้วย และมอบหมายหน้าที่ในการเพาะปลูกให้กับจันทรา พร้อมด้วยแรงงานที่เป็นพวกก็อบลินระดับต่ำเป็นจำนวนหนึ่ง หลังจากที่บอกตำแหน่งพื้นที่ที่จะใช้เป็นแปลงเกษตรจันทราก็นำแรงงานไปจัดการตามหน้าที่ทันที

        "เฮ้! ดูเหมือนว่าหุ่นยนต์สอดแนมที่ฉันส่งออกไปเหมือนจะพบเจออะไรบางอย่างด้วยล่ะ"

        ราล์ฟที่พูดคุยอยู่กับซานัค (ราชาเผ่าดรอว์ฟ) เกี่ยวกับการออกแบบผังเมืองที่เหมาะสมกับทุกเผ่าพันธุ์หลังจากที่เข้าใจตรงกันแล้วก็เดินมาหาเดฟอน สิ่งที่เดฟอนอยากให้ดูก็คือโพรงถ้ำที่ถูกตีปิดเอาไว้ และมีต้นไม้ขึ้นขวางจนแทบจะมองไม่เห็น พอหุ่นยนต์สำรวจเข้าไปภายในเพียงแค่ไม่กี่นาทีสัญญาณภาพก็ขาดหายไป แต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นั้นเดฟอนก็ได้หยุดภาพให้เห็นกงเล็บของสัตว์ร้ายตัวใหญ่

        "ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะมีโอกาสได้ทำเควสต์เหมืองแร่" เดฟอนท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย

        เควสต์เหมืองแร่นั้นถือเป็นเควสต์ลับที่พบเจอได้ยาก แต่ก็มีคนใจดีมาเปิดเผยข้อมูลในที่สาธารณะว่ามันเป็นเควสต์ที่ให้รางวัลเป็น 'โฉนดเหมืองแร่' หากเควสต์มีความยากมากเพียงใดผลตอบแทนก็ยิ่งคุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น ปกติแล้วคนที่ได้กรรมสิทธิ์ในการถือครองเหมืองแร่จะมาจากความบังเอิญที่เก็บโฉนดเหมืองแร่ได้ หรืออาจจะไปแย่งชิงเหมืองที่ถูกบุกเบิกมาก่อนแล้ว และกรณีสุดท้ายที่พบได้ยากคือการบุกเบิกใหม่ด้วยตัวเอง แต่ว่าการบุกเบิกเหมืองนั้นจะมีความอันตรายสูงมาก ไม่ใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คน มันอาจต้องใช้เวลานานเป็นสัปดาห์เพื่อบุกเบิกให้ได้สำเร็จ

        "ช่วยไม่ได้สินะ คงต้องรวบรวมกำลังพลก่อน"

        ราล์ฟตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องรวบรวมกำลังพลเพื่อบุกเบิกเหมืองแร่ ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่เพราะมันอาจจะมีมอนสเตอร์อยู่เป็นจำนวนมาก ความยากของมันอยู่ที่จำนวนที่จะต้องกวาดล้างให้หมด เขาไม่รู้ความแข็งแกร่งมอนสเตอร์ที่อยู่ข้างใน จึงต้องมีกำลังพลที่แข็งแกร่งและการเตรียมแผนรับมือเอาไว้

        โดยหลังจากที่ส่งข้อความไปหาทุกคนเพื่อให้มาช่วยกันทำเควสต์บุกเบิกเหมืองแร่ มีการตอบรับมาจากพวกไรอันที่ต้องการจะช่วย อากิระที่อาสาจะมาให้ได้ นิมป์ที่ขอเคลียร์เควสต์ให้เสร็จแล้วจะมาช่วย การตอบปฏิเสธจากอาคมที่แช่งให้โดนมอนสเตอร์ฆ่า การขอให้อารินช่วยเตรียมน้ำยารักษาต่างๆ เอาไว้หลายๆ ลัง เพื่อนำมาสนับสนุนการต่อสู้ครั้งนี้

        ไม่เพียงแค่นั้นราล์ฟยังจำเป็นจะต้องไปมาหลายเมืองเพื่อใช้เงินที่มีอยู่กว้านซื้อพวกอาวุธกับชุดเกราะมา มันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและถ้ามันสำเร็จปัญหาเรื่องอาวุธก็จะหมดไป ทั้งยังไปหาซื้อพวกอุปกรณ์รักษามาสต็อกไว้เป็นจำนวนมาก แม้น้ำยาจะช่วยไม่ให้เสียชีวิตได้ แต่การปฐมพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนี้เขายังต้องไปกว้านซื้อพวกวัตถุดิบอาหารมา มองหาพื้นที่ในการออกล่าเนื้อที่กินได้ เนื่องจากเขาเป็นคนเดียวที่มีทักษะเทเลพ็อตนี่อาจจะเป็นข้อได้เปรียบที่สุด เมื่อทุกอย่างเตรียมการพร้อมหมดแล้วเขาก็วาปไปหาสมาชิกกิลด์ตามเมืองต่างๆ และพาสมาชิกกิลด์แพนโดร่าทั้งหมดมายังหน้าถ้ำ

        "ไอ้ราล์ฟ ถ้าแกจะลากฉันมาแบบนี้จะถามหาความร่วมมือจากฉันหาพระแสงเลเซอร์อะไรวะ"

        "อันที่จริงฉันตั้งใจจะพามาแค่อาริน แต่นายดันติดพ่วงมาด้วย"

        "ไอ้ตอแหล แกคว้าคอเสื้อฉันมาชัดๆ"

        "ก็แค่คว้าผิดเท่านั้นแหละ"

        "เอ่อ...คุณราล์ฟครับ ผมไม่คิดว่าเถียงกันเวลานี้จะดีสักเท่าไหร่นะครับ" ไรอันร้องเรียกด้วยน้ำเสียงหวาดๆ เพราะพวกเขาไม่คิดว่าตนเองจะมาอยู่กลางดงของมอนสเตอร์จำนวนมากขนาดนี้

        "นี่มันเป็นพันๆ เลยไม่ใช่เหรอ ตอนแรกคิดว่ามีแค่ไม่กี่ตัว" คุโระเสียงสั่น ถึงเขาจะมีอาวุธพลังงานที่ร้ายกาจก็เถอะ แต่จำนวนของมอนสเตอร์ที่มากขนาดนี้ก็ทำเอาใจฝ่อได้เหมือนกัน

        "ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปฟังที่หมอนั่นบอก เป็นไงล่ะพาพวกเรามาตายที่นี่" หงส์โวยวาย หยิบคทาออกมาและเตรียมจะร่ายเวทมนตร์

        ซึ่งปฏิกิริยาแบบนี้สมแล้วกับที่พวกไรอันเป็นเพลเยอร์ธรรมดา ย่อมมีความรู้สึกที่เป็นสามัญสำนึก การมาอยู่ในดงมอนสเตอร์จำนวนมหาศาลแบบนี้เป็นเรื่องปกติที่จะชักอาวุธออกมาเตรียมรับมือ แต่สำหรับพวกที่ขาดสามัญสำนึกไปแล้วมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่คู่ควรจะเก็บมาใส่ใจ แต่ก่อนที่การโจมตีจะเริ่มขึ้น ลิลลี่ก็เก็บดาบและยื่นมือไปขวางไม่ให้หงส์ร่ายเวทมนตร์ต่อจนจบ

        "ไม่เป็นไร" ลิลลี่สังเกตได้ว่าพวกมันไม่ได้โจมตีพวกเธอในทันที เมื่อรวมเข้ากับการที่เห็นเดฟอนกำลังยืนไล่เช็คจำนวนมอนสเตอร์ที่ตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบ มีความเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นพันธมิตรกัน

        ราล์ฟต้องอธิบายเรื่องกองกำลังอสูรให้ทุกคนได้เข้าใจตรงกัน ถึงจะยังมีคนไม่ชอบใจแต่โดยรวมแล้วก็ยอมรับเรื่องนี้กันจนได้ แต่เขาไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้ทุกคนมาทำความรู้จักกับพันธมิตร ตอนนี้ราล์ฟได้ให้พวกมอนสเตอร์สร้างค่ายพักเล็กๆ ขึ้นมาโดยใช้อุปกรณ์ที่เขาเตรียมไว้ให้ ในขณะที่พวกเขาอยู่ในเต็นท์หลังใหญ่เพื่อวางแผนรับมือกับสิ่งที่จะต้องเผชิญ และแบ่งหน้าที่กัน

        ถ้าจะถามหาคนที่มีประสบการณ์ในการเข้าเหมืองแร่ ก็จะมีอาคมกับพวกไรอันที่เคยไปใช้บริการเหมืองแร่ที่เคยถูกครอบครองโดยกิลด์ Lady Knight พวกเขารู้แค่ว่ามันเป็นเหมือนดันเจี้ยนขนาดใหญ่ ไม่มีมอนสเตอร์แต่มีพวกก้อนแร่ปรากฏขึ้นมาให้ขุด แต่คนที่น่าจะรู้ดีที่สุดก็คือซานัคที่เป็นเผ่าดรอว์ฟ ซึ่งหลังจากสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ก็ทำให้รู้ได้ว่าภายในถ้ำจะคับแคบในช่วงต้นทางเท่านั้น และจะขยายออกไปจนมีความกว้างที่สามารถจัดกองทัพได้ พอรู้ข้อมูลเบื้องต้นคร่าวๆ ก็ถึงเวลามอบหมายหน้าที่ให้กับแต่ละคน

        ไม่รู้ว่าการต่อสู้จะกินเวลานานแค่ไหน เรื่องสำคัญที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของเสบียงอาหารจึงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของนิมป์ เรื่องวัตถุดิบราล์ฟจะเป็นคนอาสาไปจัดการนำกลับมาด้วยตัวเอง ส่วนเรื่องของการรักษาบาดแผลมีอารินกับจันทราและลาเวนเดอร์จึงไม่ต้องห่วงอะไรมากนัก แต่ว่าจำนวนน้ำยาที่อารินเตรียมมามีจำกัด จันทราจึงเสนอว่าสามารถใช้สมุนไพรในป่านี้รักษาบาดแผลได้

        ตอนนี้เต็นท์ผ้าใบถูกกางขึงไว้เป็นที่พักผ่อนของพวกกองกำลังอสูร ราล์ฟยังเอารถบรรทุกน้ำสำหรับกองทัพออกมาตั้งวางเอาไว้เพื่อพวกมันด้วย ต้องแบ่งกองกำลังออกเป็นสี่กลุ่มใหญ่ตั้งใจจะใช้การสลับกลุ่มทุกๆ หกชั่วโมง ขั้นตอนนี้กินเวลากันพอสมควร จะบอกว่าพวกมันโง่ก็ไม่เชิงถูก ต้องบอกว่าพวกมันไม่รู้จักการนับจำนวนมากกว่า ในที่สุดก็ได้กองกำลังทั้งสี่กลุ่มเป็นที่เรียบร้อย และยังต้องตั้งหน่วยย่อยลงมาเพื่อประสานงานกันเวลาต่อสู้

        เนื่องจากไม่ใช่กิลด์ใหญ่ที่มีคนหลายร้อย ราล์ฟเน้นที่ประสิทธิภาพมากกว่าจำนวนคน และแต่ละคนก็มีความชำนาญเฉพาะที่โดดเด่นน่าจะพอสำหรับการบุกเบิกเหมืองแร่แล้ว มีอุปกรณ์สนับสนุนจากเดฟอนเป็นแว่นตากันแดดธรรมดา แต่พอสวมใส่มันกลายเป็นแว่นมองในที่มืด แถมยังช่วยตัดแสงหลายอย่างได้ เป็นของดีมากสำหรับการบุกเบิกในครั้งนี้

        สุริยันเป็นคนแรกที่วิ่งเข้าไปบู๊แหลกไม่ว่าจะเป็นมอนสเตอร์แบบไหน ปกติแล้วเวลาอยู่ในความมืดพวกมันจะร้ายกาจเพราะสามารถซ่อนตัวตนได้ แต่โชคร้ายที่พวกราล์ฟมีอุปกรณ์ที่ช่วยให้มองเห็นในที่มืดจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะระบุตำแหน่ง มอนสเตอร์ภายในเหมืองแห่งนี้เริ่มต้นที่พวกตัวตุ่น ตามมาด้วยสัตว์เลื้อยคลานอย่างตะขาบยักษ์ หงส์กับลาเวนเดอร์ถึงกับกรีดร้องออกมาและแข้งขาอ่อนไม่กล้าไปต่อ แต่สุดท้ายก็กลั้นใจเดินตามมาจนได้

        หนึ่งร้อยเมตรแรก (เกือบ) ทุกคนยังดูสบายๆ พวกมันเป็นคลาสขุนนางก็จริง แต่ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกตึงมือแม้แต่นิดเดียว โดยเฉพาะราล์ฟ อาคม และอากิระ ที่จัดการได้ในการโจมตีเพียงไม่กี่ครั้ง พวกเขาจึงรับหน้าที่เป็นหอกทะลวงเป้าหมาย ใช้ค่ายกลดาบจะตรึงศัตรูไว้กับพื้น ใช้ปืนโหมดเบิร์สยิงจัดการกับพวกฝูงค้างคาว คนที่ไล่ตามมาจึงรับหน้าที่จัดการกับตัวที่ยังไม่ตายหรือปิดฉากให้เรียบร้อย และเพื่อนำซากศพไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด จะมีพวกก็อบลินเดินตามหลังมาเพื่อเก็บซากไปทำอาวุธและเสื้อเกราะ หรือสิ่งของที่จำเป็นในการเอาชีวิตรอด

        จากการไล่จัดการมาพบว่าพวกมอนสเตอร์จะเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ยังเสียเวลาไม่น้อยไปกับการจัดการเหยื่อที่ถูกตรึงไว้กับพื้น แถมพวกมันยังบุกเข้ามาจนไปต่อได้ลำบาก กว่าจะได้พักกันก็เล่นเอาค่าความเหนื่อยล้าเพิ่มไปถึงขีดสุด พวกก็อบลินพยายามอย่างเต็มที่ ขนย้ายศพมอนสเตอร์ออกไปจนทำให้พื้นที่บริเวณนั้นโล่งขึ้นเยอะ เดฟอนกำลังลากสายและติดตั้งอุปกรณ์สำหรับให้แสงสว่าง บ่นเรื่องที่ต้องดึงเอาพลังงานของหุ่นยนต์ช่วยงานออกมาใช้ จนในที่สุดพวกเขาก็มีแสงสว่างมากพอจะทำให้ไม่กลัวความมืดอีกต่อไป

        ตอนนี้ราล์ฟจะใช้ที่นี่เป็นศูนย์กลางของการเคลื่อนทัพ มันมีเส้นทางไปต่อที่แยกออกไปหลายทาง ดังนั้นเลยต้องยกหน้าที่ให้แต่ละคนจัดการกันคนละเส้นทาง ราล์ฟ อาคม อากิระ สุริยัน รับไปกันคนละหนึ่งเส้นทาง พวกไรอันอีกหนึ่งเส้นทาง และเส้นทางที่เหลือยกให้พวกกองกำลังอสูร เดฟอนจะรับหน้าที่เฝ้าพื้นที่เอาไว้พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้สนับสนุน หากเกิดปัญหาที่ไม่คาดฝันจะได้ส่งทีมเข้าไปช่วยเหลือได้

        การบุกเบิกเหมืองแร่เริ่มขึ้นต่อหลังจากที่พักผ่อนกันจนหายเหนื่อย ทุกฝั่งจะต้องมีหุ่นยนต์แมลงสอดแนมตามติดไปด้วย ซึ่งทางฝั่งของพวกเพลเยอร์นั้นไม่มีอะไรที่น่ากังวลเพราะถ้ารู้ว่าสู้ไม่ไหวก็จะหนีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทางที่ลำบากที่สุดก็คือฝั่งของพวกกองกำลังอสูร ถึงแม้จะมีอาวุธกับชุดเกราะที่ได้มาจากราล์ฟ แต่พวกมันก็ไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบมากนัก นี่เป็นโอกาสดีที่จะพัฒนากำลังรบที่ดีที่สุด ซากศพที่ได้รับมาจะถูกขนออกไปด้านนอก จะมีคนรับหน้าที่ชำแหละซากเพื่อนำไปแปรรูปเป็นของอย่างอื่น ถ้าบาดเจ็บสาหัสก็จะถูกส่งออกมาเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน

        ผ่านไปสี่ชั่วโมงพวกราล์ฟก็ถอนกำลังออกมารวมกันที่จุดรวมพล พวกไรอันต่างบาดเจ็บหลายแห่งจนต้องซดยารักษากับฟื้นฟูความเหนื่อยล้า อาวุธพลังงานถูกส่งให้กับเดฟอนไปซ่อมแซมเพราะมันเสียหายจนใช้งานไม่ได้ นั่นเป็นเหตุผลให้ต้องถอนตัวออกมาก่อน และออกไปพักผ่อนกันที่นอกถ้ำซึ่งที่นั่นมีคนเตรียมอาหารเอาไว้ให้แล้ว

        มีก็อบลินหลายตัวเสียชีวิต ร่างของพวกมันถูกนำออกมาจากในถ้ำเพื่อให้ก็อบลินทำตามพิธีกรรม ถึงพวกมันจะเป็นอมนุษย์ที่ทำร้ายมนุษย์ แต่ราล์ฟมองว่าพวกมันมีพฤติกรรมไม่ต่างจากสัตว์ที่ทำเพื่อความอยู่รอด พวกมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แค่ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับการตัดสินของมนุษย์มองพวกมันเป็นแค่สัตว์ชั้นต่ำ

        "แค่ครั้งแรกก็เสียชีวิตไปมากขนาดนี้เลยงั้นเหรอ" ราล์ฟมองดูตัวเลขความเสียหายของกองกำลังที่เดฟอนทำเอาไว้ให้ ก็อบลินอาจจะมีเยอะที่สุดแต่พวกมันก็อ่อนแอที่สุดเช่นกัน จะมีก็พวกฮ็อบก็อบลินที่เก่งขึ้นแต่โดยรวมแล้วพวกมันก็พอจะใช้เป็นทหารเลวได้

        ภายใต้การปกครองของราล์ฟนั้นเขาให้ความสำคัญกับทุกประเภท ไม่ใช่สักแต่ว่าจะพัฒนาพวกมันให้ไปทางเดียวจนกลายเป็นอาวุธสงครามส่วนตัว ก็อบลินอาจจะอ่อนแอแต่พวกมันมีจำนวนมากและทำฟาร์มเกษตรกับเลี้ยงสัตว์ได้ ราล์ฟมองเห็นประโยชน์ในด้านนี้ ดังนั้นแล้วแม้จะเพียงหนึ่งตัวก็นับเป็นความเสียหายที่ยิ่งใหญ่

        "งั้นก็ลองดูด้วยตาของนายเองก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น" เดฟอนส่งอุปกรณ์พิลึกมาให้ เป็นหมวกที่ดูเทอะทะน่ารำคาญ และมีส่วนที่เป็นเลนส์หนาผสมสีกันมั่วไปหมด ถ้าเป็นเมื่อก่อนราล์ฟอาจจะลังเลที่จะใช้งานอุปกรณ์ที่เดฟอนสร้าง แต่ว่าตอนนี้เขาพอจะรู้สึกวางใจในผลงานที่เดฟอนออกแบบ

        รับมาสวมใส่และดึงเลนส์ลงมาครอบดวงตาข้างหนึ่ง แต่ก็มองอะไรไม่เห็นเลยจนเดฟอนนึกได้ว่าลืมเปิดสวิตซ์จึงมาเปิดให้ พอเจ้าหมวกประหลาดเริ่มทำงานก็มีภาพเหมือนรันโปรแกรมอะไรสักอย่างเด้งขึ้นมา ก่อนที่จะมองเห็นภาพที่เป็นสีส้มสว่าง มีวงกลมสีเหลืองกำหนดเป้าหมาย

        "ให้มองพวกมันไม่ใช่ฉัน" เดฟอนพูดกลั้วหัวเราะ ผลักไหล่ให้มองไปทางพวกก็อบลิน

        ตอนนั้นเองที่ราล์ฟขมวดคิ้ว เมื่อเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้คล้ายจะโหลดข้อมูลอะไรสักอย่าง วงกลมเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปจนครบจำนวนก็อบลินทั้งหมด ไม่กี่นาทีก่อนที่ราล์ฟจะหันไปถามว่านี่คืออะไร คำตอบก็ปรากฏขึ้นตาหน้าเขา มันเป็นข้อมูลของก็อบลิน และมีค่าสถานะที่บอกความแข็งแกร่ง ประเมินออกมาเป็นตัวอักษรอัลฟาเบต

        "นี่มันอะไร"

        "เครื่องประเมินความสามารถเป็นวิทยาการของพวกเผ่าจักรกลที่ฉันศึกษามา ไม่สิ...ถ้าจะพูดให้ถูกคือขโมยมาต่างหาก แล้วก็ไม่ต้องถามว่าสร้างได้อีกไหม ที่เห็นอยู่นั่นน่ะคือหมดทุกอย่างแล้ว ส่วนประกอบค่อนข้างจะยุ่งยากแถมฉันไปคุ้ยมาจากหุ่นยนต์อัศวินที่หยุดการทำงานไปแล้ว ก็เลยมีเท่าที่เห็น"

        แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เจ้าเครื่องนี่ค่อนข้างจะวิเศษไปเลย เท่านี้เขาสามารถประเมินความสามารถของใครก็ได้ แต่เดฟอนก็เหมือนจะอ่านใจได้อยู่นิดหน่อย ถ้าพูดให้ถูกก็คือเดฟอนเคยมีความคิดแบบเดียวกับเขา

        "น่าเสียดายนะที่เจ้านี่มีระยะการทำงานที่สั้นมาก แถมการวิเคราะห์ผลประเมินก็ใช้เวลานาน ถ้าเป้าหมายเคลื่อนไหวหลุดออกจากจอภาพจะประเมินไม่ได้ แบตเตอรี่หมดเร็วมาก ฉันกำลังหาทางพัฒนามันอยู่แต่คงต้องใช้เวลาพักใหญ่เลยล่ะ"

        ราล์ฟเข้าใจและมองดูผลประเมินความสามารถของก็อบลิน พวกนี้มีค่าสถานะที่ต่ำมากอยู่ในระดับ F และ E เสียส่วนใหญ่ มองไปที่ฮ็อบก็อบลินก็แทบจะไม่ต่างกันมากนัก อย่างมากก็มีด้านพละกำลังกับพลังป้องกันอยู่ในระดับ D

        "แล้วนั่นน่ะฉันปรับแต่งให้มองผ่านโหมดเบสิกเท่านั้น ฉันไม่ค่อยรู้นักหรอกแต่ความจริงมันมีโหมดอีกสามโหมดที่ใช้ประเมินผล ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะมีไว้เพื่ออะไร ก็เลยเรียกมันว่า ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง แต่ถ้ามองผ่านโหมดขั้นสูง ค่าสถานะของพวกนี้เกือบทั้งหมดอยู่ในระดับ F ส่วนของนายรู้ไหมว่าอยู่ระดับอะไร..." เดฟอนทำหน้าลุ้นหวังจะให้ราล์ฟถามด้วยความอยากรู้ แต่พอเห็นว่าไม่เล่นด้วยก็เดาะลิ้นไม่พอใจและตอบด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง "...ค่าความแข็งแกร่งของนายอยู่ในระดับ B+ ถือว่าแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆ เลยล่ะ ส่วนหมอนั่นน่ะอยู่ระดับ A-  ห่างจากนายไม่เท่าไหร่"

        "แล้วได้ตรวจสอบคนอื่นๆ ไหม"

        "ก็มีตอนทดสอบน่ะนะ อย่างสุริยันอยู่ระดับ C- จันทราอยู่ ระดับ C อารินเห็นแบบนั้นแต่ค่าความแข็งแกร่งทางร่างกายอยู่แค่ E แต่ด้านเวทมนตร์กลับอยู่ในระดับ S- แล้วก็มีพวกสัตว์เลี้ยงอสูรทั้งหมดในบ้านนาย อ๋อ...ส่วนเทพสงคราม แม่ของนายน่ะ ฉันว่าคนคนนี้ต้องเป็นสัตว์ประหลาดแน่ๆ เพราะที่ฉันเห็นน่ะนะ ความสามารถเกือบทุกอย่างเป็นระดับ X หรือก็คืออยู่ในระดับที่ไม่สามารถประเมินได้"

        ถ้าลองเดฟอนพูดออกมาแบบนั้นราล์ฟก็คิดว่าเจ้าเครื่องมือนี้มันน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย การที่ตรวจสอบแล้วได้ผลประเมินออกมาเป็นตัวเลขก็จะช่วยให้ราล์ฟตัดสินใจได้ดีมากขึ้น จากที่เห็นนี้ก็อบลินแต่ละตัวมีค่าสถานะที่ไม่เหมือนกัน บางตัวโดดเด่นไปในทางความฉลาด และบางตัวโดดเด่นในทางการรบ นี่อาจจะเป็นความผิดของเขาที่ไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้ ดังนั้นเมื่อได้เครื่องมือชิ้นนี้มาจะสามารถให้คำแนะนำการพัฒนาที่เหมาะสมได้

        มันใช้งานได้ไม่มากนักและกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา เดฟอนบอกว่าถ้าได้เหมืองแร่นี่มาก็อาจจะหาของมาสร้างไอเทมใหม่ๆ ได้ก็ได้ ราล์ฟให้ความสนใจที่อุปกรณ์ประเมินมากกว่าแต่น่าเสียดายที่ถึงจะมีแปลนการสร้างก็ไม่สามารถทำออกมาได้ เพราะมันเป็นของสำหรับหุ่นยนต์ ที่ทำออกมานี้ได้ต้องขอบคุณจินตนาการที่คิดได้

        "พยายามจะปรับปรุงให้เหมาะกับการพกพาและใช้งาน ที่คิดเอาไว้ก็มีรูปแบบกำไลแต่ฉันว่ามันไม่ค่อยเหมาะ จะทำเป็นแว่นก็มีปัญหาเรื่องฮาร์ตแวร์อีก นี่กำลังคิดอยู่นะว่าจะใช้อะไรเป็นรูปทรงพื้นฐานดี"

        "โทรศัพท์ไง" ราล์ฟเสนอขึ้น ดวงตาเดฟอนเบิกกว้างคล้ายกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้

        "ใช่แล้ว นายนี่มันอัจฉริยะชะมัด แถมมันยังใช้การชาร์จแบตเตอรี่ได้อีกด้วยสุดยอดจริงๆ ตอนนี้ความสิ่งประดิษฐ์ชั่วร้ายกำลังไหลเวียนอยู่ในหัว ไม่ได้การล่ะต้องบันทึก เซเว่นรีบบันทึกข้อมูลตามที่ฉันบอกเดี๋ยวนี้เลย"

        "อย่ามาสั่งนะ ไอ้มนุษย์โง่"

        "เรียกฉันว่า ด็อกเตอร์เดฟอนผู้ปราดเปรื่องซะ"

        "ไอ้บ้าปัญญาอ่อน"

        แล้วสองคนนั้นก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ราล์ฟมองดูอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้วถอดวางเอาไว้ มันเป็นของที่ประเมินค่าไม่ได้และอาจจะทำให้ทิศทางของเกมเปลี่ยนไป แต่พอลองคิดดูอีกทีมันก็น่าสนใจดีไม่เลวเหมือนกัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเกมโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ผิดกฎหมาย อยากจะรู้เหมือนกันว่าทางผู้พัฒนาเกมนี้จะปวดหัวกันมากแค่ไหน หากเดฟอนสามารถประดิษฐ์อุปกรณ์วัดความค่าสามารถออกมาได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 40 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #13881 เอกภพไร้ขอบเขต (@beer36) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:05
    ประเด็นคือไอเทมมันมีในดาต้าเบส
    แต่ไม่ได้เป็นของที่สร้างมาให้มนุษย์ใช้ได้
    แต่ไอพวกบ้านี่ดันหาวิธีใช้ของนี้ได้ อันนี้แหละความบรรลัย 555+
    #13881
    0
  2. #13843 sunny chic (@0442172) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:05
    ชอบเซเว่น555
    #13843
    0
  3. #13815 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:31
    สุโค่ย!!
    เทพทรูแว้วววๆๆๆ
    #13815
    0
  4. #13814 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:11
    น่าวัดตอนราฟคลั่งจริง ๆ 
    #13814
    0
  5. #13813 auannie (@songchien) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 12:08
    ป่วนจริงๆ เพราะตามหลักการ อยู่ๆมีไอเท่มที่ไม่มีในดาต้าเบสโผล่ขึ้นมา ระบบมันคงจะแจ้งว่ามีบัค/โปรแกรมใหม่เกิดขึ้น ต้องเสียคนไปตรวจสอบข้อมูลว่าของชิ้นนั้นคืออะไร โผล่มาได้ไง พอเห็นถึงความสามารถโคตรโกง ก็ยากจะลบออกแต่ก็ทำไม่ได้ เพราะมันดันสร้างมาอย่างถูกต้อง ถ้าลบโดนผู้เล่น(เจ้าราฟ)ฟ้องร้อง ปัญหาตามมามากมาย ความไม่สเถียรเอย บัคเอย สมดุลระบบเอย ที่แน่ๆ นุกนานละมีนี้ ราฟมันจะได้มีกองทัพเทพๆ
    #13813
    0
  6. #13812 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 11:36
    ว่าแต่น่าเอาคุณคู่หมั้นไปป่วนในเกมส์เหมือนกันนะ อยากเห็นสาวๆดิ้น
    #13812
    0
  7. #13811 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:49
    สนุกสนานกันละทีนี้
    #13811
    0
  8. #13810 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 09:14
    แล้วงานนี้จะมีรอบแก้มือมั้ยล่ะเนี่ย มีแหงๆ ว่าแต่โชคตกใส่อีกแล้วนะราล์ฟ

    ทั้งเหมืองทั้งสเคาท์เตอร์เลย
    #13810
    0
  9. #13809 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 08:33
    ป่วนมันเข้าไป
    #13809
    0
  10. #13807 คุณสามี (@SoulBladeMaster) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:44
    ขอบคุณมากครับ อิอิ
    #13807
    0
  11. #13806 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:56
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13806
    0
  12. #13805 Martive (@veevite) (จากตอนที่ 372)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 01:01
    รู้สึกปวดหัวแทน gm เลย
    #13805
    0