[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,474,145 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,088 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,416

    Overall
    1,474,145

ตอนที่ 368 : บทที่ 22 ข้อสันนิษฐาน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4347
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 56 ครั้ง
    12 ม.ค. 60

บทที่ 22 ข้อสันนิษฐาน (100%)

 

        ไม่มีใครแสดงอาการตื่นเต้นหรือยินดีกับข้อสรุปนี้ มันเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่มีแนวโน้มในทางที่ดีเท่านั้น

        แม้ว่าจะมีภาพแสดงฉายขึ้นอยู่บนจอให้ทุกคนได้เห็นพร้อมกัน แต่หน้าจอบนโต๊ะของผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนก็มีเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ให้เปิดอ่านได้อย่างอิสระ สายตาทุกคู่มองสลับกันระหว่างจอใหญ่กับจอเล็ก

        "จากการตรวจสอบข้อมูลในขอบเขตที่รับผิดชอบ พบว่าปฏิกิริยาการกระตุกของคลื่นสมองนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่มีการดำเนินเควสต์เนื้อเรื่องของตัวละครสมมติไซเรน ภายใต้โปรแกรมบำบัดสภาพจิตใจ"

        เจนจิราไม่ได้ตั้งใจจะโอ้อวดศักยภาพด้านการวิเคราะห์อาการป่วยหรือชำนาญการรักษาเป็นพิเศษ แต่เพราะโปรแกรมนี้เธอเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเอง จุดประสงค์แรกนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อบำบัดสภาพจิตใจ มันเป็นแค่เนื้อเรื่องของตัวละครภายในเกมเท่านั้น

        ในการบำบัดสภาพจิตใจผู้ป่วยก็มีอยู่หลากหลายวิธี และนั่นทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายต้องมาช่วยกันระดมความคิดเพื่อเตรียมสถานการณ์ที่มีผลต่อเทสเตอร์แต่ละคน เนื้อเรื่องที่จะต้องส่งผลลัพธ์ในแง่บวกอย่างที่สุด ทว่าบทบาทเหล่านั้นไม่อาจใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงได้มากนัก

        ข้อมูลของเทสเตอร์ 03 หรือไซเรนถูกแจกจ่ายให้ทุกคนได้อ่านรายละเอียด ทั้งนี้ก็เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมด แน่นอนว่ามันละเอียดมากเพราะมีการเคลื่อนไหวตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งมาเห็นรายละเอียดที่ระบุสถานะว่า

        "ทำสัญญากับเพลเยอร์?"

        เป็นธรรมดาที่ผู้รับผิดชอบด้านอื่นๆ จะไม่รู้ข้อมูลเบื้องลึกนอกจากขอบเขตหน้าที่ของตัวเอง อย่างพวกแพทย์ก็จะรับหน้าที่ตรวจสอบอาการและศึกษากลุ่มอาการของเทสเตอร์ หรือฝ่ายพัฒนาเครื่องมือพยุงชีพที่ที่สนใจแต่อุปกรณ์เท่านั้น

        "ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างลับๆ หรือยังไง"

        เจนจิรามองคนถามคำถามนี้ ทั้งที่ใจจริงอยากจะพูดว่า 'ตั้งแต่ที่เปิดให้คนทั่วไปเล่นได้ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรแล้ว' แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป มันควรจะเป็นโครงการที่ดำเนินกันอย่างลับๆ เพียงแต่ด้วยความที่พวกเขาไม่มีทุนทรัพย์มากพอจะมารับภาระในการดูแลเซิร์ฟเวอร์ การเปิดให้เป็นเกมที่ทุกคนเข้ามาใช้บริการได้นั้นจะช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินได้พอสมควร เพราะแบบนั้นมันจึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาต้องให้ความสนใจกับผลประกอบการ

        แต่คนที่ถามออกมานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรง จึงมองว่าเรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจจะเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกได้ หากเป็นเช่นนั้นสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้จะต้องถูกสังคมเล่นงานอย่างหนักแน่

        "ทราบดีค่ะว่ากังวลใจถึงเรื่องอะไร เกี่ยวกับปัญหานั้นจะถูกมองเพียงแค่ว่าเป็น AI ที่ทำออกมาได้เหมือนมีชีวิตอยู่จริง ปัจจุบันจำนวนของเทสเตอร์นั้นมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนของ AI ที่มีอยู่ และยิ่งน้อยมากที่จะโชคไม่ดีพบเจอกับเพลเยอร์ที่ให้ความสนใจกับรายละเอียดเล็กๆ"

        แม้คำอธิบายนั้นจะฟังดูคลุมเครือทำให้รู้สึกไม่สบายใจก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เจนจิรารู้ว่าพวกเขาแค่กังวลไม่ต้องการให้ผู้ใดล่วงรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงจะเคยอธิบายไปก่อนหน้านี้แล้วว่าโปรแกรมบำบัดสภาพจิตใจนี้ ใช้วิธีการที่ไม่แตกต่างจากเพลเยอร์คนอื่นๆ นั่นคือการสร้างอวาตาร์ขึ้นมาและแปลงคลื่นสมองเชื่อมต่อตัวตัวละครนั้นๆ เพียงแค่เทสเตอร์เหล่านี้จะต้องใช้ขั้นตอนที่มากกว่านั้นก็คือการสวมบทบาทเป็นตัวละครนั่นเอง

        และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมา แม้ว่าภายหลังเทสเตอร์จะไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อมต่อกับตัวละครนั้นอีกแล้ว ก็จะมี AI ที่คัดลอกพฤติกรรมมารับช่วงต่อและดำเนินบทบาทต่อไป

        "หวังว่าที่พูดมานั่นจะเชื่อถือได้นะ"

        ถูกเหน็บแนมกลับมาคงเพราะเจนจิราอายุน้อยที่สุด และแน่นอนว่าเจนจิราไม่อาจตอบได้เต็มปากว่า 'เชื่อถือได้แน่นอนค่ะ' ด้วยเหมือนกัน จากการที่ให้โปรโต้ตรวจสอบข้อมูลของเพลเยอร์ที่ทำสัญญาจนทราบรายละเอียดทั้งหมด ถึงจะไม่พบการกระทำผิดที่ถึงขนาดทำให้ต้องโดนลงโทษรุนแรง แต่สิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดและกำลังจะทำต่อจากนี้ไปเป็นอะไรที่น่าจะสร้างความวุ่นวายไม่ใช่น้อยๆ

        ก่อนที่การสนทนาจะถูกดึงออกจากจุดประสงค์หลัก อินทร์อรไล่สายตาอ่านรายละเอียดบนจอเล็กบนโต๊ะและหันไปถามผู้ที่เกี่ยวข้อง

        "แล้วความคืบหน้าอาการล่าสุดของเทสเตอร์ 03 เป็นยังไงบ้าง"

        คำตอบที่ได้ก็คือ อาการของเทสเตอร์ 03 กลับมาคงที่ได้ราวสองอาทิตย์แล้ว ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ นับจากนั้นเป็นต้นมา ดังนั้นสิ่งที่เจนจิรากล่าวตอนเริ่มประชุมนั้นจึงเป็นเพียงแค่การคาดเดาที่ยังไม่มีหลักฐานรับรอง พวกเขาพาดพิงว่าอาจจะเป็นการทำงานที่ผิดพลาดของอุปกรณ์ที่ใช้กับเทสเตอร์ ก็ทำให้ธวัชชัยออกมาแก้ต่างในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วพบว่าอุปกรณ์ไม่ได้มีความผิดพลาดเลย

        มันเป็นการประชุมที่ดุเดือดมากเพราะต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าข้อสันนิษฐานของตนเองนั้นถูกต้องที่สุด เจนจิราได้แต่ลอบถอนหายใจ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่เหล่านี้จะทำตัวได้เด็กมากจนถึงขนาดลืมวัตถุประสงค์จริงๆ ของโครงการนี้ไป ความรู้สึกยินดีที่จะได้เป็นผู้สลักชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์การรักษาก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เธอพอจะเข้าใจ ในสังคมที่เธอผ่านมานั้นย่อมมีการชิงดีชิงเด่นกันให้เห็นอยู่ แต่ทำเป็นมองข้ามและไม่เก็บคิดให้วุ่นวาย

        ถึงอย่างนั้นเจนจิราก็มีข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงอยู่ โดยสาเหตุนั้นหากคำนวณจากเวลาจะพบว่ามันมีความใกล้เคียงกันมากจนเชื่อว่าจะต้องใช่แน่ๆ แต่ถึงจะเป็นข้อสันนิษฐานก็มีค่าพอที่จะลองพูดออกไป

        "คิดว่าโปรแกรมบำบัดสภาพจิตใจนั้นส่งผลให้เทสเตอร์มีปฏิกิริยาค่ะ"

        แล้วเจนจิราก็นำข้อมูลที่เตรียมเอาไว้ขึ้นเสนอ โดยเท่าที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ โปรแกรมนี้เป็นการรักษาเชิงจิตวิทยา แต่สำหรับตัวเทสเตอร์ที่อยู่ในสภาพไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น การรักษาด้วยการฟื้นฟูสภาพจิตใจนับว่าเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง แต่เป็นโชคดีที่ปัจจุบันนี้มีระบบที่สามารถใช้งานคลื่นสมองได้โดยตรง แม้ตัวผู้ป่วยจะอยู่ในสภาพที่ไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้นก็ตาม ก็สามารถจำลองสถานการณ์เพื่อบำบัดจิตใจให้ได้

        โดยแต่เดิมนั้นในทางการแพทย์วิเคราะห์ว่า เกมเสมือนจริงนี้สามารถบำบัดจิตใจผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจจนปิดกั้นตัวเองจากสังคมได้ และมันได้รับความนิยมสำหรับผู้ป่วยหลายประเภท จนถึงตอนนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหมอบางคนแนะนำให้คนไข้ที่อยู่ในความดูแลของตนเองเล่นเกมเพื่อบำบัด หลายคนกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน

        เพียงแต่จุดเริ่มต้นนั้นเป็นไปได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ในตอนแรกนั้นแม้แต่เจนจิราที่รับหน้าที่เขียนโปรแกรมได้เห็นผลงานจากผู้เชี่ยวชาญที่นิยามคำว่า 'สภาพแวดล้อมที่มีผลต่อสภาพจิตใจในเชิงบวก' ให้ออกมาเป็นแค่ทุ่งดอกไม้ราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ มีแต่เหตุการณ์จำลองที่ตัวละคร AI พูดแต่แง่ดีจนรู้สึกได้เลยว่ามันเป็นของปลอม สุดท้ายเจนจิราก็ได้ถอนตัวออกมาเพราะทนรับความคิดพวกนั้นไม่ไหว และก็ได้อินทร์อรเข้ามาช่วยสนับสนุนอีกครั้งโดยมอบสิทธิ์ในการออกแบบบทบาทอย่างอิสระ

        "นั่นเป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น"

        "โปรแกรมโลกสวยนั่นจะใช้งานได้จริงงั้นเหรอ"

        ยังคงมีคนค้านคำพูดของเจนจิรา ถ้าพวกเขายอมรับเรื่องนี้ก็เท่ากับว่ามันเป็นผลงานของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่พวกเขาทำได้เพียงแค่มีชื่อในฐานะของผู้ช่วยเท่านั้น

        และเพื่อยุติการถกเถียงที่กำลังจะเกิดขึ้น ไพศาลในฐานะของผู้สนับสนุนเงินทุนทุกอย่างจึงได้เปิดปากพูดขึ้น

        "น่าสมเพชจริงๆ จะต้องเชื่อมั่นว่าความคิดตัวเองถูกต้องที่สุดไปถึงไหน"

        "ไม่ใช่ว่านี่เป็นการรักษาผู้คนอย่างนั้นหรือ?"

        แค่คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้เสียงของคนที่ตั้งใจจะคัดค้านเงียบหายไป ไพศาลส่งสายตาบอกให้เจนจิราพูดต่อได้

        "ขอบคุณค่ะ แม้ว่าหลายท่านจะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่การคาดเดาของเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง..." พูดพลางอมยิ้มเล็กน้อย "...ขออภัยค่ะ ของฉันคนนี้ แต่ก็มีหลักฐานมายืนยันการคาดเดาที่ว่านี่ด้วย มันเป็นบันทึกไฟล์ความเคลื่อนไหวของเทสเตอร์ซึ่งทุกคนจะมีบันทึกนี้อยู่ค่ะ แต่ว่ามันก็จำเป็นจะต้องใช้เซิร์ฟเวอร์แยกออกมาเพื่อสำรองเป็นข้อมูล ด้วยงบประมาณที่จำกัดเลยทำได้แค่เฉพาะบุคคลสำคัญเท่านั้น"

        เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องการจะสื่อสารเป็นนัยว่าเธอต้องการงบประมาณเพื่อสร้างเซิร์ฟเวอร์ใหม่เพิ่มขึ้น แต่เดิมแค่ฟอร์บิดเดนท์อย่างเดียวก็ใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ไหนจะเครื่องเซิร์ฟเวอร์ของทั้งโปรโตไทป์ เซคั่นด์ เทิร์ด แล้วก็ ฟอร์ธ ที่ต้องแยกเฉพาะกันอีก แต่งบประมาณที่ได้มาอย่างจำกัดทำได้แค่นี้ก็ถือว่ายอดมากแล้ว ไม่ต้องพูดถึงกำไรหากผลงานเหล่านี้จำหน่ายสู่ตลาดสากล

        เปิดภาพวีดีโอขึ้นมาเป็นภาพการต่อสู้ในมุมมองบุคคลที่สาม ราวกับว่ารอบตัวนั้นมีกล้องที่มองไม่เห็นลอยวนอยู่ ไม่มีเสียงแม้จะเห็นปากของตัวละครพวกนั้นขยับ เพราะว่าเป็นระบบที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ

        "นี่คือภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลาที่คลื่นสมองของเทสเตอร์มีความผิดปกติ สำหรับพวกเราอาจจะเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่นาที แต่ในโลกความยาวคลื่นสมองนั้นไม่ใช่เลย"

        เหมือนเป็นละครฉากใหญ่เพราะมีการต่อสู้เกิดขึ้น โชคร้ายตรงที่มองเห็นเพียงเหตุการณ์รอบตัวของไซเรนเท่านั้น เจนจิราจึงได้อธิบายควบคู่ไปด้วยว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง เมื่อทุกอย่างจบลงภาพก็หยุดไปเพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ปฏิกิริยาของเทสเตอร์ได้หยุดลง

        "นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนั้นค่ะ"

        "เดี๋ยวนะหนูเจน เท่าที่อาจำได้มันยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ" วุฒิพงษ์ถามขึ้นหลังจากได้เห็นเหตุการณ์นี้

        "ยังไม่ใช่ตอนนี้ค่ะคุณอา" เจนจิราตอบกลับไปโดยแฝงอารมณ์ตำหนิเล็กน้อย เพราะมันคนละเรื่องกันไม่อาจเอาเข้ามาเกี่ยวได้  "จากที่ทุกท่านได้เห็น สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นบทบาทของตัวละครที่ชื่อ ไซเรน ซึ่งเป็นอวาตาร์ที่เทสเตอร์ 03 เชื่อมต่อเพื่อควบคุมแทน ดูจากเวลาการเกิดเหตุการณ์และช่วงเวลาที่มีปฏิกิริยาเป็นเวลาที่ไล่เลี่ยกันจึงคิดว่าข้อสันนิษฐานนี้น่าจะถูกต้องที่สุดค่ะ"

        "หากเป็นแบบนั้นจริงเราก็ใช้โปรแกรมบำบัดสภาพจิตใจกับเทสเตอร์คนอื่นๆ เพื่อดูปฏิกิริยาก็ได้น่ะสิ"

        "คิดว่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่าค่ะ โปรแกรมนี้เอาเข้าจริงๆ ก็แค่เนื้อเรื่องของตัวละครเท่านั้น จะเห็นได้ว่าการที่เลือกให้เทสเตอร์ 03 เชื่อมต่อกับไซเรน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสุ่มเลือก แต่ดูจากลักษณะนิสัยเดิมของเจ้าตัวและสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งการจะมองหาบทบาทที่เหมาะสมให้กับแต่ละคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะคะ"

        "แต่มันก็ได้ผล อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่ใช้โปรแกรมนี้ช่วยรักษาได้อีก ไม่น่าจะเฉพาะแค่เทสเตอร์ 03"

        "ปัญหาอยู่ที่ความเข้ากันได้ของบทบาทต่างหากค่ะ และนอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยที่ฉันยังไม่ได้พูดออกไปเพราะมันเป็นแค่ข้อสันนิษฐานที่ยังยืนยันไม่ได้..."

        "ปัจจัยที่ว่าก็คือบุคคลที่สามสินะ" อินทร์อรพอจะทำความเข้าใจได้บ้างแล้ว หลังจากที่ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียด "ไม่มีปฏิกิริยาเลยจนกระทั่งมีการทำสัญญากับเพลเยอร์ มีช่วงเวลาหนึ่งที่มีปฏิกิริยาแต่ก็เป็นระยะสั้นๆ ที่ถูกมองว่าเป็นแค่อาการกระตุกเท่านั้น และก็ได้ถูกมองข้ามไปโดยไม่มีใครสนใจจะศึกษาอาการ"

        "เอ่อ...ค่ะ"

        "มีข้อมูลบันทึกอยู่อีกหรือเปล่า"

        "ถ้าเกี่ยวกับเทสเตอร์ 03 มีเซิร์ฟเวอร์เฉพาะอยู่ค่ะ" เจนจิราให้โปรโต้แสดงเหตุการณ์นั้นขึ้นมา เป็นภาพฉากที่อยู่กันใต้น้ำกับคนคนหนึ่งและภาพนั้นเป็นอะไรที่เสียงเสียงฮือฮาจากผู้ชายได้ แต่สำหรับคนที่เติบโตที่เมืองนอกมันเป็นเรื่องธรรมดา

        "นั่นมันอะไรน่ะ?"

        "จูบน่ะสิคะ" อินทร์อรหันไปตอบด้วยรอยยิ้ม พอจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้นและรู้ว่าทำไมเจนจิราถึงได้มีท่าทีแบบนั้น บางทีมันอาจจะเป็นลางสังหรณ์ของผู้หญิงก็ได้ และด้วยสิ่งนี้มันก็เอามาใช้เป็นข้อพิสูจน์ไม่ได้เสียด้วย "น้าพอจะเข้าใจแล้วว่ามันเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะพวกเราต้องการข้อพิสูจน์ที่อธิบายได้มากกว่าลางสังหรณ์ของตัวเอง แต่ก็ชัดเจนแล้วว่าบุคคลที่สามคนนี้ได้ให้ความช่วยเหลือต่อเทสเตอร์เป็นอย่างดีจนเกิดความรู้สึกอยากจะตอบสนองต่ออารมณ์ขึ้นมา บางทีคงเป็นความรักนั่นแหละ"

        "แล้วบุคคลที่สามที่ว่านี่เป็นใครกันล่ะ"

        "เกี่ยวกับเรื่องนั้นต้องขออภัยที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยให้ทราบได้" เจนจิราปฏิเสธออกมาชัดเจนว่าไม่ประสงค์จะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลที่สามนั่น แม้ว่านั่นจะเป็นสิ่งที่ช่วยชี้นำทิศทางในการรักษาได้ "เพราะเป็นข้อสัญญาระหว่างเพลเยอร์ที่มีต่อบริษัท ในกรณีนี้หมายถึงการนำข้อมูลส่วนตัวของเพลเยอร์ไปใช้เพื่อประโยชน์ในทางอื่นค่ะ"

        "ในเมื่อเปิดเผยให้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" อินทร์อรยอมรับคำแก้ตัวนี้ เธอเดาว่าเจนจิราคงสืบข้อมูลทั้งหมดไปเรียบร้อยแล้วแต่ก็ด้วยจรรยาบรรณทำให้ไม่สามารถนำมาเปิดเผยต่อในที่ประชุมได้ "แล้วจากนี้จะเป็นยังไงต่อล่ะ น้าคิดว่าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ใช่เรื่องดีแน่ การรักษาด้วยวิธีบำบัดสภาพจิตใจต้องทำติดต่อกันโดยไม่เว้นช่วงนะ"

        พอโดนถามแบบนี้เจนจิราก็สะอึก สิ่งที่จะพูดออกไปก็ต้องหยุดเพื่อคิดให้รอบคอบอีกครั้ง

        "อาเองก็อยากรู้นะหนูเจน ที่อาสงสัยน่ะคือแพทซ์ที่เดินทางในทะเลจะเปิดให้ใช้งานช่วงเดือนตุลาคมไม่ใช่เหรอ"

        "เกี่ยวกับเรื่องนั้น เจนคิดว่าควรจะต้องเร่งกำหนดการให้เร็วขึ้นมาอีกหนึ่งเดือนค่ะ เพราะเนื้อเรื่องของเกมดำเนินไปเร็วมากจนน่าตกใจ ยังดีที่เตรียมระบบฉุกเฉินเอาไว้เลยพอจะยังแถไปได้อยู่ค่ะ"

        "ไม่ใช่หรอก อาอยากรู้ว่าพวกเขาจะลงไปใต้ทะเลกันยังไงต่างหาก"

        "เกี่ยวกับเรื่องนั้น เจนว่าอาจจะไม่ต้องกังวลก็ได้นะคะ"

        ทิ้งท้ายเอาไว้เป็นนัยยะ วุฒิพงษ์จะทราบรายละเอียดของเกมแบบผิวเผินต่างจากเจนจิราที่เป็นคนออกแบบเนื้อเรื่องเป็นส่วนใหญ่ ถึงอย่างนั้นก็ยังพอจะรู้มาจากคนงานที่บ่นช่วงพักเที่ยงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเกม

        "เอาเถอะ เรื่องของเกมจะเป็นยังไงก็ช่าง แต่ว่าจากนี้ต้องให้ความสำคัญกับเทสเตอร์ 03 เป็นอันดับแรกจัดทีมจับตาดูอาการอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เรื่องงบประมาณที่จำเป็นก็ให้ทำรายงานส่งมาแล้วจะอนุมัติให้" ไพศาลกล่าวขึ้นมาหลังจากที่ไตร่ตรองแล้วหันไปพูดกับเจนจิราว่า "อีกเรื่องคือให้จับตาดูบุคคลที่สามนั่นเอาไว้ด้วย ถ้าไม่สร้างปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ให้มองข้ามไป แต่ถ้าก่อปัญหาเมื่อไหร่ก็จัดการตามสมควรได้เลย"

 

        ในที่สุดการประชุมก็ได้จบลง ทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปทำงานกันต่อ การประชุมนี้ใช้เวลาไปเกือบสี่ชั่วโมงและข้างนอกก็มืดครึ้มแล้ว เจนจิราอ้าปากหาวนอนจากการที่เธออดนอนมาจะครบ 48 ชั่วโมง ตอนนี้เธออยากจะกลับไปที่ห้องทำงานและนอนหลับสักงีบ แต่เพราะน้าอินทร์อรชวนจะไปทานข้าวเลยต้องอดใจเอาไว้ ถึงยังไงถ้ามันทนไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจะไปนอนค้างที่ห้องของน้าอินทร์อรแทน

        "เจน พ่อขอคุยด้วยสักหน่อย" ธวัชชัยร้องเรียกเมื่อเห็นลูกสาวของเธอเดินก้าวเท้าเร็วเพื่อไปให้ทันลิฟต์ที่กำลังเปิดรอ

        "ค่ะ มีอะไรหรือคะ" ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

        เจนจิราไม่ได้มีความรู้สึก 'รัก' ธวัชชัยในฐานะของพ่อแท้ๆ เธอมองว่าเป็นเพียงแค่ญาติที่มีสถานะเป็นพ่อเท่านั้น ยิ่งเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันแบบที่ครอบครัวควรจะมีมันไม่มีอยู่เลยในความทรงจำ ถูกยัดเยียดให้เข้าเรียนจนไม่มีเวลาเที่ยวเล่นเหมือนเด็กทั่วไป คัดกรองคนที่จะมาเป็นเพื่อนทำให้เธอไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ถูกผลักดันให้เรียนหนักและต้องสอบเทียบความสามารถจนได้เรียนข้ามชั้น

        ไม่คิดว่าจะโดนตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้น ธวัชชัยยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในฐานะของพ่อ แต่ก็ยังอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทั้งหมดใหม่ ที่ผ่านมาเลยพยายามเข้าหาลูกสาวแต่สุดท้ายเธอกลับปิดกั้นตัวเองอยู่แต่ในห้องทำงาน

        "วันนี้พ่ออยากจะพาลูกไปทานข้าวกันสักหน่อย คุณแม่ก็ด้วยนะ"

        "ดีใจจังเลยค่ะ" เจนจิรายิ้มกว้าง แต่ก็หุบกลับในเวลาต่อมา "แต่ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณพ่อ พอดีเจนมีนัดอยู่แล้ว"

        "นัด? กับใครเหรอ"

        "เป็นห่วงเหรอคะ"

        "แน่นอนสิ ก็เจนเป็นลูกสาวของพ่อนี่นา"

        "ไม่ใช่ว่าพึ่งมาคิดได้เหรอคะ"

        เป็นคำพูดที่ฟังรุนแรงมาก ในช่วงวัยเด็กเจนจิราเคยหวังว่าคุณพ่อจะช่วยพูดปกป้องไม่ให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่สุดท้ายคุณพ่อกลับยอมรับเรื่องนี้และยังมากล่อมเธอด้วยตัวเอง ตั้งแต่นั้นมาเธอเลยมีอคติกับคุณพ่อของตัวเองถึงขั้นที่ว่าเลี่ยงการพบเจอได้ยิ่งดี

        แต่การพยายามสานความสัมพันธ์ในช่วงสองเดือนมานี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เจนจิราไม่เพียงแต่ไม่ให้ความร่วมมือ แต่ยังปฏิเสธตัวตนของเขาอีกด้วย หวังเพียงสักนิดว่าลูกสาวจะยอมใจอ่อนและพูดคุยกันเป็นปกติได้ ตราบใดที่ยังเปิดใจกับเธอไม่ได้ความคิดนั้นคงเป็นได้แค่ฝัน

        "ส่วนคนที่นัดเจนไปทานข้าวคือน้าอินทร์อรค่ะ"

        "น้า?" ธวัชชัยสับสนนิดหน่อย ถึงอินทร์อรจะอายุน้อยกว่าตนเองจนมีสถานะเป็นน้าได้ แต่ก็เป็นคนที่พึ่งจะเข้ามาในชีวิตได้ไม่กี่ปี และยังไม่มีความเกี่ยวพันใดๆ กับตระกูลรัตนพิทักษ์นอกจากเรื่องของการสนับสนุนข้อมูลสำคัญเท่านั้น

        "อย่างน้อยก็เป็นคนที่อยู่ข้างเจนเวลาที่ไม่มีใคร"

        คำพูดที่เตรียมมาจุกแน่นอยู่ที่ลำคอ ถึงจะเป็นคำพูดที่ไม่ได้หวังผลอะไรแต่สำหรับคนที่รู้สึกผิดนั้นไม่ต่างกับมีดที่ทิ่มแทง ธวัชชัยรู้อยู่แก่ใจดีว่าคนที่อยู่ข้างลูกสาวนั้นไม่มีอยู่เลย แม้กระทั่งมารดาที่สนใจแต่กับการหาคู่ครองให้ลูกสาว คุณปู่ที่หวังจะใช้ความเป็นอัจฉริยะของเธอเพื่อเป้าหมายสำคัญ น้องชายของเขาก็ใช้เพื่อธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่มีใครเลยที่จะทำเพื่อตัวเจนจิราสักคน

        "แต่ว่า...ยังพอจะมีทางอยู่นะคะ เดือนนี้เจนมีวันหยุดมากพอที่จะบินรอบโลกฆ่าเวลาได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณพ่อเองด้วยค่ะ" เจนจิราแสร้งทำเป็นตรวจเช็คตารางงานของตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่าเธอทำมันจนเสร็จแล้ว และยังรู้ด้วยว่าเดือนนี้ทั้งเดือนคุณพ่อนั้นแทบจะไม่มีเวลาว่างให้เลย

        ถึงจะรู้สึกว่ามันเป็นไปได้ยาก แต่นี่เป็นโอกาสเดียวที่ธวัชชัยต้องรีบคว้าเอาไว้ให้ได้ นึกถึงกำหนดการที่ได้เห็นก่อนจะมาร่วมประชุมนี้ เดือนนี้มีกำหนดการที่ทำให้ไม่มีเวลาส่วนตัวเลย ทั้งต้องเดินทางไปต่างจังหวัดและเจรจาธุรกิจ แต่ก็น่าจะยังมีวันที่สำหรับพักผ่อนอยู่

        "ถ้ายังไงวันอาทิตย์นี้..."

        "วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้สินะคะ จะตั้งตารอเลยค่ะ"

        เหมือนจะพยายามยุติบทสนทนาแต่เพียงเท่านี้ เจนจิรายกมือไหว้และเดินลงลิฟต์รอบใหม่ที่พึ่งมาถึง

 

        เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้วที่เจนภพนั่งทำงานอยู่ในห้องตัวเอง แต่ถ้าจะให้พูดว่าทำงานมันก็ไม่ถูกนักเพราะเอาเข้าจริงๆ มันก็เป็นแค่การฆ่าเวลาอย่างหนึ่งที่พอจะทำได้ ต้องตรวจสอบตลาดหุ้นไปด้วยมันเป็นสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน จนกระทั่งมีคนมาเคาะประตูหน้าห้องซึ่งก็เดาได้เลยว่าเป็นใคร จึงลุกเดินไปเปิดประตูก็เห็นซูหลินยืนมองด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อย

        "มีอะไรหรือเปล่า"

        "คือว่า..." ยังไม่ทันได้พูดออกมา ก็มีคำตอบดังก้องให้ได้ยิน เป็นเสียงท้องร้องที่ดังมากจนเสียงเพลงกลบไม่หมด "...เราหิว"

        ปกติซูหลินไม่น่าจะมีท่าทีเนียมอายขนาดนี้ แต่คิดว่าคงเป็นเพราะไม่กล้ามาขอร้องโดยตรงอีกทั้งเจนภพเคยบอกว่าห้องครัวนั้นเป็นของเขาไม่ว่าใครจะมาทำอะไรต้องมาขออนุญาตก่อน และของกินในตู้เย็นก็เป็นที่รู้กันว่ามันคือของสำหรับพรุ่งนี้เช้าของคุณแม่ จะให้ไปแอบขโมยกินก็จะเป็นการเสียมารยาทจนเกินไป

        "ขอดูก่อนว่ามีอะไรพอจะทำได้บ้าง"

        เจนภพลงมาที่ครัว สวมผ้ากันเปื้อนลายลูกแมวและเปิดดูของในตู้เย็น หยิบออกมาวางแทบจะไม่ต้องคิดอะไรมาก ซูหลินชะเง้อมองอยู่ห่างๆ ตั้งใจว่าถ้าเรียกให้ช่วยเมื่อไหร่จะได้เข้าไปเป็นลูกมือให้ทันที ของที่หยิบออกมามีพวกเนื้อสันนอก ไข่ไก่ แป้ง แฮม ชีสแผ่น เป็นอะไรที่ซูหลินจินตนาการรูปร่างสำเร็จของมันไม่ออกเลย

        "เอาเป็นกอร์ดองเบลอก็แล้วกัน"

        พูดเสร็จก็เริ่มลงมือทำอาหาร ซูหลินทำได้เพียงแค่ยืนมองมือที่เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เรื่องที่เจนภพทำอาหารเก่งเธอยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้ง และยิ่งท่วงท่าในการทำอาหารบ่งบอกว่าเขาจะต้องฝึกฝนมาเป็นเวลากว่าสิบปี เท่าที่เห็นจากการเตรียมวัตถุดิบน่าจะเป็นหมูชุบแป้งทอด เจนภพใช้เวลาทำไม่นานก็จัดวางเรียงบนจานให้ดูสวยงาม แต่งเครื่องเคียงด้วยผักสีสดใส และนำเสิร์ฟ

        เป็นมื้อดึกที่หรูหรามาก กัดไปคำเดียวชีสที่อยู่ภายในก็ทะลักออกมา เพราะว่ามันร้อนจึงต้องค่อยๆ ทาน เจนภพเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้หยิบเอามัสตาร์ด กับซอสบาร์บีคิวมาวางไว้และบอกให้เลือกน้ำจิ้มได้เลย

        "อร่อยจัง"

        "เพราะว่าฉันเป็นคนทำน่ะสิ"

        "หลงตัวเอง"

        เจนภพยักไหล่และจัดการทำความสะอาดกระทะให้เรียบร้อย ปกติแล้วเขาจะไม่ทำอาหารตอนกลางคืนแบบนี้แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้คงช่วยไม่ได้ เพราะเขาเองก็ไม่ชอบเห็นคนหิวซะด้วย

        "ตอบแทนเรื่องอาหารพรุ่งนี้เช้าเธอต้องไปช่วยฉันซื้อของด้วย"

        "พึ่งซื้อมาเองไม่ใช่เหรอ" ซูหลินสงสัย จากที่เห็นของที่ซื้อมาและเจนภพก็ได้จัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบชนิดที่คนเจ้าระเบียบยังต้องอาย ปริมาณพวกนั้นเยอะมากพอจะให้อยู่ได้เป็นอาทิตย์แต่ก็หมดภายในไม่กี่วัน

        "ฉันกับคุณแม่ 'พิเศษ' กว่าคนอื่นสักหน่อยน่ะ" เจนภพพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำว่า 'ผิดปกติ' เพราะถึงจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้แต่คุณยายกลับต้องการให้เก็บเป็นความลับเอาไว้ ก็เข้าใจอยู่ว่ามันจะต้องโกลาหลแน่ถ้ามันถูกเปิดเผยออกไป

        และเพราะความพิเศษนี้เลยทำให้ค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารแต่ละมื้อสูงกว่าครอบครัวทั่วไปราวๆ ห้าเท่า ดังนั้นพวกพ่อค้าแม่ค้าแถบนี้จึงรู้จักเจนภพที่มักจะซื้อในปริมาณมากถึงกับยอมลดราคาให้แทบจะทุกร้าน

        "หมายถึงเรื่องลมปราณหรือเปล่า เรามองออกนะว่าคุณก็ใช้ลมปราณได้ระดับหนึ่ง แต่ก็เหมือนเด็กพึ่งหัดเดินเลย"

        ซูหลินรู้อยู่แล้วล่ะว่าสองแม่ลูกคนนี้ไม่เหมือนคนทั่วไปเพราะเธอสัมผัสได้ถึงลมปราณจากทั้งคู่ แต่ที่สัมผัสได้ของคนเป็นแม่จะดูสงบดุจทะเลก่อนพายุจะมา ในขณะที่ของลูกชายจะเบาบางและไม่คงที่บ่งบอกได้ว่าเป็นคนที่ละเลยการฝึกฝน

        "แม่ฉันบอกให้ฝึกเอาไว้เพื่อสุขภาพ"

        "งี่เง่าชะมัด"

        เจนภพยิ้มอ่อนและไม่เถียงซูหลิน เขาเข้าใจดีว่ามันเป็นปัญหาที่มุมมองของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน สำหรับเขาแล้วมีเพียงการใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุขเท่านั้น ไม่สนใจเรื่องการต่อสู้เพื่อชิงดีชิงเด่น ไม่สนใจชื่อเสียงหรือต้องการให้เป็นที่รู้จัก

        "เธอควรจะกินผักด้วยนะ" เจนภพเห็นผักในจานไม่ถูกแตะต้องเลย จนรู้สึกเสียดายมะเขือเทศราชินีที่อุตส่าห์ไปซื้อมา

        "มะเขือเทศเหรอ? เราไม่ชอบมันเลยรสชาติแย่มาก"

        "งั้นแปลว่าเธอไม่อยากกินข้าวเช้าแล้วสินะ"

        "กล้าขู่เราเหรอ" ซูหลินมองตาแข็งกร้าว

        "ฉันไม่ได้ขู่ ถ้าเธออยากหากินเองก็ตามสบาย แต่ถ้ายังอยากกินข้าวเช้าผักพวกนั้นจัดการให้หมด ถ้ามันเลี่ยนเกินกว่าจะกินได้ฉันมีน้ำสลัดเตรียมเอาไว้ให้" เจนภพเปิดตู้เย็นและหยิบเอาขวดบรรจุน้ำสลัดมาวาง มันเป็นของที่ทำเก็บเอาไว้กินเล่นช่วงยามว่าง

        "หรือว่าเธอไม่กล้ากิน ไม่เห็นรู้มาก่อนเลยนะว่าผู้ฝึกยุทธ์จะกินมะเขือเทศไม่ได้ เอ๊ะ! หรือว่าเป็นแค่เธอคนเดียวกันล่ะ"

        ทั้งท่าทางและน้ำเสียงที่นิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกเย้ยหยัน ซูหลินรับรู้ได้ก็รู้สึกไม่พอใจนิดหน่อย ก็จริงที่เธอไม่ชอบทานผักที่มันเลี่ยนอย่างมะเขือเทศ หรือผักที่มันขมจนเกินไป แต่ก็ไม่เห็นจะต้องมาดูถูกเรื่องที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้วกินมะเขือเทศไม่ได้สักหน่อย

        "แค่กินก็พอใช่ไหม" พูดแล้วก็ตักมะเขือเทศเข้าปากเคี้ยวไม่กี่ครั้งก็ฝืนกลืนลงคอ

        เจนภพเหมือนจะรู้งานรินน้ำเปล่าส่งให้ล้างรสชาติที่ติดปากออก

        "เธอควรจะกินพวกผักบ้างนะ ถึงผิวพรรณเธอจะสวยแต่นั่นมันก็เป็นเพราะเธอฝึกวรยุทธ์ ถึงยังไงร่างกายก็ยังต้องการวิตามินอยู่ดี ถ้าเธอคิดว่าวรยุทธ์นั่นคือยาอายุวัฒนะล่ะก็ สำหรับฉันยาอายุวัฒนะของโลกยุคใหม่ก็คือ 'อาหาร' นี่แหละ"

        เจนภพให้ความสนใจกับวิทยาสตร์การอาหารเป็นอย่างมาก ตั้งแต่ที่รู้ว่าตนเองนั้น 'พิเศษ' กว่าคนทั่วไปก็ตระหนักได้ถึงอนาคตที่ว่าหากมีคนแบบเขาขึ้นมาอีกหลายล้านคน โลกใบนี้คงต้องตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอาหาร ดังนั้นเลยตั้งใจจะศึกษาด้านอาหารเพื่อคิดค้นเมนูที่เหมาะสมและทานได้อิ่มในจานเดียว แต่ด้วยองค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันความคิดนั้นคงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน

        "ก็เคยได้ยินอยู่ว่ามันเป็นศาสตร์โบราณเมืองจีนมีอยู่เยอะแยะ"

        "ฉันเองก็ชอบคนจีนอยู่เหมือนกันนะ พวกเขาเก่งมากที่คิดค้นอะไรหลายๆ อย่างได้ ทั้งยาอายุวัฒนะ ศาสตร์การรักษา ทุกอย่างที่ทำเพื่อให้มีชีวิตที่ยืนยาว"

        "คุณเองก็สนใจเรื่องพวกนั้นเหรอ"

        "ฉันว่าทุกคนก็สนใจกันหมดนั่นแหละ" พอเห็นบรรยากาศเริ่มไม่ค่อยดีเจนภพก็กระแอมไอครั้งหนึ่งแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องโดยเร็ว "ทางที่ดีถ้าคิดจะฝึกวรยุทธ์ตอนกลางคืนอีกให้บอกฉันก่อนก็แล้วกันจะได้เตรียมอาหารเอาไว้ให้"

        แต่เรื่องแบบนี้มันคงเป็นไปได้ยาก ซูหลินคงจะต้องรู้สึกเหมือนกับว่าเธอจำเป็นต้องขออนุญาตทุกครั้งที่จะฝึกวรยุทธ์แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตีกรอบให้เธอต้องทำตามคำสั่งเลยน่ะสิ รู้สึกตัวแล้วว่ากำลังติดกับดักนี้ก็เลยชักสีหน้าไม่พอใจหน่อยๆ เจนภพเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นก็นึกได้ว่าเขาใช้คำพูดที่ไม่ถูกต้อง

        "ขอโทษฉันผิดเอง เอาเป็นว่าฉันจะคิดซะว่าเธอต้องฝึกวรยุทธ์ทุกวันก็แล้วกัน"

        "ที่สำคัญห้ามเลือกกินเด็ดขาด เข้าใจไหม"

        "และถ้าเธอทิ้งฉันจะรู้ในทันที จุดทิ้งขยะในบ้านนี้มีอยู่ไม่มากนักหรอก"

        สิ่งที่เจนภพไม่ชอบคือเห็นคนทิ้งอาหารของเขา ปกติแล้วเขาจะคำนวณปริมาณต่อคนและทำออกมาให้พออิ่มก็เลยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับอาหารเหลือทิ้ง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโกรธหรือต้องพาลใส่ใครก็ตามที่ทำแบบนั้น แต่ในกรณีของซูหลินก็แค่จะดัดนิสัยเกลียดผักเท่านั้น

        "รู้แล้วล่ะน่า ถ้าไม่มีผักที่ขมหรืออะไรที่รสชาติแย่ๆ เรากินได้หมด"

        "ไม่ขมกับรสชาติแย่สินะ" เจนภพพึมพำ เขาคงต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจแล้วว่าซูหลินไม่ชอบอาหารแบบไหน

        "ถ้ายังไงรวมของแม่เผื่อไว้ด้วยก็ดีนะ ขอเป็นที่หวานๆ นุ่มๆ แล้วก็อร่อย อย่างพวกเค้กเนี่ยของโปรดเลย"

        โดยแทบจะพร้อมเพรียงกันที่ทั้งสองคนหันไปมองที่ประตูห้องครัว วิลาวรรณมายืนกอดอกมองค้อนและทำแก้มป่องใส่ ส่งสายตาที่สื่อสารออกมาเป็นคำพูดว่า 'ทำไมไม่ทำเผื่อแม่' ให้ได้เห็น เจนภพเห็นแล้วก็รู้สึกท้อใจเลย คนที่มีปฏิกิริยามากที่สุดคงจะเป็นซูหลินที่ระวังการถูกลอบเข้าข้างหลัง หันกลับมาพร้อมโคจรลมปราณเพื่อป้องกันตัวเอง

        "ใจเย็นๆ สิจ๊ะหลินเอ๋อร์" วิลาวรรณเกิดความรู้สึกอยากจะแกล้งขึ้นมากะทันหัน เดินเข้าไปใกล้ๆ และใช้นิ้วมือจิ้มเข้าไปที่จุดผ่อนอารมณ์จนซูหลินส่งเสียงร้องครางออกมาเบาๆ "เห สองแม่ลูกนี่เหมือนกันกระทั่งจุดผ่อนคลายอารมณ์เลยงั้นเหรอ"

        "พอเถอะครับแม่" เจนภพเริ่มระอา พอคุณแม่เจอของเล่นใหม่ก็มักจะเป็นแบบนี้ทุกที ยิ่งตอนนี้สภาพของซูหลินแข้งขาอ่อนไปหมดแล้วด้วย แบบนี้คงกลับขึ้นห้องตัวเองไม่ได้สักพักแน่

        "ลงโทษที่มากินของอร่อยโดยไม่ชวนแม่ยังไงล่ะ"

        "อย่าเอาแต่ใจนักสิครับคุณแม่"

        "ก็แม่อยากกินด้วยนี่นา"

        "เข้าใจแล้วครับ จะทำเป็นมื้อเช้าให้" สุดท้ายก็ต้องยอมใจอ่อนทุกที นิสัยปฏิเสธคุณแม่ไม่ได้นี่แก้ไม่หายสักที มันก็แค่อาหารไม่ใช่เรื่องที่ลำบากสักเท่าไหร่

        "อยากเอาไปอวดคนที่โรงแรมด้วย"

        "ครับๆ"

        วิลาวรรณเปิดตู้เย็นและหยิบเค้กวุ้นมะพร้าวออกมาหน้าตาเฉย แถมยังถือยั่วลูกชายตัวเองอีกต่างหาก

        ซูหลินถือว่าฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วมาก ถึงจะโดนคุณแม่แกล้งไปตั้งขนาดนั้นก็ฝืนลุกขึ้นมานั่งจนได้ เมื่อก่อนเจนภพก็มักจะโดนแกล้งแบบนี้ประจำจนภายหลังขู่ว่าถ้าทำอีกงดของอร่อย จึงได้รอดพ้นจากการกลั่นแกล้งนี้มาจนได้ น่าสงสารที่ซูหลินตอนนี้ไม่มีอะไรพอจะต่อรองได้เลย

        "ว่าแต่พวกลูกมาแอบจู๋จี๋อะไรกันในครัวล่ะ"

        ถามเป็นภาษาไทยเพื่อไม่ให้ซูหลินเข้าใจบทสนทนา เจนภพก็พอจะเข้าใจจุดประสงค์นี้อยู่ แต่ก็บอกไปตามความจริงเรื่องที่ซูหลินฝึกวรยุทธ์จนหิวโซเลยต้องเดินมาขอร้องให้ช่วยทำอะไรให้กิน

        "แบบนั้นแหละดีแล้ว ต้องทำคะแนนเยอะๆ"

        "เข้าใจอะไรผิดอยู่หรือเปล่าครับเนี่ย"

        "ไม่รู้สินะ" คุณแม่ยิ้มเผล่ หันไปทางซูหลินแล้วพูดว่า "หลินเอ๋อร์เองก็เพลาๆ ลงบ้างนะ ฝึกวรยุทธ์น่ะแม่ไม่ว่าหรอก แต่วิชาที่แผ่จิตสังหารออกมาควรฝึกให้เป็นเวลาจะดีกว่านะ ไม่อย่างนั้นหมาหอนกันทั้งคืนแน่"

        "ท่านแม่รู้ด้วยเหรอ?"

        "แน่นอนสิจ๊ะ คิดว่าห้องแม่กับห้องหลินเอ๋อร์อยู่ไกลแค่ไหนกันล่ะ"

        "พอเถอะครับแม่ กำแพงมีหูนะครับ"

        ตักเตือนเอาไว้เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่เพื่อนบ้านนั้นจะได้ยินบทสนทนาพวกนี้อยู่ ยิ่งเป็นตอนกลางดึกที่ปราศจากเสียงรบกวน บางครั้งเจนภพก็มักจะได้ยินเสียงที่ไม่น่าพิสมัยดังแว่วมาอยู่บ้าง ถ้าเรื่องที่ซูหลินเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์หลุดไปเข้าหูใครต่อใคร ถ้าไม่ถูกมองว่า 'บ้า' ก็คงมีปัญหาตามมาไม่หยุดหย่อน

        บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความคิดแง่ร้ายของเจนภพเพียงคนเดียว

        "ถ้ายังอยากจะฝึกวิชาอยู่ถ้าแม่ว่างอาจจะช่วยนะ"

        "ต้องขอรบกวนแล้วค่ะ" ซูหลินตอบรับความหวังดีนั้น ไม่บ่อยหรอกที่จะมีคนเสนอตัวมาช่วยเป็นคู่ซ้อมฝึกวิชาให้

        "จริงๆ ฝึกกับลูกชายแม่ก็ได้นะ ความจริงแล้วเขาเองก็เก่งมากฝีมือน่าจะทัดเทียมกับหลินเอ๋อร์เลย"

        เจนภพกระแอมไอออกมาขัดจังหวะ แต่เหมือนจะไม่ทันแล้ว สายตาของซูหลินมองมาอย่างไม่เชื่อสายตา หรืออาจจะต้องบอกว่าเชื่อคำที่วิลาวรรณพูดทั้งหมดโดยไม่มีข้อโต้แย้ง

        จะเชื่อคนง่ายเกินไปแล้ว

        "ในกรณีที่สู้กับคนธรรมดา แน่นอนครับว่าจัดอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเก่ง แต่กับผู้ฝึกยุทธ์แล้วภพเป็นเด็กอ่อนหัดเลยนะครับ" ลองพยายามแก้ตัวไปก่อน อันที่จริงจะเสริมประสาทสัมผัสให้ตัวเองกับควบคุมอะดรีนาลีนก็พอจะสู้ได้สูสีบ้าง แต่แบบนั้นมันเหนื่อยกว่า

        "อย่าไปฟังที่ลูกชายแม่พูดนะหลินเอ๋อร์ เขาเป็นพวกปลิ้นปล้อนเก่ง"

        ยังจะใส่ไฟต่ออีก

        เพราะมีเหตุผลให้ไม่อยากทำต่างหากล่ะ

        "ว่ากันแรงจังเลยนะครับ"

        "จริงไหมล่ะ ถ้าแม่สู้กับลูกในโหมดเอาจริงเมื่อไหร่มันก็สนุกดี แต่ระยะหลังๆ นี่ลูกแทบไม่ใช้เลยน่าเบื่อออก"

        จะให้พูดได้ยังไงล่ะว่าโหมดเอาจริงจะทำให้สมองทำงานหนักจนเสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น คุณยายเองก็ห้ามปรามเอาไว้ ถึงขนาดที่ว่าถ้าจะใช้งานสมองในระดับนั้นจำเป็นต้องได้รับตัวยาชนิดพิเศษเพื่อป้องกันผลกระทบซะก่อน

        "ดึกแล้วนะครับแม่ พรุ่งนี้มีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ"

        "ไม่ต้องห่วงๆ ใช้เครื่องนั่นเดี๋ยวแม่ก็ไปคิดงานต่อเอง ไหนๆ ก็มีเวลาเพิ่มตั้งสองวันนี่นา"

        ระยะนี้วิลาวรรณเริ่มจะใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงานบ้างแล้ว จากงานออกแบบที่ต้องใช้เวลาคิดหัวแทบแตกโดยเฉพาะเวลาที่แทบจะไม่เหลือ ก็แค่ใช้เครื่องเล่นเกมที่สามารถยึดเวลาออกไปได้แปดเท่าช่วยคิดรูปแบบงาน ตื่นขึ้นมาก็แค่จดเอาไว้กันลืมก็เรียบร้อย

        แต่มองไปทางซูหลินเห็นสายตาประมาณว่าอยากจะลองท้าทายขึ้นมาแวบหนึ่ง คงน่าจะคิดว่ามันมีความเป็นไปได้หลังจากที่เจนภพอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจในวรยุทธ์ที่เธอกำลังฝึกฝนอยู่ และเชื่อว่าเขาอาจจะแค่แกล้งทำเป็นอ่อนแอเพื่อปิดบังความแข็งแกร่งที่แท้จริงเอาไว้ คำพูดที่พูดออกมาจึงเหมือนเป็นแค่คำแก้ตัวเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าซะมากกว่า

        "พรุ่งนี้เช้ารบกวนเป็นคู่ซ้อมให้ด้วยนะ"

        ซูหลินพูดแบบนั้นออกมา วิลาวรรณยิ้มอย่างพึงพอใจตั้งใจว่าจะต้องตื่นมาดูการประมือของทั้งคู่ให้ได้ ส่วนเจนภพทำได้แค่ส่ายหน้าระอา ยิ่งได้เห็นคุณแม่ทำสายตาคาดหวังด้วยแล้วจะให้ปฏิเสธทำลายความตั้งใจนั้นก็คงไม่ได้

        "แค่สิบห้านาทีเท่านั้น ฉันมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ"

        "แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว"

 

        ราล์ฟนั่งดูบันทึกผลประกอบการของเดอะ มารีนล่าสุดด้วยสีหน้าที่พึงพอใจ การจะทำให้ทุกคนยอมจ่ายเงินนั้นเป็นเรื่องง่ายดายมาก เพราะเขามีเมนูอาหารที่ระบุบัฟเอาไว้อย่างชัดเจน สำหรับพวกที่ออกล่าบ่อยๆ หลังจากซื้อไปแล้วก็ยังคงเดินทางกลับมาซื้ออีก มันเป็นราคาที่คุ้มค่ามากเพราะไม่ใช่แค่บัฟที่ดีแล้วยังอร่อยมากอีกด้วย การบริการก็ชั้นหนึ่งต่างจากพวกร้านอาหารทั่วไป

        เกี่ยวกับด้านงานบริการราล์ฟพึ่งทราบว่า NPC ที่จ้างมานั้นหากให้ค่าจ้างในราคาขั้นต่ำเพื่อประหยัดงบประมาณพวกเขาก็จะไม่ตั้งใจทำงานสักเท่าไหร่ ทำให้การบริการค่อนข้างแย่ด้วยซ้ำ ที่รู้ได้ก็น่าจะเป็น NPC ที่ถูกจ้างงานในร้านน้องเหมียวสี่ขา ทั้งสองคนนั้นตั้งใจทำงานอย่างมากราวกับอุทิศชีวิตให้กับร้านแห่งนั้นไปโดยปริยาย เลยลองพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ดูและพบว่ามันเป็นความจริง

        ด้วยผลกำไรนี้สามารถต่อยอดทำสิ่งต่างๆ ได้อีกตั้งมากมาย แต่เงินเพียงแค่นี้ไม่เพียงพอสำหรับงานใหญ่ จำเป็นจะต้องหาธุรกิจอื่นมาเสริมให้มากขึ้น แต่ธุรกิจส่วนใหญ่จะไปแข่งขันกันก็คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเหลือแค่การเป็นพวกนักล่าไอเทมมาป้อนสู่โรงงานประมูลแทนวิธีนั้นช่วยให้ได้เงินที่เร็วมากเพราะเป็นของที่มีความต้องการสูง

        "นี่เป็นเมนูใหม่เพิ่มบัฟพละกำลัง 1,500 หน่วย ฝึกทำให้ชำนาญแล้วก็ค่อยเอาขึ้นเป็นเมนูหลัก ส่วนเครื่องดื่มนี่จะฟื้นฟูมานา 10% ทุก 5 วินาที เป็นเวลา 30 วินาที ราคามันอาจจะแพงไปสักหน่อยแต่มันคุ้มกว่าซื้อน้ำยา MP ซะอีก"

        ก็แค่แปรรูปสินค้าใหม่ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเครื่องดื่มนั่นจะใช้ส่วนประกอบของน้ำยาเพิ่ม MP ระดับต่ำเพียงไม่กี่ขวด ก็ทำกำไรได้มากกว่าเดิมถึง 120 เท่า ราล์ฟใช้เวลาว่างก่อนออฟไลน์ศึกษาอาหารและเครื่องดื่มแบบใหม่อยู่เสมอ นั่นทำให้ร้านเดอะ มารีน ได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมาก เพราะมีอาหารเสริมบัฟที่ยังไม่มีใครเลียนแบบได้ ถึงขนาดที่ว่าให้พวกที่มีทักษะจำแนกมาสืบข้อมูลเป็นการส่วนตัวเลยทีเดียว

        ราล์ฟตั้งใจว่าเสร็จจากที่นี่จะไปดูอาณาจักรอสูรที่อยู่ในระหว่างดำเนินการก่อสร้าง หากเห็นว่ามันสำเร็จแล้วครึ่งหนึ่งก็จะเริ่มไปชักชวนพันธมิตรอสูรให้มาอยู่รวมกันเพื่อยึดครองพื้นที่แถบนั้น และสถาปนาเป็นอาณาจักรแห่งแรกในเลเจ้นด์ออนไลน์ที่เป็นการรวมกันของสิ่งมีชีวิตหลากหลายประเภท มันคงจะน่าสนุกไม่น้อยเลยล่ะ

        เดินลงมาที่บริเวณจุดรองรับลูกค้า ดูการทำงานของพนักงานที่ทำงานได้คุ้มกับค่าจ้าง เครื่องแบบพวกนั้นเขาก็ออกแบบมันด้วยตัวเอง จ้างพวกกิลด์ช่างเย็บให้ช่วยจัดเตรียมให้ สัญลักษณ์รูปฟองคลื่นที่ติดอยู่ตามภาชนะต่างๆ ก็จัดการทำให้มันดูเป็นภัตตาคารชั้นหนึ่ง ถ้าต้องการพื้นที่ส่วนตัวก็มีห้องอาหารสำหรับสองที่เอาไว้ให้ในตำแหน่งที่มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้ พวกผู้ชายยอมควักเงินหมดกระเป๋าเพื่อจองห้องนี้ให้กับแฟนของตัวเอง อาจจะพูดได้ว่าราล์ฟเข้าใจเจตนาส่วนใหญ่เลยทำออกมาให้ตอบสนองต่อทุกคนได้

        มีคู่รักที่ชอบมาที่นี่และลงเอยที่การแต่งงานกัน ราล์ฟมองว่ามันเป็นการโฆษณาที่ดีก็เลยแอบล็อกอินเข้าไปช่วยใส่สีตีไข่ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า เดอะ มารีน จะช่วยให้สมหวังในเรื่องของความรัก แท้ที่จริงมันก็แค่กลจิตวิทยาแบบง่ายๆ ที่อาศัยการสร้างบรรยากาศเพื่อชักจูงให้เกิดความคล้อยตาม ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ห้องสำหรับสองที่มักจะเต็มอยู่เสมอโดยเฉพาะผู้ที่จองช่วงเวลากลางคืนที่ราคาจะสูงกว่าปกติเป็นเท่าตัว

        ราล์ฟพยายามมองหาปัญหาที่เกิดขึ้นและเริ่มต้นแก้ปัญหาไปทีละอย่าง แต่โดยรวมแล้วมองว่าการทำงานของ NPC ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบ การบริการก็ทำได้ดีมากจนเขาคิดว่าควรจะเพิ่มค่าจ้างเพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก มีความคิดที่จะต่อเติมภัตตาคารเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย โดยเฉพาะการซื้อที่ที่อยู่ด้านหลังมาทำเป็นสวนเพื่อขยายโต๊ะให้รับลูกค้าเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้าบรรยากาศดีน่านั่งลูกค้าก็คงจะเข้ามาเองล่ะ อย่างไรซะเพลเยอร์ส่วนใหญ่ก็ชอบเลี้ยงฉลองกันอยู่แล้ว

        "นั่นสินะ การเลี้ยงฉลองก็ต้องมีเครื่องดื่ม"

        ราล์ฟตัดสินใจแล้วว่าทำธุรกิจเพิ่มเติม แต่ก็คงต้องศึกษาดูก่อนว่าถ้าทำแล้วจะเกิดปัญหาอะไรตามมาบ้าง และอะไรที่อยู่ในขอบเขตที่อนุญาตให้ทำได้ ถ้ามันไปได้สวยล่ะก็คงทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

        ตั้งใจว่าจะไปหาข้อมูลกับทางอาคารให้คำปรึกษา ถึงจะคิดค่าบริการแต่ก็ให้รายละเอียดได้ตรงตามต้องการ แลกกับเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อจุดประกายความคิด เขามองว่าเป็นราคาที่คุ้มค่าพอจะจ่าย น่าเสียดายที่เมืองนี้ไม่ได้ขึ้นตรงกับระบบทำให้อาคารให้คำปรึกษาต้องไปหาเอาจากเมืองอื่นแทน เป็นข้อเสียของเมืองที่สร้างขึ้นมาเอง

        มีเสียงโวยวายมาจากพื้นที่ต้อนรับลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้นคนที่มาสร้างความวุ่นวายก็ไม่ได้ถึงกับก่อปัญหา เพียงแค่ต้องการจะให้เรียกเจ้าของภัตตาคารมาเท่านั้น มารยาทของเขาก็ยังอยู่ในระดับที่เรียกว่า 'ไม่เป็นภัยคุกคาม' ตอนที่มีคนมาแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบราล์ฟก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะออกไปรับหน้า เพราะเขาไม่รู้ว่าผู้ที่มานั้นเป็นใครกันแน่จึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ

        เมื่อลงมาถึงสีหน้าของชายคนนั้นดูจะโล่งใจมาก ราล์ฟสำรวจการแต่งกายที่ดูพิลึกพิลั่นพวกนั้น และคับคล้ายคับคลาว่าจะเคยเจอที่ไหนมาก่อน พยายามนึกดูอีกครั้งก็จำได้ว่าเป็นคนจากสมาคมคนโอตาคุที่ลงนามเป็นพันธมิตรกับกิลด์แพนโดร่านั่นเอง

        "ลูกพี่เกิดเรื่องใหญ่แล้ว" เขาโวยวายและพุ่งตัวออกมา พนักงานพยายามจะห้ามปรามแต่ราล์ฟยกมือห้ามเอาไว้

        การที่ถูกเรียกลูกพี่ ราล์ฟคงต้องยอมรับโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไรเดอร์แมนเป็นคนแนะนำเขาแบบนี้กับทุกคนเอง

        "เกิดอะไรขึ้น"

        "มีข่าวลือว่าร้านน้องเหมียวสี่ขาเป็นร้านของกิลด์แพนโดร่า ทีนี้พวกกิลด์ที่สังกัดสมาพันธ์วอร์ลอร์ดที่ไม่พอใจเลยยกพวกไปหวังจะทำลายร้านน้องเหมียวสี่ขาครับ เพราะผมอยู่ที่เมืองเจิดจรัสเลยได้รับหน้าที่ให้มาแจ้งข่าวนี้โดยเร็วที่สุด ส่วนคนอื่นๆ กำลังเรียกพรรคพวกไปช่วยเหลือ"

        นับเป็นเรื่องผิดคาดที่คิดว่าจะได้เห็นราล์ฟแสดงความโกรธออกมา แต่โชคร้ายที่ราล์ฟมีรักษาสติอยู่ตลอดเวลาไม่โกรธไปกับเรื่องไร้สาระภายในเกม เขายังคงต้องรับมือกับสถานการณ์อย่างใจเย็นที่สุด เพราะถ้าขืนวู่วามก็มักจะทำอะไรผิดพลาดได้ง่ายๆ

        "พวกมันเป็นใครบ้าง"

        "ไม่ทราบครับ ผมแค่มาแจ้งข่าวให้ลูกพี่เท่านั้น ถ้าลูกพี่ไม่รีบไปตอนนี้จะไม่ทันนะครับ ผมจะรีบไปหาซื้อหินวาร์ปไปอัลเทเซียร์ให้เดี๋ยวนี้"

        ถึงคนพวกนี้จะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ก็ให้ความสำคัญกับมิตรภาพมากจนน่ากลัว สมาคมคนโอตาคุเป็นกลุ่มคนที่รักพวกพ้องหากเป็นศัตรูกับใครคนใดคนหนึ่งโดยไม่มีเหตุสมควร พวกเขาจะตอบโต้อย่างหนัก ไม่ต้องพูดถึงความสามารถที่โดดเด่นของแต่ละคน การจะขึ้นเป็นใหญ่ทำได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ และตอนนี้พวกศัตรูกำลังแหยมกับสิ่งที่อันตรายอย่างถึงที่สุด เนื่องจากตอนนี้แพนโดร่าก็เปรียบเสมือนกับเพื่อนกลุ่มใหม่ของพวกเขาด้วย

        "ไม่จำเป็น นายนำไปก่อนได้เลย ฉันมีเรื่องที่จะต้องไปจัดการ"

        ราล์ฟขยับแว่นตาเบาๆ โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็นสายตาที่แสดงถึงความเกรี้ยวกราดของเขา

 

        ที่เมืองอัลเทเซียร์ตอนนี้กำลังวุ่นวาย คนจำนวนมากแห่มาปิดล้อมร้านน้องเหมียวสี่ขาเอาไว้ เบื้องหน้าของพวกเขานั้นปรากฏยอดฝีมือผู้น่าเกรงขามอย่างนักดาบอสูรอาคม ทันทีที่เขารู้เรื่องนี้ก็โผล่มาที่นี่ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ และฟาดฟันคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในระยะรัศมีวงดาบ

        "อย่าไปกลัวมัน วันนี้ต่อให้เป็นนักดาบอสูรก็ต้องสิ้นชื่อ"

        "ฆ่ามันล้างแค้นให้พรรคพวกที่โดนฆ่าตาย"

        "ตัดกำลังทรัพย์ของพวกมันทิ้งซะ"

        "ไม่ว่ายังไงก็ต้องระเบิดร้านนั่นให้พังให้ได้ เอาคืนพวกมันให้เจ็บแสบซะ"

        เวลานี้อาคมยังใจเย็นอยู่ เขาถูกสอนให้ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ห้ามวอกแวกกับอารมณ์ชั่ววูบของตัวเอง เขารู้ว่าสักวันมันจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเพราะทุกคนในเกมหลงใหลไปกับอำนาจจอมปลอม เขาเลยพยายามเลี่ยงที่จะมีปัญหาด้วยตลอด แต่ครั้งนี้ความคิดของอาคมได้เปลี่ยนไป บางครั้งการได้อำนาจมาไว้ในครอบครองก็ทำให้ทุกคนหวาดกลัว ดังนั้นแล้วเขาจะคว้าอำนาจพวกนั้นมาและทำให้พวกมันหวาดกลัวเขาเอง

        "พวกแกหาเรื่องเองนะ อย่าร้องไห้ทีหลังก็แล้วกัน"

        ยกดาบขึ้นพาดไหล่และย่อตัวลงต่ำพร้อมปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง ชุดเกราะถูกกระตุ้นให้ทำงานจนมันอยู่ในสภาพสวมใส่โดยสมบูรณ์ เขาเหมือนกับปีศาจร้ายกระหายเลือดที่ปรารถนาในการฆ่าอย่างมาก

        มันคือสภาวะคลั่ง

        สภาวะคลั่งนี้ยากที่จะมีคนต่อกรได้ แต่อาคมเคยโดนคนคนเดียวหยุดมันมาแล้วอย่างง่ายดาย แถมยังสอนให้ควบคุมพลังของมันอีกด้วย ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากที่ทำให้เขาสามารถควบคุมมันได้แบบนี้

        ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงอาคมทะยานเข้าไปฟาดฟันกับศัตรูด้วยวิชาที่เรียนมาอย่างดาบมาร์ชเมลโล่ คนที่สอนนั้นพูดเอาไว้ว่าหนึ่งจังหวะที่ศัตรูสูญเสียไปคือโอกาสในการโจมตี วิชานี้จะช่วยสร้างโอกาสนั้นขึ้นมา และนั่นทำให้การสังหารเป็นไปได้โดยง่าย ศัตรูจะมีกี่คน จะใช้พลังโจมตีรุนแรงแค่ไหน วิชานี้จะช่วยสลายพลังให้หมดไปและเปิดช่องว่างให้โจมตีกลับ แต่นั่นก็ทำให้เขาจะต้องเชี่ยวชาญการใช้อาวุธด้วยมือทั้งสองข้าง จึงเป็นท่าที่เหมาะกับคนที่ถนัดสองมือ

        ที่หน้าร้านตอนนี้สภาพของมันไม่ต่างอะไรกับบ่อเลือด ใช้ทักษะดีบัฟกับอาคมก็เปล่าประโยชน์เพราะเสื้อเกราะจะปัดการโจมตีที่เป็นคำสาปออกไป แต่ถึงกระนั้นการโจมตีด้วยเวทมนตร์ก็ยังคงรุนแรงอยู่ดี เป็นเกราะที่ป้องกันการโจมตีทางกายภาพแต่ก็แพ้ทางเวทมนตร์ และนั่นก็ทำให้อาคมอยู่ในสภาพวิกฤต

        มีคนโยนระเบิดแสงเข้ามา อาคมพลาดเผลอมองจนแสบตาและเปิดโอกาสให้ศัตรูเข้าโจมตี พลังชีวิตของเขาลดต่ำลงถึงที่สุด แม้ว่าอาคมจะเก่งแต่การต่อสู้กับพวกที่เจนสนามและเตรียมการรับมือเอาไว้พร้อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยิ่งพวกมันมีนักบวชมาช่วย คนที่ตายไปแล้วก็ฟื้นขึ้นมาได้อยู่

        "ฆ่ามันเลย"

        "พวกเราฆ่านักดาบอสูรได้แล้วโว้ย"

        "แค้นนี้ต้องชำระ"

        อาคมทำได้แค่สบถออกมา เขาพยายามที่จะขยับเคลื่อนไหวแต่ก็มีลูกธนูปักเข้าที่ขาทำให้ยืนไม่ขึ้น ศัตรูสามคนโจมตีเข้ามาจากสามทิศทาง เขาเรียกปีกออกมากางแต่ก็ถูกลูกธนูเหล็กติดตะขอยิงทะลุ ตรึงไว้ไม่ให้บินขึ้น สมแล้วกับที่เตรียมการรับมือกับนักดาบอสูรอาคมมาเป็นอย่างดี

        ไม่คิดที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ยกดาบขึ้นปักพื้นเรียกใช้ทักษะเกราะดาบ ป้องกันการโจมตีเอาไว้ได้ แต่มันก็แค่ช่วยให้รอดได้ไปได้ครั้งเดียว การโจมตีระลอกที่สองก็ได้ตามมา

        และทันใดนั้นเอง---

        ปัง ปัง ปัง!

        เสียงจุดระเบิดดังขึ้นสามครั้งติด ร่างของศัตรูสามคนกระเด็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีบาดแผลแต่อยู่ในสภาพมึนงงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามพวกเขาสูญเสียพลังชีวิตไปไม่น้อยเหมือนกัน

        ร่างของอาคมปรากฏแสงสว่างที่ใช้ในการรักษาขึ้น ร่างกายเริ่มถูกเยียวยาอีกครั้ง

        ทุกคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับคำถามที่ว่า 'ใคร?' และหันไปมองจากทิศทางเกิดเสียง

        มันคือบนฟ้า --- ยิ่งไปว่านั้นศาสตราวุธนับร้อยๆ เล่มที่บินฉวัดเฉวียนอยู่นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนได้เป็นอย่างดี

        ร้อยศาสตราราล์ฟ

        และไม่ได้มีแค่เขา ยังมีกลุ่มคนที่แต่งตัวแสนประหลาดยืนมองพวกเขาแบบล้อมพวกเขาจากบนหลังคา จากเครื่องแบบพิสดารก็รู้ว่าจะต้องเป็นสมาคมคนโอตาคุอย่างไม่ต้องสงสัย

        "มาแล้วเหรอ ไอ้ตัวซวย"

        "โทษทีที่มาช้า พอดีไปเตรียมการอะไรนิดหน่อย" พูดจบก็หันไปมองกลุ่มศัตรู อาวุธ 'ปืน' ในมือชี้ไปยังคนที่ดูท่าทางจะเป็นหัวหน้า "แล้วก็พวกนายน่ะ รู้ใช่ไหมว่ากล่องแพนโดร่ามันห้ามเปิด เมื่อเปิดแล้วก็จงรับความพิโรธของพวกฉันไปซะ"

        กระสุนนัดแรกสำหรับเปิดการต่อสู้ถูกยิงใส่คนที่เป็นหัวหน้าทันที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 56 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #13711 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 23:11
    จัดให้หนัก
    #13711
    0
  2. #13706 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 15 มกราคม 2560 / 19:47
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13706
    0
  3. #13695 RealRD (@RealRD) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 21:03
    ราล์ฟชักปืนมายิงหัวรีดเดอร์รายตัว  ดีกว่าค้างตายเป็นไหนๆ
    #13695
    0
  4. #13694 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 12:02
    รู้สึกจะมีคนลองของทั้งนอกทั้งในเกมส์เลยแฮะ ในเกมส์ไม่น่าจะยาก

    ก็สามัคคีประชาทัณฑ์กันไป แต่นอกเกมส์อาจหืดขึ้นคอเพราะถ้าสู้ธรรมดา

    แววแพ้ก็มารำไร ถ้าเปิดโหมเผาหัวคงชนะแต่ยายคงจะสวดยับ

    แถมเวลารีเซ็ตอาจจะมาเร็วขึ้นไปอีก ชีวิตโคตรยุ่งยาก
    #13694
    0
  5. #13693 bigynew (@bigynew) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 09:51
    เอาแล้วไงไปแหย่หนวดแมวเข้า ตายแน่ ๆ งานนนี้
    #13693
    0
  6. #13692 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 01:02
    หลินจังจะไม่มาฝึกในเกมเหรอจะได้ไม่เสียเวลาตอนกลางคืน
    #13692
    0
  7. #13691 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 13 มกราคม 2560 / 00:53
    สนุกมากทั้งในเกม และนอกเกมเลย
    #13691
    0
  8. #13690 Chanaporn Promrit (@chanapron69) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 23:31
    สนุกมากเลยยย มาต่อไวๆนะ
    #13690
    0
  9. #13689 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 22:42
    บ่ะสนุกกกกกก
    #13689
    0
  10. #13688 Lady-Victoria (@1100400814037) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 22:34
    รู้สึกชอบ หลินเอ๋อร์ 555555 คนอื่นโดน Friends Zone หมดแล้ววว
    #13688
    0
  11. #13686 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 11 มกราคม 2560 / 01:07
    อื่ม อัตราการแข่งขันสูงจริงๆ

    ว่าแต่พระเอกรีเซตได้ด้วย งานนี้เรื่องนางเอก มีงง กันล่ะงานนี้
    #13686
    0
  12. #13685 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 20:28
    รู้สึกอาหมวยคู่หมั้นถ้าจะทำแต้มต้องรีบหน่อยแล้วล่ะ เพราะการแข่งขันสูงมาก

    แถมเวลายังไม่ค่อยเหลือแล้ว บักราล์ฟเรากำลังจะรีเซ็ตในอีกครึ่งปีซะด้วยสิ
    #13685
    0
  13. #13684 Maizas Dragonil (@goldcremer) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 19:48
    รออ่านต่อครับ
    #13684
    0
  14. #13683 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 12:46
    เจนจิราน่าสงสารมากเลยในฐานะที่เป็นเด็กนะเนี่ย
    ไซเรนรักโอลาฟขึ้นมาจริงๆงั้นหรอเนี่ย เป็นMงั้นหรอลูก -.,-
    #13683
    0
  15. #13682 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 368)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 12:39
    สงสัยจะได้ ภพ มาเปิดใจหนูเจนจิรา ซะเองละมั้ง
    #13682
    0