[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,927 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,084 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,198

    Overall
    1,473,927

ตอนที่ 367 : บทที่ 21 เทสเตอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3700
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    6 ม.ค. 60

บทที่ 21 เทสเตอร์

 

        แม้ว่าระยะเวลาออนไลน์เพียงสองวันเหมือนจะน้อย แต่ราล์ฟก็ได้เปรียบในเรื่องของการเดินทางที่รวดเร็วขอเพียงแค่เป็นสถานที่ที่เคยไปมาก่อน การเดินทางไปมาจึงไม่มีอุปสรรคเกิดขึ้นและช่วยให้เขาใช้เวลาทั้งหมดอย่างคุ้มค่า ยังมีบางเรื่องที่จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการเตรียมความพร้อม อย่างการจะลงดันเจี้ยนสักแห่งไม่ใช่ว่าคิดแล้วจะไปได้เลย มันจำเป็นจะต้องมีการวางแผนการเดินทาง เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นและสืบหาข้อมูลให้เรียบร้อย ทว่าในกรณีของราล์ฟนั้นเรื่องแบบนั้นไม่มีความจำเป็นแม้แต่นิดเดียว

        แต่การทำอะไรเพียงคนเดียวมันก็มีขีดจำกัด สำหรับกิลด์ที่ต้องการพัฒนาสิ่งจำเป็นคือทรัพยากร และเท่าที่ดูสมาชิกคนอื่นก็ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอาคมที่มองว่ากิลด์เป็นภาระจึงไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าจะมีก็คงจะเป็นนิมป์ที่ช่วยทำเควสต์เลื่อนเลเวลกิลด์อยู่ทุกครั้ง เดินทางไปนู่นมานี่อย่างคล่องแคล่วราวกับมีคู่มือแนะนำว่าควรทำอะไรบ้างนั่นแหละ

        ก่อนที่จะออฟไลน์ ดูเหมือนว่าไรเดอร์แมนจะเป็นพวกที่ทำได้อย่างที่พูด ถึงราล์ฟจะไม่ได้ร้องขอให้มีการล่ารายชื่อ แต่กลับมีรายชื่อคนที่ต้องการเป็นพันธมิตรกับแพนโดร่ามากกว่าครึ่ง นี่ถือเป็นเรื่องดีจึงรับรายชื่อพวกนั้นเอาไว้ ที่น่าสนใจก็คือมีการจัดทำรายละเอียดบุคคลอย่างชัดเจน ราวกับว่าพวกนี้เป็นประวัติส่วนตัวก็ว่าได้ มีรายละเอียดความถนัด ความชื่นชอบของแต่ละคน ยังระบุแม้กระทั่งงานที่รับทำได้อย่างเต็มใจอีกต่างหาก ไรเดอร์แมนบอกว่าสมาชิกที่เป็นโอตาคุหญิงคนหนึ่งชอบเลียนแบบตัวละครประเภทเลขาจึงจัดแจงรายละเอียดทุกอย่างได้

        ราล์ฟกลับมาที่เกาะส่วนตัวเพื่อใช้เวลาว่างอันน้อยนิดก่อนออฟไลน์เรียบเรียงสิ่งที่ต้องทำอย่างละเอียด เกี่ยวกับกิลด์แพนโดร่า มันเหลือเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้นซึ่งก็คือการทำเควสต์กิลด์ให้แล้วเสร็จก็เพื่อได้รับสิทธิ์ในการเข้าร่วมสงคราม ไอเทมที่จำเป็นมีอยู่แล้วเหลือแค่พัฒนาเลเวลกิลด์เท่านั้น และถ้าจะให้เสริมเกี่ยวกับบุคลากรก็คงจะเป็นการพัฒนาทุกคนไปสู่คลาสอัศวิน อย่างน้อยก็จะได้ขยายขีดจำกัดการใช้พลังออกไปอีกสักหน่อย

        ทางด้านของกองกำลังอสูร ก็เหลือแค่การย้ายถิ่นฐานให้เสร็จเรียบร้อย ตอนนี้เขามีหมู่บ้านก็อบลินแล้วแต่รับจำนวนได้อย่างมากก็แค่หนึ่งร้อยตน จากนั้นก็ส่งเดบอร์กับออร์คไปสร้างหมู่บ้านใหม่ขึ้นมาอีก โดยเมื่อเห็นว่าสามารถรับเพิ่มได้ก็จะทยอยพาพวกมันไปส่งเพื่อขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้นไปอีก มีดรอว์ฟที่ชำนาญการสร้างอยู่ด้วยคงใช้เวลาไม่มากนัก ส่วนเรื่องการพัฒนาพวกอสูรก็ไปเป็นอย่างช้าๆ ด้วยอาวุธกับชุดเกราะที่ให้พวกมันไปใช้งาน คงเป็นการเปิดเงื่อนไขการพัฒนาจนมีพวกประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

        ต่อมาเป้าหมายภายในเดือนหน้าคือการไปช่วยไซเรน ด้วยเงื่อนไขของระบบที่ยังไม่ได้เปิดแผนที่ทางทะเล ความเป็นไปได้ที่จะเดินทางไปยังอาณาจักรเงือกนั้นแทบจะเป็นศูนย์ น่าจะเพราะมีคนเร่งเนื้อเรื่องของเกมให้ดำเนินไปเร็วเกินกว่าจะมีการอัพเดทแพทซ์ ดังนั้นแล้วทางเดียวที่จะไปช่วยได้ก็คือจำเป็นจะต้องพึ่งความสามารถของเดฟอนในการสร้างยานพาหนะในทะเล และผู้ชำนาญเส้นทางในทะเลอย่างเด็กตกปลา ตามที่เดฟอนประเมินเอาไว้ทุกอย่างจะเรียบร้อยก็น่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนพอดี

        เรื่องต่อไปคือการปะทะกับวอร์ลอร์ด เรื่องนี้จะทำเป็นมองข้ามไปก็ไม่ได้เสียด้วย เพราะการเติบโตของสมาพันธ์วอร์ลอร์ดนั้นรวดเร็วมาก เพียงแค่ไม่กี่คืนก็มีกำลังพลมากขึ้น ถ้าให้เทียบกับคนที่ออนไลน์ได้แบบมีกำหนดเวลาเหมือนพวกเขาต้องบอกว่าเสียเปรียบกันเห็นๆ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำได้คือการถ่วงเวลาให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยมันก็ฉุดไม่ให้เติบโตได้เร็วเกินไป

        มีแต่เรื่องที่ชวนปวดหัวแต่กลับรู้สึกท้าทายความสามารถของเขาทั้งนั้น อาณาจักรเงือกนั้นคงใช้เวลาไม่นานเพราะเขามีแผนรับมืออยู่ในใจแล้ว แม้จะไม่เห็นสภาพของเมืองแต่ก็แค่การจำลองรูปแบบคร่าวๆ กำหนดบุคคลและตัวละครที่ควรมีไว้แล้ว ปัญหาก็คือเมื่อร่วมมือกับซากุระก็มีความจำเป็นจะต้องเปิดเผยเทคโนโลยีออกไปบ้าง เพียงแต่เขามั่นใจว่าซากุระจะยังไม่เปิดเผยมันเร็วนัก อย่างน้อยก็จนกว่าเธอจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จโดยสมบูรณ์

 

        ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าที่ซูหลินจะคุ้นชินกับบ้านหลังนี้ อย่างไรก็ตามเป็นเวลากว่าสี่วันแล้วตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่ เจนภพคิดว่ารู้จักเธอดีมากขึ้น ซูหลินเป็นผู้หญิงที่ตลอดเวลานั้นคิดอยู่กับเรื่องการฝึกฝนวรยุทธ์ เวลาว่างของเธอไม่เคยใช้ไปกับการเที่ยวเล่นเหมือนผู้หญิงวัยรุ่นทั่วไป มีออกไปเดินเที่ยวเล่นบ้างแต่ก็จะกลับมาพร้อมกับของกินที่น่าอร่อย ตกเย็นก็จะขอประลองฝีมือกับวิลาวรรณซึ่งอีกฝ่ายก็ดูจะเต็มใจ ถึงผลสุดท้ายจะจบลงที่ทำอะไรไม่ได้แต่ก็ไม่ย่อท้อในการฝึกฝนต่อไป

        วันนี้เป็นอีกวันที่เจนภพเห็นเธอหยิบเอาตำราเย็บด้วยมือออกมาพลิกอ่านดู เคยแอบมองผ่านๆ อยู่แต่มันเป็นภาษาจีนเก่ามาก และมีรูปคนเคลื่อนไหวเป็นต้นแบบ คิดว่าคงเป็นตำราวรยุทธ์เหมือนที่เคยเห็นในภาพยนตร์ เห็นสภาพของมันที่คล้ายจะถูกเก็บไว้เป็นร้อยๆ ปี และนำมาดูแลโดยการถ่ายเอกสารเป็นเล่มใหม่ ก็พาลคิดไปว่าทำไมไม่จัดทำเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าต้องการให้มันอยู่ต่อไปได้ทำแบบนั้นง่ายกว่าเป็นไหนๆ

        เมื่อวันก่อนเจนภพก็พาซูหลินไปจัดการเรื่องย้ายเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย เสียเวลาน่าดูแต่ว่ามันก็มีหลักฐานที่จำเป็นครบและคนที่วุ่นวายก็คือสถานศึกษาก็เลยไม่ได้ว่าอะไร พอยืนยันแล้วว่าสามารถเข้าเรียนได้ไม่มีปัญหา จากนั้นก็พาไปซื้อเครื่องแบบนักศึกษา ซึ่งเจนภพก็ต้องควักกระเป๋าเงินจ่ายเพราะมันคือคำสั่งของคุณแม่

        ทุกคนมีหน้าที่เป็นของตัวเอง ซูหลินที่มาอยู่บ้านของคนอื่นจึงเกิดความคิดที่อยากจะช่วยงานบ้านขึ้นมาบ้าง ครั้นจะช่วยล้างจานหรือทำอาหารก็มักจะโดนสายตาตำหนิจากเจนภพเสมอ วิลาวรรณบอกว่าเจนภพเป็นพวกหวงครัวมากจนเรียกได้ว่าเกือบจะเป็น 'ปู่โสมเฝ้าครัว' อยู่รอมร่อ ทั้งนี้สิ่งที่ทำได้ในบ้านก็มีแค่เรื่องเล็กๆ อย่างซักผ้า รีดผ้า และรดน้ำต้นไม้ ดังนั้นแล้วพอไม่มีอะไรทำก็เลยมักจะใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาวรยุทธ์จากตำรา

        มีสายเข้ามาและเจนภพถึงกับขมวดคิ้ว เบอร์โทรศัพท์นี้ไม่ค่อยจะคุ้นตาสักเท่าไหร่ ชั่งใจอยู่ว่าควรจะรับดีไหมแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเคยให้เบอร์โทรศัพท์นี้กับทางรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยเพื่อแจ้งข่าวเรื่องกำหนดการรับน้อง โดยที่จริงก่อนหน้านี้ก็ทราบคร่าวๆ จากกำหนดการเดิมที่มหาวิทยาลัยเตรียมเอาไว้ให้ เนื่องจากมันเป็นกิจกรรมของทางมหาวิทยาลัยเลยตรวจสอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

        และเป็นอย่างที่คาดเอาไว้ เป็นรุ่นพี่ปีสองที่มาชี้แจงกำหนดการอีกครั้ง โดยนัดเครื่องแบบที่จะต้องใส่ให้เหมือนกัน และเวลานัดพบก่อนเริ่มกิจกรรม แต่ด้วยความที่เจนภพไม่สามารถไปได้ตามกำหนดเวลาเลยขอเลทสักครึ่งชั่วโมง ตกลงกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถูกถามต่อว่าสนิทกับคนที่ชื่อ อาคม อัครเดชา หรือเปล่า เนื่องจากอาคมไม่ได้ระบุเบอร์ติดต่อเอาไว้ แค่บอกว่าให้ติดต่อผ่านเขาเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องยอมรับเรื่องนี้และติดต่อหาอาคมด้วยตัวเอง

        "ที่นี่มีชาหรือเปล่า?" ซูหลินเข้ามาถาม คงต้องรวบรวมความกล้าน่าดูในการพูดคุยกับเจนภพที่ดูเงียบขรึม ทั้งที่จะไปรื้อค้นดูก็ได้ แต่ก็ต้องรักษามารยาทในฐานะที่เป็นแค่คนมาอาศัย

        "ใบชาน่ะเหรอ ก็พอจะมีอยู่หรอก ปกติฉันเอาไว้ใช้ทำอาหารเลยมีไม่ค่อยมากหรอก" เดินไปเปิดลิ้นชักตู้และนำขวดใส่ใบชาออกมาเปิดดู "ถ้าเธอชอบดื่มชามากขนาดนั้น พรุ่งนี้ฉันจะไปหาซื้อมาเก็บไว้ให้เผื่อในกรณีที่อยากจะชงดื่มเองล่ะนะ"

        "ไม่ถึงขนาดต้องรบกวนหรอก"

        "ถ้าเป็นชาแอปเปิ้ลพอจะทดแทนได้ไหม หรือชอบรสชาติชาแบบดั้งเดิม" พอจะค้นเจอกับชากลิ่นแอปเปิ้ลอยู่หนึ่งแพ็ค เขาเองก็จำไม่ได้แล้วว่าซื้อมาหรือเปล่า แต่คิดว่าคงเป็นคุณแม่ที่เอามาใส่ไว้นั่นแหละ

        "ถ้าเป็นไปได้ก็อยากดื่มชาโสมภูเขาน่ะ"

        "รู้ไหมว่าราคามันไม่ใช่ถูกๆ เลย"

        ถึงจะมีเงินมากมายให้ซื้อของได้ตามที่ตัวเองต้องการ แต่เจนภพก็ยังรักษาสถานะของครอบครัวฐานะปานกลาง พยายามไม่ฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งของที่ไม่ค่อยจำเป็น แม้แต่การซื้อกินก็ยังเลือกซื้อที่ได้ในปริมาณมากและราคาถูก ส่วนราคาชาโสมภูเขาจีนนั้นในปัจจุบันนี้ค่อนข้างจะหาดื่มยากเนื่องจากราคาของมันค่อนข้างจะแพงมาก

        "แล้วเมื่อกี้โทรศัพท์จากใครงั้นเหรอ"

        เจนภพขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่คิดว่าเธอจะถามเรื่องนี้ แต่ก็ตอบไปตามความจริงไม่ปิดบัง "สายแรกเป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัย โทรมาเรื่องกำหนดการรับน้องน่ะ ส่วนสายที่ฉันโทรไปก็คือเพื่อนฉันเอง เธอไม่มีกิจกรรมรับน้องใช่ไหม"

        ซูหลินส่ายหน้า ไม่ใช่ว่าไม่มีเพียงแต่เธอไม่รู้ว่ามันมีหรือไม่ จากที่เจนภพตรวจสอบกิจกรรมรับน้องพบว่ากิจกรรมนี้จัดทุกคณะเลย เพียงแต่ซูหลินรวมไปถึงนักเรียนต่างชาติอาจจะเป็นกรณียกเว้นซะมากกว่า แต่ในเมื่อทางมหาวิทยาลัยไม่ได้แจ้งอะไรไว้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

        "อยากจะชงด้วยตัวเองหรือเปล่า" เจนภพถาม ค้นหาเครื่องมือชงชาที่น่าจะเคยมีเก็บเอาไว้อยู่ แต่มันเป็นเครื่องมือสมัยใหม่ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามสักเท่าไหร่ ดังนั้นตอนที่หยิบมันออกมาให้ซูหลินเห็นเธอจึงทำหน้าฉงน "เอาไว้ฉันจะไปหาซื้ออุปกรณ์มาให้ ที่บ้านนี้ไม่ค่อยนิยมชงชาสักเท่าไหร่ ถ้าจะมีก็เป็นฉันคนเดียวนี่แหละ"

        ซูหลินพยักหน้า แม้จะรู้ว่ามันไม่สมควรทำแต่ฟังจากที่อีกฝ่ายพูดก็ไม่ได้สื่อความว่ารู้สึกรำคาญ หรืออาจจะเพราะเก็บอาการเก่ง แต่เท่าที่อยู่ด้วยกันมาหากเป็นเรื่องของการทำอาหารหรืออะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้ เขาจะให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เคยเห็นช่วงเวลาว่างหยิบหนังสือคู่มือทำอาหารต่างประเทศมาอ่านด้วย

        "คุณคงจะชอบทำอาหารมากสินะ"

        "เพราะคุณแม่ทำอาหารไม่เป็นเลยนอกจากเมนูไข่ เธอต้องไม่เชื่อแน่ว่าตอนฉันยังเด็กมื้อเช้าเป็นไข่เจียวไหม้ๆ กับข้าวต้มคลุกเกลือ เห็นว่าตอนนั้นเปิดดูวิธีทำในเว็บไซต์ด้วย" เจนภพพูดเชิงติดตลก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดที่เขาให้ความสนใจกับการทำอาหาร แต่มันก็พอจะทำให้ซูหลินหัวเราะได้เมื่อนึกภาพวัยเด็กของเจนภพ

        "คงอร่อยน่าดู"

        "ถ้าอยากลองฉันทำให้กินได้นะ คุณแม่อาจจะคิดว่าฉันลืมไปแล้วแต่บอกไว้เลยว่าจนถึงตอนนี้ยังขยาดไม่หาย"

        "ขอปฏิเสธ เราคิดว่าอาหารของคุณอร่อยดีแล้ว"

        "ก็ดีใจที่ชอบล่ะนะ ถ้ามีอะไรจะวิจารณ์ก็พูดมาตรงๆ ฉันจะได้ปรับปรุงให้มันดีขึ้น"

        ซูหลินเบือนหน้าหนีเมื่อตระหนักได้ว่าไม่ควรมาเสียเวลาพูดคุย เวลานี้เธอยังต้องแกะถ้อยความในตำราวิชายุทธ์เพื่อศึกษา และเธอในตอนนี้ยังแกถ้อยความของมันไม่ได้แม้แต่บทเดียว ต่อให้มีการศึกษาตำรามานานเพียงใด แต่นี่เป็นวรยุทธ์โบราณที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการศึกษา เพราะตำราเล่มนี้ไม่ได้มีเพียงแค่วรยุทธ์แต่ยังหมายถึงลมปราณคุณลักษณะพิเศษที่เหมาะสมกับกระบวนท่าอีกด้วย

        เห็นซูหลินเดินกลับไปหยิบตำราวรยุทธ์มาเปิดอ่านราวกับว่าไม่ใช่ความลับก็ขยับรอยยิ้มขบขัน

        "มีอะไรน่าขำ" แสดงท่าทางเหมือนคนโมโหร้ายออกมา แต่ก็ยังรักษาระดับน้ำเสียงเอาไว้ให้เหมือนกับเป็นการถามเรื่องทั่วไป เจนภพมองว่ามันเป็นแค่การแสดงกลบเกลื่อน "พิลึกคน"

        "ฉันฟังออกนะ" เจนภพไม่โกรธที่ถูกต่อว่าเป็นภาษาจีนที่เธออาจจะคิดว่าเขาฟังไม่ออก น่าเสียดายที่เจนภพเรียนรู้คำหยาบคายจากภาษาต่างประเทศมาเยอะมาก และภาษาจีนก็เป็นหนึ่งในนั้น "แต่ที่ฉันขำคงเพราะเธอเล่นเปิดหน้าตำราวรยุทธ์โชว์หราเลย คิดว่านี่เป็นความลับในตระกูลเสียอีก"

        "วรยุทธ์นี่น่ะเหรอ" ซูหลินมองตำราในมือ "สำหรับคนอย่างคุณ หรือคนทั่วไปมันก็ไม่ต่างอะไรกับหนังสือยากๆ หรอก คนทั่วไปคงเมินหน้าหนีเสียด้วยซ้ำ"

        "ไม่ปฏิเสธ"

        "ยิ่งไปกว่านั้นวรยุทธ์ที่ถูกเปิดเผยในโลกนี้มีไม่มากนัก ที่พวกคุณน่าจะรู้จักก็คงจะเป็นหมัดอรหันต์ของเส้าหลิน วิถีสุราของแปดเซียนหมัดเมา หมัดตั๊กแตนหรือหมัดพยัคฆ์ที่เปิดเผยออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ อย่างที่เราถืออยู่นี่คือแก่นแท้วรยุทธ์ของแท้ที่รวบรวมวรยุทธ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสุดท้าย อาจพูดได้ว่าเป็นวรยุทธ์ที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วเท่าที่ค้นพบ เพราะบางเล่มที่มีสะสมไว้ในหอตำราของตระกูล ก็มีเพียงขั้นต้น 1-3 บางเล่มก็มี 3 ขั้นสุดท้าย บางเล่มเหลือแค่ส่วนกลางที่ไม่สามารถร่ำเรียนได้"

        "น่าเสียดายที่ด้วยความรู้ของเราไม่อาจแปลบทความเหล่านี้ออกมาได้ มันเป็นภาษาเก่าแก่ แต่พูดให้คุณฟังไปก็คงไม่เข้าใจหรอก เพราะแบบนั้นก็เลยไม่ต้องกลัวว่าวรยุทธ์นี้จะรั่วไหลออกไป และถึงแม้จะรั่วไหลออกไปก็ใช่ว่าคนธรรมดาจะฝึกฝนกันได้"

        ต้องบอกว่าเป็นการดูถูกกันอย่างรุนแรง ซูหลินมีอคติต่อเจนภพที่คิดว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไร้ซึ่งวรยุทธ์ แต่ในความเป็นจริงแล้วเจนภพก็แค่ฝึกพื้นฐานร่างกายและท่าร่าง แต่ถึงจะฝึกฝนมาก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้ฝึกวิชายุทธ์อย่างแท้จริง

        "สนใจงั้นเหรอ" ซูหลินถาม อยากจะลองท้าทายดูเพราะเท่าที่ได้ยินมารู้สึกว่าคู่หมั้นคนนี้จะเป็นคนที่ฉลาดมากถึงขนาดที่เรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไป

        เกี่ยวกับคู่หมั้นนั้นซูหลินมักจะได้ทราบเรื่องราวอยู่บ่อยครั้ง โดยท่านตามักจะเล่าให้ฟังอยู่เสมอเพื่อโอ้อวดเรื่องนี้ให้ฟังยามฝึกวรยุทธ์ ก็เลยให้ความคาดหวังเอาไว้สูงมากจนเมื่อได้เห็นตัวจริงกลับรู้สึกเหมือนถูกทรยศ ทั้งทักษะด้านวรยุทธ์ที่แทบจะไม่มีอยู่เลย แต่ก็แข็งแรงในระดับของคนทั่วไป ให้ความสนใจด้านการทำอาหารเหมือนพวกพ่อบ้าน ถึงเธอจะไม่มีอคติกับผู้ชายที่ชอบทำงานบ้าน แต่ถ้าไร้ซึ่งวรยุทธ์ก็เป็นได้แค่คนธรรมดา เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น แต่ตระกูลจางจะต้องดูถูกเขาและไม่ให้การยอมรับอย่างแน่นอน

        เจนภพส่ายหน้า "ฉันคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับวรยุทธ์ที่้ต้องเคลื่อนไหวหนักๆ หรอก"

        ซูหลินจึงทำหน้าประมาณว่า 'คิดเอาไว้แล้วว่าต้องปฏิเสธ' แล้วก็หันไปอ่านตำราวรยุทธ์ต่อ จนกระทั่งเธอใช้เวลาพักใหญ่เพื่อตระหนักคำพูดของเขาที่บอกว่า 'ไม่เหมาะกับวรยุทธ์ที่ต้องเคลื่อนไหวหนักๆ' นั่นแหละ ทั้งที่ดูเหมือนจะไม่สนใจแต่กลับรู้ได้ว่ามันเป็นวรยุทธ์ประเภทไหน ซูหลินจึงหันไปมองก็เป็นจังหวะที่เขานำน้ำชามาวางไว้ให้พร้อมกับขนม

        "คุณเข้าใจวรยุทธ์นี่ด้วยงั้นเหรอ?"

        โดนถามแบบไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ตอบไปว่า "ก็นิดหน่อย พอดีอ่านผ่านตาเห็นภาพการเคลื่อนไหวก็เลยจำลองรูปแบบขึ้นมา ถึงจะไม่ค่อยรู้หลักการใช้งานแต่กระบวนท่ามันต้องรุนแรง รวดเร็ว และดุดัน เป็นวิชาที่ใช้สยบคู่ต่อสู้ในชั่วอึดใจใช่ไหมล่ะ"

        "แต่มันเป็นวรยุทธ์..." ซูหลินร้องตกใจ แต่เจนภพก็รีบต่อให้ว่า "...ที่ไม่เปิดเผย ใช่ เธอบอกฉันแล้ว"

        เจนภพไม่ได้คิดจะโอ้อวดว่าตัวเองรู้มาก แต่ก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธเมื่อถูกถาม ถ้าจะให้เทียบกับการศึกษางานวิจัยต่างๆ ของคุณยาย นั่นถึงจะเรียกได้ว่ายากยิ่งกว่าเยอะ เพราะมันจะต้องอาศัยระดับความรู้ความชำนาญที่สูงมาก เขาเคยได้รับการสั่งสอนมาบ้างเล็กน้อยด้วยความสามารถที่มีการเรียนรู้จึงใช้เวลาไม่มากนัก

        "แน่นอนว่าฉันไม่เข้าใจความหมายของมันทั้งหมดหรอก แค่เดาสุ่มรูปแบบของมันขึ้นมาในหัวเท่านั้น"

        "สุดท้ายก็แค่เดา"

        และถึงจะถูกปรามาสกันตรงๆ เจนภพก็ไม่คิดจะเถียงให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ เขารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระที่จะต้องให้ความสนใจกับวรยุทธ์ซึ่งไม่ได้สำคัญในโลกปกติของเขา

       

        เจนจิราหยุดขยับนิ้วมือในที่สุด จากการที่เธอต้องนั่งพิมพ์โค้ดโปรแกรมตั้งแต่เช้าเพื่อให้ทันการอัพเดทแพทช์ประจำเดือน ถอดแว่นตัดแสงออกและเอนหลังพิงเก้าอี้พนักสูงพลางถอนหายใจยาว โกโก้มาร์ชเมลโล่แก้วที่สามวางเย็นชืดอยู่บนโต๊ะซึ่งเธอแตะมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากรอให้โปรโต้จัดการบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงสู่เซิร์ฟเวอร์ เจนจิราก็เริ่มขยับตัวไปนอนบนโซฟา

        เป็นภาพที่ไม่น่าดูสำหรับเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัย เจนจิราไม่ได้แต่งตัวเรียบร้อยแม้จะอยู่ในสถานที่ทำงาน ด้วยความที่ห้องทำงานเปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ก็เลยเอาพวกเครื่องแบบที่จำเป็นมายัดไว้ในห้องนี้หมด อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นหลานสาวของเจ้าของบริษัทเกม การกระทำของเธอไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร

        แม้จะเป็นผู้เขียนโปรแกรมสำหรับระบบพื้นฐานภายในเกม ก็ไม่ได้แปลว่าจะรู้ความเป็นไปภายในเกมซะทั้งหมด แต่เธอทราบเพียงว่าระบบของเกมมันเริ่มผิดเพี้ยนไปมากขึ้น จากการตรวจสอบดูพบว่าตัวเกมนั้นไม่ได้มีความผิดปกติ เพียงแต่เป็นกำหนดการที่คาดว่าจะเปิดให้มีขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทว่าฝ่ายตรวจสอบภายในแจ้งมาว่าเนื้อเรื่องของเกมดำเนินไปเร็วมากราวกับว่ามีคนผ่านเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งนั่นทำให้เธอต้องมาตรวจสอบและทำการรับมือกับสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น

        "น่าแปลกมากเลยนะครับ"

        เสียงสังเคราะห์ที่ถูกสั่งให้ตรวจสอบว่ามีการเข้าถึงระบบอย่างผิดปกติหรือไม่ หลังจากตรวจสอบเสร็จแล้วมันก็พบว่าตัวระบบยังเป็นปกติ แม้จะมีความพยายามในการบุกรุกเข้ามาแต่ด้วยระบบป้องกันที่เสริมเข้ามาใหม่ พวกคนเหล่านั้นก็จะถูกจับกุมได้ก่อนจะทลายกำแพงป้องกันชั้นแรกได้

        "ไม่ใช่การเข้าระบบอย่างผิดกฎหมายหรือล้วงเอาข้อมูลจากภายในไปได้ใช่ไหม"

        "ครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหากกระผมให้คำนิยามก็คงเรียกได้ว่าเป็น 'ความบังเอิญ' ที่น่ากลัว นั่นแหละครับ"

        "นายเป็น AI ที่มีตรรกะเหตุผล แต่เลือกใช้คำนิยามว่าบังเอิญงั้นเหรอ แปลกดีนี่นา"

        ไม่ได้คิดจะต่อว่าเรื่องที่โปรโต้ไม่สามารถตรวจสอบได้ โปรโต้มองระบบตามความเป็นจริงที่ว่า ไม่มีผู้ใดเข้ามาก่อกวนภายในระบบเพื่อเหตุผลบางประการ แทนการวิเคราะห์ว่าสาเหตุนี้เกิดจากอะไร เพียงแค่ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดไปจากกฎข้อบังคับ ก็จะมองว่ามันเป็นเรื่องปกติที่อนุญาตให้ทำได้

        "ราล์ฟ...สินะ"

        "เป็นชื่อของผู้ชายซึ่งลูกพี่ลูกน้องของคุณหนู...คุณนลินทิพย์ โรจนประสิทธิ์ ให้ความสนใจในเชิงรักใคร่ครับ"

        "ฉันรู้เรื่องนี้ดีน่าโปรโต้ แล้วก็เรื่องนี้บันทึกเอาไว้เลยล่ะว่าอย่าพูดต่อหน้าพี่ทิพย์เด็ดขาด รู้ไหมว่าผู้หญิงบางคนรู้สึกแย่ที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะพี่ทิพย์"

       "As you wish, my master"

        สาเหตุที่เจนจิราให้ความสนใจกับคนที่ชื่อ ราล์ฟ ก็มาจากการซ่อมบำรุงประจำสัปดาห์ของเยลลี่ AI เอนกประสงค์ที่มอบให้นลินทิพย์นำไปทดสอบใช้งานภายในเกม จากบันทึกนั้นพบว่าผู้ชายที่ชื่อราล์ฟ มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสาเหตุของเกมที่ดำเนินเร็วจนผิดปกติ และถึงจะไม่ต้องใช้อำนาจของผู้สร้างในการเข้าถึงข้อมูลเพลเยอร์คนนี้ ตามเว็บบอร์ดก็มีข้อมูลของเขาปรากฏอยู่ตั้งมากมาย ในฐานะผู้ครอบครองอาวุธในตำนานอย่าง ดาบเทพเทวะ อาวุธที่ถูกออกแบบให้มีอานุภาพมากที่สุด และยังมีข้อมูลประมาณว่าเขานั้นเป็นยอดฝีมือในการประลองยุทธ์อีกทั้งยังเป็นหัวหน้ากิลด์แพนโดร่าที่กำลังเป็นที่สนใจ ณ ขณะนี้

        ที่เจนจิราให้ความสนใจไม่ใช่เรื่องที่ถูกพูดถึงเป็นประเด็นในเว็บบอร์ด แต่เป็นการกระทำของเขาภายใต้การบันทึกของเยลลี่นี่ต่างหาก ถ้าจะให้พูดว่าเล่นนอกกฎมันก็ไม่ถูก ต้องบอกว่ากฎของระบบไม่ได้ครอบคลุมถึงขนาดนั้นจนกลายเป็นช่องว่างให้ฉวยโอกาสได้ ดังนั้นก็เลยไม่สามารถเอาผิดอะไรได้ ถ้าจะบอกว่าเป็นพวก 'เจ้าเล่ห์' ก็คงต้องเพิ่มคำว่า 'สุดยอด' ตามไปด้วยถึงจะเหมาะสม

        งานของเดือนนี้เสร็จลงไปแล้ว อย่างมากก็มีแค่การบรรจุข้อมูลเควสต์ใหม่ลงไป และปรับเพิ่มข้อมูลไอเทมกับกิจกรรมใหม่ๆ เพราะเวลานี้เนื้อหาภายในเกมแทบจะไม่มีอะไรน่าดึงดูดอีก ส่วนหนึ่งก็มาจากที่เพลเยอร์ไม่ยอมเดินทางและเลือกจะจมปลักอยู่แต่ในสถานที่ที่สะดวกสบาย อย่างน้อยกิจกรรมที่จะต้องจัดขึ้นก็จะทำให้มอนสเตอร์ที่ยังไม่มีใครพบเห็นเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก แต่นั่นก็จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายกิจกรรมต่างหาก

        "กำหนดการต่อจากนี้ล่ะ"

        "คุณหนูมีประชุมกับคณะผู้สนับสนุนตอนเวลาสิบห้านาฬิกาครับ"

       คำว่า 'คณะผู้สนับสนุน' ในความหมายของเจนจิรานั้นแตกต่างจากสปอนเซอร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทเกม แต่เป็นกลุ่มคนที่ให้การสนับสนุนก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น พวกเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง

        "วันนี้แล้วเหรอ เร็วจังเลยนะ" พูดพลางมองดูปฏิทินอิเล็กทรอนิกส์ที่แสดงเวลา วัน เดือน และปีให้ ด้วยระบบของมันที่สามารถบันทึกข้อความกำหนดการลงไปได้ จะเห็นว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อนก็มีการประชุมไปครั้งหนึ่ง และก่อนหน้านั้นก็มีการเรียกประชุมด่วนอีกครั้งหนึ่ง

        "เพราะเป็นเรื่องสำคัญถึงมีการประชุมเร่งด่วนไม่ใช่หรือครับ"

        "ทางนั้นคงอยากฟังความคืบหน้าล่ะนะ" เจนจิราว่าพลางรื้อค้นเสื้อสูทออกมาใส่และจัดทรงผมที่กระเซิงให้เข้าที่ "นี่ฉันโทรมขนาดนี้เลยงั้นเหรอ"

        "เพราะคุณหนูทำงานมาแล้วสามสิบสามชั่วโมง สิบเจ็ดนาที ห้าสิบวินาทีนี่ครับ กระผมอยากจะบอกกับคุณหนูว่าไม่ควรหักโหมมากเกินไปนะครับ"

        "ก็ต้องรีบทำให้เสร็จนี่นา"

        อันที่จริงการโหมงานหนักของเจนจิรามันก็แค่ข้ออ้างอย่างหนึ่งที่จะช่วยไม่ให้เธอต้องไปร่วมงานการกุศลของคุณแม่ที่ตั้งใจจะจับคู่ให้เธอกับพี่นรินทร์ เห็นว่าอยากจะให้นรินทร์ขับรถมารับไปทานข้าวด้วยเป็นบางครั้งแต่ก็ถูกปฏิเสธไปทุกครั้ง

        "ต้องการให้กระผมคัดลอกข้อมูลความเปลี่ยนแปลงล่าสุดเลยหรือเปล่าครับ"

        "อือ คัดลอกข้อมูลล่าสุดและจัดทำเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เข้ารหัสให้เรียบร้อยด้วยล่ะ" เจนจิราออกคำสั่งให้ชัดเจน สำหรับเรื่องนี้โปรโต้ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวเอง จำเป็นต้องได้รับคำอนุญาตให้ดำเนินการเสียก่อน "จะว่าไป การประชุมคราวนี้จะเป็นแบบระยะไกลหรือเปล่า"

        "ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า คาดว่าคงเป็นการเข้าประชุมในห้องประชุมพิเศษครับ คุณหนูครับ... คุณอินทร์อรมาถึงแล้ว"

        โปรโต้ไม่ได้มีโปรแกรมที่สุดยอดถึงขนาดรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดบนโลกได้ แค่เป็นการเชื่อมต่อเข้ากับระบบภายในอาคารเท่านั้น และภาพจากกล้องวงจรปิดทุกมุมจะถูกส่งมาที่โปรโต้ และเมื่อใช้ร่วมกับระบบสืบค้นอัตลักษณ์ที่เชื่อมกับบันทึกข้อมูลจดจำบุคคลก็สามารถบอกได้ว่าคนรู้จักคนไหนก้าวเท้าเข้ามาในอาคารแห่งนี้หรือสถานที่ที่ได้เชื่อมต่อลงไป

        จอภาพเสมือนฉายภาพจากกล้องวงจรปิด หญิงสาวคนหนึ่งเดินก้าวลงมาจากรถยนต์คันสีดำ ด้วยความที่เธอได้รับการอุปการะทำให้ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี จึงมีดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์ผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบระบบแปลงค่าคลื่นสมองคนสำคัญ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะว่าเป็นคนสำคัญมากจึงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เพียงแค่เดินเข้ามาในตัวอาคารก็มีคนออกมาต้อนรับ

        "น้าอินทร์อรไม่ใช่ว่าตอนนี้อยู่ที่แล็บในนิวเจอร์ซี่เหรอ" เจนจิราค่อนข้างจะสงสัย ปกติแล้วการประชุมนั้นอินทร์อรจะใช้การประชุมทางไกล เพราะเธอเองก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำที่นั่นเช่นกัน

        ตอนที่เจนจิราเรียนอยู่อเมริกาก็ได้รบกวนน้าอินทร์อรเอาไว้มากเลย เพราะช่วงนั้นกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการสร้างโลกเสมือนจริงขึ้นมา ก็เลยได้รับการสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างให้ รวมไปถึงการให้คำแนะนำในการทำเอกสารรับรองสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ให้กับ AI ส่วนตัว นั่นเป็นเหตุผลให้โปรโต้เป็นโปรแกรม AI ตัวแรกที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลเบื้องต้นโดยไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่ว่าบางสิทธิ์นั้นอาจจะใช้กับประเทศนี้ไม่ได้เท่านั้นเอง

        "คุณหนูต้องการคำตอบหรือเปล่าครับ"

        "ฉันไม่ได้ต้องการคำตอบหรอก บางครั้งมันก็เป็นแค่คำกล่าวลอยๆ ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกแปลกใจก็เท่านั้น"

        "เพราะถ้าต้องการคำตอบกระผมจะได้ตอบว่า ไม่ทราบครับ"

        "กวนประสาทดีจริงๆ คิดถูกหรือคิดผิดกันแน่นะที่พัฒนาระบบเรียนรู้ให้เนี่ย"

        ในฐานะที่เคยไปรบกวนเอาไว้มากก็ควรจะลงไปทักทายกันสักหน่อย เจนจิราสวมเสื้อผ้าเสร็จและเดินลงไปต้อนรับด้วย ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาประชุมก็เลยจะถูกพาไปยังห้องรับรอง มาถึงก็เห็นอินทร์อรนั่งอยู่ที่โซฟามีเค้กโรลกับกาแฟเตรียมเอาไว้ให้ แม้การต้อนรับจะไม่ได้ดีเท่าที่ควรแต่อินทร์อรไม่ใช่คนถือตัวนักจึงไม่ได้จริงจังกับการต้อนรับที่มีแค่ขนมเค้กกับกาแฟ

        ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กันทางสายเลือด แต่เจนจิราก็ให้ความเคารพอินทร์อรมากยิ่งกว่าคนในครอบครัว หรืออาจจะพูดได้เต็มปากว่าเธอมองอินทร์อรเป็นครอบครัวของเธอ สำหรับเด็กที่เติบโตมาโดยแทบจะไม่ได้รับความอบอุ่นจากครอบครัวอย่างความรัก การแสดงออกของอินทร์อรที่มีต่อเธอนั้นไม่ต่างอะไรกับคุณแม่เลย นั่นทำให้ความรู้สึกดีๆ ยามที่ได้อยู่ด้วยกันช่วยเยียวยาจิตใจได้

        "สวัสดีค่ะน้าอินทร์อร"

        "สวัสดีจ้ะ ไม่ได้เจอกันนานน่าดูเลยนะ ถ้าไม่นับเรื่องการประชุมทางไกลเมื่อเร็วๆ นี้น่ะนะ"

        "ค่ะ ทำไมคุณน้าถึงมาที่นี่ได้ล่ะคะ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องที่ต้องทำหรอกเหรอ"

        "เพราะเรื่องนี้สำหรับน้ามันสำคัญที่สุดน่ะสิจ๊ะ" สบตามองเจนจิราก็เห็นรอยคล้ำที่ใต้ขอบตา จึงรู้ว่าเด็กคนนี้คงจะโหมทำงานมาอย่างหนักมากทีเดียว รอยยิ้มขบขันอยากจะลองแกล้งสาวน้อยคนนี้จึงเกิดขึ้นมา "น้าเริ่มสงสัยแล้วนะว่าบริษัทนี้เข้าใจกฎหมายควบคุมชั่วโมงการทำงานบ้างหรือเปล่า"

        "ค่ะ แต่เจนไม่ใช่ลูกจ้างทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นหนึ่งใน CEO ของบริษัท"

        ตอบแบบทำนองจิกกัดราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่พูดถึงคนอื่น เจนจิราตอบไม่ได้หรอกว่าเธอสนุกกับงานที่ทำ อาจจะเพราะเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นแหละ

        "ใช้แรงงานเด็กได้คุ้มค่าจังเลยนะ ทั้งคุณปู่ทั้งคุณอา"

        "ต้องบอกว่าใช้คนได้ถูกกับงานต่างหากค่ะ"

        ท่าทีเฉยเมยต่อคำตอบของตัวเองทำให้อินทร์อรคิดได้ว่าเด็กสาวคนนี้คงยอมรับชะตากรรมที่หนีไม่พ้นนี้ไปแล้ว ก็แค่รับทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปโดยไม่มีโอกาสได้ถึงคิดถึงอนาคตของตัวเอง นั่นเป็นความโหดร้ายที่ไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อภายนอก และคนอื่นๆ ก็คงคิดว่าที่เจนจิรามาอยู่ตรงจุดนี้ได้ก็เพราะได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวมากกว่าจะเป็นความสามารถของตัวเอง

        "เย็นชาจังเลยนะ"

        "แค่คิดว่าดิ้นรนไปมันก็เปล่าประโยชน์ อีกทั้งเจนก็เริ่มชินกับสายตาที่ถูกมองราวกับเป็นคุณหนูไปแล้ว"

        ไม่ต้องพูดถึงใครอื่น แค่พนักงานในบริษัทนี้พากันเรียกเธอว่า 'คุณหนู' ในทำนองจิกกัดหรือใช้เป็นหัวข้อในการสนทนายามเบื่อ เกี่ยวกับเรื่องนี้เธอไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อนก็เลยมองข้ามมันไป เป็นวิธีรับมือแบบที่ผู้ใหญ่ที่มีการศึกษาในระดับสูงเขาทำกัน

        "แต่ถึงอย่างไรน้าก็ต้องขอบคุณหนูเจนจิราเหมือนกัน เรื่องนี้มันเกินความสามารถของน้า"

        "คนเรามีเรื่องที่ถนัดและไม่ถนัดอยู่ด้วยไม่ใช่หรือคะ เจนเองก็คิดว่ามันน่าสนุกดีเหมือนกันที่จะได้ลองเข้าไปใช้ชีวิตในโลกที่ตัวเองสร้างขึ้นมา"

        "แล้วได้ลองหรือยัง"

        "ไม่ค่ะ นั่นไม่ใช่โลกของเจน" คำตอบแบบเรียบง่ายแสดงออกให้เห็นว่าเธอไม่ยอมรับว่านั่นเป็นโลกที่ตัวเองสร้างขึ้น

        เจนจิรามองว่าเกมออนไลน์นี้เป็นแค่เครื่องมือของคุณปู่เท่านั้น และเธอก็เป็นคนสร้างเครื่องมือนั้นขึ้นมา ดังนั้นต่อให้มันหมดความนิยม หรือถูกทำลายจากภายในเธอก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียว

        บางทีเจนจิราอาจจะเป็นเด็กไม่ดีก็ได้

        "ถ้ายังไง เมื่อถึงเวลานั้นน้าจะคอยให้การสนับสนุนก็แล้วกัน น้าเองก็ไม่มีลูกด้วย"

        "ยังไม่เจอคนที่ใช่อีกเหรอคะ"

        "ถามแบบนี้มันเสียมารยาทนะ"

        ด้วยอายุที่ขึ้นเลขสามไปแล้วกับดีกรีที่เป็นถึงด็อกเตอร์ การจะให้มาหาคนที่ใช่ในช่วงอายุขนาดนี้คงเป็นไปได้ยากน่าดู คงเพราะอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกได้ว่ามีระยะที่ห่างกันมากจนเข้าใกล้ไม่ได้ แถมอินทร์อรเองช่วงนี้ก็ใช้เวลาไปกับงานของตัวเองจนแทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย ไม่ต้องพูดถึงการไปเดทหรือเที่ยวเล่นในวันหยุด

        "แต่ก็คงจะมีสินะคะ"

        "แกล้งน้าอยู่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นน้าขอถามบ้างนะว่าเรามีหรือยัง อัจฉริยะเด็กผู้จบปริญญาเอกด้วยวัยเพียงสิบห้าปี"

        "ไม่มีแน่นอนค่ะ ในสายตาของเจนผู้ชายส่วนใหญ่ล้วนงี่เง่าไม่มีเหตุผลเอาซะเลย"

        "ร้ายกาจ ถ้าน้าเป็นผู้ชายมาได้ยินคงหมดกำลังใจที่จะเป็นผู้ชายได้เลยนะ"

        กับอินทร์อรแล้วเจนจิราสามารถพูดคุยหรือระบายความอัดอั้นในใจออกมาได้อย่างหมดเปลือก อินทร์อรติดนิสัยขี้เล่น เธอนั้นมีสังคมและเพื่อนฝูงอยู่เป็นจำนวนมาก เวลาพูดคุยด้วยจึงรู้สึกสบายใจราวกับได้พูดคุยกับเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สำหรับเจนจิรานั้นคนที่จะมาเป็นเพื่อนได้จะถูกครอบครัวคัดกรองเฉพาะผู้ที่ดูมีภูมิฐาน นั่นทำให้ส่วนใหญ่จึงมีแต่คนระดับเดียวกันที่คบหากันเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ

        นั่งพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระ การที่เจนจิราพูดกับคนอื่นได้นานขนาดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก แต่อินทร์อรก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่รับรู้ถึงแรงกดดันที่เด็กสาวต้องแบกรับอยู่ ดังนั้นเธอที่เปรียบเสมือนกับผู้ปกครองคนหนึ่งเลยอดที่จะเอ็นดูไม่ได้ ด้วยอำนาจที่เธอมีอยู่นั้นน่าจะเพียงพอในการมอบอิสรภาพเล็กๆ แก่เจนจิราได้ ดูเหมือนว่าครั้งนี้คงต้องขอคุยกับพวกผู้ใหญ่สักหน่อยแล้ว เพราะถึงจะเป็นไพศาลก็คงตัดสินใจลำบากแน่ หากยุติการสนับสนุนเพียงเพราะทำร้ายเจนจิราที่เธอให้ความเอ็นดู

        "ถ้ายังไงเสร็จจากประชุมวันนี้น้าว่าพวกเราสองคนไปทานอาหารกันสักหน่อยไหม"

        "แค่พวกเราสินะคะ"

        "ใช่จ้ะ ถ้าตกลงจะได้ให้คนไปจัดการเรื่องจองโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย ไม่ต้องสนใจหรอกว่าคุณปู่กับคุณอาจะว่ายังไง บอกไปเลยว่าน้าอินทร์อรเป็นคนชวนก็พอ"

        "ใช้อำนาจในทางไม่ชอบนะคะ"

        "อำนาจมีไว้ให้ใช้แบบนี้นั่นแหละ"

        หลังจากที่ปล่อยให้ทั้งสองคนอยู่คุยกันเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเวลาที่นัดเอาไว้ มีคนเข้ามาบอกเรื่องนี้และพาไปที่ห้องประชุม ติดป้ายเพียงว่ามีการใช้งานเพื่อไม่ให้ผู้ใดมารบกวน อีกทั้งตำแหน่งของห้องนี้ยังเป็นห้องที่อยู่ริมสุดของทางเดินยาวจนไม่มีใครอ้างได้ว่า 'แค่เดินผ่าน' ในห้องใช้วัสดุปิดกั้นเสียงจะได้ไม่มีผู้ใดมาแอบฟังการประชุม หน้าห้องก็มีกล้องวงจรปิดติดอยู่ตามทางเดิน รวมไปถึงระบบภายในของมันก็แยกออกมาเป็นเอกเทศจึงไม่สามารถลักลอบเชื่อมต่อได้

        คนทั่วไปมาเห็นคงต้องสงสัยว่า 'ทำไมต้องเป็นความลับมากขนาดนี้' แต่ด้วยธุรกิจในปัจจุบัน การปกป้องความลับภายในองค์กรก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ จะเห็นได้ว่าเกมออนไลน์เสมือนจริงมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นแทบจะทุกปี ในขณะที่บางเกมที่เน้นผลประโยชน์เป็นหลักก็อยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเพราะยอดผู้เล่นลดต่ำลง เลเจ้นด์ออนไลน์เองก็กำลังอยู่ในช่วงวิกฤตเช่นกัน แต่ก็พยายามประคับประคองให้รอดสถานการณ์อันเลวร้ายไปได้

        ตัวตนของอินทร์อรถือได้ว่าสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีผู้หญิงคนนี้โปรแกรมสำคัญสำหรับการแปลงค่าคลื่นสมองของมนุษย์อันเป็นส่วนสำคัญของระบบเกมเสมือนจริงจะไม่ถูกเผยแพร่ออกไปโดยเด็ดขาด ซึ่งด้วยระบบนี้จะจำลองได้ทุกอย่างโดยเฉพาะสัมผัสทั้งห้าที่ทำให้เกมมีความสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเหมือนกันว่าคนที่สำคัญต่อมาคือ เจนจิรา ผู้สร้างโลกเสมือนที่ใช้เป็นพื้นฐานของเกมในระยะเวลาอันสั้น

        ในห้องประชุมนั้นเป็นโต๊ะที่ตั้งล้อมรอบอุปกรณ์ฉายภาพรุ่นล่าสุด ที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะนั่งอยู่ที่มุมใดสามารถมองเห็นสิ่งที่ฉายได้โดยสะดวก อีกทั้งยังสามารถควบคุมได้ผ่านโต๊ะของแต่ละคนเพื่อแสดงรายงานจากที่นั่งของตัวเอง ต้องบอกว่ามันเป็นห้องประชุมที่มีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมาก

        "ยินดีต้อนรับนะครับคุณอินทร์อร" วุฒิพงษ์รีบเดินมาทักทาย

        "สวัสดีค่ะ คุณคงจะเอ็นดูเจนจิรามากเลยนะคะ รู้หรือเปล่าว่าถ้าเป็นไปได้ฉันอยากจะได้เธอมาเป็นลูกสาวบุญธรรม"

        วุฒิพงษ์ทำหน้าเหมือนกับกลืนยาขม ที่จริงก็พอจะรู้อยู่ว่าหลานสาวของเขาเป็นที่เอ็นดูของด็อกเตอร์อินทร์อร ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงรู้สึกไม่พอใจที่พวกเขาใช้งานเจนจิราหนักเกินไป แทนที่จะให้อิสระในการเที่ยวเล่นเหมือนเด็กสาวทั่วไปบ้างกลับขังเธอเอาไว้แต่ในบริษัทเพื่อให้ช่วยงานเพราะเป็นคนเดียวที่จัดการกับระบบต่างๆ ได้

        "แต่เรื่องนั้นก็คงต้องขออนุญาตคุณไพศาลก่อนใช่หรือเปล่าคะ"

        ส่งสายตามองไปยังหัวโต๊ะ เจ้าของสายตาอันคมกริบของผู้ที่ผ่านโลกมามากนั้นทำให้กลายคนรู้สึกยำเกรงเวลาได้จ้องมอง แต่สำหรับอินทร์อรที่อยู่ในแวดวงที่ต้องพบปะกับคนที่มีนิสัยคล้ายกับไพศาลจึงมีภูมิต้านทานในเรื่องนี้พอตัว

        "สวัสดีอินทร์อร" น้ำเสียงอันทรงอำนาจมักจะทำให้ผู้ที่ได้ยินรู้สึกตื่นกลัว อินทร์อรขยับรอยยิ้มเล็กน้อยและยกมือไหว้ตามมารยาท

        "สวัสดีค่ะคุณลุงไพศาล"

        น้ำเสียงทรงอำนาจนั้นผ่อนลงเล็กน้อยหลังจากส่งเสียงหัวเราะในคอ

        "เรื่องที่จะให้ยายเจนเป็นลูกสาวบุญธรรมนั่น เอาไว้จบเรื่องร้ายๆ ก่อนก็แล้วกัน"

        ได้ยินที่พูดดังนั้นเจนจิราก็เข้าใจได้ทันทีว่าคุณปู่ของเธอไม่ได้ปฏิเสธเรื่องยกให้เป็นลูกบุญธรรมกับคนอื่น ขอเพียงเรื่องราวร้ายๆ มันจบลงได้ด้วยดีเมื่อถึงตอนนั้นเจนจิราจะเป็นอิสระจากคุณปู่ เพราะถ้าต้องการความสามารถของเธอจะไม่มีทางยกสิทธิ์ในการเลี้ยงดูให้คนอื่นแน่นอน และยิ่งไปกว่านั้นเจนจิราไม่เคยเห็นว่าคุณปู่จะยอมรับเรื่องการคลุมถุงชนระหว่างเธอกับพี่นรินทร์เลยแม้แต่นิดเดียว

        "จะตั้งตารอคอยเลยนะคะ" อินทร์อรยิ้มรับ เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ซึ่งยังว่างอยู่ถัดมาก็เป็นเจนจิรา มองไปรอบๆ ห้องก็เห็นว่าตัวละครสำคัญยังมาไม่ครบแต่ก็อยากจะถามเพื่อให้แน่ใจว่าการประชุมจะไม่เกิดเหตุขัดข้อง "แล้วคนอื่นๆ ยังไม่มากันหรือคะ"

        "คงกำลังเร่งเดินทางมาที่นี่น่ะครับ" คำตอบที่ฟังดูไม่มั่นใจนักทำให้ไพศาลหรี่สายตาลงมองวุฒิพงษ์เชิงตำหนิ

        "เพราะตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่ว่าทางเราจะต้องเตรียมการรับมืออยู่ตลอดเวลา และเพื่อให้ได้ข้อสรุปเลยต้องรวบรวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาสาเหตุของมัน เชื่อว่านั่นอาจจะเป็นกุญแจสำคัญก็ได้ค่ะ" เสริมด้วยคำพูดของเจนจิราที่ทำให้การประชุมเกิดความล่าช้ามีเหตุผลที่พอจะผ่อนผันให้ได้

        "Awaken X สินะ"

        เป็นความหมายที่รู้กันภายในจึงตอบรับด้วยการพยักหน้า เจนจิราหยิบเครื่อง PDA พิเศษขึ้นมารับรายงานเกี่ยวกับการคัดลอกข้อมูลเพื่อนำเสนอในที่ประชุมจากโปรโต้ เปิดสวิทซ์ใช้งานระบบเรียกระบบปฏิบัติการที่ถูกเข้ารหัสป้องกันเอาไว้ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว วุฒิพงษ์มองดูนาฬิกาและมีสีหน้ากระอักกระอวนเมื่อมันสายไปแล้วถึงห้านาทีจนต้องออกไปโทรศัพท์เร่งให้ทางนั้นเดินทางมาเร็วๆ ส่วนไพศาลและอินทร์อรยังคงนั่งอย่างสงบ

        และในที่สุดตัวละครสำคัญก็ทยอยมากันจนครบ ทั้งธวัชชัย รัตนพิทักษ์ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการแพทย์รวมไปถึงการเป็นผู้พัฒนาเครื่องเล่นเกมของบริษัทเลเจ้นด์ออนไลน์ (ตอนที่ได้เห็นเจนจิราก็พยายามชวนพูดคุย แต่ติดที่ว่าเธอไม่แม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ) ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ที่เป็นถึงระดับผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่มาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคน และคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในโปรเจคนี้

        เสียเวลากันมามากแล้วในที่สุดไพศาลก็ได้กล่าวเปิดการประชุมขึ้นทันที ถึงแม้ว่าไพศาลจะไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านใดเลยก็ตาม แต่ก็เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณจำนวนมหาศาลรวมถึงการจัดหาสถานที่ต่างๆ ให้ ดังนั้นจึงมีสิทธิ์ที่จะทราบสถานการณ์ทั้งหมดเพื่อตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณ

        สายตาทั้งหมดหยุดลงที่เจนจิราคล้ายเป็นที่รู้กันว่าควรจะเริ่มต้นจากใครก่อน เด็กสาวถอนหายใจและเริ่มขยับนิ้วลงไปบนจอสัมผัสบนโต๊ะ มีแฟ้มข้อมูลมากมายตั้งแต่เลขรหัส '00' ไล่ไปเรื่อยๆ แต่เจนจิราก็ไปกดที่แฟ้มหมายเลข '03' เพื่อแสดงภาพถ่ายครึ่งตัวของผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับรายละเอียดต่างๆ

        "ถ้าอย่างนั้นจะขอเริ่มหัวข้อสำคัญเลยนะคะ เกี่ยวกับปฏิกิริยาตอบสนองของคลื่นสมองจาก Awaken SB - 03 หรือ เทสเตอร์ในชื่อรหัส ไซเรน มีความเป็นไปได้ว่าสติของเธอกำลังจะกลับคืนมาค่ะ"

 

 

 

 

คุยกันนิดหน่อย

        อาจจะมีคนคิดว่า "มาแนวนี้อีกล่ะ" อยู่ด้วย ไม่มากก็น้อยหลังจากที่อ่านจบ แต่ผมก็หวังว่าจะมีใครจับพิรุธอะไรได้อีกจากในบทนี้ รบกวนถ้าอ่านเสร็จแล้วหากผู้ใดจับพิรุธในเนื้อเรื่องนี้ออก ช่วยคอมเม้นต์ให้ดูหน่อยนะครับ

        เอาน่า ถือเป็นการเล่นสนุกกัน

 

ปล. ตอนปีใหม่คอมเสียเลยต้องลง Window ใหม่ เกือบจำพาสเวิร์ดเข้าเด็กดีไม่ได้แล้ว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #14118 differ21 (@differ21) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2560 / 00:37
    อารมณ์แบบ จำลองว่าถ้าย้ายคนเข้าไปใช้ชีวิตในทีไหม จะอยู่ได้ไหม เผื่อโลกอยู่ไม่ได้ไรงี้ปะ //เพ้ออะไรฟะ
    นิยายเรื่องนี้มันซับซ้อนวุ้ย มีความรู้สึกว่าอ่านจบแล้วเข้าใจทั้งหมดเราจะกลายเป็นอัฉริยบุคคล ความเว่อวังอลังการเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ(ซึ่งเราชอบมาก) โดยเฉพาะความยูนีคของตัวละครแต่ละตัว ตัวตน+เบื้องหลังของเจนภพนี่โค ตรสุดยอด(ชอบแนวพระเอกแมพ) ตอนฉากให้จิ้นอาคมเจนภพนี่ชอบสุดละ(5555+) #ทีมอาคมเจนภพ ตามเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนแรกสุด อ่านเงายาวพักๆหยุดๆไปบ้างเกือบปี เพิ่งจะกลับมาเม้นตอนออกหนังสือเล่ม7ไปแล้ว นี่กลับมาอ่านใหม่ตั้งแต่แรกอีกรอบ(ซื้อหนังสือเกือบครบละ หาเล่ม6ไม่ได้เลย) เป็นนิยายที่สนุกขึ้นเรื่อยๆจริงๆ
    ปล.กลับมาอ่านเพราะอยากรู้ว่าชีวิตมหา'ลัยจะเป็นยังไง //โชว์ความเมพของของเจ้าให้ประชาชนรับรู้ซะอาคมเจนภพ!! อุวะฮ่าๆๆๆๆ!!! #คิดถึงจึงกลับมา #ติดหนึบ #พีคกับชื่อเล่นจริงๆลืมบอกไป #โอลาฟ #let it go #อาคมโอลาฟ #อาโอ #RO
    #14118
    0
  2. #13710 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 21:58
    ลุ้นๆๆๆ
    #13710
    0
  3. #13687 กระต่ายสองขา (@extream) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 11 มกราคม 2560 / 18:26
    จะมีคนอื่นๆนอกจากไซเรนที่เป็นแบบนี้ด้วยใช่ไหมครับ เพราะจากคำที่บอกว่า awaken 03  เพราะฉะนั้นผู้ร่วมชะตากรรมของโครงการนี้ไม่ได้มีคนเดียวอย่างแน่นอน
    #13687
    0
  4. #13681 ขุณไกร (@harukokame) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 11:52
    พิรุธ คือ โอราฟจะมีภรรยาเป็นคนจริงๆ เพิ่มอีก 1 คน แน่ๆ
    #13681
    0
  5. #13680 Duckdiamond (@duckdiamond) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 17:58
    ที่เจนภพเคยบอกว่าจะทำลายเกมส์นี้ เพราะเหตุนี้รึเปล่านะ
    #13680
    0
  6. #13679 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 14:22
    ไซเรน อาจจะเป็นคนทดลองในช่วงแรก ๆ ของเกมที่ยังไม่สมบูรณ์หรือไม่ก็ช่วงทดสอบเรื่องคลื่นสมอง และอาจจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เป็นเจ้าหญิงนิทราไม่ก็ติดอยู่ในโปรแกรม แถมดูท่าจะมีหลายคนซะด้วย ซึ่ง "ซีกเกอร์" ก็อาจจะเป็น 1 ในนี้ และพยายามหาทางช่วยพวกที่ติดอยู่ด้วยกัน ไม่ก็เป็นคนที่เกี่ยวของกับชิปที่เคยเกริ่นไว้ตอนไปบ้านยายนั้นแหละ (ราฟเป็นโจ๊กเกอร์ในกองไพ่ แต่ซีกเกอร์เป็นโจ๊กเกอร์นอกกองไพ่ที่พร้อมกระโจนเข้ามาในกองได้ตลอด) เดาได้แบบมั่วมาก 555 (อยากรู้ว่าซีกเกอร์เป็นใครเนี่ยแหละ) (ไรทำบ๊อกเซ็ตไมอะ ถ้าทำจะได้ไม่ต้องซื้อรอ เพราะตอนนี้หาซื้อเล่ม 1 ไม่ได้อะ) 
    #13679
    1
  7. #13678 war2123 (@war2123) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 01:05
    อ่ะหรือว่าไซเรนอาจจะเป็นจิงๆก็ได้
    #13678
    0
  8. วันที่ 6 มกราคม 2560 / 22:16
    พยายามจะสร้างฮาเรมซินะสร้างตัวละครผู้หญิงมาใส่ซะเยอะเชียว  ใส่เยอะขนาดนี้ตอนจบจะไม่สวยหน่า แต่เพราะเองมันไม่กระล่อนฮาเรมจะเกิดหรืออออออออ
    #13677
    0
  9. #13676 -0--DreamEND--0- (@dreamend) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 21:39
    ไม่ใช่ไปๆมาๆ  พ่อราฟ มาเกี่ยวข้องกับเบื้องหลังเรื่องนี้ด้วยหระ 555
    #13676
    0
  10. #13675 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 20:47
    มีหลายส่วนที่เหมือนจะบ่งบอกว่าไซเรนเป็นคนจริงๆ และในอนาคตต้องโดนโยงมาเกี่ยวกับโอลาฟแน่ๆแฮะ
    #13675
    1
  11. #13674 Eriuse (@darkwingzoz) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 20:45
    tester ก่อนหน้า ไซเรน นี่นึกไม่ออกเลยแฮะ
    #13674
    0
  12. #13673 ไพฑูรย์ พวงศรี (@xcarros95) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 17:48
    น่าจะเป็นกลุ่ม โคดเบต้าที่ ร่วมเข้าทดสอบแล้วเกิดปัญหา โดยที่มีการตรวจสอบสมองแล้วเข้าข่ายกลุ่มที่มีคลื่นสมองพิเศษจึงเชิญมาร่วมไม่ก็ลูกหลานคนในที่เข้าร่วม แล้วเกิดอาการ เส้นประสาทส่วนควบคุมเกิดผิดปกติจากโปรแกรมบางส่วนทำงานผิดพลาด แล้วกลุ่มเพื่อนที่เล่นด้วยกันก็พยายามช่วยในส่วนที่เป็นผู้เล่นโดยเร่งการเดินเรื่องโดยหวังว่าจะทำให้เพื่อน (แฟนใครสักคนนึงล่ะ น่าจะนะ) ตื่นขึ้นจากการทดสอบ ในส่วนที่เอาคนที่ไม่พื้นขึ้นมา เอาไปทำเอไอพิเศษ เพื่อคงสภาพการทำงานของสมองไว้ โดยมีคณะแพทย์พิเศษดูแล มั้ง คร่าวๆนะครับ......????
    #13673
    0
  13. วันที่ 6 มกราคม 2560 / 16:42
    ขอบคุณครับ
    #13672
    0
  14. #13671 sunny chic (@0442172) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 15:48
    ไซเรนคือเจ้าหญิงนิทรานอนป่วยบนเตียงมาหลายปี เข้ารับการรักษาด้วยเกมคลื่นสมอง
    #13671
    1
  15. #13669 สายลมพเนจร (@jzjamezz) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 13:01
    พอมาเรื่องรักษาผู้ป่วย ก็เลยนึกไปถึงเรื่องรักษาอาการของราล์ฟด้วยเลย
    #13669
    0
  16. #13668 คมดาบพิรุณ (@jamkatana) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 12:55
    ไซเรน นางเอก เป็นผู้ป่วยเกี่ยวกับสมองแน่

    จันจิรา นี้ขี้อวด ที่จริงเจนภพก็จบ ทำได้ป.เอกอายุ 15 อ่ะดีไม่ดี อาจจะอายุ 11-12 เลย
    #13668
    0
  17. #13667 ผู้มีปีก (@nameiceza) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 12:49
    ไซเรนเป็นคนจริงๆสินะ
    #13667
    0
  18. #13666 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 12:48
    กำลังคิดถึง >> คอร์ <<ใน ไพรด์ออนไลน์
    แต่ถ้า"เธอ"คนนั้น'ตื่น'ขึ้นมาจริงๆ จะนึกถึง"วงแหวนแห่งเบอร์มิอุส" ทั้งตัวพระเอก และแม่หนูจิ้งจอกตัวน้อย...

    ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของนิยายเรื่องนี้ คือ.. กว่าจะมาแต่ละตอน รอซะ...
    #13666
    0
  19. #13665 AlZhaiMerS (@AlZhaiMerS) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 05:30
    เป็นงี้นี่เอง
    #13665
    0
  20. #13664 วิญญาณสีคราม (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 04:09
    เหมือนจะยังไม่มีใครจับพิรุธได้จริงๆ ด้วยนั่นแหละ พล็อตยอดฮิตก็ส่วนหนึ่ง

    แบบนี้ยิ่งสนุกไปใหญ่
    #13664
    0
  21. #13663 Lady-Victoria (@1100400814037) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 04:07
    รู้สึกเชียร์คู่มั้น อะ อารมณ์แบบ พ่อบ้านกับ working women อะ 555555
    #13663
    0
  22. #13662 หลงอู่ (@bosskiss) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 04:04
    ก็เป็นพล๊อตยอดฮิต จำพวกเอไอจริงๆแล้วเป้นคนป่วยที่ทำการรักษาอะไรทำนองนั้น 
    #13662
    0
  23. #13661 lu-bing (@akagi-shiroya) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 02:53
    ถึงจะสงสัยเรื่องที่มอนสเตอร์บางตัวแสดงออกเกินกว่าจำกัดความว่าตัวละครสมมุติก็เถอะ แต่ก็ไม่นึกว่าจะเล่นงี้จริงๆแฮะ ว่าแต่เกี่ยวกับอาการสมองของเจนภพรึเปล่าหว่า 
    #13661
    0
  24. #13660 คนรักแฟนตาซี (@sakanrack) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 01:20
    ไ..ร เหรอ
    #13660
    0
  25. #13659 คุณสามี (@SoulBladeMaster) (จากตอนที่ 367)
    วันที่ 6 มกราคม 2560 / 01:19
    ถึงว่า ทำไมไรเตอร์เขียนให้ไซเรนค่อนข้างมีความคิดเป็นของตัวเอง มีการแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนกว่า ตัวละครที่เป็นผู้ติดตามอื่นๆ
    #13659
    0