[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,473,994 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,083 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,265

    Overall
    1,473,994

ตอนที่ 365 : บทที่ 19 การมาถึงของจาง ซูหลิน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5048
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 76 ครั้ง
    19 ธ.ค. 59

บทที่ 19 การมาถึงของจาง ซูหลิน

 

        ซากุระติดต่อมาในเช้าวันรุ่งขึ้นซึ่งราล์ฟกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่ริมระเบียงและมีขนมทานเล่นที่นิมป์เตรียมเอาไว้ให้ เรื่องที่คุยกันนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการชื่นชมความวุ่นวายที่เขาก่อภายในวันเดียว และนั่นทำให้เผยว่าสมาพันธ์วอร์ลอร์ดมีแผนจะใช้กำลังคนเป็นจำนวนมาก เธอจึงได้มาเตือนเรื่องนี้และถามว่าเขาได้อะไรจากการสืบข่าวเมื่อคืน เลยบอกว่าพวกนั้นมีแผนการจะสำรวจพื้นที่บางแห่ง แต่ปิดเรื่อง 'ธนูดาราสวรรค์' เอาไว้ก่อน

        ถึงจะแค่สร้างกิลด์ได้ไม่นาน ราล์ฟก็ประสบเข้ากับปัญหางานล้นมืออย่างจริงจัง มองจากภายนอกคงแยกไม่ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วราล์ฟได้ใช้ระบบความคิดคู่ขนานของตัวเองจัดเรียงข้อมูลและทำเป็นรายงานต่างๆ ออกมา ทั้งการคำนวณงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายสำหรับกองกำลังอสูรและแผนสนับสนุนสมาชิกกิลด์เพื่อพัฒนาฝีมือให้สูงขึ้นยิ่งไปอีก

        เดฟอนเองก็ขอพื้นที่ด้านหลังบ้านทำเป็นโรงงาน เขาไม่ได้คิดไปเองแน่ที่เห็นอะไรบางอย่างพุ่งออกไปจากเกาะและกลับเข้ามาใหม่ จนกระทั่งเดินไปดูก็พบว่าเดฟอนเริ่มก่อสร้างโรงงานไปได้มากทีเดียว มีหุ่นยนต์ขนย้ายติดไอพ่นบินออกจากเกาะส่วนตัวไปและกลับมาพร้อมกับแผ่นเหล็กหนามาก ทีนี้ก็เข้าใจแล้วล่ะว่าเดฟอนไม่ได้มีดีแค่เท่าที่เห็น มิน่าละถึงบอกว่าถ้าทำคนเดียวคงไม่ทันแน่

        ราล์ฟตรวจสอบราคาไอเทมในตลาด ตอนนี้มีคนนำอาร์ติแฟกมาวางขายกันให้เพียบเนื่องจากว่ามันเป็นของซ้ำๆ กันที่บางคนก็มีอยู่แล้ว โดยราคานั้นถือว่าแพงใช้ได้เลยล่ะ ราล์ฟมีความคิดดีๆ ที่จะใช้มันเพื่อทดสอบดูว่ากองกำลังอสูรจะสามารถใช้งานของพวกนี้ได้หรือไม่ เพราะถ้าได้มันก็จะมีความพิเศษยิ่งขึ้นไปอีกเลยสำรวจงบประมาณส่วนตัวที่ยังมีเหลือและเลือกซื้อเฉพาะของที่ราคาถูกที่สุดมาจากนั้นก็วาปไปที่ค่ายกองกำลังอสูรของตนทันที พวกมันให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะราล์ฟเปรียบได้ดั่งราชาของพวกมัน ซานัครับเอาอาร์ติแฟกรูปร่างต่างๆ ไปตรวจสอบและบอกว่าจะนำไปศึกษาหาทางทำให้กองกำลังอสูรนี้ใช้งานให้ได้

        ถ้าต้องการหาอาร์ติแฟกด้วยตัวเองข้อมูลนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น เพลเยอร์คนเดียวที่ราล์ฟรู้จักและรวบรวมข้อมูลความลับหลายอย่างของเกมเอาไว้ก็มีแค่ซากุระเท่านั้น ผู้หญิงคนนี้ไม่มองข้ามเรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะอาร์ติแฟกหายากเธอจะมีข้อมูลการได้มาทั้งหมด นั่นก็เพื่อให้กำลังพลของเธอมีความพร้อมในการรบที่หลากหลาย แต่การจะได้ข้อมูลนั้นมาก็ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เท่าเทียมกัน

        มองยังไงตอนนี้เขาก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะเจรจาต่อรองได้ เห็นแบบนี้แต่ซากุระก็ค่อนข้างจะเคี่ยวทีเดียวล่ะ สุดท้ายก็คงต้องยึดข้อมูลอ้างอิงจากเพลเยอร์ใจดีที่มาบอกการได้มาของอาร์ติแฟกง่ายๆ ให้ และในเมื่อเขามีสมาชิกกิลด์อยู่แล้วจะไม่ใช้งานเลยก็กระไรอยู่ เลยออกคำสั่งแรกให้ช่วยรวบรวมอาร์ติแฟกมาสักหน่อย โดยสามารถเบิกยากับเสบียงได้จากร้านน้องเหมียวสี่ขาและร้านอาหารเดอะมารีน

        ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้างก็เลยต้องเตรียมพร้อมอย่างไม่ประมาท การเก็บเลเวลเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ราล์ฟมองหาดันเจี้ยนและพาภูตของเขาไปเก็บเลเวลที่นั่นด้วยกัน แต่เพราะมีตัวหารที่เยอะขึ้นจำเป็นจะต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว จนหมดวันเลเวลขยับขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง แต่เขายังมีเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนในการเตรียมความพร้อม เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาสมาชิกกิลด์ของเขาจะต้องมีคลาสอยู่ที่อัศวินกันทุกคน

        เป็นเวลากว่าห้าวันในโลกแห่งความเป็นจริงที่ราล์ฟตะลุยบุกดันเจี้ยนและล้างบางเพื่ออัพเลเวลของตัวเอง เป็นการกระทำที่บ้าคลั่งแต่ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจของสุริยันที่เล่นล้างผลาญตั้งแต่หน้าทางเข้าไปจนถึงบอสตัวสุดท้าย ราล์ฟรู้ได้ในทันทีเลยว่าพวกเขามีฝีมือพอจะดวลเดียวกับพวกมอนสเตอร์คลาสสูงๆ ได้แล้ว และยิ่งมีการประสานงานกันเป็นทีมบอสที่ว่าร้ายกาจก็ถูกจัดการลงได้ในที่สุด

        และด้วยระยะเวลาห้าวัน ราล์ฟหาซื้อไอเทมทำเควสต์เวทมนตร์เผ่าแมวมาได้สำเร็จ ตอนนี้เขาสามารถเรียนรู้เวทมนตร์เกี่ยวกับธาตุน้ำได้แล้ว โดยการซื้อตำราเรียนทักษะจากแม่เฒ่าเลี้ยงแมวในราคาที่อภิมหาแพง ไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่พวกเขาเลือกจะเรียนกันแค่เวทมนตร์ธาตุเดียว เพราะจากที่ฟังหากเรียนรู้ธาตุที่สองราคาจะเพิ่มเป็นสองเท่า ธาตุที่สามก็เป็นสามเท่า กว่าจะครบเจ็ดธาตุได้ก็คงต้องพยายามกันเป็นปีๆ เลยล่ะ

        ด้านหลังบ้านตอนนี้ถูกเปลี่ยนสภาพพื้นที่เป็นโรงงาน มีหุ่นยนต์ที่เดฟอนเตรียมมาคอยทำหน้าที่ต่างๆ อย่างพวกขนของ เดฟอนบอกว่าพวกนี้เป็นหุ่นยนต์ตกรุ่นที่รอวันหลอมก็เลยรับพวกมันมา และให้เซเว่นช่วยเปลี่ยนโปรแกรมของมันเป็นหุ่นสนับสนุน ช่วยได้อย่างมากในการก่อสร้างและเดินทางไปยังแหล่งเก็บแร่กลางทะเลอีกด้วย ที่รู้เรื่องนี้ก็ต้องขอบคุณสิ่งที่เก็บเกี่ยวมาจากอาณาจักรจักรกล มันมีบอกแหล่งแร่พลังงานต่างๆ ที่กระจายไปอยู่ตามหมู่เกาะ และเดฟอนไม่ปฏิเสธที่จะนำมาใช้ประโยชน์ให้ตัวเอง

        ตอนนี้อาคมกับอารินเปลี่ยนคลาสเป็นขุนนางและเก็บเลเวลไปจนตันแล้ว จนราล์ฟต้องถามสถานที่เก็บเลเวลเพราะดันเจี้ยนที่รู้จักนั้นไม่ได้มีมอนสเตอร์มากพอสำหรับพวกเขาเลย ก็ทราบว่าสองพี่น้องนั่นไปเก็บเลเวลกันที่สโนว์บริดจ์ มีดันเจี้ยนตั้งมากมายที่ยังไม่ถูกสำรวจและมอนสเตอร์ที่นั่นก็ให้ค่าประสบการณ์ดีมาก ทว่ามันอันตรายเพราะยังไม่มีแผนที่ที่ถูกต้องก็เลยยังไม่ค่อยมีคนนิยมไปสักเท่าไหร่ และมันไม่มีปัญหากับอารินที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาก่อน

        ดังนั้นราล์ฟจึงได้เดินทางไปที่สโนว์บริดจ์เพื่อเก็บเลเวล หลังจากซื้ออุปกรณ์ป้องกันความหนาวเย็นกับเครื่องดื่มที่จำเป็นก็ออกตะลุยดันเจี้ยนน้ำแข็ง ราล์ฟคิดว่าที่นี่มันถูกออกแบบมาเพื่อสุริยันโดยเฉพาะเลยล่ะ แม้พวกมันจะถึกต่อการโจมตีทางกายภาพ แต่ก็แพ้ทางเวทมนตร์ไฟของสุริยันใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงก็ตะลุยมาจนถึงชั้นสุดท้ายและจัดการกับบอสลงได้ ถ้าหากรักษาความเร็วไว้ที่ระดับนี้ก็อาจจะเคลียร์ดันเจี้ยนได้วันละสองแห่ง

        อย่างไรก็ตามตอนนี้ราล์ฟจดจำสถานที่แห่งนี้เอาไว้แล้ว จะเดินทางมาเมื่อไหร่ก็ย่อมง่ายขึ้น อีกไม่นานเขาก็จะเป็นคลาสขุนนางเลเวล 1,000 เสียทีถ้ารักษาระดับความเร็วนี้เอาไว้คงใช้เวลาอีกราวๆ สองอาทิตย์ พอกลับมาที่บ้านก็เห็นเดฟอนตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอไอเทมชิ้นใหม่ที่สร้างขึ้นมาสำเร็จ มันเป็นไอเทมประเภทเครื่องประดับหูแต่รูปร่างนั่นคุ้นตามาก

        "นี่มันอุปกรณ์สื่อสาร?"

        "ใช่แล้ว เวลาทำสงครามมันค่อนข้างจะลำบากในการสื่อสารใช่ไหม และทีนี้ทุกคนเลยใช้วิธีการส่งข้อความไปยังคนวางแผน ซึ่งมันก็ลำบากเวลามานั่งพิมพ์อะไรแบบนี้ แต่ถ้าจะติดต่อสื่อสารกันแบบปากต่อปากก็ทำได้ลำบากตรงที่ได้เพียงแค่คนเดียว ดังนั้นแพนโดร่าเลยต้องเหนือชั้นกว่าในด้านความเร็วในการสื่อสาร เจ้านี่ผ่านการทดสอบใช้งานดูแล้ว ระยะทำการอยู่ที่ห้ากิโลเมตรจากเครื่องส่ง แบตเตอรี่ใช้ได้ยาวนานถึงสิบชั่วโมง สำหรับปฏิบัติการลับๆ เจ้านี่เป็นอย่างแรกที่ฉันขอนำเสนอเลยล่ะ"

        "ต่อมาก็คือเจ้านี่ สิ่งประดิษฐ์ที่เปรียบเสมือนดวงตาของพวกเรา เครื่องบินสอดแนมหรือเรียกง่ายๆ ว่าโดรน มันจะแสดงภาพที่เห็นจากกล้องมายังจอภาพนี่ แม้แต่เด็กก็ยังบังคับได้ ติดตั้งอุปกรณ์ลอบสังหารเอาไว้ด้วย แต่มันก็แค่กระสุนเหน็บชา สตั๊นท์ ความจริงตั้งใจจะติดตั้งลำโพงด้วยล่ะนะแต่ยังหาอุปกรณ์มาทำไม่ได้ เจ้านี่เลยเป็นแค่ตัวทดลองเท่านั้น"

        ถึงจะเป็นของที่ดูธรรมดาแต่มองในแง่การปฏิบัติการถือว่าเป็นไอเทมชั้นสูงมาก ยิ่งเวลานี้คนที่มีเทคโนโลยีมีเฉพาะกิลด์แพนโดร่าเท่านั้นทำให้เขาได้เปรียบกว่าคนอื่นมาก เดฟอนทำงานได้ตามกำหนด สามารถเริ่มเคลื่อนไหวได้ในทันที แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องดูก่อนว่าสมาชิกที่จะเข้าร่วมปฏิบัติการมีความพร้อมหรือไม่

        "อ๋อ ถึงตอนนั้นจะมีของเล่นใหม่ๆ ให้อีกเยอะแยะเลย มันเป็นของเล่นในอาณาจักรจักรกล และฉันสามารถเอามาดัดแปลงมันให้เป็นอุปกรณ์ชั้นยอดได้ด้วย เชื่อเถอะว่าอาวุธในตำนานก็เทียบกับวิทยาการของฉันผู้นี้ไม่ได้หรอก"

        "ฝากด้วยก็แล้วกัน"

 

        มื้อเช้าวันนี้เป็นมีทโลฟที่ตกแต่งจนดูน่ากินมาก มีแซนด์วิชไส้กรอกซีสและไข่ดาว ปิดท้ายด้วยของหวานอย่างพุดดิ้งราดน้ำผึ้ง วิลาวรรณแต่งกายเรียบร้อยและเตรียมเอกสารนำเสนอไปตั้งมากมาย ตั้งแต่เมื่อคืนได้ยินที่คุยโทรศัพท์กับทางโรงแรมก็พอจะเดาได้วามีเรื่องอะไร

        "คืนนี้กลับดึกสินะครับ"

        "งานแต่งงานสามงานติดต่อกันเลย แล้วก็มีสัมมนา กับงานเลี้ยงของบริษัท หืม? วันนี้เป็นมีทโลฟเหรอ"

        "ไม่ชอบเหรอครับ"

        "มีทโลฟของลูกทำออกมาน่ากินจะตาย" วิลาวรรณนั่งลงและเริ่มจัดแจงทานอาหารอย่างรีบเร่ง มองลูกชายที่ยังใส่เสื้อยืดเฉิ่มๆ "แล้วทำไมลูกไม่ไปอาบน้ำแต่งตัวล่ะ"

        เห็นหน้าฉงนของเจนภพ วิลาวรรณก็อดรู้สึกเซ็งไม่ได้การที่มีลูกชายฉลาดมันก็เป็นเรื่องดี แต่กลับได้ความทึ่มเรื่องพรรค์นี้มานับเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด

        "เตรียมตัวไปรับซูหลินยังไงล่ะ เอารถแม่ไปรับนะ"

        วันนี้เป็นวันที่คุณตาแจ้งเอาไว้เมื่อสามวันก่อนว่าเธอคนนั้นจะเดินทางมาเพื่อศึกษาต่อที่ประเทศไทยโดยให้พักที่บ้านเดียวกันตลอดการศึกษา และได้รับความเห็นชอบทางทั้งสองฝ่ายซึ่งเจนภพไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น มารู้ก็เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง คนที่ตื่นเต้นกับการมาของซูหลินไม่ได้มีแค่คุณตา แต่รวมไปถึงวิลาวรรณด้วย ส่วนหนึ่งเพราะเป็นลูกสาวของเพื่อนสาวที่เคยรู้จักกันสมัยไปเที่ยวเมืองจีน ยิ่งได้รู้ว่าจะมาเป็นลูกสะใภ้ก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่

        "ยังเหลือเวลาอีกตั้งนานกว่าจะมาถึงนี่ครับ"

        "ลูกเป็นผู้ชายหรือเปล่า"

        "ครับ?" เจนภพไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เป็นผู้ชายหรือเปล่า

        "ผู้หญิงจะมาที่บ้าน เราจะต้องให้เกียรติอีกฝ่ายหนึ่งสิ รีบไปรอเลยนะแม่ทำป้ายชื่อเอาไว้ให้แล้ว จากนั้นก็อย่าลืมพาซูหลินไปซื้อของใช้ที่จำเป็นด้วยนะ"

        "เข้าใจแล้วครับ" ตอบรับคำขออย่างเซ็งๆ

        ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ตรวจสอบกระเป๋าเงินจากนั้นก็ขับรถไปส่งคุณแม่ที่โรงแรม

 

        ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

        เจนภพนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรมต่างประเทศฆ่าเวลาในบริเวณใกล้จุดนัดพบของผู้โดยสารขาออก ป้ายชื่อที่เขียนด้วยตัวอักษรพินอินเพราะไม่รู้จักตัวหนังสือภาษาจีน มันคงจะดีกว่านี้ถ้าไม่เขียนคำว่า 'My Fiancé' ติดมาด้วย แบบนี้มันน่าอายเกินกว่าที่จะถือไว้ แต่เจนภพไม่ใช่คนที่สนใจสายตาของคนรอบข้างอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นป้ายนี้ก็ทำออกมาได้เด่นชัดดีด้วย นั่งรออยู่นานจนผู้โดยสารเริ่มทยอยกันออกมาแล้วก็ปิดหนังสือแล้วไปยืนถือป้ายหวังว่าจะให้เจ้าตัวมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

        ไม่ได้มีเพียงแค่เจนภพเท่านั้นที่ยืนรอรับคน ยังมีอีกหลายคนเลยที่มายืนเรียงแถวชูป้ายอย่างครื้นเครง พอได้เจอหน้ากันก็ดีใจกันยกใหญ่ เจนภพแค่มองและขยับตัวออกห่างเพราะกลัวจะโดนเหยียบเท้าเข้า ในจำนวนผู้โดยสารขาออกที่มีอยู่มากมายนั้น จนกระทั่งคนเริ่มบางลงเจนภพคิดว่าอาจจะได้รับแจ้งวันหรือช่วงเวลาผิดไปก็ได้

        ความอดทนของเจนภพนั้นมีอยู่สูงมาก ปกติถ้ายังไม่พบคนที่รออาจจะรู้สึกกระวนกระวายใจบ้างแล้ว แต่ไม่ใช่กับเจนภพที่ต้องมองความเป็นไปได้ บางทีเธออาจจะกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการเข้าเมืองตามกฎระเบียบอยู่ก็เป็นได้ ดังนั้นเขาจึงยังคงยืนรออยู่แบบนั้นจนเวลาผ่านไปราวสี่สิบนาที

        หญิงสาวชาวจีนเดินลากกระเป๋าออกมา สายตาสาดส่องมองไปรอบๆ อย่างเป็นกังวลเพราะอาจจะเป็นการเดินทางมาต่างประเทศคนเดียวเป็นครั้งแรก แต่ก็ยังแฝงไปด้วยสายตาที่มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย ท่วงท่าระยะการเดินที่มั่นคงบ่งบอกว่ามีการฝึกฝนจิตและสมาธิมาเป็นอย่างดี และเธอคนนั้นกำลังเดินตรงมาหลังจากที่ได้เห็นป้ายชื่อที่เจนภพถืออยู่

        ไม่อาจพูดได้ว่าเป็น 'หญิงงาม' แต่ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ความสวยแบบธรรมชาติ ผ่านการฝึกร่างกายจนทำให้เธอมีรูปร่างที่ผอมเพรียวดูคล่องแคล่ว มีกล้ามเนื้อแขนและขาที่สมบูรณ์ นิยามที่พอจะใช้ได้คงเป็น 'สาวโหดแสนน่ารัก' ซะมากกว่า

        'จิตคุกคาม' เจนภพรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณ จะต้องเป็นของหญิงสาวคนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย แต่จุดประสงค์คงต้องการทดสอบซะมากกว่า เพราะวิธีนี้คุณตาเองก็เคยใช้บ่อยๆ ตอนกลับไปเยี่ยม

        เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย คงประเมินว่า 'ไม่ได้เรื่อง' แน่ๆ เพราะเขาไม่เพียงแค่ไม่แสดงจิตคุกคามกลับ แต่ฝืนทนเอาไว้ไม่โต้ตอบ

        "โอลาฟ?" เธอคนนั้นเดินเข้ามาและเรียกชื่อเขาด้วยสำเนียงแปร่งๆ ของจีนกับอังกฤษผสมกัน

        "เธอคือซูหลิน"

        ท่าทางของเธอดูจะรังเกียจเจนภพขึ้นมาทันที น่าจะเพราะการทดสอบเมื่อสักครู่ซะมากกว่า เธอเพียงแค่พยักหน้าแล้วส่งกระเป๋าให้เจนภพเป็นคนถือ มองดูราวกับเธอกำลังอารมณ์เสียอยู่เลย แต่เจนภพก็ไม่ได้ทำให้เรื่องมันบานปลาย หิ้วกระเป๋าเดินนำทางซูหลินไปยังลานจอดรถ

        "แม่ของคุณล่ะ"

        "ทำงานน่ะ" เจนภพตอบด้วยภาษาอังกฤษ ยกกระเป๋าใส่ท้ายรถ "ช่วงนี้งานเยอะเลยขอหยุดไม่ได้ เมื่อเช้ายังบ่นเสียใจเรื่องที่ไม่ได้มารับด้วยกัน"

        "ขับรถเป็นด้วยเหรอ?"

        "อย่างน้อยก็ไม่เคยมีประวัติเฉี่ยวชน"

        ขึ้นรถเรียบร้อยแล้วก็ขับรถออกไป อย่างไรก็ตามรู้สึกได้เลยว่าซูหลินพยายามจะไม่พูดกับเขา และเจนภพไม่ใช่ผู้ชายที่คุยเก่งเสียด้วยทำให้บรรยากาศในรถมันค่อนข้างจะอึดอัดทีเดียว ตอนนี้ทั้งสองเหมือนกำลังแข่งกันอยู่ว่าใครจะมีความอดทนมากกว่ากัน และเจนภพเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด

        "คุณคงดีใจมากล่ะสิ"

        "ดีใจเรื่องอะไร?" เจนภพถาม

        "ที่มีเราเป็นคู่หมั้น" ซูหลินไม่ได้รู้สึกอายกับคำพูดนี้เลยแม้แต่น้อย ถ้าจะให้พูดเธอเติบโตมาในสังคมที่มีการเตรียมคู่หมั้นไว้ตั้งแต่เกิด ซึ่งมันจะเป็นเฉพาะบางตระกูลเท่านั้น "ผู้ชายส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นแบบนี้กันทุกคน"

        "ฉันพึ่งรู้ว่าเธอมีตัวตนก็เมื่ออาทิตย์ก่อนนี้เอง สังคมของเธอกับฉันมันแตกต่างกัน เธออาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่ฉันอยู่ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ปฏิเสธเรื่องเหล่านี้"

        "งั้นเหรอ?"

        "เธอควรให้ความใส่ใจเรื่องการเรียนมาก่อนเป็นอันดับแรกจะดีกว่านะ ส่วนเรื่องของฉันยังไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจกันเอาเอง พวกเราต่างก็ยังไม่รู้จักกันดีพอใช่ไหมล่ะ"

        การจราจรตอนช่วงบ่ายนั้นติดขัดเล็กน้อย และเพราะรู้ว่าซูหลินใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงน่าจะคงหิวแล้ว เจนภพเลยพาแวะที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อหาอะไรกิน ซูหลินไม่มีเงินสกุลไทยก็เลยเป็นเจนภพที่ต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ การสั่งข้าวราดแกงก็แค่ชี้นิ้วไปที่กับข้าวที่ดูน่ากิน และหลังจากที่กินเสร็จแล้วเจนภพยังพาซูหลินไปหาซื้อของใช้ส่วนตัว

        เจนภพมองว่าซูหลินเป็นผู้หญิงที่คล้ายจะไม่สนใจความอับอายในฐานะของผู้หญิง เพราะเธอถามเจนภพว่าผ้าอนามัยยี่ห้อไหนใช้ดีที่สุด เจนภพที่ไม่อาจให้คำตอบได้เลยต้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานผู้หญิงและรับหน้าที่เป็นล่ามอธิบายให้ฟัง แน่นอนว่าพนักงานคนนั้นค่อนข้างจะอายนิดหน่อยที่ต้องมาพูดให้เขาแปลภาษาให้ ซื้อในส่วนของซูหลินเสร็จแล้วเจนภพก็ยังแวะซื้อของใช้อื่นๆ เข้าบ้านอีกหลายอย่าง

        กว่าจะกลับมาถึงบ้านมันก็เป็นเวลาสี่โมงเย็น การจราจรยิ่งแน่นขนัดมากขึ้นไปอีกเพราะช่วงนี้มีโรงเรียนหลายแห่งเปิดแล้ว เส้นทางที่จะเข้าหมู่บ้านนั้นจะต้องผ่านเขตโรงเรียนด้วยก็เลยลำบากพอสมควร แต่สุดท้ายก็มาถึงจนได้ ลงจากรถเห็นซูหลินมองสำรวจบ้านสองชั้น เจนภพยกกระเป๋าลงมาให้และไขกุญแจเปิดเข้าไปในบ้าน และขนของเข้าไปไว้ในครัวเป็นอันดับแรก และค่อยพาซูหลินไปที่ห้องที่เตรียมเอาไว้ให้

        "แต่เดิมเป็นห้องไว้ให้แขกมาพัก ตอนนี้มันเป็นห้องของเธอทุกอย่างที่จำเป็นฉันเตรียมเอาไว้ให้หมดแล้ว ผ้าเช็ดตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้า มีห้องน้ำกับห้องอาบน้ำให้ในตัว เครื่องปรับอากาศเปิดได้ตามสะดวก นี่เป็นกุญแจห้องนี้กับกุญแจบ้านฉันปั้มเอาไว้ให้แล้ว"

        มันเป็นห้องที่พร้อมอยู่มาก ซูหลินโยนกระเป๋าไว้บนเตียงและมองสำรวจห้องทุกซอกทุกมุมราวกับจะมองหาข้อผิดพลาด เปิดดูตู้เสื้อผ้าก็ได้กลิ่นหอมของผ้าเช็ดตัวที่วางเตรียมเอาไว้ให้ถึงสามผืน หน้าต่างกระจกเปิดรับแสงจากภายนอกเข้ามาทำให้ดูสว่าง มีพัดลมระย้าบนเพดาน ในส่วนของห้องน้ำนั้นก็ถือว่าทำออกมาได้ดูดีมาก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันคับแคบ

        "ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกฉันได้ แล้วก็ที่นี่มีกฎหนึ่งข้อที่อยากจะให้ปฏิบัติตาม" เจนภพกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

        "กฎอะไรเหรอ"

        "ครัวเป็นของฉัน" เจนภพเดินออกไปสักพักก็เดินกลับมา "แล้วก็ถ้าขี้เกียจทำความสะอาดเปิดห้องเอาไว้ทุกสามวันแล้วฉันจะมาจัดการเอง"

        ได้ยินที่เจนภพพูดมา ซูหลินก็หันหน้าหนีแต่ก็แอบยิ้มเล็กน้อย ไม่น่าเชื่อว่า 'กฎ' ที่พูดถึงนั่นจะเป็นแค่เรื่องห้องครัว แล้วยังจะมีเรื่องที่จะมาทำความสะอาดให้อีก บางทีเธออาจจะมองเขาในแง่ลบเกินไปเพียงเพราะอีกฝ่ายดูไม่มีฝีมืออะไรเลยก็ได้

 

        แม้จะบอกว่าวันนี้อาจจะกลับดึก แต่วิลาวรรณก็รีบจัดการงานต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนจะนั่งรถแท็กซี่กลับบ้าน ตั้งใจว่าจะแอบมาเซอร์ไพร์สลูกชายและดูว่ามีความคืบหน้าอะไรบ้างกับว่าที่ลูกสะใภ้ ตอนที่มาถึงบ้านเห็นไฟในบ้านเปิดอยู่แต่ไม่มีเสียงอะไรแปลกๆ ดังออกมาเลย อุตส่าห์คาดหวังว่ามันจะมีอีเว้นท์ส่งเสริมความรักวัยรุ่นเกิดขึ้นซะอีก

        เปิดประตูเดินเข้ามาในบ้าน เจนภพชะโงกหน้าออกมาทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย สลับกับมองดูนาฬิกาบนผนัง

        "ทำไมกลับมาเร็วจังเลยครับ ไม่ใช่ว่าวันนี้กลับดึกเหรอครับ"

        "อยากให้แม่กลับดึกงั้นเหรอ คงไม่ใช่คิดอะไรแบบนั้นอยู่ใช่ไหม"

        "คำว่า 'อะไรแบบนั้น' ที่ว่า ในความเป็นจริงหมายถึงอะไรครับ"

        ตอบรับด้วยท่าทีเรียบเฉย วิลาวรรณก็เลยยอมแพ้เพราะลูกชายไม่ยอมเล่นด้วย เดินผ่านลูกชายเปิดประตูหลังบ้านมองออกไปในสวน เห็นหญิงสาวสวมชุดฝึกยุทธ์ควงไม้พลองฟาดอากาศอย่างดุดัน ถึงจะรู้อยู่แต่แรกแล้วล่ะว่าเป็นเด็กที่ฝึกวิชายุทธ์แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำได้ขนาดนี้ ความชำนาญในการใช้อาวุธนับว่าไม่เลวเลย

        ซูหลินเหวี่ยงฟาดไม้พลองอย่างเฉียบคมจนในที่สุดเธอก็หยุดลง หันกลับไปมองก็เห็นผู้หญิงที่ไม่ได้แก่กว่าเธอสักเท่าไหร่ยืนมองอยู่ ที่ไม่ได้เสียมารยาทเพราะเธอเคยเห็นรูปถ่ายสมัยที่แม่ของเธอยังเป็นวัยรุ่นอยู่ และเคยถ่ายรูปกับคนที่ถูกเรียกว่าเป็น 'คู่แข่งที่น่ากลัว'

        ใบหน้าที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากในรูปถ่าย คนที่คุณแม่คอยบอกอยู่เสมอว่าเป็นคนที่ไม่อาจเอาชนะได้ ชื่อของคนคนนั้นคือ 'วิลาวรรณ พิทักษ์เทวา'

        "จาง ซูหลินค่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขอรบกวนด้วยนะคะ" ซูหลินทักทายเป็นภาษาอังกฤษ แม้ตอนแรกจะอยากใช้ภาษาจีนแค่ไหนแต่แม่ของเธอเคยบอกว่าวิลาวรรณพูดภาษาจีนไม่ได้

        "ตามสบายเลยจ้ะ คิดว่าที่นี่เป็นบ้านก็ได้นะ ว่าแต่คุณแม่สบายดีใช่ไหม"

        "ยังแข็งแรงดีอยู่ค่ะ ท่านแม่บอกว่าสักวันจะต้องแก้มือให้ได้ แล้วก็จะขอรองเท้าที่ใส่ผิดไปคืนด้วยค่ะ"

        ได้ยินที่ซูหลินพูด วิลาวรรณก็ทำหน้าเหมือนจะนึกอะไรออก โดยเฉพาะรองเท้านั่นเธอจำได้แล้วล่ะว่าขอยืมมาใส่เล่นอยู่สักพัก แต่ตอนนั้นคุณพ่อบอกว่าต้องรีบเดินทางก็เลยเผลอใส่ติดเท้ามาไม่ได้เปลี่ยนคืนไปนี่เอง

        สุดท้ายก็ได้แต่หัวเราะเก้อเขิน ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลายี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา เธอลืมไปแล้วว่ารองเท้านั่นได้มาจากไหน

        "จะว่าอะไรหรือเปล่าถ้าหากจะขอแลกเปลี่ยนวิชากัน ซูหลินอยากรู้ว่าคนที่ท่านแม่ชื่นชมมีความสามารถสูงเพียงใด"

        "เอาสิจ๊ะ" วิลาวรรณเริ่มสนุกขึ้นมาแล้ว คงเพราะลูกชายไม่ค่อยเล่นด้วยสักเท่าไหร่ หยิบเอาห่วงไปวางบนพื้นและยืนอยู่ข้างใน "ภายในสิบกระบวนท่า ถ้าซูหลินทำให้แม่ขยับออกจากวงกลมนี้ได้ให้ถือว่าชนะไป แต่ถ้าทำไม่ได้จากนี้ต้องเรียกแม่ว่า 'แม่' นะ"

        การกระทำที่ไม่ต่างอะไรกับการท้าทาย ตามปกติแล้วซูหลินจะรู้สึกขุ่นเคืองมาก ในบรรดาผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์ซูหลินจัดอยู่ในกลุ่มท้ายของสามสิบอันดับแรก ดังนั้นฝีมือของเธอมากพอจะสู้กับผู้ใหญ่ร่างโตที่มีอยู่ทั่วไปได้สบายมาก แต่ก็ไม่คิดจะประมาทโดยเด็ดขาด

        สายตาจับจ้องอยู่ที่เป้าหมาย การไม่ตั้งท่ารับมืออาจจะให้ความรู้สึกคล้ายถูกหยาม แม่ของซูหลินเคยประมือกับผู้หญิงคนนี้มาก่อนและไม่ต้องการให้ซ้ำรอยเดิมจึงได้สั่งสอนประสบการณ์ต่างๆ ให้ วิชาจันทรวารีนั้นเหมือนสายน้ำตรงที่ไร้ซึ่งรูปร่าง นั่นคือการไร้รูปแบบที่แน่นอน แต่ไม่ลืมเลือนตัวตน เป็นวิชาต่อสู้ที่จำเป็นต้องมีท่วงท่าชัดเจนสำหรับป้องกัน

        พุ่งเข้าใส่และสวนแทงฝ่ามือออกไปอย่างเฉียบคม ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายนั้นจะปัดมันออกไปอย่างเรียบง่ายยังโดนส่วนหมัดกลับมาแทน และหยุดก่อนจะถึงใบหน้าเพียงเล็กน้อย กระบวนท่าแรกซูหลินเป็นฝ่ายแพ้

        จากนั้นต่อมาการโจมตีก็ค่อยๆ หนักขึ้น ซูหลินอาจจะต้องคิดหัวแทบแตกเพื่อมองหาหนทางในการทำให้คู่ต่อสู้นั้นออกนอกวงกลม และมันเปล่าประโยชน์ โดยในตอนแรกซูหลินอาจจะคิดว่าคงง่ายที่จะเอาชนะเพราะคาดคะเนจากสายตาของผู้หญิงคนนี้แล้ว แทบจะไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาแม้แต่นิดเดียว นั่นอาจเป็นเพราะปกปิดกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์เอาไว้ แต่การจะทำอะไรแบบนั้นได้จะต้องเป็นคนที่สุดยอดมากในความคิดของเธอ

        หรือบางที 'เขาคนนั้น' อาจจะซ่อนตัวตนไว้ และใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาก็ได้

        สิบครั้งที่ซูหลินทำอะไรไม่ได้เลย หากนี่เป็นการต่อสู้โดยไม่มีการออมมือให้คงพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในกระบวนท่าเดียว คิดได้เพียงแค่ว่าจากนี้จะต้องฝึกฝนให้หนักขึ้นไปอีก

        กลับเข้ามาในบ้าน อาหารถูกเตรียมเอาไว้มากเกินจนอาจเรียกได้ว่าเป็นงานเลี้ยงวันเกิดของใครสักคน ปริมาณอาหารถึงแม้ว่าซูหลินจะไม่ได้ออกอาการตกใจอย่างชัดเจนเพราะว่ามันน้อยกว่าที่เคยเห็นอยู่เป็นประจำ แต่มาคิดๆ ดูแล้วของเธอนั้นกินกันทั้งครอบครัวอย่างพร้อมหน้า จำนวนคนมันต่างกันเยอะ

        ที่เห็นวางเรียงรายอยู่เกือบครึ่งหนึ่งเป็นอาหารจีน เต้าหู้ทรงเครื่อง ผัดผักกวางตุ้ง ขนมจีบ ที่ว่าขอตัวไปตลาดก็เพื่อซื้อของมาทำอาหารพวกนี้นี่เอง บางทีเธอน่าจะบอกตั้งแต่แรกว่าไม่ต้องเตรียมอาหารให้มากขนาดนี้ก็ได้ แต่พอได้ลองทานดูกลับพบว่ามันเป็นรสชาติที่ถูกปากเธออย่างน่าแปลกใจ และไม่ลังเลที่ตักกับข้าวจานอื่นมา รสชาติที่จัดจ้านเป็นเอกลักษณ์แบบนี้ต้องยอมรับเลยว่า 'คู่หมั้น' ของเธอนี้ทำอาหารได้เก่งมาก ถ้าเอามาเทียบกับเธอที่ทำได้เพียงแค่เกี๊ยวซ่าหรือซาลาเปาคงต่างกันราวฟ้ากับเหว

        "ไม่อยากเชื่อเลยว่าลูกทำอาหารจีนเป็นด้วย ทำเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่"

        "ตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วน่ะครับ ลองหาข้อมูลแล้วก็ฝึกทำ"

        วิลาวรรณไม่เห็นเจนภพทำอาหารจีนเลยสักครั้งในช่วงเวลาที่บอก แต่เธอก็พอจะเดาได้ว่าใช้วิธีไหน อย่างน้อยเทคโนโลยีระดับนั้นก็ควรทำอะไรได้มากกว่าแค่เป็นเกมให้คนเล่นสนุก

        ดาวเด่นของบ้านวันนี้ก็คือซูหลิน ก็เลยถูกถามนู่นนี่นั่นเสียมากกว่า ต้องให้เจนภพที่พูดภาษาจีนได้คอยเป็นล่ามระหว่างทั้งสองคนให้ คำถามส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงแค่เรื่องของใช้จำเป็นที่ยังขาดและสัญญาว่าหาวันหยุดได้จะพาไปเลือกซื้อ จากนั้นก็เป็นเรื่องมหาวิทยาลัยที่จะมาศึกษาอยู่ตลอดสี่ปี ตอนแรกนั้นเจนภพทราบมาว่าซูหลินจะเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยของเอกชน แต่ไม่รู้ว่าไปยังไงมายังไงถึงได้ทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้อย่างการย้ายมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันจนได้

        "ท่านตาเป็นผู้จัดการดำเนินการให้ทั้งหมดค่ะ"

        พอจะมองจุดประสงค์ที่อยากจะให้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันและเรียนรู้จักอีกฝ่ายให้มากที่สุดออก เจนภพเดาว่าตระกูลจางนี่คงจะต้องมีอิทธิพลไม่น้อยเลยเชียวล่ะ ถึงได้ทำอะไรแบบนั้นได้

        ความจริงวิลาวรรณก็อยากจะคุยให้มากกว่านี้ แต่ภาษาอังกฤษของทั้งสองคนไม่ได้แข็งมากขนาดพูดคุยกันเป็นเรื่องปกติได้ ซูหลินก็พูดได้ในระดับมัธยมศึกษาเพียงพอจะใช้พูดคุยกันในเรื่องชีวิตประจำวัน ส่วนวิลาวรรณเหนือกว่าเล็กน้อยตรงที่ใช้พูดคุยภายในโรงแรมเพียงอย่างเดียว คนที่พูดได้ดีที่สุดคือเจนภพ เพราะเขาคล้ายจะเอาคลังคำศัพท์ภาษาต่างประเทศยัดใส่เข้าไปในหัวเลย

        ทานอาหารเสร็จแล้วซูหลินก็ขอออกไปเดินเล่น ไม่มีความจำเป็นจะต้องห่วงก็เลยไม่มีใครห้าม หากมีอันตรายเกิดขึ้นจริงก็คงเดาได้ไม่ยากว่าผู้เสียหายจะเป็นใคร รอจนซูหลินออกจากบ้านไปแล้ววิลาวรรณก็เปิดหัวข้อสนทนา

        "ดูเหมือนซูหลินจะไม่ชอบลูกนะ ทะเลาะอะไรกันมาหรือเปล่า"

        จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ซูหลินไม่ยอมพูดกับเจนภพตรงๆ ถ้าจะให้พูดเธอเลี่ยงจะตอบคำถามเพื่อกระชับความสัมพันธ์ แต่เลือกจะให้ความเคารพในตัววิลาวรรณมากกว่า ก็เลยคิดว่าระหว่างเจนภพกับซูหลินจะต้องมีเรื่องผิดใจอะไรอย่างแน่นอน

        "ไม่มั่นใจนะครับ แต่คิดว่าปัญหาอยู่ที่อคติส่วนตัวซะมากกว่า"

        "ไม่ยอมรับการคลุมถุงชนงั้นเหรอ?" วิลาวรรณยกตัวอย่างที่มักจะก่อให้เกิดปัญหา "นั่นสินะ ถ้าเป็นแม่เองต้องตกอยู่ในสภาพแบบนั้นบ้างป่านนี้หนีเตลิดไปไหนต่อไหนแล้ว"

        "ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นหรอกครับ ภพว่าซูหลินคงไม่ยอมรับตัวตนของภพนั่นแหละครับ"

        "ทำไมล่ะ ลูกแม่ออกจะหล่อแถมยังทำกับข้าวเก่งมากด้วย"

        "คนละเรื่องกันแล้วครับ...เค้กกับกาแฟดำครับ" เจนภพเดินอ้อมมาวางเค้กกับกาแฟที่ชงเตรียมไว้ให้

        "ขอบใจจ้ะ แล้วมันเรื่องอะไรล่ะ"

        "คงประมาณว่าจะไม่ยอมรับคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองน่ะครับ"

        "ช่วยไม่ได้ล่ะนะ แม่ของซูหลินเองก็ไม่ยอมรับคนที่อ่อนแอกว่าตัวเองเหมือนกัน"

        ปัญหานี้ไม่มีผู้ใดเป็นคนผิด ถ้าจะให้พูดก็แค่เรื่องของ 'อคติ' ทั้งสองฝ่าย สำหรับซูหลินแล้วการที่คู่หมั้นอ่อนแอกว่าเป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับได้ แต่ในขณะเดียวกันเจนภพมองว่าการฝึกวิชายุทธ์เป็นเพียงแค่งานอดิเรก เพื่อให้ไม่ถูกคนในสังคมธรรมดารังแกได้ ทั้งสองคนต่างก็มีเหตุผลที่ไม่สามารถระบุได้ว่าใครกันแน่เป็นคนผิด

        ถ้าเป็นไปได้วิลาวรรณก็อยากให้ทั้งคู่ยอมถอยกันคนละครึ่งทาง เธอไม่ปฏิเสธว่าชอบซูหลิน ในความคิดของเธอนั้นลูกสะใภ้จะเป็นใครก็ได้ขอเพียงแค่ลูกชายชอบก็พอ อีกเหตุผลก็คือซูหลินเป็นเด็กมีฝีมือ ถ้าได้มาเป็นลูกสะใภ้จริงๆ คงมีเรื่องให้สนุกทุกวันแน่ ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเธอเองก็ชอบการต่อสู้

        กว่าซูหลินจะกลับมาก็สี่ทุ่มกว่า วิลาวรรณยังคงนั่งทำงานอยู่ในห้องนั่งเล่นและเปิดโทรทัศน์ดูไปด้วย เพราะไม่ต้องการรบกวนก็เลยกลับขึ้นห้องตัวเอง เดินผ่านห้องของเจนภพก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังลอดออกมา บางทีอาจจะกำลังโทรศัพท์อยู่ก็เป็นได้ และเธอเองก็มีมารยาทพอที่จะไม่แอบฟัง เท่าที่ได้ยินนั้น (ย้ำว่าไม่ได้แอบฟัง) ดูเหมือนว่าเขาคนนั้นกำลังอธิบายอะไรบางอย่างเป็นหลักการกับใครสักคน

       

        หลังจากที่ใช้งานคอมพิวเตอร์เสร็จแล้วก็หันไปมองเครื่องเล่นเกมที่ตั้งอยู่กลางห้อง แค่มันก็ทำให้พื้นที่ในห้องของเขาหายไปมากจริงๆ คล้ายกับมีเตียงเพิ่มมาเป็นสองเตียง ยังดีที่เขาไม่ชอบเตียงนอนที่ใหญ่กว่าตัวเอง จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เข้าเกมทันที

        มาปรากฏตัวอยู่ที่เกาะส่วนตัว เพราะตั้งค่าเอาไว้ให้เริ่มต้นจากที่นี่ พบว่ามันเปลี่ยนไปมากจนน่าตกใจ เดฟอนคงเปลี่ยนอะไรตามใจชอบโดยเฉพาะการสร้างโรงงานที่อยู่ในส่วนด้านหลังนั่น บัดนี้มันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นและยังมีพื้นที่ทอดยาวออกไปสู่ทะเล ในส่วนของบ้านพักอาศัยก็ได้เดฟอนมาคอยต่อเติมและปรับปรุงเป็นระยะแต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างมากนัก

        "โอ้ จอมมารกลับมาแล้ว โทษทีนะที่ดัดแปลงเกาะไปครึ่งหนึ่ง บอกตามตรงว่าตอนนี้ฉันโคตรจะสนุกเลย"

        เดฟอนตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี แม้จะมีอาชีพเป็นนักประดิษฐ์แต่ในตอนแรกมันก็มีเงื่อนไขหลายอย่างที่ทำให้เขาอ่อนแอมากจนไม่สามารถสร้างอะไรต่อมิอะไรได้ ถึงจะทำได้ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลต่อการสร้างไอเทมขึ้นมาสักชิ้น มันเป็นอาชีพที่ไม่อาจเก่งขึ้นได้ด้วยตัวเอง หลังจากที่ได้เจอกับราล์ฟ ในที่สุดเขาก็ได้เป็นเผ่าพันธุ์พิเศษที่สนับสนุนด้านอาชีพของเขาอย่างมาก

        และผลจากคำแนะนำต่างๆ ของซีกเกอร์ที่คล้ายจะรู้อนาคตว่าจะต้องเจอกับอะไร เดฟอนจึงมีการเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรพิเศษเอาไว้ รวมไปถึงแรงงานจำนวนมากโดยการเกณฑ์หุ่นยนต์ที่ถูกทิ้งมาซ่อมแซมและเปลี่ยนโปรแกรมการทำงานของมันซะใหม่ นั่นทำให้ตอนนี้ลำพังแค่เดฟอนก็มีกองทัพหุ่นยนต์ (ช่วยงาน) อยู่นับร้อยตัว

        "เอาเถอะ ฉันมอบหน้าที่เต็มให้กับนายอยู่แล้ว"

        "คันไม้คันมืออยากสร้างของเล่นชิ้นอื่นๆ อีก แปลนก็มีแล้วขาดแต่วัตถุดิบที่จะใช้"

        "ฉันอยากได้อุปกรณ์สร้างสนามแรงโน้มถ่วงให้ตัวเอง พอจะมีทางไหม"

        "ไอ้พวกอุปกรณ์การฝึกแบบการ์ตูนน่ะเหรอ น่าจะพอได้อยู่นะ"

        ยิ่งได้ความคิดใหม่ๆ ขึ้นมาก็อยากจะลงมือสร้างมันซะตอนนี้ แต่เขาก็มีกำหนดการเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ในฐานะของสมาชิกกิลด์แพนโดร่า อุปกรณ์ที่สมาชิกทุกคนจะต้องใช้นั้นก็ได้รับการรีเควสต์มาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งก็ลงมือสร้างไปบ้างแล้ว เหลือก็แค่ส่งงานที่เสร็จแล้วให้ถึงมือเจ้าตัวก็พอ

        เดฟอนอยากอวดโรงงานใหม่เลยพาราล์ฟไปดูอย่างละเอียด ซึ่งก็ไม่คิดว่าราล์ฟจะสนใจด้วยเหมือนกัน ในโรงงานนั้นก็ไม่ได้ใหญ่มาก มันก็แค่เป็นโกดังสำหรับรวบรวมวัสดุอุปกรณ์ และห้องทดลองขนาดเล็กมาก ประตูเป็นแบบเลื่อนขึ้นอัตโนมัติ มันเป็นห้องเก็บสิ่งประดิษฐ์เอาไว้เป็นคอเลกชัน อย่างเกียร์แฮมเมอร์เองที่ได้รับการปรับปรุงใหม่จนเปลี่ยนไปอย่างมาก ดูเป็นอุปกรณ์ไฮเทคชิ้นหนึ่งเลย

        ถัดมาก็เป็นอาวุธที่ราล์ฟขอให้ทำให้นั่นคือปืนที่มีอานุภาพการทำลายล้างสูง แน่นอนว่ามันได้ผลแต่หลังจากใช้งานมันจะเสียหายจนต้องยกให้เป็นผลงานล้มเหลว แต่เดิมความต้องการของราล์ฟคือปืนสั้นคู่แต่คนที่คิดว่าอยากให้มันเป็นปืนเวทมนตร์คือเขา ก็ต้องยอมรับว่าตัวเองผิดพลาดไปเอง

        "นายไม่ได้ซ่อมให้งั้นเหรอ"

        "ไอ้เจ้านั่นเก็บไว้เตือนใจจะดีกว่า ของดีกว่านี้ยังมีและฉันสร้างเอาไว้ให้แล้ว"

        ราล์ฟมองว่าเดฟอนเริ่มน่าเชื่อถือขึ้นมานิดหน่อย แต่ก็ยังไม่ค่อยไว้ใจมากนักเพราะส่วนใหญ่เดฟอนมักจะติดเล่นสนุกกับผลงานของตัวเองซะมากกว่า ของที่ทำได้บางอย่างเลยดูไร้ค่าและมีประโยชน์บ้างหากนำมาประยุกต์ใช้ใหม่

        เดฟอนนำกล่องโลหะออกมาเปิดให้ดู ปืนสีเงินสองกระบอกนอนสงบอยู่ภายในนั้น มีแม็กกาซีนเรียงไว้อยู่ด้านบน ดูคล้ายปืนออโตเมติก แถมยังติดชื่อพิลึกพิลั่นว่า 'ปืนสั้นคู่พิฆาตโลก' เอาไว้อีกต่างหาก

        "มีใครบอกไหมว่าเซ้นส์ในการตั้งชื่อของนายห่วยมาก"

        "แหม ก็ดุลลาฮานกับแลนเซล็อตมันซ้ำกันนี่นา" เดฟอนตอบยิ้มๆ เขาเองก็อยากจะได้ชื่อที่มันดูยิ่งใหญ่อลังการให้กับสิ่งประดิษฐ์แต่ละชิ้น แต่ก็ไม่ค่อยจะเก่งเรื่องภาษาอังกฤษเลยต้องตั้งเป็นชื่อภาษาไทยซะ

        "แล้วนี่คือ?"

        "ปืนที่พัฒนาจากปืนยิงกระสุนธาตุอันเก่านั่นแหละ แต่คราวนี้ฉันได้ไปเจออะไรมาหลายๆ อย่างเลยอยากจะทำแบบนอร์มอลที่ไม่ว่าใครก็ใช้ได้ ปืนนี่ใช้ MP ของเพลเยอร์ในการยิงกระสุนออกไป ซึ่งกระสุนพวกนี้จะสร้างจากแร่พิเศษที่ดูดซับ MP และปล่อยออกมาได้ แต่เดิมมันถูกใช้เป็นหินพลังงานของพวกหุ่นยนต์นั่นแหละ ก็เลยเอามาดันแปลงนิดหน่อย  สามารถปรับระดับความแรงของมันได้เป็นสามระดับ ระดับแรกสุดคือ เบสิก เป็นการยิงกระสุนออกไปแบบธรรมดาความรุนแรงของมันเหมือนกระสุนทั่วไป มีระยะยิงจำกัดอยู่ที่ 75 เมตร  ระดับสองคือ กึ่งออโต้ อันนี้จะทำให้มีความเร็วกระสุนเพิ่มขึ้น แต่แลกมากับพลังโจมตีที่ต่ำ ระยะการยิงจะขยายไปถึง 100 เมตร และระดับสุดท้ายที่อยากนำเสนอ เบิร์ส เป็นการยิงกระสุนระเบิดกระจาย มีอนุภาพมากที่สุดความเร็วช้ามากและมีระยะการยิงที่สั้นอยู่ที่ 25 เมตร ทั้งสองกระบอกนี้มีกลไกเหมือนกันทั้งหมด"

        นี่อาจจะเป็นอาวุธชิ้นแรกที่ราล์ฟมองว่ามันเป็นอาวุธที่ดีที่สุดจริงๆ การปรับระดับนั่นเหมาะกับคนที่ชื่นชอบการพลิกแพลงเป็นอย่างมาก และการใช้ MP เป็นกระสุนก็เท่ากับว่าหากเขาพกน้ำยาไปเยอะๆ ก็จะเป็นกระสุนปืนที่ไม่จำกัด

        "แล้วก็อย่าคิดว่าพกน้ำยาไปเยอะๆ แล้วจะมีกระสุนไม่จำกัดล่ะ เห็นแมกกาซีนพวกนั้นใช่ไหม นั่นคืออันสำรอง พวกนี้มีอายุการใช้งานที่ไม่นานนัก ถ้ายิงไม่ออกเมื่อไหร่ก็แปลว่ามันเสื่อมสภาพลง แน่นอนว่าฉันรู้ว่านายเป็นพวกที่ชอบอะไรที่เห็นได้ชัดเจนก็เลยทำแถบแสงลงไปให้แล้ว แถบแสงของแมกกาซีนหมดเมื่อไหร่แปลว่าอายุการใช้งานของมันหมดลงเมื่อนั้น ใช้เสร็จก็ทิ้งได้เลย"

        ตอนนี้อาวุธคู่มือที่เหมาะสมก็ได้มาแล้ว ก่อนอื่นเขาจำเป็นจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับมันให้มากที่สุด อย่างน้อยก็ก่อนที่จะเรียกรวมสมาชิกกิลด์เพื่อเริ่มต้นแผนการกวาดล้างสมาพันธ์วอร์ลอร์ด ยังมีเวลาอีกมากที่จะใช้งานมัน เขาให้เดฟอนเตรียมอะไหล่สำรองเอาไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังดันเจี้ยนในดินแดนน้ำแข็งพร้อมกับภูตและสัตว์เลี้ยงอสูร

        ปืนสั้นสองกระบอกนี้อานุภาพไม่ร้ายแรงก็จริงแต่ก็สามารถปรับแต่งการโจมตีได้ และเมื่อรวมค่ายกลดาบเข้าไปด้วยเท่ากับว่าเวลานี้ราล์ฟไร้ซึ่งจุดอ่อนให้ถูกโจมตี มันเป็นทักษะที่ในเกมนี้มีเขาเพียงคนเดียวที่ใช้มันได้ เพราะมันต้องอาศัยประมวลผลคู่ขนานอันเป็นหนึ่งในความสามารถของเขา

        กองกำลังอสูรเองก็เป็นอีกหนึ่งหน้าที่ที่ทำให้ราล์ฟต้องทำทุกอย่างแข่งกับเวลา เพียงสองวันในเกมมันไม่มากพอจะดำเนินการทุกอย่างให้แล้วเสร็จ ทำได้แค่การจัดหาทรัพยากรสำคัญ ชี้นำและให้คำปรึกษากับซานัคเพื่อไปจัดการต่อ ซึ่งเวลานี้การบุกเบิกพื้นที่กำลังไปได้สวย ไม่ถูกจับตามองมากนักเพราะการกระทำของพวกวอร์ลอร์ดช่วยดึงความสนใจเอาไว้ จึงไม่มีใครสนใจการเคลื่อนไหวที่ผิดธรรมชาติของมอนสเตอร์

        ซึ่งในจุดที่จะตั้งถิ่นฐานของกองกำลังอสูร ราล์ฟต้องขอให้ทำแผนที่ระบุสิ่งต่างๆ เอาไว้ ไม่คาดหวังความสามารถของเพลเยอร์แต่พวกมอนสเตอร์นั้นจะระบุได้ชัดเจนยิ่งกว่า เพราะนั่นคือธรรมชาติในการใช้ชีวิตของพวกมัน อย่างพวกดรอฟว์สามารถระบุชนิดของแร่ได้เพียงแค่การมอง หรือออร์คกับก็อบลินรู้ว่าสมุนไพรไหนใช้รักษาบาดแผลได้ ถ้าคาดหวังแผนที่ระบุรายละเอียดจากพวกมัน เขาจะสามารถต่อยอดสิ่งต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

        ในมือของราล์ฟนั้นมีแผนที่คร่าวๆ ที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งของทรัพยากรทั้งหมด พื้นที่แห่งนั้นมีเหมืองลับซุกซ่อนอยู่ เป็นธรรมดาที่จะไม่มีใครรู้เพราะมันไม่ได้มีลักษณะที่เห็นแล้วระบุได้ว่าเป็นเหมือง ดรอฟว์นั้นแค่มองก้อนหินที่พบเจอก็ค้นหาจนพบแหล่งที่มา และเมื่อราล์ฟรู้ถึงข้อดีในพื้นที่เหล่านี้ก็ถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นตั้งถิ่นฐานกันได้ ก่อนอื่นจำเป็นจะต้องสร้างศูนย์กลางและค่อยขยับขยายพื้นที่ออกไปให้เป็นเมือง ให้ก็อบลินมาบุกเบิกเส้นทางเอาไว้ พวกมันมีความคล่องแคล่วจึงเหมาะกับงานแบบนี้

        เพื่อไม่ให้มีใครรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ราล์ฟจึงจำเป็นจะต้องสร้างสถานการณ์ที่ดึงความสนใจของทุกคนได้ และนั่นทำให้เขาเรียกรวมพลสมาชิกกิลด์แพนโดร่าที่ออนไลน์อยู่ให้มาประชุมกันก่อนที่จะเริ่มแผนการกวาดล้างสมาพันธ์วอร์ลอร์ดในคลาเซียร์ให้หมดภายในคืนเดียว ราล์ฟมีรายชื่อของกิลด์ที่สังกัดวอร์ลอร์ดอยู่ในมือทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ซึ่งจำเป็นจะต้องจัดการให้สิ้นซากโดยเร็วที่สุด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 76 ครั้ง

21 ความคิดเห็น

  1. #13653 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 12:23
    สนุกมาก อิ อิ
    #13653
    0
  2. #13640 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 20:47
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13640
    0
  3. #13639 Teerachot Jaroenkriangsakun (@donlovely) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 16:24
    ซูหลินไม่ไม่แนวเลย เอาซากุระดีกว่า ชอบแนววางแผน
    #13639
    1
  4. #13638 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 13:49
    ไม่เชียร์ซูหลินแฮะ
    #13638
    0
  5. #13637 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 10:50
    คู่นี้กว่าจะญาติดีกันก็คงอีกนานน่ะแหละ คนนึงท่ามากอีกคนปากหนัก

    มีแววว่าจะสนิทกันได้ในเกมส์แฮะ

    ว่าแต่รอบนี้แพนโดร่าจะป่วนเอามันแบบไหนอีก
    #13637
    0
  6. #13636 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 09:54
    ... มองยังไงตอนนี้เขาก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะเจรจาต่อรองได้ เห็นแบบนี้แต่ซากุระก็ค่อนข้างที่จะ(เคี่ยว >> เขี้ยว)ทีเดียว....

    เคี่ยว >> (กริยา) เป็นการทำให้งวด ให้ข้น
    เขี้ยว >> (นาม) ใช้เรียกฟันของสัตว์ที่ใช้กัดกระชาก.. และใช้เปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรง่ายๆ หมายรวมถึงคนที่มีประสบการณ์สูงและรอบจัด(เขี้ยวลากดิน)
    #13636
    0
  7. #13635 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 08:03
    ได้เวลาที่จะลงมืออะไรๆต่อผู้เล่นแล้วสินะ
    #13635
    0
  8. #13634 NessZero (@nesszero) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 15:10
    เล่นผิดคนแล้วอีหนูอยากโดนรับน้องสินะ
    #13634
    0
  9. #13633 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 21:06
    ต้องมีฉากปล่อยของบ้างสิน่า ^^
    #13633
    0
  10. #13632 ขุณไกร (@harukokame) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 08:56
    โอลาฟ : ของหวานเสร็จแล้วครับ
    คุณแม่ : อ๊ะ...วันหลังเราค่อยแลกเปลี่ยนวิชากันนะ
    ซูหลิน : ซูหลินก็ว่าดีเหมือนกันค่ะ
    โอลาฟ : วันนี้ไม่ต้องพาซูหลินเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันแรกแล้วสินะ.... (พูดกับตัวเองเบา)
    คุณแม่ : เป็นห่วงคู่หมั้นเหรอจ๊ะ ไม่เบานะเราเนี่ย (ผู้ฝึกยุทธ์หูดี)
    ซูหลิน : -////-  (ผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน)




    #13632
    1
    • #13632-1 MrXaou (@lokiloss) (จากตอนที่ 365)
      15 ธันวาคม 2559 / 11:30
      ชอบ 555
      #13632-1
  11. #13631 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2559 / 02:09
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13631
    0
  12. #13629 เอกภพไร้ขอบเขต (@beer36) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 23:40
    เข้าเฝือกกันเลยไหมล่ะ!!!
    น้องหลินจะห้าวไปไส!!! 555+
    #13629
    0
  13. #13628 Maizas Dragonil (@goldcremer) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 17:57
    รออ่านต่อๆครับ
    #13628
    0
  14. #13627 Joker Mask (@gamsor) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 15:24
    มาละ  
    จะเป็นยังไงนะ


    #13627
    0
  15. #13626 Nutty8536 (@NutOBPKP) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 14:02
    ท้าผิดคนไหม
    #13626
    0
  16. #13625 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 11:10
    ความสัมพันธ์ก็คงแบบเดียวกับคุณแม่นั้นแหละ ไม่ชนตรงๆแน่นอน
    #13625
    0
  17. #13624 Fresh (@zodiacfresh) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 10:34
    ขอไว้อาลัยให้กับความมั่นใจของซูหลิงสามวิ
    #13624
    0
  18. #13623 Nung Tono (@nungtono) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 09:41
    คุณแม่หวังว่าจะไม่ส่งไปนอนโรงบาลตั้งแต่วันแรกนะ
    #13623
    0
  19. #13622 SOULGOD (@SOULGOD) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 08:55
    กฎมีอยู่ข้อเดียวคือ
    ครัวเป็นของชั้น ส่วนใจเป็นของเธอ//ข้ามเม้นนี้ไป
    #13622
    0
  20. #13621 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 08:00
    สมกับที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ จริงๆ

    เรื่องฝีมือมาเป็นอันดับแรก
    #13621
    0
  21. #13620 maruchan (@RoosT) (จากตอนที่ 365)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 07:55
    อ้าววววววว. แล้วคู่จิ้น แมวบ้า-โหด ฮือๆๆๆๆๆ
    #13620
    0