ตอนที่ 361 : บทที่ 15 ความลับและพรสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3834
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    26 พ.ย. 59

บทที่ 15 ความลับและพรสวรรค์

 

        ช่างเป็นคุณยายที่สรรหาความสุขในชีวิตให้ตัวเองเสียจริงๆ ไม่กี่ครั้งหรอกที่เจนภพจะรู้สึกแบบนั้นจริง นิสัยเอาแต่ใจคงเป็นสิ่งที่สืบทอดทางสายเลือดแน่ๆ ได้ยินมาว่าแค่อยากแช่น้ำเท่านั้นก็ถึงกับลงมือจ้างวิศวกรมาออกแบบบ่อน้ำร้อนเทียมขึ้นมา และยังได้ดื่มด่ำกับความงดงามของท้องฟ้ายามราตรีที่ไร้เมฆหมอกมาบดบัง ฝั่งหนึ่งนั้นเป็นฝั่งผู้หญิงได้ยินเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน แต่ทางฝั่งผู้ชายนั้นเงียบมาก

        รูปร่างเจนภพนั้นได้สัดส่วนที่ดีมากโดยเฉพาะกล้ามเนื้อท้องที่เห็นได้ชัดเจน นั่นทำให้เขาดูเป็นคนรูปร่างผอมกว่าปกติ บางทีอาจเพราะออกกำลังกายและฝึกวิชาต่อสู้จึงมีสภาพร่างกายที่พร้อมสำหรับการฝึกหนัก ส่วนรูปร่างของอาคมนั้นแตกต่างจากอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้ดูอ้วนแต่เป็นมาตรฐานปกติของผู้ชาย พอมองเห็นกล้ามท้องนิดหน่อยถ้าปรับมุมสายตาให้ดีๆ

        อาคมแช่น้ำไปพลางฮัมเพลงไปพลาง ต่างจากอีกคนที่เอาแต่วิเคราะห์น้ำเพื่อหาดูว่าผสมอะไรลงไปด้วย เชื่อว่าหากจินดารัตน์เป็นคนริเริ่มเรื่องนี้มันก็ย่อมไม่น่าจะใช่บ่อน้ำร้อนธรรมดาแน่

        "ไอ้โอลาฟฉันไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าบ้านแกมีหอพักด้วย แถมยังหรูยิ่งกว่าโรงแรมซะอีก"

        "คำชมนั่นเอาไปบอกกับคุณยายฉันเถอะ ท่านเป็นคนจัดการทุกอย่างเองเพื่อความสะดวกสบายอะไรหลายๆ อย่าง เพราะทั้งชีวิตอุทิศให้กับงานวิจัยของตัวเองเลยอยากได้สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อน เชื่อไหมว่าเคยมีครั้งหนึ่งที่คุณยายฉันใส่ชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่มานอนอาบแดดด้วย ทำใจเชื่อไม่ลงเลยว่าเป็นคนแก่อายุเจ็ดสิบกว่า"

        "ดูไม่เห็นแก่ขนาดนั้น หรือว่ามียาดี" อาคมคาดคั้น หากมีเคล็ดลับดีๆ เขาคงต้องขอศึกษาและนำไปใช้กับน้องสาวของเขาแน่

        "ไร้สาระน่า ขึ้นล่ะ" เจนภพลุกเดินออกจากบ่อน้ำร้อน ทิ้งให้อาคมแช่น้ำต่อไป

        เครื่องนวดไฟฟ้าช่วยให้รู้สึกดีไม่เลว ซึ่งขณะนั้นก็มีชายหญิงเดินลงมาที่โรงอาบน้ำตั้งใจจะมาใช้บริการ แม้พวกเขาจะพูดกันคนละภาษาแต่การอยู่ร่วมกันไม่แปลกที่จะมีการเรียนรู้ภาษาซึ่งกันและกัน ไปๆ มาๆ ก็พูดได้ไม่ต่ำกว่าห้าภาษา กลับกันเจนภพทึ่งกว่าตรงที่คุณยายพูดได้เกือบทุกภาษา รวมทั้งภาษาของชนเผ่าบางแห่งเท่านั้น เห็นแบบนี้สมัยสาวๆ ก็เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาเกี่ยวกับพืชและการสกัดยาจากธรรมชาติ และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่เจนภพศึกษาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม ก็เพื่อสื่อสารกับคนที่นี่ได้นั่นเอง

        ทุกคนให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แม้ในตอนแรกที่มาอยู่จะคาดหวังแค่การสร้างความดีความชอบต่อจินดารัตน์ พวกเขาทราบกันดีว่าชื่อของ ศจ.ดร.เมลินดา ฮาวน์นั้น หากปรากฏขึ้นในฐานะของที่ปรึกษาล่ะก็ ผลที่ตามมาคืองบประมาณที่ไม่จำกัดและผ่านการอนุมัติให้เริ่มโครงการในทันที โดยที่ไม่รู้ว่างบประมาณเหล่านั้นคือเงินส่วนหนึ่งที่จินดารัตน์เป็นผู้บริจาคให้กับองค์กร โดยสงวนไว้เพื่อโครงงานวิจัยที่เธอเห็นชอบว่าดีเท่านั้น

        ที่เจนภพชอบพูดคุยด้วยก็เพื่อนำมาประกอบการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างรสชาติแนวใหม่ให้เหมาะสมกับแต่ละคน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอาหารของพวกเขาแล้วก็รู้สึกว่าได้รับรู้อะไรมากขึ้น และอยากจะเริ่มทดลองทำอาหารซะเดียวนี้

        อาคมออกมาแล้วเพราะมีคนเข้าไปใช้บ่อน้ำร้อนมากขึ้นก็เลยรู้สึกหวั่นๆ ขึ้นมา เห็นเจนภพนั่งอ่านหนังสือวรรณกรรมภาษาอังกฤษที่ได้รับมาจากผู้หญิงคนหนึ่งและเห็นว่ามีโต๊ะปิงปองอยู่เลยตั้งใจชวนมาเล่นด้วย แต่มารู้สึกเจ็บใจในภายหลังก็ตรงที่เขาตามการเคลื่อนไหวแทบไม่ทันและผลจบลงโดยที่ไม่ได้แต้มเลยสักแต้ม

        "เล่นปิงปองกับโอลาฟถ้าไม่ใช่คนที่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วแล้วก็มีแต่จะแพ้เท่านั้นแหละ" จินดารัตน์พูดพลางมองหาดูว่าจะดื่มอะไรหลังแช่น้ำร้อนดี "โอลาฟน่ะสามารถประมวลผลแบบคู่ขนานได้เร็วในระดับนาโนวินาที"

        "พี่ชายคะมาเล่นปิงปองกับอารินนะ" อารินหยิบไม้ปิงปองมาสองอันและถือไขว้เอาไว้ "ท่าไม้ตายทวิน แร็กเก็ต"

        "ถึงมันจะผิดกติกาก็เถอะ แต่น้องสาวฉันอยู่เหนือกฎทุกอย่าง"

        "ถ้าหากว่ามีลัทธิบูชาน้องสาว ฉันเชื่อว่านายคงจะต้องเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์แน่นอน"

        "เดี๋ยวมาเล่นกับแม่ด้วยนะ" วิลาวรรณเสนอตัวเองบ้าง เนื่องจากว่ามีเพียงโต๊ะเดียวเลยต้องผลัดกันเล่นทีละคู่

        หากต้องเล่นแบบจริงจัง คนที่พอจะต่อกรกับเจนภพได้มีเพียงวิลาวรรณเท่านั้น เกมการแข่งนั้นสูสีก่อนจะปิดฉากด้วยชัยชนะของวิลาวรรณที่เฉือนเอาชนะไปเพียงหนึ่งแต้มเท่านั้น ส่วนด้านอาคมกับอารินเป็นเพียงแค่การเล่นสนุกแบบไม่ได้นับแต้มจริงจังเพราะว่าอารินติดเล่นสนุกมากกว่า พวกเขาเล่นปิงปองกันเกือบชั่วโมงอารินก็ง่วงนอน สุดท้ายก็ต้องเลิกและพากันกลับบ้าน

 

        ที่บ้านนี้นอกจากห้องนอนส่วนตัวแล้วจะไม่ปิดไฟ ที่นอกบ้านเจนภพนั่งอยู่บนเตียงหวายเทียมมองดูดาวบนท้องฟ้าที่เห็นได้ชัดเจนบนภูเขาสูง บรรยากาศนั้นเย็นสบาย มีกาแฟร้อนวางอยู่ที่โต๊ะข้างๆ กับแล็ปท็อปที่ส่องสว่างจ้า เจ้าบิ๊กมานอนหมอบอยู่ที่ข้างเท้า มันค่อนข้างจะติดเขาแจและชอบมานอนด้วยเสมอ

        "ดื่มกาแฟตอนกลางคืนมันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพนะ"

        เจนภพไม่ได้ถึงกับสะดุ้งตกใจ ตั้งแต่ที่เริ่มฝึกลับสัมผัสก็พอจะรับรู้ตัวตนของคนที่อยู่รอบตัวได้ เขารู้ว่าคุณยายมายืนมองได้สักพักแล้วแต่ก็ไม่ได้เรียก

        "แค่ไม่อยากฝันร้ายน่ะครับ"

        ความนิ่งและเงียบขรึมมันหล่อหลอมให้บุคลิกของเขาเข้าหาได้ยาก และนั่นก็เป็นสาเหตุให้คนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนนั้นมีอยู่น้อยมากจริงๆ

        จินดารัตน์เดินเข้ามาและทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ปรายตามองดูหน้าจอแล็ปท็อปเห็นเว็บไซต์ของตลาดหุ้นเปิดอยู่ แอบยิ้มเล็กน้อยที่หลานชายคนนี้เติบโตขึ้นมาก ไม่หลงใหลไปกับทรัพย์สมบัติของครอบครัวแต่กลับเลือกจะสร้างฐานะตัวเองขึ้นมาจากความว่างเปล่า แม้ว่าลูกสาวของเธอจะเทียบกับหลานชายคนนี้ไม่ได้ แต่สำหรับผู้เป็นยายแล้วการที่ลูกหลานเป็นคนดีนี่แหละสำคัญที่สุด

        อย่างไรก็ตามไม่มีใครรู้หรอกว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเจนภพนั้นต้องทรมานเพียงใดในการนอนหลับ แม้แต่ช่วงที่เข้าอนุบาลก็ประสบปัญหาที่ไม่สามารถนอนหลับได้เหมือนคนปกติทั่วไปจนก่อให้เกิดปัญหาตามมา คนทั่วไปมองว่าเขาเป็นเด็กที่มีปัญหาไม่หยุดหย่อน

        "ยายรู้ว่าหลานทรมาน และรู้ว่าหลานกลัวมันมากขนาดไหน ยายไม่มีทางรู้ได้เลยมันต้องเจ็บปวดเพียงใด  ดังนั้นยายจะไม่พูดว่าหลานอดทนได้ดี ถ้าอยากจะร้องไห้ก็ร้องออกมาเถอะ"

        เขายิ้มฝืนแล้วตอบว่า "เรื่องนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ อีกอย่างภพไม่อยากให้คุณยายโทษตัวเอง การที่ภพเป็นแบบนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณยายหรือคุณแม่หรือใครทั้งนั้น เป็นแค่ความโชคไม่ดีของภพเอง"

        มันไม่มีใครเป็นคนผิดตั้งแต่แรกในมุมมองของเจนภพ เพราะเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้เลยไม่อยากเสียเวลาไปกับการหาคนผิดที่ไม่มีอยู่จริง ทำได้เพียงใช้ชีวิตต่อไปทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อให้แม่รู้สึกสบายใจมากกว่ากังวลใจ แบกรับเอาความทรมานในแต่ละวันอดทนเอาไว้ไม่บอกให้ใครรู้นอกจากคุณยาย

        จินดารัตน์วางตลับยาทิ้งเอาไว้ให้กับเจนภพจากนั้นก็กลับเข้าบ้าน ทิ้งให้เขานอนมองท้องฟ้ายามราตรีอยู่ต่อไป อากาศที่นี่เย็นสบายจนไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ปราศจากยุงหรือแมลงมารบกวน ดังนั้นการนอนนอกบ้านนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของเจนภพซะทีเดียว บางทีเขาออกจะชอบมันซะด้วยซ้ำไป หลังจากที่ทานยาเสร็จแล้วก็ล้มตัวลงนอนหลับอย่างสบายใจ

 

        อาจเป็นเพราะต่างสถานที่ อาคมเลยรู้สึกว่าตัวเองตื่นเร็วกว่าทุกครั้ง มองดูนาฬิกาเป็นเวลาตีสี่แถมยังรู้สึกว่านอนหลับเต็มอิ่มแล้วด้วย บางทีคงเป็นเพราะกลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ ที่ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้านี่ก็ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงก็อยากได้ไปวางไว้ที่ห้องของเขา มันอาจจะช่วยให้อารินรู้สึกผ่อนคลายยามนอนหลับก็ได้ ได้ยินเสียงด้านนอกพูดคุยกันก็แปลกใจไม่คิดว่าคนบ้านนี้ตื่นกันเร็วมาก

        เพราะว่านอนเต็มอิ่มแล้วจึงไม่รู้สึกว่าอยากนอนอีกก็เลยตั้งใจว่าจะออกไปเดินสูดอากาศช่วงเช้าให้เต็มปอด พอออกมาก็เห็นวิลาวรรณกับเจนภพอยู่ในชุดฝึกต่อสู้ มีสัญลักษณ์ของพระจันทร์กับคลื่นน้ำอยู่ที่อกซ้าย ที่นอกบ้านเห็นคุณตากำลังทำสมาธิโดยการหกสูงด้วยนิ้วโป้งอยู่บนราวเหล็ก หากไปออกรายการแสดงความสามารถคงเป็นอะไรที่น่าทึ่ง

        ตอนที่วิลาวรรณกำลังวอร์มร่างกายอยู่นั้นก็หันมาเจอกับอาคมเข้าพอดี และชวนไปวิ่งออกกำลังกายยามเช้าด้วยกัน อาคมไม่ได้เตรียมชุดมาเลยพยายามปฏิเสธแต่กลับถูกขัดโดยบอกว่าชุดฝึกสำรองมีอีกเพียบ ทว่าเจนภพกลับพูดแทรกขึ้นมาว่าอันตรายเกินไปสำหรับอาคม ความรู้สึกเหมือนโดนดูถูกเลยทำให้เขาคิดว่าตัวเองก็ทำได้จึงยอมรับข้อเสนอไป คิดว่ามันก็แค่การวิ่งในตอนเช้าดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

        เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสำนักของจริง แม้จะต่างจากที่เคยเห็นในหนังที่ไม่มีการใช้อุปกรณ์ล้าสมัย ตัวโรงฝึกเองก็ป้องกันอันตรายจากการกระแทกพื้น มีอาวุธสำหรับฝึกซ้อมวางจัดเอาไว้สำหรับฝึกซ้อมกันเอง อาคารที่พักไม่ได้แบ่งแยกเป็นห้องแต่ให้นอนรวมกัน มีลูกศิษย์ราวๆ สี่สิบคนถือว่าเยอะมากสำหรับโรงฝึกการต่อสู้ที่ไม่เป็นที่รู้จัก อย่างไรก็ตามเพราะเป็นสำนักที่อยู่กันแบบครอบครัวเลยไม่มีการกระทบกระทั่งกัน แม้อาคมขอร่วมวิ่งด้วยก็ต้อนรับด้วยไมตรี

        เส้นทางการวิ่งนั้นเป็นแบบวิ่งขึ้นเขาตามปกติ แต่อาคมไม่เคยวิ่งแบบนี้มาก่อนถึงกับเหนื่อยหอบเพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรแรก ทุกคนเคยมีสภาพไม่ต่างกันเลยไม่มีใครหัวเราะนอกจากสอนเทคนิคการหายใจขณะวิ่งให้ พวกเขาบอกว่าต่อให้พวกตนวิ่งอึดแค่ไหนแต่ก็เทียบกับเจ้าสำนักกับครอบครัวที่ฝึกเฉพาะทางไม่ได้ ดังนั้นเส้นทางการวิ่งในครึ่งหลังจะแตกต่างกันออกไป หากต้องการท้าทายก็ทำได้เช่นกัน แต่ไม่แนะนำให้เลียนแบบเด็ดขาด

        มาถึงขั้นนี้ก็เลยอยากเห็นว่าผู้ฝึกยุทธ์นั้นฝึกกันรูปแบบไหนก็เลยขอให้พาไปดูการวิ่งของครอบครัวนั้นสักหน่อย เมื่อมีคนอาสานำทางให้ก็มาถึงทางบันไดก่อนจะหยุดแล้วชี้มือลงไปด้านล่าง เห็นว่ามีคนสามคนวิ่งไล่ตามมาแบบติดๆ ไม่ใช่ว่าพวกเขามาถึงเร็ว แต่เป็นระยะทางที่สามคนนั้นวิ่งออกกำลังกายยาวกว่าคนอื่นเท่าตัว เบื้องหน้าของพวกเขานั้นมีแม่น้ำ และมีสะพานเล็กสำหรับข้าม ทว่ากลับใช้ตอไม้ที่จงใจทำขึ้นมาให้สูงกว่าระดับน้ำวิ่งกระโดดข้ามไปกัน

        ทั้งสามคนนั้นกระโดดเหยียบต่อไม้โดยที่ความเร็วไม่ตกกันเลย นั่นทำให้อาคมพูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ ไม่เพียงแค่นั้นยังมีด่านปีนเชือกที่ล้อมด้วยผนังคอนกรีตสูงสิบเมตร มีการวางหินเอาไว้ให้ใช้เป็นแท่นเหยียบกับปีนป่าย แต่ว่าชายแก่เพียงแค่กระโดดเหยียบแท่นหินไม่กี่ครั้งก็ข้ามขึ้นไปได้ และผู้หญิงคนนั้นก็ใช้วิธีเหยียบกำแพงสลับซ้ายขวาก็ผ่านมาได้เช่นกัน จะมีก็แค่เด็กหนุ่มคนสุดท้ายที่ใช้การปีนแท่นหินตามปกติ

        พอจะเข้าใจแล้วว่าความเก่งกาจเกินมนุษย์ของไอ้เจ้าราล์ฟมันมาจากไหน ทั้งที่เกิดเหตุการณ์อันตรายอย่างเหตุการณ์วางระเบิดสะท้านเมืองแต่กลับรับมืออย่างใจเย็น ความมั่นใจที่เกินตัวเพราะมีพื้นฐานด้านการต่อสู้นี่เอง จะว่าไปเคยเห็นหมอนั่นหลบกระสุนปืนได้ด้วยนี่นา

        อย่างไรก็ตามการวิ่งในครึ่งหลังของสามคนนั้นทวีความยากขึ้นจนไม่มีใครตามได้ทันอีก อาคมยอมแพ้ในครึ่งทางและใช้ทางลัดกลับมาที่สำนักก่อน การออกกำลังกายแบบนี้มันไม่ต่างอะไรกับฝึกการเป็นหน่วยรบพิเศษเลย ลูกศิษย์ในสำนักบอกเพียงแค่ว่ามันเป็นการฝึกร่างกายทั่วไปเท่านั้น ส่วนวิชาการต่อสู้ที่สอนให้จะเป็นพื้นฐานทั่วไปให้ศึกษาและต่อยอดเป็นกระบวนท่าของตัวเอง ดังนั้นทุกคนในสำนักจะมีเทคนิคเฉพาะตัวที่ฝึกฝนเพื่อใช้ซ้อมมือกับเจ้าสำนักประจำเดือนเท่านั้น

        จากนั้นลูกศิษย์ต่างก็มายืนเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบเพื่อฝึกซ้อมพื้นฐานตามปกติ จะมีผู้ที่มีประสบการณ์มากที่สุดมาแสดงท่าทางให้ทุกคนทำตามอย่างพร้อมเพรียง พอเสร็จแล้วก็ให้เป็นการฝึกจับคู่ซ้อมมือเบาๆ ก่อนทานอาหารเช้า เป็นเพียงการออกท่าทางที่ช้ามากและไม่ได้ทำความเสียหายกันตรงๆ เพื่อฝึกรับรุก โดยจะมีวิลาวรรณคอยให้คำแนะนำและช่วยจัดท่าทางให้

        "ไม่เห็นแปลก ก็แม่ฉันเป็นระดับครูฝึกแล้วนี่นา และยิ่งไปกว่านั้นเป็นผู้ใช้วิชาต่อสู้สายจันทรวารีรูปแบบผสม ไม่ยึดติดกับกระบวนท่าดั้งเดิมแต่ปรับเปลี่ยนไปตามวิชาการต่อสู้ที่ใช้" เจนภพพูดจบก็ขอแยกตัวไปใช้งานห้องสงบจิต

        อาคมเคยได้ยินชื่อห้องนี้มาบ้างแล้ว ก็เลยลองถามลูกศิษย์ที่อยู่ที่นี่ดูจึงรู้ว่าห้องสงบจิตนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปก็ได้ เป็นห้องเปล่าๆ ที่ปิดกั้นเสียงทุกอย่างภายนอกและไม่มีอะไรให้ทำ เป็นห้องมืดที่มีเพียงน้ำที่หยดลงไปเรื่อยๆ เท่านั้น การฝึกในห้องนั้นจะต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อขัดเกลาจิตของตนเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น พวกเขาบอกว่าอยู่กันได้เพียงแค่สิบห้านาทีก็ประสาทหลอนแล้ว

        การได้มาเห็นอะไรแบบนี้เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่แก่อาคม โลกที่เขาเคยคิดว่าโหดร้ายนั้นกลับเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเล็กๆ ที่เขาปิดกั้นไม่รับรู้อะไรเอาไว้ ความยึดติดเหล่านี้ทำให้เขากักขังอารินไว้ในห้องที่คิดว่านั่นคือโลกทั้งใบ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วยังมีอะไรอีกตั้งมากมายที่เป็นสิ่งดีให้เรียนรู้ อย่างที่ทุกคนเคยพูดเอาไว้ คนที่ทำร้ายอารินมากที่สุดไม่ใช่ใครอื่น...เป็นเขาเพียงคนเดียว

        กว่าจะได้กลับมาก็เจ็ดโมง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนบ้านนี้จะใช้เวลาออกกำลังกายนานขนาดนี้ เขาแค่สิบห้านาทีก็ถือว่าทำเต็มที่แล้ว ปัญหาอาจมาจากการที่เขาเติบโตในเมืองใหญ่และคิดเพียงแค่ว่ารูปร่างตัวเองไม่ได้อ้วนแผละจนถึงกับต้องออกกำลังกายลดน้ำหนัก แต่สำหรับคนที่นี่การออกกำลังกายคือการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ ส่วนการต่อสู้ก็แค่เพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง

        อารินอยู่ในชุดผ้ากันเปื้อนกำลังเรียนทำขนมเค้กกับจินดารัตน์ รูปทรงมันออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไหร่แต่มันก็ยังกินได้ วิลาวรรณพยายามแอบกินก่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตเลยโดนจินดารัตน์ตีมือและไล่ให้ไปอาบน้ำให้เรียบร้อย แล้วจึงมาร่วมโต๊ะทานอาหารเช้ากัน จินดารัตน์ขอยืมตัวเจนภพไปช่วยงานที่ศูนย์วิจัย หน้าที่นำทั้งสองคนไปเที่ยวตามที่ต่างๆ จึงตกเป็นของวิลาวรรณ

        หลังจากที่ทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง จินดารัตน์กับเจนภพจึงเร่งเดินทางไปที่ศูนย์วิจัยกันทันที

 

        ศูนย์วิจัยแห่งนี้รายล้อมไปด้วยเรือนกระจกหลายแห่ง มีเต็นท์ผ้าใบสีขาวตั้งเรียงกันเป็นตับราวกับเป็นห้องปลอดเชื้อ ทั้งหมดที่เพาะพันธุ์อยู่ในนั้นคือพืชหายากจากทั่วทุกมุมโลก สารสกัดของมันสามารถใช้เป็นได้ทั้งพิษและยารักษา จึงต้องมาวิเคราะห์ให้ละเอียดมันให้ผลอย่างไร บริเวณทางเข้ามีนาฬิกาดอกไม้ของลินเนียสที่ใหญ่กว่าของรีสอร์ท สภาพของดอกไม้ก็ดูสวยสดยิ่งกว่า แน่นอนว่าคนต้นคิดเรื่องนี้ก็คือจินดารัตน์คุณยายของเขานั่นเอง

        มีคนงานที่สวมเสื้อกาวน์ทักทายคุณยายที่ยังสาวสะพรั่งคนนี้ตลอดทางเดิน ภาพเหล่านี้ล้วนชินตาสำหรับเจนภพ แต่ก็มีบางคนที่หน้าตาไม่ค่อยจะคุ้นสักเท่าไหร่ คงเป็นคนที่พึ่งเข้ามาฝึกงานเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์

        "ต้องให้ใส่เสื้อกาวน์ด้วยไหมครับ ดร.ฮาวน์"

        เจนภพล้อเลียนคุณยาย หลังจากที่ได้ยินทุกคนทักเธอว่า 'อรุณสวัสดิ์ ดร.ฮาวน์' ตลอดทาง

        "หืม...คุณหนูโอลาฟต้องใส่ชุดผู้ป่วยค่ะ มีอะไรจะถามดร.ฮาวน์ผู้แสนปราดเปรื่องนี้อีกไหมคะ"

        มาถึงห้องเปลี่ยนเสื้อ คุณยายก็เปิดล็อกเกอร์ส่งชุดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วมาให้ มันเป็นชุดที่คล้ายกับชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลมาก แต่เป็นสีขาวทั้งชุด กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อยังรุนแรงเหมือนเดิม

        ขั้นตอนก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตรวจร่างกายที่แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากการตรวจสุขภาพประจำปี มีการทำ CT แสกน ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นอะไรที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดมาก เพียงเท่านี้การตรวจสอบร่างกายเบื้องต้นก็เสร็จสิ้น ซึ่งการตรวจสอบนี้จะตรวจดูความเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกาย หากไปที่โรงพยาบาลพวกเขาจะบอกเพียงแค่ว่าสภาพร่างกายปกติไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่มันไม่ใช่กับที่นี่

        "ขอแสดงความยินดีที่หลานมีสุขภาพแข็งแรง ระดับน้ำตาลในเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ ความดันก็มาตรฐาน ส่วนเรื่องไขมันส่วนเกินไม่มีแม้แต่นิดเดียว"

        "จริงจังหน่อยสิครับคุณยาย"

        "ก็แหม ถ้านี่เป็นการตรวจร่างกายประจำปีมันก็ควรจะต้องเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ยายดีใจนะที่ผลตรวจสุขภาพมันออกมาเป็นแบบนี้ ขนาดใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยยังตรวจสอบได้แค่เรื่องพวกนี้เลย"

        น้ำเสียงนั้นบ่งบอกว่าชื่นชมอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ แต่เป็นสิ่งที่ตรวจสอบไม่ได้ต่างหาก

        ทุกคนเชื่อว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแม่นยำจึงเชื่อถือมันในฐานะของเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ทว่าในบางเรื่องที่มันไม่สามารถตรวจพบได้แต่เป็นเธอที่สามารถตรวจพบมันได้ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะมันไม่ใช่อาการที่จะมีอยู่ในหนังสือเรียนแพทย์จึงพากันคิดว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ นอกจากจะต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและตรวจสอบแบบเจาะลึกเท่านั้นถึงจะพบเจอความผิดปกตินี้

        "ก่อนที่จะมาฟังผลตรวจเบื้องต้น มีเรื่องที่ยายอยากรู้มาก" จินดารัตน์นั่งอยู่บนเก้าอี้หมุนและหันไปสัมผัสกับหน้าจอเพื่อเรียกผลตรวจทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีทั้งไฟล์รายงานที่เป็นเอกสาร ภาพ และคลิปวีดีโอที่ถ่ายทำการทดสอบเอาไว้เพื่อให้เรียกใช้งานได้ง่ายขึ้น เธอเปิดไฟล์ครั้งที่เจ็ดออกมา มันเป็นภาพเจนภพสมัยเด็กแต่การกระทำค่อนข้างป่าเถื่อน "สภาวะหลังการหลั่งสารเคมีทางอารมณ์ หลานรู้ใช่ไหมว่าถ้าหลานปลดกลไกการควบคุมมันออกจะทำให้เกิดผลลัพธ์ยังไง หลานจะไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าที่แสดงอารมณ์ทุกอย่างออกมาในคราวเดียว แต่หลานก็ยังทำ จำได้ไหมว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น"

        นี่เป็นคำตำหนิที่ส่งมาถึงตัวเจนภพอย่างชัดเจน ข้อห้ามร้ายแรงที่สุดนั้นถูกละเมิดเพียงเพราะความอยากรู้อยากลอง ผลลัพธ์ในครั้งนั้นเขาต้องเฝ้าดูอาการภายหลังที่สารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาหมดฤทธิ์ จนร่างกายเกิดอาการต่อต้านอย่างรุนแรงถึงกับมีเลือดออกมาจากตา หู จมูก ปาก และยังมีอาการทางจิตที่พยายามทำร้ายตัวเองอีกด้วย ภาพต่อมาคือสภาพของเจนภพที่ต้องถูกจำกัดการเคลื่อนไหว นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษที่ต้องมีการฉีดยาระงับให้ทุกๆ หนึ่งชั่วโมง

        "ยังโชคดีที่หลานบอกว่าหลังจากนั้นมีเพียงแค่อาการเลือดกำเดาไหล กับอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น 1 องศา รู้ไหมว่าในตอนนั้นถ้าไม่มีใครหยุดหลานได้ล่ะก็เป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ แต่ยายมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งมันอาจจะมีความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อย หลานใช้มันนานแค่ไหน" จินดารัตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์เธอไม่ตัดความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อยที่ใช้หาคำตอบได้ เธอเปิดดูคลิปวีดีโอที่เจนภพอาละวาด มีระยะเวลากำหนดไว้ชัดเจนก็คือหลังจากปลดกลไกอารมณ์คือหนึ่งนาที

        "คิดว่าคงจะประมาณหนึ่งนาทีนะครับ" เขาตอบ มันเป็นระยะเวลาขีดจำกัดก่อนที่สติของเขาจะขาดหายไป "แต่เกมนั้นความเร็วสมองจะเร็วกว่าแปดเท่าระยะเวลาในโลกจริงคงไม่กี่วินาที"

        จินดารัตน์ก็คาดการณ์แบบเดียวกัน สำหรับเจนภพการปลดการควบคุมอารมณ์ออกจะทำให้เซลล์สมองกลุ่มแรก การกระตุ้น (Excitatory) และกลุ่มที่สอง การยับยั้ง (Inhibitory) ทำงานพร้อมกันจนเกิดความสับสน ผลลัพธ์ก็คือร่างกายที่ตื่นตัวต่อทุกสถานการณ์ ปฏิกิริยาตอบสนองเร็วขึ้น การเคลื่อนไหวดีขึ้น ประสาทสัมผัสเฉียบคมเกินขอบเขตของมนุษย์ ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ผลที่ตามมาก็คือเซลล์ประสาทถูกทำลาย ระบบการทำงานในร่างกายเกิดความปั่นป่วน ตรรกะความคิดเกิดความบิดเบี้ยวจึงแสดงสัญชาตญาณดิบแบบสัตว์ป่าออกมา

        แม้กระทั่งการนอนหลับ สมองก็ยังคงทำงานของมันเองโดยปราศจากการควบคุมกลไกด้านอารมณ์ ผลก็คือสมองของเขาจะหลั่งสารเคมีเหล่านี้ออกมาเช่นกัน ดังนั้นหากต้องการนอนหลับโดยไม่เกิดผลข้างเคียงจำเป็นจะต้องพึ่งยาระงับ ในระหว่างที่มันออกฤทธิ์เขาจะนอนหลับได้อย่างสงบ

        หรือก็คือมันเป็นช่วงเวลานอนหลับที่มีค่าที่สุดสำหรับคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้อย่างปกติเหมือนคนอื่น

        เนื่องจากมันไม่เคยมีปรากฏคนไข้ที่มีอาการแบบเจนภพมาก่อน ดังนั้นหากตรวจสอบด้วยหลักการแพทย์ผลลัพธ์ก็คือเจนภพเป็นคนที่มีสภาวะทางจิตที่ไม่ปกติ และต้องทานยาระงับอาการทางจิตทุกวันโดยไม่ให้ขาด

        เจนภพก็คงตระหนักถึงเรื่องนี้ดีเลยพยายามรักษาระยะห่างของตัวเองกับคนอื่นเอาไว้ให้มากที่สุด      

        "ทำแบบนั้นมันเสี่ยงมากเลยนะ หลานน่าจะรู้ดีนะว่าความเร็วสมองของหลานไม่สัมพันธ์กับร่างกาย ความแตกต่างถึงแปดเท่าเทียบกันแล้วมันไม่ต่างจากเดิมเลย ยังดีที่เป็นภาวะสั้นๆ ผลข้างเคียงจึงไม่ได้ร้ายแรงนัก คราวหลังยายขอสั่งห้ามไม่ให้ทำอะไรจนกว่าเราจะมีการเตรียมการให้พร้อมเข้าใจใช่ไหม"

        พอเจนภพตอบรับ จินดารัตน์จึงเปิดผลการตรวจล่าสุดดูอย่างละเอียด จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยดีนัก ไม่จำเป็นต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่าเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี ครั้งก่อนที่มานั้นคุณยายก็เคยพูดไปแล้วว่าสมองของเขากำลังจะหยุดการทำงานลง จากนั้นมันจะรักษาตัวเองใหม่พร้อมกับเริ่มต้นประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง

        มันแตกต่างจากอาการความจำเสื่อม อาการนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก และต้องเริ่มต้นประสบการณ์ชีวิตใหม่อีกครั้งโดยไม่มีความทรงจำช่วงก่อนหน้านั้นแม้แต่นิด

        "คงอีกไม่นานสินะครับ" เจนภพไม่อาจร้องไห้ออกมาได้ และเข้าใจดีด้วยว่าคุณยายเองก็พยายามอย่างเต็มที่แล้ว

        "ถ้าจะให้ยายระบุเวลาก็ประมาณปีครึ่ง"

        เป็นเวลาที่กระชันชิดเข้ามาเรื่อยๆ เจนภพไม่ปฏิเสธว่าตัวเองกลัวที่จะต้องสูญเสียตัวตนออกไป ประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้ใช้ไปกับคุณแม่เขามีความสุขกับชีวิตนี้ แต่ความจริงของโลกนี้เป็นสิ่งที่โหดร้ายมาก

        "ทำอะไรไม่ได้เลยสินะครับ"

        "อันที่จริงไม่เชิงว่าทำอะไรไม่ได้เลย" สีหน้าของจินดารัตน์เปี่ยมสุขมาก หลังจากที่แกล้งทำหน้าเศร้าเพื่อหลอกเจนภพ เวลานี้เธอยิ้มกว้างจนแก้มปริ "หลานเคยสงสัยหรือเปล่าว่าทำไมบาดแผลของหลานถึงหายได้เร็วมาก"

        เจนภพยอมรับ ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกกระจกบาดเป็นทางยาว แต่ในวันรุ่งขึ้นแผลนั่นก็ได้ตกสะเก็ดและผิวหนังใหม่เกิดขึ้นมาแทน

        "เมื่อก่อนยายเคยวิจัยยาชนิดหนึ่งเป็นยาแห่งปาฏิหาริย์ที่ใช้รักษาแผลของคนได้ในชั่วอึดใจ อาจถึงขั้นสร้างอวัยวะขึ้นมาใหม่ได้ ในตอนนั้นมีตัวยาเคมีอยู่ในขั้นทดลองนับพันๆ ทว่าอุบัติเหตุนั่นก็ทำให้ยายได้รับสารเคมีทั้งหมดกับตัว และผลลัพธ์บอกว่ามันสำเร็จก็คือความสาวสะพรั่งของยาย เป็นผลมาจากเซลล์ทั้งหมดไม่มีวันเสื่อมสภาพ มันจะฟื้นฟูและรักษาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ถึงกับงอกอวัยวะใหม่ได้ กรณีของบาดแผลหรือพักรักษาตัวจะใช้เวลาเร็วกว่าคนปกติ

        นอกจากนี้มันยังได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของยายและส่งต่อความผิดปรกตินี้สู่ทายาทรุ่นต่อไป นั่นเป็นสาเหตุที่แม่ของหลานรวมไปถึงหลานมีความสามารถแบบเดียวกับยาย ทีนี้มันไม่มีอะไรได้มาโดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยนลองนึกถึงสิ่งที่ยาย กับแม่ของหลาน แล้วก็หลานต้องการในแต่ละวันดูสิ"

        "ปริมาณอาหารที่ต้องกินในแต่ละวัน มันมากเกินกว่าจะเรียกว่าคนกิน" เจนภพเคยได้ยินมาจากคุณยายเพียงแค่ว่าทุกคนในบ้านนอกจากคุณตาแล้วมีอัตราการบริโภคและการเผาผลาญพลังงานที่สูงเกินปกติ นั่นเป็นเหตุผลที่เจนภพให้ความสนใจด้านวิทยาศาสตร์โภชนา โดยหวังว่าสักวันจะหาทางทำอาหารที่ให้รู้สึกอิ่มได้ในจานเดียว

        "ใช่แล้วจ้ะ เซลล์พวกนั้นต้องการพลังงานอย่างมหาศาล พูดง่ายๆ คือยิ่งกินยิ่งสวยจ้ะ"

        "ถ้าสาวๆ ได้ยินคงพากันอิจฉาน่าดูเลยนะครับ"

        "มันก็จริงล่ะนะ" จินดารัตน์ค่อนข้างเห็นด้วยกับที่เจนภพว่า ปัจจุบันก็มีคนพยายามหาสาเหตุของความเยาว์วัยของเธอจนได้รับฉายาลับๆ ว่า อิมมอทัล วิช (Immortal Witch) หรือแม่มดอมตะ

        "เพราะแบบนั้นยายเลยเริ่มต้นงานวิจัยนั่นอีกครั้ง ถ้ามันสำเร็จหลานจะกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป"

        จินดารัตน์น่าจะรู้จักเจนภพดีว่าเขาไม่ใช่คนที่หากรู้ว่าตนเองเป็นอะไรแล้วจะจมอยู่กับความเสียใจไปตลอด แต่เพราะไม่อยากให้หลานต้องคิดมากจึงได้บอกเรื่องนี้ออกไป เพื่อให้เข้าใจว่ามันมีทางเป็นไปได้ที่จะรักษาอาการป่วยนี้

        จากนั้นก็ปิดหน้าจอเมื่อมีคนติดต่อเข้ามาว่าเตรียมห้องทดสอบเรียบร้อยแล้ว เจนภพได้แต่พร่ำบอกว่าไม่ค่อยอยากทำเพราะเหนื่อย แต่สุดท้ายก็มาที่ห้องทดสอบจนได้ มันเป็นห้องโล่งๆ และมีห้องควบคุมติดกระจกนิรภัยเอาไว้ กล้องจากทุกมุมพร้อมสำหรับการถ่ายทอดภาพไปยังห้องส่งเพื่อบันทึกเป็นหลักฐานอย่างละเอียด อุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นสมองกับอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเรียนรู้ความสามารถที่เจนภพสามารถทำได้

        ในการทดสอบนั้นก็ไม่มีอะไรมากนัก แค่พยายามศึกษาเกี่ยวกับสมองของมนุษย์ว่าหากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพแล้วจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เจนภพก็รู้เรื่องนี้จึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่สำคัญคนที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาก็คือคุณยายของเขาเลยไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ และมันก็ยิ่งทำให้เขาได้รู้ด้วยว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

        ล่าสุดพบว่าเจนภพมีความสามารถแฝงใหม่นั่นก็คือการหาคำตอบจากประสบการณ์ที่เคยเรียนรู้มา คุณยายบอกว่าเป็นเพียงแค่การดึงเอาประสบการณ์และความทรงจำในอดีตออกมาใช้งาน ก็เหมือนระบบความจำรูปแบบหนึ่ง นั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงแค่มองก็สามารถบอกส่วนประกอบหรือผลลัพธ์ของสิ่งต่างๆ ได้ราวกับมีคำตอบผุดขึ้นมาเหมือนเสกได้ การทดลองมีขึ้นยาวนานไปจนถึงเที่ยง เจนภพก็รู้สึกเหนื่อยจากการทดสอบทฤษฏีความเป็นไปได้ต่างๆ เพราะแม้จะรับยาที่บรรเทาอาการปวดระหว่างใช้งานสมอง แต่เมื่อถึงเวลาใช้งานจริงมันแทบจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย

        ได้ผลการทดลองเป็นที่น่าพึงพอใจ เจนภพก็ได้มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเองสักที ร่างกายตอนนี้ต้องการกาแฟเป็นอย่างมาก เขารู้สึกอยากจะถอดชุดพวกนี้ออกกลับไปใส่เสื้อโปโลเหมือนเดิม พอได้รู้ความลับเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นก็พอจะทำความเข้าใจกับมันได้อยู่ เพียงเท่านี้ข้อสงสัยที่ผ่านมาทั้งหมดก็ถูกทำให้กระจ่างในวันนี้ บาดแผลที่หายเร็วผิดปกติ ความต้องการปริมาณอาหารในแต่ละวันที่ทำให้ทางบ้านต้องแบกภาระเพิ่มมากขึ้น

        "สรุปแล้วเราเป็นตัวอะไรกันแน่นะ" เจนภพยิ้มขำกับโชคชะตาของตัวเอง

        เมื่อก่อนจินดารัตน์เคยอธิบายให้ฟังแล้วว่าสิ่งที่เจนภพมีนั้นคือพรสวรรค์ที่เกิดกับคนจำนวนน้อยมาก มันถูกเรียกว่า 'ESP' เป็นความสามารถที่ทำให้คนคนนั้นแสดงอำนาจที่เกินขอบเขตที่มนุษย์สามารถทำได้ และพลังนั้นมันก็แตกต่างกันออกไป โดยคำจำกัดความของจินดารัตน์ตั้งชื่อกับพรสวรรค์ของเขาว่า 'Sense' จึงไม่เกินความเป็นจริง

        "โอลาฟ มานี่หน่อยสิจ้ะ" จินดารัตน์เปิดประตูกวักมือเรียกจากห้องหนึ่ง

        เข้ามาในห้องสิ่งที่เห็นก็คือเครื่องเล่นเกมที่ใช้การอ่านคลื่นสมองของทุกบริษัทที่ทำออกมาจนมีดีไซน์ที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะเครื่องของบริษัทเลเจ้นด์ มีทั้งแบบธรรมดาและแบบพรีเมียม จะบอกว่าคุณยายซื้อมาเพื่อจุดประสงค์ในการเล่นก็ไม่เชิงถูกนัก แต่ต้องการนำมาวิเคราะห์การทำงานของมัน

        "นั่นมันเครื่องเล่นเกมนี่ครับ"

        "ที่จริงแล้วมันคือเตียงนอนรูปไข่น่ะ" จินดารัตน์แกล้งหยอก แต่เจนภพกลับไม่เล่นด้วยซะงั้น นี่คือความน่าเบื่อของเจนภพที่ไร้อารมณ์ขัน "ที่เรียกมานี่เพราะเห็นว่าหลานใช้งานมันอยู่ก็เลยมาเพื่อเตือนอะไรบางอย่างเอาไว้น่ะ"

        "เตือนเหรอครับ" เจนภพเริ่มสงสัย น้ำเสียงของคุณยายฟังดูจริงจังมาก

        "ผังวงจรแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการดีไซน์ตัวเครื่อง แต่มีหนึ่งสิ่งที่เหมือนกันก็คือเจ้านี่ "จินดารัตน์ใช้คีมเหล็กคีบของสิ่งหนึ่งขึ้นมาวางเอาไว้บนถาดรอง ซึ่งอยู่ในวงของแว่นขยายที่ช่วยให้เห็นรายละเอียดเล็กๆ ได้ มันเป็นชิปสีดำตัวหนึ่งที่ดูภายนอกแล้วไม่น่าจะมีอะไรแปลก

        "มันเป็นชิปของอะไรครับ"

        "เจ้านี่เป็นชิปสำคัญที่ทำหน้าที่แปลงคลื่นไฟฟ้าและควบคุมสมองทั้งสองซีกของผู้เล่น มันจะควบคุมสมองส่วนจินตนาการโดยการฝังภาพอิมเมจหลักลงไปในสมองทำให้จินตนาการของทุกคนเป็นแบบเดียวกัน นั่นทำให้แม้จะอยู่ในโลกจำลองกึ่งความฝันก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ สามารถสื่อสารกับผู้คนได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้เป็นความสามารถหลักของชิปตัวนี้อย่างเดียว ถ้าไม่มีชิปตัวนี้เทคโนโลยีฝังภาพอิมเมจเคลื่อนไหวอิสระจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย" จินดารัตน์อธิบายให้ฟัง ทั้งที่เธอไม่น่าจะเชี่ยวชาญทางด้านนี้แต่กลับมีความรู้อยู่ไม่น้อย

        เจนภพเพียงแค่รับฟังเท่านั้น แต่ก็ยังไม่เห็นเหตุผลที่คุณยายต้องมาเตือนเขาเลย

        "แล้วที่ว่าเตือนนี่มันหมายความว่ายังไงครับ"

        "จุดประสงค์เดิมของชิปตัวนี้ มันควรถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นอาวุธสงครามน่ะสิ" จินดารัตน์อาจจะชอบล้อเล่นในบางครั้ง แต่เจนภพมองออกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การล้อเล่น

        เจนภพลองทบทวนความสามารถมันอีกครั้งก็เริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่าจินดารัตน์พูดความจริง ชิปตัวนี้หากพัฒนาต่อล่ะก็สามารถต่อยอดเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย มันเป็นอันตรายอย่างแท้จริง ถึงนี่อาจจะเป็นแค่การมองโลกในแง่ร้ายของจินดารัตน์ ทว่าตราบใดที่มีความเป็นไปได้ก็ไม่ควรมองข้ามไป

        "ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะครับ"

        "เพราะหลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดคนเทคโนโลยีชิปตัวนี้เสียชีวิต จากนั้นโครงงานวิจัยทั้งหมดของเขาก็หายไปไม่เหลือแม้แต่สำเนา เชื่อว่ามันถูกขโมยไปทำให้รัฐบาลนั่งไม่ติดพื้นส่งคนไปตรวจสอบเพื่อเก็บกู้งานวิจัยทั้งหมดของนักวิทยาศาสตร์คนนั้นมา แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่มีผู้ใดหางานวิจัยของเขาเจออีกเลย จนกระทั่งยายได้มาเห็นชิปตัวนี้มันถูกพัฒนาขึ้นอีกครั้ง"

        จินดารัตน์เล่าเรื่องในอดีตให้ฟังเกี่ยวกับนักวิทยาศาสตร์คนนี้ เขาเป็นพวกที่ทำเพื่อพัฒนาโลกให้ดีขึ้น ทั้งคิดเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจในพื้นที่อันตรายอย่างปลอดภัย ต่อยอดสู่โครงการหุ่นยนต์สำรวจอวกาศอิสระไร้คนขับภายใน ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นคิดค้นขึ้น แต่กลับมีคนคิดสั้นหวังเพียงใช้มันเป็นเครื่องมือในการทำสงครามเท่านั้น

        "ถ้าอย่างนั้นภพว่าคนคนนี้ฉลาดที่จะปิดซ่อนตัวเองนะครับ" เจนภพส่องดูรายละเอียดของตัวชิปรอบด้าน "โครงสร้างชิปทั้งหมดนั้นเหมือนกันก็จริง แต่คิดว่าพวกเขาคงไม่สั่งจากโรงงานผลิตชิปที่เดียวกันแน่ มันเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบข้อมูลภายหลัง เป็นไปได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระจายข้อมูลการสร้างชิปตัวนี้ออกไป กลยุทธ์ซ่อนไม้ในป่านั่นแหละครับ หมายความว่าหากสิ่งที่คุณยายคิดเป็นความจริง ในบรรดาเกมคลื่นสมองพวกนี้จะต้องมีสักเกมที่ซ่อนผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์คนนั้นเอาไว้"

        "แต่เขาคนนั้นไม่มีญาติหรือทายาทเลยนะ"

        "ภพตอบไม่ได้ครับ แต่ที่แน่ๆ ในกรณีนั้นคงเป็นคนที่นักวิทยาศาสตร์คนนั้นไว้ใจมากที่สุดว่าจะไม่มีทางทรยศความคาดหวังของเขาเด็ดขาด"

        จินดารัตน์เพียงแค่ต้องการเตือนไม่ให้เจนภพพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย เมื่อก่อนก็มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง ทั้งการลักพาตัว หรือการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ายา ล่าสุดเหตุการณ์เกี่ยวกับการวางระเบิดที่มีจุดประสงค์ทำลายไกรษร โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื้องหลังของไกรษรที่ว่าเป็นเพียงผลงานของหลานชายตัวแสบคนนี้

        เจนภพบอกลาคุณยายเสร็จก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิม เดินออกมาเห็นคุณยายกำลังเดินนำกลุ่มผู้ที่มาฝึกงานเป็นผู้ช่วยตรงไปยังแล็บทดลองพืช ส่วนตัวเขาก็เดินออกประตูและมุ่งหน้าไปที่ส่วนหอพัก เขาส่งข้อความไปถามถึงที่อยู่ก็รู้ว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ที่สระว่ายน้ำ

        ระยะทางมันไม่ได้ห่างไกลมากนัก เจนภพใช้เวลาไม่นานก็มาถึง สระว่ายน้ำที่หลังหอพัก เจนภพไม่เคยมาเล่นน้ำที่นี่เลยสักครั้งเพราะตัวเขาว่ายน้ำไม่เป็น ที่รอบสระว่ายน้ำมีชายหญิงที่อายุไม่น้อยกำลังนอนอยู่บนเตียงพลาสติก มีร่มกันแดดตั้งเอาไว้ บางคนก็ดำผุดดำว่ายอยู่ในสระว่ายน้ำ มองจากตรงนี้เจนภพมองเห็นเจ้าบิ๊กที่นอนอยู่บนเตียงเป่าลมลอยน้ำ มีคนเอาแว่นตาให้มันใส่ราวกับเป็นหมาผู้ดี มันส่งเสียงหอนตามเพลงที่มีคนเปิด และที่ข้างวิทยุมีคุณน้าโยกหัวไปตามจังหวะเพลง

        อารินเล่นน้ำอย่างสนุกสนานโดยมีหญิงสเปนมาพูดคุยด้วย ส่วนอาคมก็กำลังเล่นมายากลให้กับกลุ่มคนที่ร้องขอให้ช่วยแสดงอะไรสักอย่าง วิลาวรรณใส่ชุดว่ายน้ำทูพีชและนอนอาบแดด มีเครื่องดื่มกับหนังสือแฟชั่นวางอยู่ที่โต๊ะตัวข้างๆ มองยังไงก็มาเพื่อพักผ่อนเต็มที่ สุดท้ายเจนภพก็ถือโอกาสพักผ่อนไปด้วยในตัว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 มกราคม 2560 / 14:59
    เด็กพิเศษ...
    #13670
    0
  2. #13562 Pst Moss (@mortnort) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2559 / 09:31
    สนุกมากครับ รออ่านตอนต่อไปครับ
    #13562
    0
  3. #13561 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 20:42
    เป็นตอนพักที่ไม่เหมือนพักเลยแฮะ ไม่อยากนึกภาพว่าถ้าอิบ้านี้เข้าไปเล่นเกมส์พร้อมๆกันจะเกิดอะไรขึ้น

    ต่อให้ซีคเกอร์ขนพรรคพวกกันมาหมดคงเอาไม่ลงหรอกมั้ง
    #13561
    0
  4. #13560 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 18:44
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13560
    0
  5. #13558 ม่านมุก (@honeyl) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 14:56
    ขอบคุณมาก ๆ ๆ น้าาค้าาแล้วมาอัพอีกไว ๆ ๆ น้าาค้าาสู้ ๆ ๆ ค้าารอค้าา
    #13558
    0
  6. #13557 Pompam Makionna (@suppamas) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 12:00
    หนูเจนแน่ๆ...
    #13557
    0
  7. #13556 เอกเองครับ (@kujaku01) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 10:53
    เครียดซะแล้ว หวังว่าจะรักษาได้น้อ
    #13556
    0
  8. #13555 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 10:34
    กว่าจะได้พักแต่ละที.. อิ อิ
    #13555
    0
  9. #13554 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 09:46
    เรื่องเครียดเลยตอนนี้
    #13554
    0
  10. #13553 PrasitPP (@prasitpp001) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 07:46
    นี่เป็นช่วงเผยปมลึกเบื้องหลังตัวละครเอกของไรท์สินะ
    #13553
    0
  11. #13552 MrXaou (@lokiloss) (จากตอนที่ 361)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 07:42
    ตอนชิลๆ แต่ไขความลับอะไรหลายๆอย่าง ทิ้งปมไว้ด้วย.. สนุกมากๆครับ  อยากให้อารินอยู่ฝึกที่ศูนย์นี้จัง.. อยากเห็นอารินเป็นสัตว์ประหลาด #ทีมอาริน
    #13552
    0