[Legend Online] เปิดตำนาน ป่วนออนไลน์

  • 88% Rating

  • 99 Vote(s)

  • 1,474,078 Views

  • 14,490 Comments

  • 9,088 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,349

    Overall
    1,474,078

ตอนที่ 349 : บทที่ 5 ร่วมงาน (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4928
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    27 ส.ค. 59

บทที่ 5 ร่วมงาน

 

        ห้องทำงานของเจนจิรามักเปิดแอร์แรงอยู่เสมอ เธอน่าจะเป็นบุคลากรเพียงไม่กี่คนที่สวมเพียงชั้นในและนั่งทำงานโดยไม่รู้สึกรู้สาต่อความหนาวเย็น อาจเพราะการที่อยู่ตัวคนเดียวในต่างประเทศมาตั้งแต่เด็กๆ เลยติดนิสัยปล่อยตัวตามสบายเวลาที่อยู่คนเดียว และเพราะเพิ่งจะทำงานโต้รุ่งมาตอนนี้จึงอยากได้โกโก้มาร์ชเมโล่สักแก้ว น่าเสียดายที่มันไม่มีอย่างอื่นให้นอกจากกาแฟ แถมเธอยังเกลียดกาแฟอีกต่างหาก

        "มันคงจะดีกว่านี้ถ้าฉันออกแบบให้นายมีมือมีเท้า" เด็กสาวบ่นพลางมองดูเจ้าโปรโต้ผ่านจอภาพสามมิติ มันกำลังมองเธอตาแป๋ว แกว่งรยางค์ไปมาขณะที่เลื่อนหน้าต่างข้อมูลไปด้วย

        "นับเป็นความกรุณาอย่างยิ่งยวดที่คุณหนูมีความคิดเช่นนั้นครับ" มันตอบกวนๆ ความจริงเจนจิราไม่ได้ตั้งใจให้มันแสดงนิสัยกวนเบื้องล่าง แค่อยากได้เพื่อนไว้คุยเล่นเท่านั้น ดูเหมือนระบบพัฒนาของมันจะไปศึกษานิสัยมาจากโลกเนตเวิร์กซะมากกว่า "อย่างไรก็ตามลักษณะกายวิภาคของหมึกกล้วยซึ่งเป็นต้นแบบของผมนั่น ถ้ามีแขนกับขาคงถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดซะมากกว่า"

       "ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นสักหน่อย" เจนจิราพ่นลมหายใจยาวเซ็งๆ ที่เธอต้องการก็คือคนที่คอยดูแลเรื่องอาหารกับเครื่องดื่มให้ต่างหาก ถึงเธอจะเดินไปทำด้วยตัวเองได้ แต่ถ้ามีคนทำให้มันก็จะรู้สึกสะดวกมากกว่าก็เท่านั้น "บางทีฉันควรจะเริ่มมองหาคนมาทำงานตำแหน่งเลขาได้แล้วสินะ"

        "คุณหนูก็มีผมแล้วยังไงล่ะครับ"

        "แต่นายก็ชงโกโก้ร้อนให้ฉันไม่ได้"

        เจนจิราขยับตัวออกจากคอมพิวเตอร์ตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อค้นหาของกิน มีสปาร์เก็ตตี้อยู่กับข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนทั่วไปชอบใช้ตรรกะที่บอกว่าเกิดเป็นทายาทมหาเศรษฐีแล้วจะมีชีวิตที่อยู่ดีกินดี อยากให้ลองมาเป็นเธอดูบ้างแล้วจะรู้ว่าการถูกคาดหวังเป็นอะไรที่น่าอึดอัดสุดๆ จนถึงตอนนี้เธอก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทานข้าวพร้อมหน้ากันล่าสุดมันเมื่อไหร่

        มันเป็นมื้อเช้าที่เงียบเหงาสำหรับเด็กสาวอายุสิบห้า เจนจิราเองก็คงเลิกสนใจสายสัมพันธ์ของครอบครัวไปแล้ว ถึงแม้ว่าปากพวกเขาจะบอกว่า 'รัก' แต่สภาพแวดล้อมที่พวกท่านเติบโตมาด้วยการทำเพื่อผลประโยชน์ มันก็คงเป็นแค่คำพูดที่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง

        "คุณหนูครับ มีการติดต่อมาจากคุณอารีรัตน์จะให้โอนสายหรือเปล่าครับ"

       เจนจิราหันไปมองนาฬิกาบนผนังและบอกให้โปรโต้โอนสายเข้ามา จากนั้นก็มีภาพของอารีรัตน์ปรากฏแทนที่ภาพของโปรโต้ ตอนที่เห็นว่าเจนจิรากำลังกินสปาร์เก็ตตี้ในสภาพที่สวมแต่ชั้นในก็อดไม่ได้ที่จะต่อว่า แต่เพราะเจนจิราเติบโตมาในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเลยไม่ค่อยจะถือสาเรื่องการแต่งตัวสักเท่าไหร่ สุดท้ายมันก็แค่คำดุด่าที่เธอไม่ได้สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว

        ที่อารีรัตน์ติดต่อมาก็เพียงแค่อยากจะชวนเธอไปร่วมงานที่ 'มูลนิธิบ้านเพื่อนเด็ก' จัดขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณต่อผู้บริจาค แต่ก็ได้โปรโต้เชื่อมต่อระบบเพื่อดูกำหนดการของมูลนิธิที่ว่านั่น ซึ่งมีรายชื่อของคุณอานิรุษฏ์อยู่ในรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงานด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตั้งใจจะจับคู่ระหว่างเธอกับพี่นรินทร์ ด้วยรายชื่อที่ปรากฏอยู่ข้างๆ ภาพของอารีรัตน์ เจนจิราก็ทำได้เพียงปฏิเสธออกไปโดยใช้เรื่องงานของบริษัทมาเป็นข้ออ้าง

        มันน่าจะได้ผลเพราะอารีรัตน์ทราบเรื่องที่เจนจิราถูกคุณปู่มอบหน้าที่นี้ คำสั่งของคุณปู่ล้วนเป็นคำขาด ด้วยเหตุนี้เองคนที่เป็นลูกหลานจึงไม่อาจขัดคำสั่งได้ มันจะมีผลต่อมรดกที่พวกเขาจะได้รับ และเพื่อให้คุณปู่เห็นคุณค่าในตัวลูกหลาน พวกเขาจึงได้พยายามอย่างมากเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม นั่นเป็นเหตุผลที่ทุกคนในตระกูลรัตนพิทักษ์เป็นนักธุรกิจโดยกำเนิดนั่นเอง

        "แม่คิดว่าจะคุยกับคุณปู่ดู อยู่แต่ในห้องมันคงไม่ดีใช่ไหม"

        "ถ้ามั่นใจว่าคุณปู่จะอนุญาตล่ะก็ได้ค่ะ แต่หนูคิดว่าคำตอบคือ 'ไม่' ค่ะ"

        เด็กสาวค่อนข้างมั่นใจมากว่ามันเป็นอย่างที่คิด อย่างน้อยก็หลังจากที่มันพึ่งเกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อหลายวันก่อนเกี่ยวกับโค้ด Awaken SB-03 เรื่องนี้เท่านั้นที่ทำให้เธอต้องอยู่พักค้างที่บริษัทเพื่อตรวจสอบการทำงานของโปรแกรมโดยละเอียด จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบความผิดปกติในระบบที่เธอออกแบบขึ้นมาเลย

        แต่ว่าพอมาลองคิดดูอีกที คุณอานิรุษฏ์เองก็ค่อนข้างจะมีฐานะและชื่อเสียงทางสังคม เขาสามารถพูดเพื่อขอรับบริจาคเป็นจำนวนเงินมหาศาลได้ พูดง่ายๆ ก็คือมีชั้นเชิงในด้านการเจรจาเป็นอย่างมาก คุณปู่เองก็มีความสนใจในตัวคุณอานิรุษฏ์ มันมีความเป็นไปได้ที่คุณปู่จะอนุญาตอยู่ และถ้าเป็นแบบนั้นจริงเธอไม่ต้องลงเอยด้วยการแต่งงานกับพี่นรินทร์หรอกเหรอ

        หลังจากที่เงียบสายไปสักพักอารีรัตน์ก็กลับมาพร้อมกับบอกว่าคุณปู่อนุญาตให้เจนจิราไปร่วมงานนั่นด้วย อารีรัตน์มีสีหน้าเบิกบานและบอกว่าจะให้รถมารับโดยให้เธอแต่งตัวรอไว้ได้เลย เจนจิราหน้ามุ่ยแต่ก็ยอมไปค้นหาเสื้อสูทที่ใส่ทำงานมา มันเป็นชุดทางการเพียงตัวเดียวที่เธอมีเก็บไว้

        "หากคุณหนูไม่อยากไปทำไมถึงไม่ปฏิเสธล่ะครับ"

       เจนจิรายิ้มฝืนแล้วตอบว่า "ไม่รู้ว่าฉันคิดถูกหรือคิดผิดที่ทำให้นายสามารถวิเคราะห์อารมณ์ของผู้คนได้"

        "คุณหนู..."

       "ถึงนกจะบินได้เหมือนมีอิสระ แต่มันก็ยังอยู่ในสวนสัตว์อยู่ดี"

        ทิ้งคำพูดเสร็จก็บอกให้โปรโต้ใช้การเชื่อมต่อไร้สาย ข้อดีของโปรโตไทป์ก็คือมันสามารถทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ ก็ได้ ตราบที่แห่งนั้นมีสัญญาณการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมซึ่งเป็นช่องสัญญาณเฉพาะ ตอนที่ออกจากห้องก็เห็นปนัดดาที่เป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลระบบเกมเดินมาพอดี ในมือมีเอกสารสรุปผลการประชุมล่าสุดเพื่อนำไปแจกจ่ายงานให้กับทีม ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพัฒนาเกมอย่างต่อเนื่อง

        "สวัสดีค่ะพี่ปนัดดา" เจนจิราเดินออกจากห้อง อ้าปากหาวเบาๆ

        "น้องเจนโต้รุ่งมาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย"

        หลังจากที่ร่วมงานกันมาได้พักใหญ่ ปนัดดาและลูกทีมก็เริ่มคุ้นชินกับนิสัยของเด็กสาวคนนี้แล้ว ถึงจะบอกว่าเป็นอัจฉริยะแต่ไม่ว่าจะมองยังไงก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น

        "ค่ะ เมื่อคืนตรวจพบบั๊กของเควสต์ตัวใหม่ก็เลยใช้เวลาปรับแก้ ยังไงถ้าเสร็จแล้วเจนจะส่งให้พี่ปนัดดาก่อนการอัพเดทประจำอาทิตย์นะคะ"

        การตรวจพบบั๊กไม่ใช่สิ่งที่จะพบได้ทันที ส่วนมากจะทราบหลังจากอัพเดทลงไปแล้ว แต่ในกรณีที่มี AI ที่ช่วยแปรผลลัพธ์ล่วงหน้าทำให้ทราบและแก้ไขได้ทันที ฟอร์ดที่แม้จะสามารถทำได้แต่ก็ดึงประสิทธิภาพในการทำงานของเซอร์เวอร์จนการทำงานด้านต่างๆ ช้า ดังนั้นการตรวจบั๊กจึงเป็นหน้าที่ของเจนจิรากับโปรโต้ที่ใช้เซอร์เวอร์ส่วนตัวไปโดยปริยาย

        "ลำบากแย่เลยนะ" หญิงร่างท้วมแสดงท่าทางเห็นใจ และสังเกตเห็นว่าเจนจิราอยู่ในชุดสูทที่ไม่ค่อยได้ใส่นอกจากวันประชุม "แล้วนี่น้องเจนจะไปไหนล่ะ วันนี้ไม่มีประชุมอะไรนี่นา"

        "มีงานที่มูลนิธิน่ะค่ะ คำสั่งคุณปู่" เจนจิราตอบ ปนัดดาได้ยินก็ทำหน้าสลดคงทราบดีว่าเจนจิราหรือคนอื่นๆ ที่ใช้นามสกุลรัตนพิทักษ์มีทางเลือกไม่มากนัก และปนัดดาก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรมาก

        "งั้นถ้ามีงานอะไรพี่จะส่งเข้าอีเมลก็แล้วกันนะ"

        "รบกวนด้วยค่ะ"

        พอเจนจิราลงมาถึงชั้นล่างก็มีรถตู้มาจอดรอ เจนจิราที่กำลังง่วงจากการทำงานโต้รุ่งก็ขึ้นไปนอนหลับต่อบนรถ อย่างน้อยมันก็น่าจะลดขอบตาที่เริ่มคล้ำจากการที่พักผ่อนไม่เพียงพอลงได้บ้าง

 

        เจนภพ กิตตินนท์ต่อยเตะกระสอบทรายแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนจนตอนนี้เสื้อกล้ามของบางๆ ชุ่มไปด้วยเหงื่อและแนบชิดเผยให้เห็นลอนกล้ามท้องที่แข็งปั๋ง การชกครั้งสุดท้ายนั้นทำให้กระสอบทรายนั้นเหวี่ยงไปแรงมากเป็นหลักฐานว่าแรงชกเมื่อครู่รุนแรงเพียงใด ผ้าผืนหนึ่งถูกโยนเข้ามาและเจนภพก็คว้ามันโดยไม่จำเป็นต้องหันไปมอง

        "ออกแรงแต่เช้าเลยนะ" วิลาวรรณกล่าวยิ้มๆ เธอตื่นมายืนดูได้พักใหญ่แล้วและเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะต้องกังวล คุณแม่เดินมาที่กระสอบทรายและหยุดไม่ให้มันแกว่ง "ถ้ามองในมุมของนักมวยถือว่าทำได้ดีล่ะนะ แต่วิชาหมัดจันทรวารีไม่ได้เน้นความเร็วในการแย็บหมัด เพราะฉะนั้นถ้าจะชกล่ะก็ต้องแบบนี้"

        เปรี้ยง!

        กระสอบทรายแกว่งแรงกว่าที่เจนภพทำมาก มันลอยขึ้นไปแล้วตกลงมาอย่างเร็ว

        "และถ้าจะเตะละก็ต้องแบบนี้"

        เปรี้ยง!

        และเป็นอีกครั้งที่กระสอบทรายกระเด็นลอยขึ้นไปสูงจากเดิมเล็กน้อย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าหากเตะใส่คนจริงๆ จะมีสภาพยังไง ถึงแม้จะอยากรู้แต่ก็ไม่คิดจะขอพิสูจน์ด้วยตัวเองแน่

        ที่ต้องมาฝึกเตะต่อยอยู่หลังบ้านแบบนี้เป็นคำสั่งของคุณแม่ โดยบอกว่าแม้ในเกมจะเหมือนจริง แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งกว่า ซึ่งพอได้ลองแล้วมันก็เข้าใจได้ง่ายขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการวางท่าทาง การเรียนรู้ด้านประสาทสัมผัส มันดีกว่าเกมที่มีระบบสนับสนุนด้านประสาทสัมผัสมากกว่า ไม่รู้ว่าเจนภพคิดไปเองหรือเปล่า แม้ว่าตอนนี้เขาจะสายตาสั้นแต่หลังจากที่ได้ฝึกการต่อสู้มาสักพักสายตามันก็เริ่มคุ้นชินกับภาพเบลอๆ นั่นแล้ว

        หลังจากที่เจนภพอาบน้ำเสร็จก็เดินลงมาข้างล่าง วิลาวรรณค่อนข้างแปลกใจที่เห็นลูกชายแต่งกายชุดสุภาพคล้ายกับว่าจะไปสัมภาษณ์งาน แต่ลูกชายของเธอไม่ได้ทำงานสักหน่อย

        "วันนี้จะออกไปข้างนอกเหรอ"

        "ทำธุระแทนคุณตาน่ะครับ" เจนภพพูดพร้อมกับส่งหนังสือเชิญร่วมงานจากมูลนิธิบ้านเพื่อนเด็กที่จ่าหน้าถึง ไกรษร พิทักษ์เทวา ที่ได้รับมาเมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อนให้คุณแม่ดู "คุณตาคงมาร่วมงานไม่ได้ แต่ถ้าไม่ไปก็คงเสียมารยาทแย่ใช่ไหมล่ะครับ"

        ความจริงแล้วจดหมายนั่นควรส่งถึง เจนภพ กิตตินนท์ เพราะเขาเป็นผู้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิบ้านเพื่อนเด็กโดยจัดแบ่งเป็นทุนการศึกษาและปัจจัยพื้นฐานเป็นเงินจำนวนมาก แต่หน้าฉากนั้นทุกคนกลับเข้าใจว่าเป็นไกรษร พิทักษ์เทวาคุณตาของเขา ดังนั้นเพื่อเป็นข้อตกลงร่วมกันจึงกำชับกับทางมูลนิธิเมื่อต้องการส่งหนังสือเชิญให้ใช้ชื่อของคุณตาเพื่อเป็นการปกปิดตัวตน ทุกปีเจนภพจะต้องไปร่วมงานที่จัดขึ้นเพื่อยืนยันว่าเงินเหล่านั้นถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่

        "บ้านเพื่อนเด็ก? คุณพ่อบริจาคเงินให้ที่นี่ด้วยเหรอ"

        "หรือว่าคุณแม่เองก็บริจาคด้วยเหรอครับ"

        วิลาวรรณส่ายหน้า "ของทางโรงแรมน่ะ ทุกปีจะมอบเงินทุนการศึกษากับเลี้ยงอาหารเด็กที่นั่น แม่น่ะโดนคนจากบ้านเพื่อนเด็กมองว่าเป็นนักศึกษาฝึกงานด้วยล่ะ มันรู้สึกแปลกๆ เวลาที่ถูกคนอายุน้อยกว่าเรียกว่าน้อง"

        "งั้นเหรอครับ" เขายิ้มตอบเก็บหนังสือเชิญกลับมา

        "จะให้แม่ไปส่งหรือเปล่า มันไกลอยู่นะ" วิลาวรรณถาม ถ้าให้ขับรถไปส่งเธออาจจะต้องไปทำงานสาย แต่ก็เพื่อความปลอดภัยของลูกชายอีกทั้งถ้าไปร่วมงานสายมันคงไม่ค่อยดีเหมือนกัน

        "ภพว่าจะเอามอเตอร์ไซค์ไปครับ"

        "ถ้างั้นก็ขี่รถระวังๆ หน่อยล่ะ แม่เป็นห่วงนะรู้ไหม"

        จากนั้นเจนภพก็เดินออกจากบ้านในชุดขับรถสีดำสนิท พร้อมด้วยหมวกกันน็อกกับถุงมือ ก่อนจะสตาร์ทรถและขับออกจากบ้าน บนถนนนั้นรถติดมากและมีฝนตกลงมาปรอยๆ ซึ่งชุดที่ใส่ทับมามีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ใช้เวลาอยู่ราวๆ เกือบหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงมูลนิธิบ้านเพื่อนเด็กซึ่งมีรถตู้กับรถยนต์ขับเข้าไปเป็นจำนวนมาก เจนภพถูกยามหน้าประตูเรียกให้หยุดเพราะแต่งกายน่าสงสัย จนเมื่อยามทราบว่าเขาได้รับเชิญให้มาร่วมงานก็รีบอนุญาตให้เข้าไปได้

        มูลนิธิบ้านเพื่อนเด็กกำลังเริ่มการก่อสร้างหอพัก ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างจากผู้ใจบุญ มีสนามกีฬาให้พวกเด็กๆ ได้เล่นสนุก และเพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ มีเด็กๆ วิ่งกันให้วุ่นวายโดยมีเด็กที่โตกว่าคอยดูแลน้อง เจนภพจอดรถและปลดเสื้อพับใส่กระเป๋าที่นำมาด้วยจากนั้นจึงเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน

        สถานที่จัดงานเป็นอาคารเปิดที่ถูกใช้เป็นโรงอาหารของพวกเด็กๆ บัดนี้โต๊ะอาหารได้ถูกย้ายไปเก็บไว้ที่อื่นเป็นการชั่วคราว และมีเก้าอี้เบาะวางไว้อย่างเป็นระเบียบ บริเวณข้างหน้าเวทีมีโซฟาอย่างดีตั้งไว้ให้กับแขกพิเศษ ตรงข้ามกันนั้นมองเห็นนักข่าวกำลังสัมภาษณ์กลุ่มคนที่มีหน้ามีตาในสังคม ทั้งคุณหญิงนามสกุลดัง รวมไปถึงผู้ที่กำลังมีบทบาททางการเมือง

        เจนภพต้องไปพบกับคุณกมลรัตน์หรือผู้ก่อตั้งมูลนิธิบ้านเพื่อนเด็กเพื่อกล่าวทักทาย เมื่อลงชื่อที่หน้าทางเข้าแล้ว เห็นว่าตอนนี้กมลรัตน์กำลังรับแขกท่านหนึ่งซึ่งเป็นถึงผู้ที่สนับสนุนเงินทุนการศึกษาให้กับเด็กที่มูลนิธิทุกปี เขารอจนกระทั่งทั้งสองพูดคุยกันเสร็จจึงเดินเข้าไปหา

        "สวัสดีครับ คุณกมลรัตน์" เจนภพกล่าวทักทาย

        "สวัสดีจ้ะ คิดว่าหนุ่มหล่อที่ไหนมาซะอีกนะ" เธอตอบรับยิ้มๆ เจนภพเป็นคนหนึ่งที่บริจาคเงินจำนวนมากให้จึงจำได้เป็นอย่างดี ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องใช้ชื่อคุณตาตนเองบังหน้าก็ตาม

        "มีคนมาร่วมงานเยอะเหมือนกันนะครับ" เจนภพเห็นจากรายชื่อแขกทั้งหมดแล้วมันมีเยอะมาก

        "ใช่จ้ะ ตั้งแต่ที่คุณอารีรัตน์มาช่วยจัดการให้ก็ได้ยอดบริจาคมาตั้งมากมาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเธอเหมือนกันนะเจนภพ ทุนการศึกษาที่เธอมอบให้น่ะช่วยพวกเด็กๆ ได้อย่างมากเลย"

        "ทั้งหมดก็เป็นเพราะความพยายามของพวกเด็กๆ เองนี่ครับ ผมพูดแล้วว่าทุนการศึกษาจะมอบให้เด็กที่มีผลการเรียนดี"

        "ปากแข็งจังเลยนะ ทั้งที่เธอเองก็มอบให้เด็กทุกคนแท้ๆ"

        ทุนการศึกษาที่เจนภพมอบให้นั้นตั้งเงื่อนไขให้เฉพาะกับเด็กที่มีผลการเรียนดีเท่านั้น ตอนแรกกมลรัตน์คงคิดแค่ว่าเขาจะมอบให้เพียงแค่ไม่กี่คนโดยคัดเฉพาะนักเรียนที่มีผลการเรียนยอดเยี่ยม เลยบอกกับเด็กๆ ไปทั้งแบบนั้น แต่มาทราบในภายหลังว่าเจนภพจงใจให้เธอพูดแบบนั้นเพื่อกระตุ้นเด็กทุกคนให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น ทั้งที่เขาคิดจะมอบทุนการศึกษาให้เด็กทุกคนแต่แรกแล้ว

        "ต้องบอกว่ามอบให้เป็นรางวัลในความพยายามมากกว่าครับ ในมุมมองของผมแล้วก็ไม่อยากให้พวกเด็กๆ เติบโตไปพร้อมกับถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมที่มีแต่การแข่งขัน ของแบบนั้นให้พบเจอในเกมกีฬาจะดีกว่า แต่เรื่องแบบนี้มันก็ยากจะปฏิเสธไม่ใช่เหรอครับ"

        ทั้งสองคนยืนพูดคุยกันต่อสักพักเพื่อซักถามสารทุกข์สุกดิบ คุณกมลรัตน์เป็นผู้หญิงที่คุยเก่งมากสามารถพาข้ามไปเรื่องอื่นได้โดยที่เธอไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องหน้าตาทางสังคม ทราบดีว่าเจนภพไม่ใช่คนที่ถือสาเรื่องพรรค์นั้น เขาไม่สนใจชื่อเสียงทางสังคมและพยายามเลี่ยงการพบเจอกับสื่อมวลชน จากนั้นกมลรัตน์ก็ได้เชิญให้เจนภพไปยังที่นั่งที่เตรียมไว้ให้ เพราะเขาเป็นผู้บริจาคเงินให้กับทางมูลนิธิเป็นจำนวนเงินที่มากมาย มันคงเป็นเรื่องเสียมารยาทหากเธอไม่จัดที่นั่งที่เหมาะสมให้

        และถึงแม้ว่าที่นั่งของเจนภพจะอยู่หลังโซฟาที่เป็นของแขกพิเศษจริงๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นที่นั่งที่ถูกเตรียมไว้ให้คนสำคัญของงาน หรือก็คือผู้ที่มียอดบริจาคเงินสูงที่สุดนั่นเอง แล้วเจนภพที่เป็นเพียงวัยรุ่นอายุ 17-18 ปีเท่านั้น ไม่น่าจะมีเงินสำหรับบริจาคที่มากมาย บางทีเขาอาจจะเป็นทายาทของเศรษฐีที่ไหนก็ได้ ไม่แปลกที่จะเห็นพวกนักข่าวพูดคุยกันถึงเด็กหนุ่ม

        ที่ผ่านมาเจนภพพยายามอย่างมากที่จะไม่ทำตัวให้เป็นจุดสนใจ มันไม่ใช่เรื่องที่ถูกยอมรับในสังคมหากจะมีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่เริ่มจากเงินเก็บส่วนตัวเพียงไม่กี่หมื่น ลงทุนในด้านธุรกิจจนมีรายได้หลักร้อยล้านต่อปี หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาย่อมเป็นบุคคลที่ถูกสังคมจับตามองเป็นอย่างมาก เจนภพจึงจำเป็นต้องใช้ชื่อของคนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างคุณตาของเขา ไกรษร พิทักษ์เทวา โดยยื่นข้อเสนอเรื่องที่จะสืบทอดสำนักหลังจากที่ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญา ระหว่างนั้นจะต้องหาเงินมาเป็นค่าบำรุงรักษาสำนักอีกด้วย

        คราวนี้เจนภพไม่คิดจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืดอีกต่อไป งานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยตัวตน

       

        รถตู้สีบรอนด์เงินขับเข้ามาจอดในช่องจอดรถ ประตูรถเปิดออกและอารีรัตน์เดินลงมาอย่างสง่างาม มีเสียงรัวชัตเตอร์อย่างต่อเนื่อง คุณกมลรัตน์ที่เป็นเจ้าของสถานที่ถึงกับต้องออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง ความสนใจของตากล้องนั้นอยู่ที่เด็กสาวที่เดินลงมาด้วย จนถึงตอนนี้ไม่มีนักข่าวคนไหนหรือนักธุรกิจคนไหนไม่รู้จักเธอ ส่วนนิรุษฏ์กับนรินทร์เดินตามลงมาด้วยกันในภายหลัง แต่ก็ไม่มีคนถ่ายภาพพวกเขาเท่าที่ควรจะเป็น

        เหล่าหญิงไฮโซทั้งหลายที่อยากจะมีภาพติดบนหน้าหนังสือพิมพ์กับเขาด้วยก็รีบลุกไปต้อนรับกันอย่างรีบเร่ง นอกจากนี้ยังมีคนปากเร็วเกินไปหน่อยพูดเรื่องที่ เจนจิรากับนรินทร์ตัวติดกันตลอดราวกับกำลังคบหากันอยู่ ก็ทำเอาอารีรัตน์กับนิรุษฏ์แอบยิ้มและพยายามพูดกลบเกลื่อนไปตามสถานการณ์ ทั้งที่จงใจให้มันเป็นแบบนั้นอยู่แต่แรกแล้ว

        เจนภพยืนมองอยู่ห่างๆ รู้สึกว่าเมื่อกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนออกไปแล้ว หลังจากนี้ในงานแบบนี้คงได้พบเจอกันบ่อยขึ้น มันคงจะดีกว่าถ้าสานสัมพันธ์ได้ในระดับหนึ่งที่พอเจอหน้ากันก็กล่าวทักทายกันได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องมารยาท

        "สวัสดีครับคุณอารีรัตน์"

        "สวัสดีจ้ะ? หนุ่มน้อยคือ..." อารีรัตน์ส่งสายตาไปยังกมลรัตน์ซึ่งน่าจะรู้จักดีที่สุด

        "หนุ่มน้อยคนนี้ชื่อ เจนภพ กิตตินนท์ค่ะ เป็นหนึ่งในผู้บริจาคเงินจำนวนไม่น้อยให้กับบ้านเพื่อนเด็ก ทั้งที่อายุน้อยแท้ๆ แต่กลับมีจิตใจที่ดีมาก"

        เจนภพยิ้มตอนที่ได้ยินคำว่า 'จำนวนไม่น้อย' เพราะหากระบุจำนวนเงินออกมามันก็สูงกว่าใครหลายๆ คน แบบนี้มันช่วยลดการถูกเขม่นได้เหมือนกัน นับว่าคุณกมลรัตน์เข้าใจสถานการณ์ดีมาก

        "ผมก็แค่อยากสนับสนุนอนาคตของเด็กกลุ่มหนึ่งเท่านั้นครับ"

        "ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องขอขอบคุณเด็กรุ่นใหม่อย่างหนุ่มน้อยด้วยนะ"

        "ไม่เป็นไรครับ แค่รู้สึกว่าหลังจากนี้ผมกับคุณอารีรัตน์อาจจะได้พบกันในอีกหลายๆ งาน ก็เลยถือโอกาสมาแนะนำตัวเอง"

        "ทำไมเราไม่ไปหาที่นั่งกันล่ะ" อารีรัตน์เสนอ มันสมควรแก่เวลาแล้วแต่เพราะมีคนมาแวะเวียนทักทายเลยไม่ได้ไปไหนกันพอดี

        จากนั้นทุกคนก็มานั่งที่ของตัวเองเพื่อเริ่มเปิดงาน อารีรัตน์ได้ที่นั่งโซฟา ส่วนเจนจิราก็นั่งลงที่ด้านหลังซึ่งมีนรินทร์มานั่งประกบ แต่ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่ได้สนใจเรื่องนั้นและพยายามจะฝืนลืมตาเลยเกิดเป็นภาพสัปหงกเกิดขึ้น มันคงจะดูเป็นการเสียมารยาทมากระหว่างงานนรินทร์เลยพยายามสะกิดเตือนไม่ให้เด็กสาวทำอะไรน่าอายออกไปอีก

        ก่อนเริ่มการแสดงกมลรัตน์ก็ได้ออกไปกล่าวเพื่อเริ่มเปิดงานขอบคุณเหล่าผู้บริจาค ก่อนส่งต่อให้กับอารีรัตน์เพื่อเปิดงาน และจึงเริ่มการแสดงของพวกเด็กๆ ผู้ใหญ่บางคนที่ชื่นชอบการแสดงก็มอบเงินให้หลังจบการแสดงไว้เป็นค่าขนม และยิ่งพิธีกรที่รู้งานเป็นอย่างดีก็พูดสร้างเสียงหัวเราะให้กับแขกที่มาร่วมงาน จากนั้นการแสดงชุดต่อไปก็มากันตามลำดับ ทั้งการแสดงละครของเด็กช่วงวัยประถม การแสดงนาฏศิลป์ไทยของเด็กมัธยมต้น ปิดท้ายด้วยการมอบปัจจัยพื้นฐานและทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม เจนภพคิดว่ามันคงเป็นภาพที่แปลกประหลาดที่จะให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งไปยืนแจกทุนการศึกษาให้กับเด็กที่อายุน้อยกว่าตนเองเพียงไม่กี่ปี มันคงดีกว่าที่จะมอบหมายหน้าที่นี้ให้คุณกมลรัตน์เป็นผู้มอบ

        หลังจากที่ถ่ายภาพร่วมกันเสร็จแล้วก็ได้รับเชิญให้ร่วมทานอาหารด้วยกัน แต่ก็มีหลายคนที่ติดธุระจึงไม่อาจอยู่ร่วมได้ คนที่มาร่วมทานอาหารจึงดูบางตามาก อารีรัตน์และนิรุษฏ์ที่ส่งสายตาให้กันก็บอกให้นรินทร์อาสาดูแลเจนจิรา ห้องอาหารที่ใช้เป็นห้องสำหรับจัดประชุม มีอาหารให้เลือกตักทานวางเรียงหลายถาด ทั้งไก่ทอด หมูทอด อาหารจำพวกแกงที่ดูน่ากิน เจนจิราเหมือนจะรอโอกาสนี้มานานเธอคีบเอาเนื้อมาใส่จานตัวเองเป็นจำนวนมากโดยไม่สนใจสายตาของใครทั้งสิ้น

        "พี่ว่าตักเยอะเกินไปมันจะกินไม่หมดนะน้องเจน"

        เจนจิราเงยหน้ามอง เข้าใจว่ามันเป็นการแสดงให้เห็นว่านรินทร์เป็นพี่ที่ดีและอยากจะรักษาหน้าให้ แต่กับเธอที่หิวไส้กิ่วมันเป็นความหวังดีที่สูญเปล่า

        "แล้วทำไมพี่นรินทร์ถึงคิดว่าเจนจะกินไม่หมดคะ หรือเพราะว่าพี่นรินทร์กินไม่หมดเจนจะต้องกินไม่หมดด้วย"

        นรินทร์เถียงไม่ออก ตั้งแต่ที่เจนจิราเริ่มทำงานแล้วบุคลิกที่แสดงออกมาก็เข้าถึงยากมาก นี่คงจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีความรับผิดชอบมากขึ้น

        "---อย่าคิดแทนเจนอีกเด็ดขาด"

        เจนจิรายอมรับว่าโกรธมาก แค่ผู้ใหญ่ในบ้านก็กำหนดเส้นทางให้ก็น่ารำคาญพอแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโปรแกรมที่ทำงานตามคำสั่ง และอย่าคิดว่าเธอไม่รู้ว่าคุณแม่กับคุณอานิรุษฏ์ตั้งใจจะทำอะไรถึงได้ให้นรินทร์มาคอยประกบเธออยู่ไม่ห่าง

        เด็กสาวทำได้แค่พ่นลมหายใจออกมา แม้จะอยากส่งสายตาขอความช่วยเหลือออกไปแต่ก็คงไม่มีใครเข้ามาช่วยหรอก ดีไม่ดีอาจจะถูกมองว่ายุ่งเรื่องของคนอื่นซะอีก พอคิดแบบนั้นก็หมุนตัวเดินกลับไปนั่งแต่การมาเงียบๆ ของใครบางคนก็ทำให้ชนเข้าอย่างจัง แต่คนคนนั้นขยับมือคว้าจานอาหารประคองไว้ไม่ให้มันตก ถ้วยซอสมะเขือเทศก็หกเลอะเสื้อสูทไปซะแล้ว

        "ขอโทษค่ะ ความผิดฉันเอง" เจนจิรารีบขอโทษและดึงกระดาษทิชชูมาเช็ดคราบซอสให้

        "ไม่เป็นไรครับ คุณหนู"

        มันเป็นคำพูดที่ไม่ได้ถือสา แถมยังฟังดูเหมือนล้อเลียนเจนจิราที่มักจะถูกผู้ใหญ่หลายคนเรียกว่าคุณหนูอีกต่างหาก ทั้งหมดนี่มันเป็นเพราะนามสกุลดังของเธอเท่านั้น พอเงยหน้ามองก็เห็นว่าเป็นใคร เด็กหนุ่มสวมแว่นที่รูปร่างสูงโปร่ง และค่อนข้างผอม มันทำให้เขาดูดีมากเวลาอยู่ในชุดสูท

        "คุณบริกร"

        "การพบกันครั้งแรกคงจดจำในฐานะนั้นคงเป็นเรื่องปกติล่ะนะ" เจนภพหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอยเลอะออกอย่างไม่ถือสา "ผมคิดว่านี่คงจะเป็นของคุณ"

        เจนจิรามองจานไก่ทอดกับหมูทอดสลับกับคนสวมแว่นตรงหน้า

        "ขอบคุณค่ะ" เธอรับมาและสบตามองคนตรงหน้าประกอบกับใช้ความคิดเพียงเล็กน้อย "ในเวลาเพียงสั้นๆ ไม่กี่เดือน ดูเหมือนฉันจะรู้จักคุณถึงสามสถานะเลยนะคะ---เจนจิรา รัตนพิทักษ์ ค่ะ ถึงจะพูดแบบนั้นแต่คุณก็คงจะรู้จักดีอยู่แล้ว"

        "เจนภพ กิตตินนท์ครับ" เขาตอบ หยิบจานมาตักอาหารบ้าง "แน่นอนว่าผมรู้จักคุณเป็นอย่างดี โดยเฉพาะโพรเจกต์ AI ซิสเต็ม ซีรี่ย์ ฮอลีเดย์ ที่ประกาศออกมาเมื่อต้นเดือนเป็นอะไรที่น่าสนใจมากจริงๆ"

        "ติดตามข่าวด้วยเหรอคะ" เจนจิราเริ่มสนใจ อันที่จริงเธอแค่ประกาศออกไปเท่านั้นแต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะพวกเขาหลายคนยังมองว่ามันเป็นแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีความพิเศษอะไร ต่างจากกระแสตอบรับในต่างประเทศที่มีติดต่อสอบถามเข้ามาจนโปรโต้ที่รับหน้าที่ตรวจสอบอีเมลยังโอดครวญ

        "คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของคนหัวก้าวหน้านะครับ คุณเจน...ขอเรียกน้องเจนจิราได้ไหม"

        "ก็ดีค่ะ อย่าสนใจเรื่องมารยาททางสังคมนักก็ได้ เจนไม่ใช่คนที่ถือตัวเรื่องนั้น แต่กลับกันขอเรียกว่าพี่เจนภพก็แล้วกันนะคะ"

        "เป็นเกียรติมากเลยครับ---" เจนภพยิ้มบางๆ เขาตักอาหารเสร็จแล้วก็เดินตามกันไปหาที่นั่ง "---แล้วก็ที่มันยังไม่ค่อยได้รับความสนใจ เพราะบางคนยังมองไม่ออกถึงความสำคัญของการมี AI นั่นแหละครับ พวกเขามองว่ามนุษย์สามารถทำงานได้ครอบคลุมมากกว่า AI ที่ทำงานได้เฉพาะทาง"

        "ก็จริงนั่นแหละค่ะ ตอนนี้เจนเองก็รู้สึกว่าถ้า AI ส่วนตัวมีมือมีเท้าสักหน่อยมันคงช่วยชงโก้โก้ร้อนให้ได้สักแก้ว"

        "แบบนั้นเรียกว่าสยองมากกว่าสุดยอดอีกนะ"

        "ก็คงงั้นแหละค่ะ" เจนจิราหัวเราะ พอได้คนที่พร้อมจะพูดคุยเรื่องเดียวกันแล้วก็รู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

        นรินทร์นั่งฟังทั้งสองคนที่พึ่งพบหน้าพูดคุยกันอย่างถูกคอและถกเถียงเรื่องต่างๆ ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ ต่างจากเขาที่แม้จะพยายามหาเรื่องคุยมากแค่ไหน เจนจิราก็แค่ทำเสียงครางและตอบแบบขอไปที ไม่บ่อยนักที่จะมีใครได้เห็นเธอหัวเราะเหมือนเด็กผู้หญิงทั่วๆ ไป แต่ถ้าจะให้พูดคุยเรื่องที่เจนจิราชำนาญมันก็จะแสดงถึงความเขลาของตัวเอง

        "---ก็อย่างที่มีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำที่ ดร.เจฮาน ชาลล์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า 'เทคโนโลยีไม่เพียงแต่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้า แต่ยังทำให้มนุษย์ล้าหลังไปด้วยเช่นกัน' ทั้งหมดนั่นก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริงที่คนเรานิยมความสะดวกสบายในการทำงาน AI System จึงถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีฟุ่มเฟือยและเสี่ยงต่อการทำให้มนุษย์ขาดความรอบคอบในการทำงาน"

        "พอมาคิดดูแล้วมันก็จริงนะคะ เจนอาจจะแค่หัวแข็งที่คิดว่าสามารถควบคุมอะไรต่อมิอะไรได้"

        "ที่จริงมันสามารถควบคุมได้ ตัวโปรแกรมนั้นสามารถลอกเลียนแบบได้ง่ายถ้าอีกฝ่ายเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ถ้าเป็นเรื่องของฮาร์ตแวร์ มันสามารถป้องกันได้โดยการจดสิทธิบัตร พี่มั่นใจว่าน้องเจนคงคิดจะใช้วิธีนี้ PDA เครื่องนั้นเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างดี"

        เจนจิราไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก เธอตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆ AI พวกนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีฮาร์ตแวร์เฉพาะเท่านั้น เธอเคยทดลองกับโทรศัพท์ของนลินทิพย์แล้วพบว่าฮาร์ตแวร์ปัจจุบันไม่รองรับการทำงานของ AI ได้ ดังนั้นถึงจะบอกว่าขายระบบ AI ให้ แต่ความจริงเธอแค่ต้องการขายฮาร์ตแวร์ที่ต้องใช้ชิ้นส่วนเฉพาะในการดูแลรักษาต่างหาก กว่าทางนั้นจะรู้เรื่องนี้เธอคงทำกำไรได้มหาศาลไปราวๆ 5 ปี และเป็น 5 ปีที่คุ้มค่าเป็นอย่างมากในการกระจาย AI System ไปทั่วโลก

        "เสียท่าจนได้" เจนจิรายิ้มขำ แม้ว่าจะจบปริญญาเอกมาก็ไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นอัจฉริยะรอบด้าน อย่างมากก็แค่มีความเชี่ยวชาญในด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับฮาร์ตแวร์เท่านั้น "---จะไม่ถามนะคะว่าทราบได้อย่างไร"

        "พี่เองก็ไม่ขอตอบเหมือนกัน"

        และการพูดคุยเพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับ AI ก็จบลงเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางบรรยากาศที่มีเสียงพูดคุยกันเสียงดังของผู้ใหญ่ น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีใครสนใจการพูดคุยของทั้งสองคนเลย

        "น้องเจนอิ่มหรือยังครับ เดี๋ยวพี่เอาจานไปเก็บให้" นรินทร์คิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้แสดงตัวเป็นพี่ชายที่ดี แต่ติดที่เจนจิรามองหน้าเขาด้วยสายตาสงสัย คล้ายว่าไม่รู้ว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย

        "ไม่เป็นไรค่ะ เจนอยากจะลองทานข้าวผัดไข่กับแกงเขียวหวานอยู่พอดี"

        พอเจนจิราลุกไปแล้ว นรินทร์ก็เงยหน้ามองเจนภพที่นั่งเว้นระยะเขา แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่สนใจและตั้งหน้าตั้งตากินอาหารเงียบๆ อย่างมีมารยาท เขารู้สึกไม่ชอบหน้าผู้ชายคนนี้เลย

        "รู้ใช่ไหมครับว่าเธอคนนั้นเป็นรัตนพิทักษ์"

        เจนภพหยุดมือและหันไปมองนรินทร์ คงตั้งใจจะบอกว่าสถานะมันแตกต่างกันแค่ไหน

        "ครับ---" เจนภพตอบ "---ผมไม่ใช่คนที่ไม่ติดตามข่าวสาร ถ้าต้องการให้ผมพูดถึงกิจการทั้งหมดที่อยู่ในการครอบครองของตระกูลรัตนพิทักษ์ ผมสามารถบอกรายชื่อทั้งหมดได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการมันหรือไม่ คุณนรินทร์"

        "ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น"

        "มันมีความหมายอื่นด้วยเหรอครับ"

        "ผมว่าคุณน่าจะเข้าใจความหมายที่ผมพูด"

        เจนภพแสดงรอยยิ้มขบขันกับคำพูด เขาสบตากับนรินทร์แล้วตอบว่า

        "แต่ผมกล้ายืนยันว่าไม่เข้าใจความหมายที่คุณพูด แต่ถึงจะเข้าใจผมก็จะบอกว่าไม่เข้าใจอยู่ดี"

        ลองเจนภพพูดแบบนี้ก็หมายความว่าถึงมันจะเป็นความจริง แต่เขาก็แค่ปฏิเสธมันซะก็จบ เพราะแค่ความรู้สึกมันใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้อยู่แล้ว แต่เจนภพก็ไม่ได้อยากจะเถียงอะไรกับคนแบบนี้ด้วย นรินทร์อาจจะยับยั้งชั่งใจได้ในระดับหนึ่งแต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าเขาจะขาดสติและทำอะไรโง่ๆ

        "ผมอยากให้คุณรักษาระยะของตัวเองเอาไว้ไม่ให้ทำอะไรโง่ๆ อย่างการหาเรื่องรัตนพิทักษ์ ธุรกิจของคุณที่สร้างมาอาจจะล้มละลายลงได้ในทันที นี่ถือเป็นคำเตือนจากผม"

        "ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะครับ" เจนภพยิ้มให้กับคำขู่นั่น ถึงมันจะน่ากลัวถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นก็ตาม แต่เขาในตอนนี้ไม่ใช่คนที่จะถูกหาเรื่องได้ง่ายๆ

        เจนจิรากลับมาพร้อมอาหารชุดใหม่ เธอคงทำตามความต้องการของตัวเองที่จะทานอาหารทุกอย่างในห้องนี้ และนั่นทำให้นรินทร์กลับมาอยู่ในมาดของพี่ชายแสนดี ที่เอ่ยปากเตือนเรื่องน้ำหนักจนโดนมองค้อนใส่ แต่เจนจิราไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่คอยกังวลแต่เรื่องความอ้วน หรือความสวยงาม ถ้าเจนภพมองไม่ผิดเขาเห็นรอยยับที่คอปกเสื้อด้านใน และผมที่มัดเอาไว้แบบลวกๆ เท่านั้น บางทีมันคงเป็นอาการต่อต้านที่เธอใช้เป็นเหตุผลในการอยู่ให้ห่างจากนรินทร์

        ร้ายเอาเรื่องเหมือนกัน

        "จะว่าไปความสัมพันธ์ระหว่างพี่เจนภพกับพี่ทิพย์ไปถึงไหนแล้วล่ะคะ---" เจนจิราเปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาด้วยความอยากรู้ล้วนๆ นลินทิพย์เป็นลูกพี่ลูกน้องคนเดียวที่เธอสนิทด้วย เป็นไปได้ก็อยากจะรู้ว่าคนที่นลินทิพย์ให้ความสนใจเป็นคนยังไง "---ในฐานะที่เป็นน้องของพี่ทิพย์ เจนมีสิทธิ์ที่จะรู้นะคะ"

        "เป็นคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายเสียหายนะครับ แต่ถ้าจะให้ตอบก็คงเป็นเพื่อนกัน"

        "เป็นคำตอบที่ถนอมน้ำใจน่าดูเลยนะคะ" เจนจิราฉีกยิ้ม ตอนที่อยู่กับนลินทิพย์เธอก็สอบถามเรื่องราวจนหมดเปลือก ถึงจะกินเวลาไปกว่าสามชั่วโมงกว่าจะทำให้ยอมรับได้ก็เถอะ "แต่ที่อยากจะถามคือความสัมพันธ์ด้านความรู้สึกน่ะค่ะ"

        "ถามได้ละลาบละล้วงมากเลยนะ แต่ยังไงพี่ก็ขอยืนยันคำตอบเดิม จนกว่าพวกเราจะได้รู้จักกันมากกว่านี้ นอกจากนี้มันมีเรื่องของความเหมาะสมและมารยาทอยู่ด้วย การรู้จักผิวเผินในโลกจำลองคงเป็นได้แค่ความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"

        "เป็นพวกหัวแข็งกว่าที่คิด หรือไม่ยอมรับความรู้สึกของตัวเองกันแน่คะ"

        "บางทีอาจเป็นพวกทึ่มเฉพาะด้านก็ได้---" เจนจิราพึมพำคนเดียว แถมยังจงใจพูดให้ได้ยินอีกต่างหาก

        "อะไรที่ทำให้คิดแบบนั้น" เจนภพถาม ตอนที่อยู่กับนิมป์ก็ไม่ได้รู้สึกรักหรือชอบอะไรเลยด้วยซ้ำ อาจเพราะเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยสร้างความรำคาญ เวลาอยู่ด้วยเลยรู้สึกสบายใจมากกว่า

        "เปล่าค่ะ ก็แค่เจ็บใจนิดหน่อยที่ไม่คิดว่าพี่เจนภพจะเป็นคนประเภทนั้น แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะคะ"

        ถ้าเจนภพเป็นพวกเพลย์บอย เจนจิราคงอดสงสารนลินทิพย์ไม่ได้ที่ไปชื่นชอบคนแบบนั้น เพราะรูปร่างหน้าตาของนลินทิพย์เรียกได้ว่าเป็นอัญมณีเม็ดงามเลยทีเดียว ผู้ชายทั้งหลายต่างก็พร้อมจะเข้ามาในชีวิตโดยมีจุดประสงค์ในการครอบครองความสวยงามนั่น และในฐานะที่เจนจิราเป็นน้อง(ลูกพี่ลูกน้อง) ก็อยากจะสนับสนุนความรักให้สมหวังเหมือนกัน และยิ่งนลินทิพย์ไม่ค่อยรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนก็ยิ่งน่าเป็นห่วงมาก ที่ให้เทิร์ดไปใช้ก็เพื่อป้องกันการถูกเล่ห์เหลี่ยมพวกนั้นนั่นแหละ

        "ดูท่านิยาม 'คนประเภทนั้น' คงไม่ใช่ความหมายที่ดีนักใช่ไหม"

        "ไม่รู้สิคะ" เจนจิราลากเสียงสูง เป็นการหยอกล้อของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน พวกเขาคงแปลกใจแน่ๆ ที่มีคนสามารถเปิดใจเจนจิราที่เยือกเย็นคนนั้นได้

        หรืออาจจะเพราะเธอยอมรับผู้ชายที่ชื่อ เจนภพ กิตตินนท์ คนนี้แล้วก็เป็นไปได้เหมือนกัน

        เจนภพนั่งคุยกับเจนจิราอยู่พักหนึ่งก็มีคนเดินมาบอกว่ามีผู้ใหญ่อยากจะคุยด้วย เมื่อมองไปที่บริเวณหน้าห้องก็เห็นรอยยิ้มเล็กของอารีรัตน์ส่งมา และกวักมือเรียกให้เข้าไปพูดคุย คงเป็นกมลรัตน์ที่แอบฝอยเรื่องของเจนภพไปซะเยอะจนทำให้อารีรัตน์เกิดสนใจในตัวเจนภพเป็นพิเศษ

        "พี่ขอตัวก่อนนะ"

        เจนภพเดินไปพบกับอารีรัตน์ซึ่งรอคอยการมาของเขา เธอคงจะเห็นว่าเจนภพเป็นผู้ชายคนแรกที่ลูกสาวของเธอยอมพูดคุยด้วยจนถึงขั้นแสดงท่าทางของเด็กผู้หญิงออกมา ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ นอกจากนี้เธอยังอยากรู้เบื้องลึกของเจนภพว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใครอีกด้วย เนื่องจากเจนภพต้องการปกปิดสถานะของตัวเองต่อสาธารณะชนจึงมีน้อยมากที่จะรู้ข้อมูลของเขา

        "สวัสดีอีกครั้งนะครับคุณอารีรัตน์---" เจนภพมองไปยังผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างกัน "---และท่านนี้คงจะเป็นคุณนิรุษฏ์อย่างไม่ต้องสงสัย ผมเห็นคุณในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ ผลงานของคุณในการเจรจายุติข้อบาดหมางระหว่างประเทศเกี่ยวกับการค้าเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมากครับ"

        "โอ้---" นิรุษฏ์ค่อนข้างจะประหลาดใจมาก ผลงานนั้นก็นานมากจนทุกคนแทบจะลืมกันไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเจนภพยังเป็นเพียงแค่เด็กวัยรุ่นที่อายุน่าจะน้อยกว่าลูกชายของเขาอีก "---ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นคนหนุ่มที่น่าสนใจแบบนี้"

        "ผมก็แค่โชคดีที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเท่านั้นแหละครับ" เจนภพกล่าวถ่อมตัว

        "แต่นั่นมันก็นานมากเลยนะ"

        "เพราะเรื่องนี้ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศได้นี่ครับ มันสมควรจะถูกจดจำมากกว่า"

        "ฮ่าๆๆ ผมรู้สึกชอบเด็กคนนี้แล้วสิ" นิรุษฏ์หัวเราะ

        "ขอบคุณมากครับ---" เจนภพรับคำชมนั้น แต่เชื่อว่าจุดประสงค์ของการพูดคุยในครั้งนี้ไม่น่าจะใช่การทำความรู้จักแน่นอน "---จะเป็นการเสียมารยาทไหมครับ ถ้าผมอยากจะทราบเหตุผลที่ถูกเรียกมา"

        "นั่นสินะ" อารีรัตน์ทำท่าเหมือนพึ่งจะนึกออกได้

        และมันไม่เนียนเลยในความคิดของเจนภพ

        "---เจนภพคิดยังไงกับเด็กๆ ที่มูลนิธิจ้ะ"

        "น่ารักมากๆ ครับ รู้สึกว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่สนับสนุนพวกเขาให้มีอนาคตที่ดีขึ้น"

        "แต่ลำพังพวกเราคงไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกคนจริงใช่ไหม" นิรุษฏ์ถามบ้าง

        ม่านตาเจนภพขยับวูบเพียงเล็กน้อย มันเป็นช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่เขาใช้ความคิดประเมินสถานการณ์ต่อจากนี้ และเขาก็เริ่มจะเข้าใจจุดประสงค์ขึ้นมา ได้ยินมาว่าอารีรัตน์เคยพูดผ่านรายการทีวีในเรื่องที่อยากจะช่วยสนับสนุนมูลนิธิสำหรับเด็กและผู้ยากไร้ทุกแห่ง แต่ปัญหาก็คือการจะหาคนมาเข้าร่วมคงยากมาก

        "ครับ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากจริงๆ ที่กำลังของผมไม่ได้มากมายถึงขนาดนั้น หากมีองค์กรใดที่สามารถกระจายเงินไปยังมูลนิธิต่างๆ ที่ร่วมโครงการได้อย่างโปร่งใสก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ"

        แกล้งทำเป็นเห็นด้วยและทำทีเป็นเสนอความคิดเห็นของตัวเองออกไปให้เหมือนเป็นความบังเอิญ เจนภพเห็นทั้งสองคนยิ้มให้กันเล็กน้อยก็มั่นใจหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขาคิดถูกแล้ว

        "นั่นสินะ เป็นความคิดที่ไม่เลวเหมือนกัน" นิรุษฏ์พูดทำนองเห็นด้วย

        "ที่จริงป้ามีความคิดแบบเดียวกับหนูเจนภพเลยนะ เพียงแต่มันก็ติดปัญหาอะไรหลายๆ อย่างทำให้ผู้สนับสนุนนั้นไม่ได้มีมากเท่าที่ควร เจนภพคงจะเข้าใจสินะ---"

        เพราะทราบเรื่องที่ว่านี้ดีเจนภพจึงไม่ได้ปฏิเสธอะไรมากนัก

        "---ที่คุณอารีรัตน์อยากจะพูดก็คือ พวกเรามีความคิดเห็นแบบเดียวกับเธอนั่นแหละ การจัดตั้งกองทุนกลางเพื่อกระจายเงินสนับสนุนไปยังมูลนิธิต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนอนาคตของพวกเด็กๆ---"

        แล้วเจนภพก็ฟังนิรุษฏ์อธิบายให้เห็นภาพจนเกิดความรู้สึกคล้อยตามไปครู่หนึ่ง เข้าใจแล้วว่าทำไมนิรุษฏ์ถึงได้เป็นนักเจรจาที่สามารถพูดเพื่อขอรับเงินสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ได้มากมาย เพราะเจนภพแทบจะหาเหตุผลปฏิเสธการช่วยเหลือไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกพูดในทำนองกึ่งบังคับให้ร่วมสนับสนุนเงินโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง ใช้จิตวิทยาทำให้เกิดความคล้อยตามและแรงกดดันจากวิธีพูดทำให้ปฏิเสธได้ลำบาก ถ้าหากใครมาฟังที่นิรุษฏ์พูดล่ะก็ร้อยทั้งร้อยก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกัน

        ท่าทางคงต้องใส่รายชื่อของนิรุษฏ์ไว้เป็นบุคคลอันตรายที่ไม่ควรพบเจอแล้วล่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #13337 Lunar Lethisia Lightseriars (@piinzpq) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2559 / 16:49
    โดนบังคับให้เสียเงิน 55555 ยังต้องฝึกอีกเยอะ
    #13337
    0
  2. #13329 Student Of The Goddess (@peanutt01) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 23:52
    นรินทร์หาเรื่องผิดคนแล้ว 55
    #13329
    0
  3. วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 21:12
    ข้างนอกก็ยิ่งมันส์ ชักอยากอ่านตอนต่อไปแล้ว~
    #13328
    0
  4. #13327 phongphatr (@phongphatr) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 20:51
    ช่วงนี้ ข้างนอกสนุกกว่าในเกม มากๆเลย อย่างไรท่านแม่ก็สุดยอดที่สุดอยู่ดี อิอิ
    #13327
    0
  5. #13326 D4rkflame (@D4rkflame) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 20:46
    เขาว่ากันว่า ยิ่งหนียิ่งเข้าใกล้น่ะครับ เจนภพ
    #13326
    0
  6. #13323 คุณสามี (@SoulBladeMaster) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 13:25
    อิอิ ปล้นกันซึ่งหน้า ตามแบบฉบับผู้ดี
    #13323
    0
  7. #13321 Saruya_Sun (@sironeko1) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 10:11
    เนื้อเรื่องนอกเกมเข้มข้นมากกว่าในเกมอีกจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ต้องรอต่อไป~
    #13321
    0
  8. #13320 KurouNeko (@blackcat013) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2559 / 09:53
    เก่งกว่าลูกอย่างร้ายกาจสินะ
    #13320
    0
  9. #13318 glom-mon (@ku-ru) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2559 / 20:42
    ได้เวลาลุย ^^
    #13318
    0
  10. วันที่ 13 สิงหาคม 2559 / 19:15
    รอเปิดตัว...
    #13315
    0
  11. #13311 watch012 (@watch012) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2559 / 19:49
    ระยะหลังทำไมรู้สึกว่านอกเกมส์สนุกกว่าในเกมส์ซะงั้น รอคอยจ้าาาาาาาาา
    #13311
    0
  12. #13296 Ggggib (@123ggg) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2559 / 21:30
    ขอบคุณค่า สนุกก
    #13296
    0
  13. #13292 D4rkflame (@D4rkflame) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2559 / 05:00
    ถ้าเบื้องหลังของไกรษรถูกเปิดเผย ภพคงจะดังยิ่งกว่านายหลวงอีกมั้งเนี่ย
    #13292
    0
  14. #13291 สูรย์ (@chamoisee) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 15:23
    ขอบคุณมากค่ะ
    #13291
    0
  15. #13290 Panusit Pianshop (@bassa55yo) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 13:43
    ความมันด้านโลกภายนอกกำลัง
    รออ่านอยู่นะครับ
    #13290
    0
  16. #13289 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 11:26
    ได้เวลางัดข้อกับรุ่นใหญ่แล้วสินะ
    #13289
    0
  17. #13288 gift_donny (@gift_donny) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 10:57
    ดีงาม เรื่องแบบนี้ต้องประกาศให้โลกรู้ 555

    อยากรู้ว่าพ่อของราล์ฟเป็นใคร

    รอต่อไปค่ะ รีบๆมาอัพน่ะ หายไปนานมาก
    #13288
    0
  18. #13287 Sirayu Manachot (@3468) (จากตอนที่ 349)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 08:39
    จะเริ่มงัดข้อกะคุณพ่อที่เคารพรักแล้วสินะ
    #13287
    0